“ตะวันไปหยิบให้ค่ะ”
ได้ยินเช่นนั้นอันธกานต์จึงกลับลงไปนั่งบนเตียง.. ถ้าหากตะวันวาดไม่หันหลังไปเสียก่อน เธอก็คงจะเห็นได้ว่าแววตาสีน้ำตาลเข้มนั้นเปล่งประกายวาววับอย่างร่าเริง
“ทำไมถึงช่วยฉัน”
ประโยคคำพูดไม่เกี่ยวข้องกับสิ่งใด ๆ ก่อนหน้าทำให้ตะวันวาดชะงักฝีเท้าขณะที่เดินถือขวดน้ำกลับมาให้อันธกานต์ หญิงสาวหลบตาอีกฝ่าย เธอหยุดยืนหน้าเขาพร้อมยื่นขวดน้ำให้
“เป็นคนอื่นตะวันก็ช่วยค่ะ”
“แปลว่าไม่ได้เกลียด? ”
“ไม่ได้เกลียดค่ะ” แค่ไม่อยากเกี่ยวข้องด้วย.. ตะวันวาดยังพูดไม่จบประโยคอีกฝ่ายกลับแทรกขึ้นมาก่อน
“แล้วเธอชอบฉันมั้ย..? ”
ตะวันวาดมองร่างสูงตรงหน้าอย่างตกตะลึง.. คำถามนั้นปักลงกลางใจอย่างไม่ทันตั้งตัว ก่อนความตกใจจะแปลเปลี่ยนเป็นความโมโห หญิงสาวถอนหายใจแรง สีหน้าบ่งบอกว่าไม่อยากเชื่อสิ่งที่ตัวเองเพิ่งจะได้ยิน เธอตวัดสายตาออกไปมองด้านข้าง
“ภรรยาของคุณเพิ่งเสียไปนะคะ”
“....” คราวนี้คนที่เงียบกลับเป็นอันธกานต์..
“มาจนถึงตอนนี้ตะวันก็ยังไม่รู้ว่าคุณแต่งงานกับพี่บุหลันเพราะอะไร และถึงแม้ว่าพี่บุหลันจะไม่อยู่แล้ว คุณก็ควรให้เกียรติพี่สาวฉันบ้าง” เสียงหวานเอ่ยต่ออย่างดุดันขึ้น เมื่อเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับพี่สาวของเธอ ตะวันวาดไม่สามารถหยุดยั้งตัวเองจากความโมโหได้เลย
“....”
อันธกานต์สบมองใบหน้ากลมรูปไข่.. ถอนสายตาออกจากเธอ เขาลุกขึ้นยืนและเดินออกจากห้องไปอย่างเงียบ ๆ
ในช่วงกลางวันตะวันวาดปรากฏตัวขึ้นที่บ้านอัศวะนัย เธอได้รับสายจากภูจินดาเมื่อช่วงเช้าหลังจากที่อันธกานต์กลับไปไม่นาน ภูจินดาบอกเธอว่าภูธเรศสภาพจิตใจไม่ดีนัก สองสาวจึงตกลงนัดกันรับประทานอาหารกลางวันที่บ้านของภูจินดา
เมื่อยืนอยู่หน้าประตูบ้านร่างเล็กถอนหายใจเล็กน้อย บอกไม่ได้ว่าเหตุใดจึงรู้สึกกังวลใจอย่างประหลาด ทันทีที่เธอย่างเท้าเข้าไปในตัวบ้านเธอได้พบกับชาตรี บิดาของพี่สาวพี่ชายทั้งสองของเธอ
“คุณลุงสวัสดีค่ะ” เธอกล่าวทักทายพร้อมกับประนมมือไหว้เขา ชายสูงวัยรับไหว้เด็กสาวที่เขาคุ้นหน้าคุ้นตา ก่อนจะบอกให้เธอเดินไปนั่งเป็นเพื่อนเขาที่ห้องนั่งเล่น ลูกสาวบอกเขาเอาไว้ก่อนแล้วว่าตะวันวาดจะมารับประทานอาหารเที่ยงด้วยกัน
ตะวันวาดนั่งลงอย่างเรียบร้อยตรงโซฟาข้างชาตรี
“คุณลุงเป็นยังไงบ้างคะ เมื่อสองวันก่อนพี่ภูบอกว่าคุณลุงไม่ค่อยสบาย”
