--- ตำหนักกลางนภา ยอดเขาเสียดฟ้า ---
วันนี้ตำหนักกลางนภาซึ่งว่ากันว่าเป็สถานที่ซึ่งปราชญ์เบญจธาตุ ผู้ถูกคนสามัญชนเรียกว่าเทพเซียน กำลังวุ่นวาย ราวกับว่าผู้ถูกเรียกว่าเทพเซียนนั้นก็มีอารมณ์ดุจมนุษย์ปุถุชน
--- ตำหนักเหล็ก์ แดนใต้พิภพ ---
อีกหนึ่งผู้ที่ถูกเรียกว่าเทพเซียนวันนี้ก็โกรธโกธาหัวฟัดหัวเหวี่ยงเช่นกัน ว่ากันว่าถึงขั้นมีผู้ถูกมันตัดมือตัดเท้าด้วยคำสั่งของเทพเซียนของมัน ซึ่งมีนามเรียกขานว่าปราชญ์เหล็ก
--- ตำหนักจันทรา แดนบัวมณี ---
เสียงสตรีนางหนึ่งร่ำร้องหัวเราะไม่ว่างเว้น เหมือนกับว่านางจะได้รับรู้เื่ราวบางอย่างที่น่าสุขสันต์ จึงสั่งจัดงานเลี้ยงเริงรมย์เจ็ดวันเจ็ดคืน นอกจากนั้นสตรีผู้ถูกเรียกว่าเทพเซียนยังได้แสดงฤทธาโปรยกลิ่นหอมและกลีบดอกไม้ล่องลอยไปทั่วเจ็ดอาณาจักรหนึ่งเขตแดนทวีปใหญ่ สร้างเป็ปรากฏการณ์อภินิหารอันน่าอัศจรรย์
.
.
.
ผ่านไปแล้วสิบกว่าวัน ณ ตอนนี้นางมารผู้งดงามก็ยังอยู่ในอุ้มมือในอ้อมกอดของฉินเทียน แม้ฉินเทียนจะแปลกใจก็ตาม ภายหลังจากที่นางมารสังหารหมู่บุรุษทั้งหกคนทิ้งไป ฉินเทียนก็คิดว่าตัวมันและนางคงจะต้องแยกจากกันเป็แน่แล้ว เขตป่าแดนสืบค้นก็เดินผ่านล่วงมาไกล
หากแต่เหตุการณ์ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น นางมารผลึกโลหิตลี่อิ่งนางบอกกล่าวบางอย่างกับฉินเทียน นางบอกตัวมันฉินเทียนว่าให้ฉินเทียนพานางไปยังที่ที่หนึ่ง หากฉินเทียนทำสำเร็จ นางจะมอบความปรารถนาหนึ่งอย่างให้ฉินเทียน ไม่ว่าฉินเทียนจะร้องขออะไรก็ตาม หากนางสามารถทำให้ได้นางก็จะทำตามที่ฉินเทียนร้องขอ
ในตอนนั้นฉินเทียนก็แปลกใจเหตุใดนางมารจึงต้องขอร้องและยื่นข้อเสนอให้ตนเช่นนี้ หากนางเลือกบังคับขู่เข็ญตัวมัน มันก็ต้องจำยอมพร้อมกระทำอยู่แล้ว ตราสัญญาลักษณ์ขาวจางแบบตัวมันจะไปสู้อะไรกับใครได้ โดยเฉพาะนางผู้มีตราสัญญาลักษณ์ระดับตำนานสีแดงที่แสดงถึงผู้มีอิทธิฤทธิ์ระดับพลิกฟ้าคว่ำดิน
อย่างไรเสียฉินเทียนตัวมันก็ได้แต่รับปากอยู่แล้ว
