ทันทีที่เท้าอีกข้างตามเข้ามาเส้นทางบนหน้าจอซึ่งดับอยู่ในกระเป๋าก็สั่นหนึ่งครั้งก่อนลูกศรบอกตำแหน่งจะหมุนกลับไปยังจุดเริ่มต้นโดยไม่มีใครเห็น
เสิ่นโม่จิ่นเดินลึกเข้าไปโดยยังไม่หันกลับ
ด้านหลังของเธอโคมกระดาษตรงปากตรอกแกว่งเพียงหนึ่งครั้งแล้วหยุดนิ่งอยู่เหนือทางซึ่งเพิ่งเดินผ่านมา
*****
ยิ่งเดินลึกเข้าไปแถบแดดซึ่งพาดถึงพื้นจากปากตรอกก็ยิ่งถูกอาคารสองฝั่งตัดจนแคบลง
เสิ่นโม่จิ่นไม่ได้หันกลับไปมองโคมกระดาษด้านหลังอีกรองเท้าหูหนีบเหยียบผ่านพื้นซีเมนต์ที่มีความชื้นเกาะเป็หย่อม
เสียงจากถนนใหญ่ยังตามเข้ามาถึง่แรก
อากาศตรงนี้กลับเย็นกว่าด้านนอกจนผิวแขนรับรู้ได้ทั้งที่แดดเช้าเริ่มขยับสูงและไม่มีลมพัดผ่านช่องระหว่างอาคาร
ร้านค้าห้องแรกปิดด้วยบานไม้เก่ากระดาษโฆษณาซึ่งเคยติดบนประตูหลุดเหลือเพียงครึ่งแผ่น
ถัดไปเป็ร้านขายอาหารที่เก็บโต๊ะเก้าอี้ซ้อนกันอยู่หลังกระจกมีหม้อนึ่งใบใหญ่คว่ำไว้ตรงเคาน์เตอร์ทว่าไม่มีเ้าของร้านหรือคนเตรียมของอยู่ด้านใน
หญิงสาวเดินผ่านโดยไม่ได้ชะลอ
ความทรงจำของเสิ่นโม่จิ่นเดิมบอกว่าตรอกนี้่เช้าควรมีคนออกมาซื้ออาหารพนักงานจากมหาวิทยาลัยมักใช้ทางลัดเส้นเดียวกัน
ร้านขายซาลาเปาตรงหัวมุมจะเปิดั้แ่ฟ้ายังไม่สว่างและร้านขายของชำฝั่งตรงข้ามจะตั้งลังน้ำดื่มขวางทางเท้าเป็ประจำ
ตอนนี้บานประตูทุกห้องปิดสนิท ไม่มีแม้แต่ถุงขยะซึ่งร้านอาหารควรวางรอรถมาเก็บ
เสิ่นโม่จิ่นเหลือบมองเวลาบนโทรศัพท์หกโมงห้าสิบหกนาที ตัวเลขยังเดินตามปกติ สัญญาณโทรศัพท์เหลือสามขีด
เธอลดหน้าจอลง แต่ไม่ได้เก็บเข้ากระเป๋าทันที
'เช้าเกินไปจนร้านยังไม่เปิดหรือคนแถวนี้รู้ว่ามีอะไรเลยไม่เปิดวะ'
คำถามไม่ได้ทำให้ฝีเท้าหยุดลงเพียงเปลี่ยนระยะก้าวให้สั้นกว่าเดิมมืออีกข้างจับสายย่ามไว้ตรง่อกเพื่อให้หยิบของด้านในได้สะดวกหากจำเป็