ชาตรียิ้มตอบ กวักมือเรียกแม่บ้านวัยสามสิบเศษคนเดียวในบ้าน
“ดีขึ้นมากแล้วล่ะ คุณมนผมรบกวนเตรียมโต๊ะอาหารเลย” ชาตรีกล่าวกับตะวันวาด ก่อนจะหันไปหาแม่บ้าน
“แก่แล้วก็ขี้โรคแบบนี้” เขาหัวเราะ ตะวันวาดยิ้ม ๆ
“จินน่าจะใกล้ถึงแล้ว ตะวันเป็นไงบ้าง ไม่ได้เจอเสียนาน ที่งานศพลุงก็ไม่ค่อยได้คุย” ชายสูงวัยเอ่ยถามอย่างคุ้นเคย ถ้าเทียบกับทุกคนในครอบครัวของบุหลันรังสรรค์ ตะวันวาดดูเหมือนจะเป็นคนเดียวที่เขาคุ้นเคยที่สุด
“หนูสบายดีค่ะ พอหมดงานศพก็ไม่ค่อยยุ่งเท่าไหร่แล้ว”
“จะว่าไป.. จินบอกลุงว่าก่อนหน้านี้หนูทำงานกับธัน..” เสียงทุ้มแหบเอ่ยขึ้นบอกไม่ได้ว่าเป็นประโยคบอกเล่า หรือเป็นประโยคคำถาม
ตะวันวาดเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยเมื่อได้ยินชื่อบุคคลที่สาม เธอพยักหน้าตอบรับ
“ใช่ค่ะ พอดีว่ามีคุณลุงที่รู้จักแนะนำให้โดยบังเอิญ” เสียงเล็กตอบให้รายละเอียดเพื่อไม่ให้คำตอนนั้นสั้นเกินไป แม้ว่าน้ำเสียงจะบอกอย่างชัดเจนว่าไม่ค่อยสะดวกใจสักเท่าไหร่นัก
ทว่าชาตรีไม่ได้สนใจ..
“น่าเสียดายนะ” ชายสูงวัยเอ่ยต่อ
คิ้วเรียวสวยบนใบหน้าหวานเลิกขึ้นอย่างเป็นคำถามชัดเจน ชาตรีเห็นดังนั้นก็พลางหัวเราะน้อย ๆ
“ลุงเห็นหนูมาตั้งแต่เด็ก เป็นเหมือนลูกหลานคนหนึ่ง เพราะฉะนั้นลุงก็จะไม่พูดอ้อมค้อม”
“....” ตะวันวาดมองอีกฝ่ายอย่างตั้งใจฟัง
“จริง ๆ ถ้าตะวันยังไม่ลาออกจากงาน ลุงก็อยากจะให้หนูทำงานกับอันธกานต์ต่อไป”
ตะวันวาดพยายามอย่างมากที่จะไม่ทำสีหน้าตื่นตระหนก เธอหลบสายตาอีกฝ่าย ฝืนยิ้มบาง
“ทำไมเหรอคะคุณลุง? ”
“มาจนป่านนี้หนูจะรู้ว่าอันธกานต์กับภูธเรศไม่ค่อยลงรอยกันใช่ไหม”
ตะวันวาดพยักหน้าค่อย ๆ
“จริง ๆ ทั้งหมดมันเป็นเรื่องระหว่างลุงกับเด็กคนนั้น ไม่ใช่ภูธเรศ..”
“...” ตะวันวาดไม่มั่นใจว่าเหตุใดชาตรีจึงกล่าวเช่นนั้น.. แต่นั่นไม่สำคัญอีกต่อไป
“ถ้าตะวันยังทำงานกับธัน คงพอจะช่วยเป็นหูเป็นตาให้ลุงกับภูได้บ้าง” ชายสูงวัยเอ่ยตั้งใจสบตากับตะวันวาด เขายิ้มอย่างหนักใจ
“มันอาจจะฟังดูแปลกอยู่สักหน่อย.. แต่ยังไงเราก็เหมือนครอบครัวเดียวกัน.. จริงไหม? ” เสียงทุ้มเอ่ยย้ำ.. ตะวันวาดไม่สามารถละสายตาไปจากอีกฝ่ายได้ หญิงสาวกลืนน้ำลายอึกอย่างไม่รู้ตัว ฝืนยิ้ม ไม่รู้จะเอ่ยตอบเช่นไร..
อย่างไรก็ตาม.. ตอนนี้เธอก็ไม่ได้ทำงานกับอันธกานต์แล้ว..