หากแต่การเดินทางครั้งนี้ของฉินเทียนมันกับราวเป็ดังความฝัน จะอรุณรุ่งหรือดึกดื่นจันทร์กระจ่าง เบื้องหน้าของฉินเทียนก็มีหนึ่งนางมารผู้เป็ดั่งสตรีผู้งดงามและเลอโฉมให้เมียงมองและโอบกอด ตัวมันโอบอุ้มนางเดินทางผ่านป่าเขาที่ต่างๆ ตามที่นางมารบอกทุกประการ โดยที่ตัวมันไม่รู้เลยว่านางมารนั้นปรารถนาจะไปที่แห่งหนใด
แผนที่นำทางของนางก็ช่างน่าอัศจรรย์ใจ มันคงเป็ของวิเศษของยุคสมัยนี้ลูกบิดอักขระอันเล็กนิดเดียว หากแต่เมื่อนางมารหยดโลหิตของตนเองใส่เข้าไป ลูกบิดอักขระนั้นก็บิดตัวมันเองแปลเปลี่ยนเป็แผนที่สิ่งปลูกสร้าง เทือกเข้าและแมกไม้ต่างๆ อย่างน่าอัศจรรย์ มันคอยนำทางให้ฉินเทียนเดินตามอยู่ตลอด ทิศทางที่มันสร้างขึ้นราวกับเป็ภาพสามมิติ ยิ่งฉินเทียนได้เห็นก็ยิ่งรู้สึกตื่นตาตื่นใจ พร้อมกับรู้สึกตัวว่า 'นี่สิถึงสมกับเป็โลกของผู้ฝึกตน'
ส่วนอาหารการกินฉินเทียนก็แวะหยิบผลหมากรากไม้ตามทางกินเป็ระยะๆ โชคดีที่ตัวมันเองก็เป็ผู้ฝึกตนแม้จะกินน้อย แต่ฤทธาในจิติญญานั้นก็ยังคงประคับประคองร่างกายอยู่ได้สบายๆ สิ่งนี้ช่างวิเศษนักเมื่อเทียบกับชีวิตก่อน ที่ต้องกินอาหารสามมื้อ ไม่กินวันใดก็หิวไม่มีแรง แต่ผู้ฝึกตนในดินแดนนี้เพียงแค่ระดับต่ำสุดก็สามารถอยู่ได้เป็สัปดาห์โดยกินอาหารและพักผ่อนเพียงเล็กน้อย
ในระหว่างเดินทางอาหารหูอาหารตาของฉินเทียนก็คือใบหน้าอันแสนงดงามที่ราวกับนาง์ของนางมาร ตลอดการเดินทางนอกจาก่การร่ายอิทธิฤทธิ์ใส่ลูกบิดอักขระ เวลาที่เหลือของนางจะหลับอยู่ในอ้อมกอดแห่งการโอบอุ้มของฉินเทียน ไม่กินไม่ดื่มสิ่งใด ประดุจเ้าหญิงนิทราหลับใหลในห้วงแห่งความฝันอยู่ตลอด มันทำให้ตัวฉินเทียนรู้สึกลุ่มหลงนางมารผู้นี้อยู่ไม่น้อยเลย
ใครเหล่าจะทนเสน่ห์แห่งความงดงามเช่นนี้ของนางได้ ยากเหลือเกิน ยากเหลือเกิน ฉินเทียนบอกกล่าวเช่นนี้ในใจตน
ตลอดสิบวันที่ก้าวเดิน ยิ่งฉินเทียนเดินก้าวมากเท่าไหร่ในใจของตัวมันก็ยิ่งคิด มันเป็ดังนิสัยเก่าก่อนของตัวมันเอง แม้จะรู้ว่าใจตัวเองปรารถนาสิ่งใด แต่หัวใจอีกด้านของตัวมันก็กลับบอกกล่าวให้ตัวมันเองรู้จักเจียมเนื้อเจียมตัว แม้นางจะได้ชื่อว่าเป็นางมารร้าย แต่ถ้าหากพูดกันถึงเื่ฐานะและความคู่ควร เซลล์เทียนย่อมไม่มีวันเทียบนางได้ไม่ว่าจะเื่ใดหรือทางใด ยามก้าวผ่านสายน้ำบึงนิ่ง ฉินเทียนก็มักมองดูรูปโฉมของตัวมันเอง สภาพภายนอกที่ดูซอมซ่อ ร่างกายก็ผ่ายผอมไม่สมชายชาตรี มันได้แต่กล่าวโทษตัวเองว่าไม่คู่ควร ไม่คู่ควรกับนางเลยแม้แต่น้อย มันพูดมันย้ำๆ ให้ชัดกับตัวมันเอง ไม่ให้คิดฝันในสิ่งไม่ควร แม้บางครั้งจิตใจมันจะล่องลอยไปเพราะนางมารผู้นี้