เส้นทางยังคงตรงไม่มีทางแยกซ่อนอยู่ตามผนังและไม่พบสิ่งใดขวางทาง
ตรอกธรรมดาก็มีจุดที่อับแดดจนเย็นชื้นได้ร้านรวงอาจปิดเพราะถนนใหญ่ถูกกั้นหรือเ้าของพื้นที่ได้รับประกาศบางอย่างซึ่งความทรงจำของร่างยังไม่เคยรู้
เสิ่นโม่จิ่นยังไม่ตัดสินจากความผิดปกติเพียงไม่กี่จุด
อีกสิบกว่าก้าวต่อมากลิ่นแป้งนึ่งซึ่งควรติดอยู่หน้าร้านซาลาเปากลับไม่มีเหลือป้ายไม้เหนือประตูยังมีรอยน้ำมันจับตรงขอบ ทว่าตัวอักษรบนป้ายเขียนว่าร้านซ่อมรองเท้าสกุลเฉิน
ใต้ป้ายมีรูปบูตรองเท้าหนังสีดำวาดไว้หนึ่งข้าง
หญิงสาวหยุดมอง
ตำแหน่งประตู หน้าต่างและรอยแตกตรงมุมผนังตรงกับภาพในความทรงจำทุกอย่าง
ร้านซาลาเปาของหญิงวัยกลางคนควรอยู่ตรงนี้โต๊ะเตรียมแป้งตั้งชิดหน้าต่างฝั่งซ้าย ส่วนหม้อนึ่งซ้อนกันอยู่ใกล้ประตูหลัง
แต่หลังบานกระจกขุ่นกลับมีชั้นวางรองเท้าเรียงอยู่เต็มผนัง
รองเท้าบนชั้นทุกคู่หันปลายเข้าด้านในเหลือส้นเท้าเรียงออกมาทางหน้าร้านราวกับคนใส่กำลังยืนหันหน้าเข้าหากำแพง
เสิ่นโม่จิ่นขยับเข้าไปใกล้เพียงครึ่งก้าวสายตามองผ่านช่องซึ่งไม่มีฝุ่นเกาะตรงกลางกระจก
ในร้านไม่มีคน
เก้าอี้ซ่อมรองเท้าตัวหนึ่งตั้งอยู่หลังเคาน์เตอร์ด้ายสีดำถูกดึงค้างระหว่างเข็มกับพื้นรองเท้า ปลายด้ายยังไหวเบา ๆทั้งที่ประตูและหน้าต่างปิดอยู่
หญิงสาวไม่ได้ยื่นมือแตะกระจก
เธอถอยกลับมาหนึ่งก้าวแล้วเดินต่อปล่อยให้ป้ายร้านซ่อมรองเท้าอยู่ด้านหลัง
'ความทรงจำอาจเก่า แผนที่ก็อาจไม่ได้อัปเดตแต่ถ้ารองเท้าทุกคู่ยืนหันหน้าชนกำแพง เ้าของร้านก็คงไม่ค่อยอยากขายของเท่าไร'
เสียงน้ำไหลดังมาจากร่องระบายน้ำฝั่งขวา
น้ำสีเทาจำนวนไม่มากกำลังเคลื่อนผ่านเศษใบไม้กับก้นบุหรี่ทิศทางของมันสวนกับความลาดของพื้น ร่องระบายน้ำต่ำลงทางปากตรอกแต่น้ำกลับไหลลึกเข้าไปด้านใน
“........”