“ตะวันลาออกแล้วน่ะค่ะ” เสียงเล็กเอ่ยขึ้น
ชาตรีพยักหน้าอย่างเข้าใจ
“นั่นสินะ” เขายิ้ม.. แม้จะมองตะวันวาดอยู่ ทว่าห้วงคำนึงกลับนึกย้อนไปถึงภาพถ่ายหลายใบที่เขาได้รับผ่านอีเมลเมื่อช่วงใกล้รุ่งของเช้าวันนี้
ตั้งแต่ได้รับทราบว่าอันธกานต์กลับมาที่ประเทศไทยแล้ว ชาตรีได้ติดต่อลูกน้องที่เขาไว้ใจให้สืบประวัติอันธกานต์อย่างลับ ๆ เนื่องจากเขาไม่ได้รับข่าวสารของเด็กหนุ่มมานานหลายปี.. เมื่อได้เจอกันอีกครั้งที่งานศพ ชาตรียิ่งรู้สึกว่าเขาต้องระมัดระวัง และรอบคอบมากขึ้น เขาจ้างวานให้คนติดตามอันธกานต์ และส่งข่าวให้เขาอย่างเงียบ ๆ
คาดไม่ถึงว่าเด็กสาวตรงหน้าดูจะมีความสัมพันธ์ที่น่าสนใจกับเด็กนั่น ภาพที่อันธกานต์ยืนรออีกฝ่ายหน้าห้องพัก และภาพที่ทั้งคู่เดินเข้าไปในตัวตึกด้วยกันนั้นทำให้ชาตรีมั่นใจว่าตะวันวาดต้องรู้จักกับอันธกานต์มากกว่าความเป็นพี่เขยอย่างแน่นอน..
“พี่จิน” เสียงเล็กที่เอ่ยชื่อลูกสาวเรียกชาตรีให้กลับมายังปัจจุบัน
ภูจินดาปรากฏตัวขึ้น และกำลังเดินตรงมายังทั้งสองคน ชาตรีมองลูกสาวก่อนจะยิ้มให้เธอ
ภูธเรศปรากฏตัวขึ้นหลังจากนั้นไม่นานนัก ทั้งสี่คนรับประทานอาหารกลางวันภายในห้องอาหารของบ้านอัศวะนัย บทสนทนาส่วนใหญ่ไม่เกินไปกว่เรื่องของโรงแรม ผสมปะปนไปกับเรื่องราวเพื่อน ๆ ชายหญิงของภูจินดาที่หญิงสาวนำมาเล่าเสริมความบันเทิงให้กับคนในบ้าน
ภูธเรศดูเหมือนจะร่าเริงขึ้น แม้ว่าจะรับประทานอาหารไปอย่างเงียบ ๆ อย่างน้อยเขาก็ยิ้มและหัวเราะไปด้วยกัน
“แล้วเมื่อไหร่ตะวันจะยอมมาช่วยงานฉันเนี่ย” เสียงเล็กหันขวับมาถามสาวน้อยเมื่อทุกคนรับประทานอาหารเสร็จเรียบร้อยแล้ว
“เด็ก ๆ คุยกันไปแล้วกันนะ พ่อขึ้นไปห้องทำงานก่อน”
ตะวันวาดมองชาตรีที่ลุกขึ้นยืนในเวลาเดียวกัน เธอสบตาคนเป็นลุงก่อนจะหันมองภูจินดา
“ค่ะพ่อ” ภูจินดาตอบ
ภูธเรศมองบิดาที่เดินจากไป ก่อนจะหันกลับมามองสองสาวน้อยที่นั่งอยู่ตรงข้ามเขา
“อาทิตย์หน้าตกลงไหม” ภูจินดาเอ่ย ไม่รอให้ตะวันวาดตอบ
ภูธเรศยกรอยยิ้มมุมปากขึ้นขำนิสัยช่างจัดการของน้องสาวตัวเอง
ตะวันวาดทำแก้มป่อง
“ตะวันไม่มีประสบการณ์ทำงานเลย กลัวจะช่วยพี่จินไม่ได้” เสียงเล็กตอบอย่างเกรงใจ
“ทักษะงานมันฝึกกันได้ แต่หาคนไว้ใจได้นี่สิหายาก” ภูจินดาเอ่ยต่ออย่างไม่ยอมแพ้.. เธอรู้จักตะวันวาดมานานและรู้ว่าอีกฝ่ายเป็นคนเช่นไร ตะวันวาดยังเป็นคนที่เรียนรู้ไวทำให้ภูจินดาไม่ห่วงเรื่องการทำงานของเธอเลย
คนถูกหว่านล้อมนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเหลือบมองภูธเรศ
“งั้นพี่ภูไปทำงานพร้อมกันมั้ยคะ” สาวน้อยเอ่ยอย่างร่าเริง ภูจินดามองพี่ชายนัยน์ตาวาววับเป็นประกาย พยักหน้าหงึกหงักไปมาอย่างเห็นด้วยกับตะวันวาด
“นั่นสิ! พี่ชายพักร้อน ส่วนน้องสาวอย่างฉันเนี่ยหัวร้อนไปหมดแล้ว” คนเป็นร้องสาวกล่าวน้ำเสียงห้าว ตะวันวาดได้แต่หัวเราะ
“อือ”
คำตอบรับอย่างดื้อ ๆ ของพี่ชายทำให้ภูจินดาสบตากับตะวันวาดตาโต น้องสาวหันไปมองพี่ชายตัวเองอีกครั้ง
“พูดจริงนะ” ภูจินดาแทบจะตะโกน
“อื้อ” ภูธเรศตอบเสียงสูงขึ้น พลางอดหัวเราะกับท่าทางของน้องสาวตัวเองไม่ได้ ตะวันวาดยิ้มพร้อมปรบมืออย่างดีใจไปด้วย..