ตลอดการเดินทางยามมีแดดฝนตัวมันฉินเทียนมักเอาแขนเสื้อ ผ้าเก่า ของตัวมันเองบังป้องลมแดดลมฝนให้แก่นางมาร ยามราตรีค่ำคืนอากาศหนาว ไม่ว่านางจะรู้หรือไม่รู้ หากแต่บนร่างของนางมารก็จะมีเสื้อนอกตัวเก่าของฉินเทียนคลุมกาย มันเป็เช่นนี้ทุกวัน
จนกระทั่งถึงที่หมาย มันเป็ถ้ำลึกที่อยู่ลึกใต้ดิน ภายนอกแทบมองไม่ออกว่าเลยแม้แต่น้อยว่า ณ ตรงจุดนี้จะมีถ้ำลึกซ่อนอยู่ ที่ทางราวกับถูกหลบซ่อนไว้ด้วยพงป่าและขุนเขาธรรมชาติอย่างดี ฉินเทียนเดินเบียด เดินอุ้มนางมารผู้งดงามอย่างทุลักทุเล มาตรว่าตัวมันถนุถนอมนางดุจนาง์ ระมัดระวังเพื่อนางมากจนกระทั่งดูจะเกินพอดีอยู่มาก มันตั้งใจจะไม่ให้แม้ฝุ่นดินโครนภายในถ้ำต้องกายนางแม้แต่น้อย ทำให้่เวลาในการเดินทางนี้ล้าช้าไปมาก
เมื่อเดินลึกเข้าไป ลึกเข้าไปภายในเรื่อยๆ ในที่สุดก็เห็นประตูบานใหญ่ ราวกับเป็ประตูของตำหนักหรือศาลอะไรบางอย่าง มันเป็ประตูหินทั้งบานกว้างใหญ่พอให้ั์สูงร้อยจั้งเดินผ่านสบายๆ ฉินเทียนั้แ่เกิดมาหรือแม้แต่ในชีวิตห้วงมิติก่อนของตัวมันก็ไม่เคยเห็นประตูที่ไหนจะมีขนาดใหญ่โตได้ถึงเพียงนี้ ยิ่งเดินเข้าไปใกล้ก็ยิ่งมีแต่ความตื่นตะลึง
นางมารผลึกโลหิตลี่อิ่งเมื่อมาถึงนางก็ตื่นจากห้วงนิทราหรือจะเป็การตื่นจากการเข้าฌานของนาง ตรงจุดนี้แม้ฉินเทียนก็มิอาจทราบรู้ได้ ดวงเนตรของนางมารสุกใสสกาว คล้ายมีความปีติบางอย่างในใจ นางมารลี่อิ่งเรียกของวิเศษออกจากจากกำไลมือของนาง มันเป็ป้ายสีทองป้ายหนึ่งเขียนว่า "ศาลเทพ์" นางลอยตัวเหยียบอากาศโบยบินงดงามดุจนาง์ไปที่จุดหนึ่งของประตูหินปานใหญ่ ที่ตรงนั้นเมื่อมองไกลๆ ช่างเหมือนกับรูกุญแจใหญ่ั์
หากแต่เมื่อลี่อิ่งนางมารไปถึง รูกุญแจนั้นมันก็ใหญ่โตมากพอให้นางมารยื่นได้สบายๆ ฉินเทียนเห็นเหตุการณ์นี้ไม่ชัด แต่สิ่งที่ตัวมันรู้อย่างแน่ชัดหลังจากนางเข้าไปที่นั่น ไม่ช้าประตูบานใหญ่ก็เปิดออก มันถึงขนาดทำให้แผ่นดินโดยรอบสั่นไหว
แม้แต่ฉินเทียนเองก็แทบจะยืนติดพื้นไม่ได้ ไม่น่าเชื่อประตูหินปานใหญ่หนายังกับูเาใหญ่ๆ ลูกหนึ่งนี้จะถูกทำให้เคลื่อนได้ ฉินเทียนั้แ่ได้มาเกิดใหม่ที่ห้วงมิตินี้ ตัวมันก็นับว่าได้พบเจอความอัศจรรย์ที่ไม่คาดคิดมากมายเหลือเกิน สิ่งต่างๆ ที่มันได้พบเจอช่างดูขัดกับหลักวิทยาศาสตร์ที่ตัวมันรู้มาอย่างมากมายจริงๆ ประตูใหญ่ั์นี้ดูไม่เหมือนจะมีกลไกใดๆ อยู่แม้แต่น้อย มันอย่างจะเปิดก็ถูกเปิดเช่นนี้
เมื่อประตูเปิดอ้า ฉินเทียนก็มองเห็นภายใน มันเป็ทางยาวกว้างสุดลูกหูลูกตาทีเดียว ภายในมีเทวรูปราวกับเป็เหล่าเทพเซียนสถิตอยู่มากมาย นางมารลี่อิ่งเมื่อเห็นประตูเปิดออกสำเร็จนางก็ดีใจรีบวิ่งเข้าไปภายในราวกับ้าค้นหาอะไรบางอย่าง
ส่วนฉินเทียนเองก็มีความรู้สึกแปลก มันรู้สึกเหมือนกับว่ามีบางสิ่งบางอย่างดึงดูดให้ตัวมันเข้าไป ฉินเทียนย่างก้าวดุจความฝันภายในกว้างใหญ่มากเหลือเกิน หากแต่ฉินเทียนกลับรู้สึกว่าตัวเองก้าวไปไม่กี่ก้าวเท่านั้น เหตุใดตัวมันถึงมาถึงบ้านไม้หลังเล็กๆ หลังหนึ่งได้ บ้านไม้หลังนั้นมีขนาดกว้างยาวไม่เกินหนึ่งจั้งแน่นอน บ้านไม้หลังเล็กนี้ให้ความรู้สึกเหมือนศาลเ้าเก่าโบราณในชีวิตเก่าก่อนของฉินเทียนที่ถูกย่อขนาดลงมา ้าของบ้านไม้หลังเล็กนี้เขียนว่า [ศาลเทพ์] ฉินเทียนก็ไม่รู้ทำไมตัวมันปรารถนาจะเดินเข้าไปเปิดบ้านหลังน้อยนี่เหลือเกินขณะที่ตัวมันััโดนเข้ากับบ้านไม้หลังน้อยนั้น
สถานที่โดยรอบของตัวมันก็พลันสว่างจ้า ราวกับว่าตัวมันได้ไปอยู่โลกอีกใบหนึ่งที่แตกต่างออกไป มันช่างดูตระการตาและงดงามราวกับสรวง์ หากแต่ ณ สถานที่งดงามแห่งนี้ก็นับว่ามีสิ่งแปลกๆ ที่ดูผิดแปลกกว่าสิ่งอื่นๆ อยู่มากนัก นั่นคือบ้านหลังน้อยเก่าๆ ที่มันเห็นบัดนี้กลายเป็บ้านไม้หลังใหญ่โตดูโบร่ำโบราณ ซึ่งทำให้ดูขัดแย้งกับพื้นที่โดยรอบที่ราวกับเป็สวนไม้งดงามแห่งสรวง์แห่งนี้
ในความประหลาดใจของฉินเทียนนั้น ไม่นานนักก็มีเสียงดังก้องกังวาน น้ำเสียงนั้นดูอบอุ่นน่าฟังยิ่งนัก มันเป็เสียงที่ทั้งดูคล้ายเด็กน้อยและผู้เฒ่าผู้แก่ในเวลาเดียวกัน