ในเวลาเดียวกันอันธกานต์ก็ไม่ได้ไปทำงานและไม่ได้ไปโรงพยาบาล..ชายหนุ่มติดต่อผู้ช่วยทั้งสองคนของเขาให้ยกเลิกงานทุกอย่างที่มี ก่อนจะปิดโทรศัพท์มือถือตัดการติดต่อหลังจากนั้น.. เขาอยู่ที่บ้านสินธพ
วาเลนไทน์ดูจะดีใจมากที่แด๊ดดี๊ของเธอมีวันหยุดเพิ่มขึ้นมาหนึ่งวัน สาวน้อยตามติดอันธกานต์แจ.. ชายหนุ่มนั่งมองลูกสาวที่ทั้งออดทั้งอ้อนเขาอย่างรักใคร่
อัญญานำขนมที่ตนเองทำเก็บเอาไว้ออกมาให้ทั้งคู่ สินธพเดินมาพร้อมกัน
“ตะวันวาดลาออกแล้วนะครับ” เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นกับสินธพ ก่อนจะแปลกใจเมื่ออีกฝ่ายมีท่าทีรับทราบอยู่ก่อนแล้ว
“เมื่อวานเธอพูดอยู่เหมือนกัน เห็นบอกว่าจะคุณจินอยากให้ไปทำงานด้วย”
“....”
ข้อมูลใหม่ที่ได้รับทำให้อันธกานต์เงียบไป.. หัวใจชายหนุ่มเต้นแรงขึ้นอย่างที่เขารู้สึก อันธกานต์กลืนน้ำลายข่มสีหน้านิ่งงันแตกต่างจากความดุเดือดที่ปะทุขึ้นภายในใจ
ทำงานกับภูจินดา..
เด็กนั่นจะไปทำงานที่โรงแรมภูธเรศงั้นเหรอ..
เพียงเสี้ยวความคิดที่แวบขึ้นทำให้อันธกานต์กัดฟันกรอด.. ทำไมทุกอย่างต้องกลับไปอยู่ที่อัศวะนัย..
“แด๊ดดี๊” เสียงลูกสาวที่ดังขึ้นทำให้อันธกานต์หันขวับไปมองวาเลนไทน์
สาวน้อยเบิกตาโตขึ้นด้วยความตกใจ.. แม้จะเป็นเด็ก แต่เธอกลับสามารถรับรู้สึกพลังงานและสีหน้าที่ออกมาจากคนเป็นพ่อได้ดียิ่งกว่าคำพูดของเขา
วาเลนไทน์ลุกขึ้น ก่อนจะวิ่งปรู๊ดไปหลบหลังอัญญา.. อันธกานต์ถอนสีหน้าลง สบมองผู้เป็นป้าด้วยสีหน้างุนงง
“เป็นอะไรไปจ้ะ” หญิงสูงวัยเอี้ยวตัวมองคนตัวเล็กที่ตอนนี้เอาหน้าซุกเข้ากับกระโปรงเธอ
วาเลนไทน์ยกนิ้วชี้ไปทางอันธกานต์ โดยที่ยังไม่ยอมถอนหน้าออกจากอัญญา
“แด๊ดดี๊น่ากลัว”
ผู้ใหญ่ทั้งสามคนมองหน้ากัน อันธกานต์กลืนน้ำลายอึกอีกครั้งอย่างไม่รู้ตัว ปรับสีหน้าและโทนน้ำเสียงของตัวเองอย่างฉับพลัน
“เลิฟ.. กลัวอะไรแด๊ดดี๊ฮึ? ” เขาเอ่ยพร้อมกับรอยยิ้ม
“กลัว กลัว” เสียงเล็กยังตะโกนอยู่
“เลิฟ..”