"ยินดีต้อนรับบุรุษวัยเยาว์ผู้มาจากดินแดนที่แตกต่างๆ" พูดจบก็มีบุรุษสูงวัยผมยาวมันรวบเป็อย่างดี รูปร่างอ้วนท้วนน่ารักแต่งกายด้วยชุดเสื้อผ้าชั้นดีเพียงแค่มองผ่านก็รู้ว่าล้ำค่าเพียงไหน ใบหน้าเปื้อนยิ้มหนวดเคราและเส้นผมมีสีขาวสลวย ด้านหลังของบุรุษสูงวัยผู้นี้มีรัศมีทรงกลดเปล่งประกายเพียงแรกเห็นก็ให้ความรู้สึกดุจเทพเทวาเป็เซียนที่แท้จริง มิใช่เทพเซียนอย่างที่ผู้บ่มเพาะชาวยุทธ์และผู้ฝึกฝนอ้างตัวว่าเป็เทพ
ฉินเทียนมองผู้เฒ่าผู้นั้นั์ตาของมันสะท้อนความประหลาดใจอย่างชัดเจน พร้อมกับพูดกับตัวมันเองในใจ 'นิข้าได้เห็นเทพเซียนจริงๆ แล้วใช่ไหม'
บุรุษสูงวัยผู้มีรัศมีทรงกลดเปล่งประกายดุจเทพเซียนหัวเราะเบาๆ ก่อนจะพูดตอบฉินเทียนที่พึงคิดในใจจบ "เ้าจะคิดอย่างนั้นก็ได้เรียกข้าว่าเซียนซุนเถอะ"
ฉินเทียนคุกเข่าโค้งตัวคำนับเซียนซุน เซียนซุนหัวเราะอย่างพอใจในกิริยามารยาทของฉินเทียน ก่อนจะเริ่มบอกเล่าถึงความเป็มาของสถานที่แห่งนี้ "ที่นี่คือศาลเทพ์ นานแล้วที่มันไม่ได้มีเ้าของที่แท้จริง ตัวข้าและเหล่ามหาเทวะที่เหลืออยู่ ณ ที่แห่งนี้คือเศษจิติญญาของเหล่าเทพเซียนผู้ยิ่งใหญ่ที่ได้ทิ้งเอาไว้ ดวงจิติญญาแห่งเทพเซียน ณ ที่แห่งนี้มีทั้งสิ้นหนึ่งร้อยแปดดวงจิติญญาเซียน" เซียนซุนพูดไปพร้อมกับชี้ไปที่รูปปั่นสีทองที่อยู่ภายใน จากนั้นเซียนซุนก็ถามฉินเทียน "เ้าอยากเป็เ้าของที่แห่งนี้ไหม"
ฉินเทียนอ้ำอึงอยู่ครู่หนึ่ง หากแต่ในใจก็คบคิด 'ตัวข้ามิใช่เ้าอาวาสของวัดว่าจะมีศาลศาลาเป็ของตัวเองไปทำไมและมันจะมีประโยชน์อันใดต่อข้า...'
ยังไม่ทันที่ฉินเทียนจะคิดจบเซียนซุนก็หัวเราะเบาๆ พร้อมพูดกล่าวออกมาหลายคำ "ศาลเทพ์นี้มีประโยชน์สิ แถมมีประโยชน์มากด้วย บุรุษหนุ่มวัยเยาว์เช่นเ้าแค่ไม่รู้เท่านั้นเอง"
เมื่อฉินเทียนได้ยินดังนี้เข้าก็คิดสิ่งหนึ่งในใจอย่างห้ามไม่ได้ 'ตาแก่นี่อ่านใจข้าได้รึ' ในความนึกคิดในใจนั้นฉินเทียนมักจะมีนิสัยชอบด่าว่าคนอื่นและนอกจากนั้นตัวมันยังชมชอบเรียกชื่อแทนตัวคนอื่นอย่างหยาบคายอีกด้วย
เซียนซุนก็หัวเราะอีกครั้งพร้อมพูดบางอย่างที่ทำให้ฉินเทียนกระวนกระวายทันที "ใช่ตาแก่คนนี้อ่านใจเ้าได้ ได้ยินเสียงในใจของเ้าชัดแจ๋วทุกคำ เยี่ยมใช่ไหมละบุรุษหนุ่มวัยเยาว์ ฮะฮาฮา" เซียนซุนยิ้มกว้างพร้อมทำท่าทางน่ารักเหมือนเด็กๆ ที่แสดงออกว่าพ่อแม่หนูเก่งใช่ไหม
'!!!เชี้ยแล้ว' ฉินเทียนร่ำร้องในใจของตัวมันอย่างห้ามไม่ได้ สิ่งหนึ่งในชีวิตของตัวมันฉินเทียนที่ตัวมันรู้สึกอับอายเป็ที่สุด และไม่ปรารถนาให้มีผู้ใดรับรู้ ถ้าจะมีสิ่งเหล่านี้ ก็คงจะเป็นิสัยปากสุนัขชอบด่าว่าผู้อื่นในใจของมันนิแหละ
"ก็ไม่เชี้ยเท่าไหร่หรอก อีกหน่อยเ้าก็จะชิน" เซียนซุนพูดตอบพร้อมใบหน้าทะเล้น ด้วยรูปหน้าอวบอ้วนแก้มแดงๆ ที่ดูใจดีทำให้ใครต่อใครถ้าได้เห็นใบหน้านี้ของเซียนซุน ต่อให้เซียนซุนทำอะไรผิดก็ไม่มีใครกล้าโกรธเซียนซุนลงแน่นอน
แต่ฉินเทียนตอนนี้ก็ช่างน่าสงสารนัก มันเป็การยากยิ่งที่จะห้ามใจตัวเองไม่ให้คิดไม่ให้พูดสิ่งใด ยิ่งมันพยายามบังคับมันก็ยิ่งแย่ลง "เชี้ยข้าบังคับให้ตัวเองหยุดพูดในใจไม่ได้!!!"
"ไม่เป็ไรไม่เป็ไร เซียนเฒ่าผู้นี้เข้าใจเ้าดี" เซียนซุนพูดพร้อมตบหลังฉินเทียนเบาๆ การตบหลังเบาๆ นี้ราวกับว่ามีพลังอิทธิฤทธิ์บางอย่าง ความรู้สึกตื่นตระหนกของฉินเทียนอยู่ๆ ก็กลายเป็โล่งสบาย อารมณ์วิตกกังวลก็พลันดีขึ้น สติสตังแจ่มชัดฉินเทียนตัวมันจึงเริ่มควบคุมอารมย์ของตัวเองและความนึกคิดในใจได้บ้างแล้ว
"ดีขึ้นแล้วนะ" เซียนซุนยิ้มๆ อย่างไม่ถือสาต่อฉินเทียนกับคำพูดสุนัขในใจของมัน ก่อนที่ในไม่ช้าเซียนซุนจะถามฉินเทียนต่อ "เ้าคิดว่าที่นี่เป็ไง ปกติข้าจะไม่เชื้อเชิญผู้อื่นมากถึงเพียงนี้เลยนะ หากแต่ข้าเซียนซุนนั้นรู้สึกถูกใจเ้าจริงๆ ดังนี้วันนี้ข้าจะทำตัวเป็คนขายตรงแบบที่ในโลกของเ้าเรียกว่าเซลล์ไง คิคิ ข้าจะขอแนะนำสถานที่แห่งนี้ให้เ้ารู้อย่างละเอียด พอเ้าได้ฟังเ้าจะต้องสนใจมันแน่ๆ เชื่อข้าสิ คิกคิก"
"ศาลเทพ์ คือสมบัติ์ที่ถูกสร้างโดยเทพ์แท้จริงองค์และส่งต่อผ่านเทพ์องค์แล้วองค์เล่ามาอย่างมากมาย หากแต่ภายในศาลเทพ์นี้จะมีเพียงเศษดวงจิตของเทพเซียนองค์เก่าก่อนได้เพียงหนึ่งร้อยแปดดวง เมื่อมีดวงจิตใหม่มาแทน ดวงจิตเก่าก็จะหายไป และข้าเซียนซุนก็คือ เศษจิติญญาขององค์เทพองค์ที่ร้อยแปดของสถานที่แห่งนี้ ก็เรียกได้ว่าข้าเคยเป็เ้าของคนล่าสุดของสถานที่แห่งนี้ก็ได้ แต่เ้าไม่จำเป็ต้องถามหรอกนะว่าข้าเป็ใคร แล้วเทพเซียนองค์อื่นๆ นั้นอยู่ที่ไหนกัน พวกเราเทพเซียนในนี้เป็เพียงแค่เศษจิติญญา พวกเราถูกจำกัดความรู้สึกนึกคิดบางอย่างไว้ ดังนั้นเื่บางอย่างก็มีแต่ผู้เป็เ้าของเท่านั้นที่รู้ได้ ดวงจิติญญาเช่นเรามิสามารถเข้าใจมันได้น่ะนะ"
เซียนพูดต่อโดยไม่ให้ฉินเทียนพูดแทรกแม้แต่น้อย "สิ่งหนึ่งที่เ้าต้องรู้ในมหาจักรวาลทั้งเจ็ดนั้นมียอดสมบัติเทพสถิตอยู่มากมาย แต่ชิ้นที่เป็ที่สุดของแต่ละที่นั่นมีเพียงหนึ่ง ซึ่งศาลเทพ์คือยอดสมบัติของมหาจักรวาลนี้ซึ่งมีเพียงหนึ่ง โดยศาลเทพ์นั้นมีความสามารถมากมายยิ่ง มันอัศจรรย์เกินสมบัติ์ชิ้นใดๆ จะเทียบเทียมได้ง่ายๆ หากแต่การจะเป็เ้าของมันก็ไม่ใช่ง่ายดายเช่นกัน ผู้ปรารถนาจำเป็ต้องผ่านการทดสอบและการยอมรับจากหนึ่งร้อยแปดเศษจิติญญาเช่นข้า เมื่อข้าพูดมาขนาดนี้เ้าสนใจบ้างแล้วหรือยังฉินเทียน"
ฉินเทียนพยักหน้า แน่นอนสมบัติเทพอยู่ตรงหน้าเป็ใครก็ต้องสนใจ
แต่คำพูดต่อมาของเซียนซุนกลับทำให้ฉินเทียนเลือกจะปฏิเสธในทันที "เพียงแค่เ้าเลือกผ่านนรกขุมใดขุมหนึ่งจากเจ็ดขุมเ้าก็จะได้เป็เ้าของมันทันที" เซียนซุนพูดพร้อมรอยยิ้ม เหมือน้าเผด็จศึกปิดการขายแบบเซลล์ขายของตลาดล่างที่เห็นเหยื่อของตัวเอง
"ท่านเซียนซุนข้าน้อยคิดว่าตัวข้าน้อยคงไม่เหมาะกับสมบัติชิ้นนี้ ชีวิตของข้าน้อยคงไม่มีบุญวาสนามากพอที่จะได้เป็เ้าของมัน"
เซียนซุนยิ้มแก้มแดงก่อนจะหัวเราะเบาๆ ตัวมันยังไม่ยอมแพ้ที่จะขายของชิ้นนี้ให้กับฉินเทียน มันจึงเริ่มทำการเสนอขายศาลเทพ์ราวกับเป็เซลล์ขายรถยนต์ที่้าปิดยอดขายโดยเร็ว "นิๆ บุรุษหนุ่มวัยเยาว์ เ้าไม่ต้องกลัวหรอกในการทดสอบนี้นั้นง่ายมากๆ เ้ามีสิทธิ์ตายได้ซ้ำๆ ตายได้ย้ำๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่าจะหมื่นพันแสนชีวิตก็ได้ จนกว่าจะผ่านมัน ต่อให้แขนขาดเ้าขาด หัวเ้าหลุด พอเ้าตายปุ๊บเ้าก็จะเกิดใหม่ทันที เรียกว่าตายใหม่ได้ซ้ำๆ จนกว่าจะสอบผ่าน แค่เ้าพยายามเล็กน้อย ไม่นานก็สำเร็จ"
ฉินเทียนยิ้มแบบหน้าเสียเบาๆ ภายในใจนึกถึงภาพตัวเองตายซ้ำๆ ร้อยสองร้อยชีวิต แค่คิดตัวมันก็แทบบ้าจะทนไม่ไหวแล้ว มีใครที่ไหนชอบการตายบ้างเหล่า และสิ่งใดเล่าที่มนุษย์ทุกผู้นามหวาดกลัวเป็ที่สุด ถ้าไม่ใช้ความเ็ปและความตาย และจะมีคนบ้าที่ไหนจะเลือกเดินทางไปในเส้นทางที่ตัวเองจะต้องตกตายซ้ำๆ ถ้าจะมีก็คงมีแต่คนบ้าเท่านั้น แต่ถึงอย่างนั้นฉินเทียนก็มีบางอย่างที่สงสัยจึง้าสอบถามเซียนซุนเพื่อเรียนรู้ "ท่านเซียนข้าขอถามอะไรท่านหน่อยได้หรือไม่"
"ฉินเทียนเ้าอยากถามอะไรข้า เ้าสามารถถามข้าเซียนซุนผู้นี้ได้เลย ถ้าข้ารู้อะไรข้าจะบอกเ้าทุกอย่างโดยไม่ปิดบังแม้แต่น้อย" เซียนซุนยิ้มแฉ่งราวเด็กน้อย เหมือนกับเห็นว่าเหยื่อนั้นติดเบ็ดแล้ว
"ล่าสุดมีคนเข้ามาทดสอบภายในนี้บ้างหรือไม่"
เซียนซุนตอบกลับในทันทีพร้อมตาเป็ประกาย "ในรอบแสนหนึ่งหมื่นปีนี้มี 4673 คนเท่านั้นเอง ตราสัญญาลักษณ์แดง 4103 คน ตราสัญญาลักษณ์ส้ม 480 คน ที่เหลือคือตราสัญญาลักษณ์สีเหลืองหุหุ"
ใบหน้าของฉินเทียนเริ่มเสียแบบมิอาจจะเก็บอาการได้แบบแปลก "มีคนสอบผ่านหรือไม่"
"ยอมแพ้แล้วตกตายสิ้นหมดทุกคนเลย คิคิ" เซียนซุนตอบด้วยใบหน้าใสซื่อราวกับเด็กน้อยพร้อมรอยยิ้ม ซึ่งสำหรับฉินเทียนแล้วมันช่างเป็รอยยิ้มที่แสนสยองขวัญสั่นประสาท "บางคนทนได้ร้อยชีวิตก็ยอมแพ้ บางคนดีหน่อยผ่านนรกสองสามพันปี แต่สุดท้ายพอตายไปแสนสองแสนชีวิตสุดท้ายก็ยอมแพ้ เหอ... พวกมันช่างไม่เอาไหนแม้แต่น้อยแค่นี้ก็ทนไม่ไหว แต่ถ้าเป็เ้าฉินเทียนข้ามั่นใจ" เซียนซุนยิ้มแฉ่งตาเป็ประกายจ้องไปที่ฉินเทียน
จากนั้นเซียนซุนก็มองลึกเข้าไปในดวงตาของฉินเทียนพร้อมกล่าวอะไรบางอย่างออกมา เซียนซุนกำลังพยายามขายของอีกครั้ง "ฉินเทียนแต่ข้าเชื่อว่าเ้าไม่ใช่คนอ่อนแอเช่นนั้น ตายซักแสนสองแสนชีวิตคงไม่ลำบากเ้าใช่ไหม หากเ้าอดทนเพียงแป๊บเดียว เดี๋ยวก็ผ่านแล้ว"
"ท่านเซียนซุนแป๊ปเดียวของท่านคือเวลาเท่าไร่"
เซียนซุนทำสีหน้าครุ่นคิด ก็จะยิ้มตอบด้วยน้ำเสียงสดใส "มันก็ขึ้นอยู่กับตัวเ้าเอง แต่จากที่ข้าคิดคำนวนแป๊ปเดียวนี้ก็น่าจะประมาณก็แค่ สิบถึงยี่สิบล้านปีเท่านั้น เ้าอดทนแค่เล็กน้อย ไม่ช้าก็ผ่านบททดสอบเป็เ้าของศาล์แห่งนี้"
หากแต่เมื่อเซียนซุนพูดจบ
.
.
.
"ท่านเซียนซุนข้าน้อยขอตัวไม่ทราบทางออกจากที่นี่อยู่ตรงไหน"