ตอนแรกความเร็วของมันช้ามากหากไม่หยุดมองคงคิดว่าเป็น้ำขัง
เสิ่นโม่จิ่นย่อตัวลงโดยเว้นระยะจากขอบร่องไว้หนึ่ง่แขน
ใบไม้แห้งชิ้นหนึ่งถูกน้ำพาขึ้นเนินผ่านหน้าเธอไปจนถึงรอยแตกใต้กำแพง จากนั้นส่วนปลายของใบไม้จึงยกขึ้นแนบผิวอิฐ
น้ำไม่ได้ซึมหายเข้าไปตามรอยต่อ
มันค่อย ๆ ไหลพาใบไม้ขึ้นบนกำแพงในแนวดิ่ง
คราบสีเข้มเลื้อยผ่านอิฐทีละก้อนโดยไม่หยดกลับลงพื้นเมื่อถึงระดับเข่า ใบไม้ชิ้นนั้นติดค้างอยู่กับผนัง ส่วนสายน้ำยังไต่สูงขึ้นต่อไป
เสิ่นโม่จิ่นลุกขึ้น สายตาตามคราบเปียกไปจนถึงชายคา
เหนือร้านปิดมีโคมกระดาษเก่าแขวนเรียงอยู่สามดวงทุกดวงยังดับ แผ่นกระดาษกรอบจนเห็นโครงไม้ด้านใน แต่เงาของโคมกลับทอดไปทางปากตรอกทั้งที่แสงเช้าส่องมาจากทิศเดียวกัน
เงาของหญิงสาวตกเฉียงไปทางซ้าย
เงาของโคมทั้งสามทอดสวนไปทางขวา
เธอเหลือบมอง้าอีกครั้งเพื่อหาแหล่งแสงอื่นไม่มีหลอดไฟติดอยู่ใต้ชายคา หน้าต่างชั้นสองปิดด้วยแผ่นไม้และไม่มีสิ่งใดสว่างพอจะสร้างเงาอีกทิศได้
เสิ่นโม่จิ่นเดินต่อ เสียงรองเท้าแตะกระทบพื้นดังตามจังหวะเท้า
แปะ
แปะ
หลังฝ่าเท้าหยุดเสียงอีกหนึ่งจังหวะกลับดังขึ้นจากด้านหลัง
แปะ
หญิงสาวนิ่งอยู่กลางตรอก
ครู่ต่อมา เธอยกเท้าขวาแล้ววางลงเบากว่าเดิม
แปะ
ไม่มีเสียงตามมา
แต่เมื่อผ่านไปเกือบครึ่งวินาทีจังหวะเดียวกันจึงสะท้อนกลับมาจากผนังฝั่งซ้าย
แปะ
ไม่ใช่เสียงก้องตามระยะปกติเสียงก้าวนั้นช้ากว่าการเคลื่อนไหวของเธออยู่ครึ่งจังหวะ
ทั้งน้ำหนักและตำแหน่งยังเหมือนมีอีกคนกำลังเหยียบตามรอยเดิมทุกก้าว
เสิ่นโม่จิ่นหันกลับ
ทางซึ่งเพิ่งเดินผ่านว่างเปล่าร้านซ่อมรองเท้ายังคงปิด ไม่มีคนยืนตามหลังและแถบแดดตรงปากตรอกก็ยังมองเห็นอยู่ไกลออกไป
ไกลกว่าที่ควรจะเป็
จากตำแหน่งนี้ เธอเดินเข้ามาไม่ถึงสองร้อยเมตรต่อให้ร้านสองฝั่งบังมุมมอง ปากทางก็ไม่ควรเหลือขนาดเท่าช่องประตูเล็ก ๆ
หญิงสาวหรี่ตาลงเล็กน้อยก่อนก้มดูพื้นตรงรอยเท้าตัวเอง รองเท้าแตะทิ้งคราบน้ำไว้เพียงรอยเดียว
รอยเท้าหลังจากนั้นแห้งสนิททั้งที่พื้นทุก่ซึ่งเหยียบผ่านมีความชื้นเกาะอยู่
เสียงครูดลากดังขึ้นจากปลายตรอกด้านหลัง
ครืด...
จังหวะแรกยาวคล้ายขาโต๊ะไม้ถูกลากผ่านพื้นหยาบจากนั้นหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนดังอีกครั้งใกล้กว่าเดิม
ครืด...
เสิ่นโม่จิ่นหันมองไปตามเสียง ร้านทุกห้องยังปิดทางเดินไม่มีสิ่งของวางขวาง แม้แต่เศษลังไม้ก็ไม่มีให้ลมพัด
เธอไม่เดินเข้าไปหา
สิ่งที่้าให้คนหันหลังมักไม่วางตัวเองไว้ตรงจุดซึ่งตามองเห็นง่ายอยู่แล้ว
มือข้างหนึ่งหยิบโทรศัพท์ออกมาจากกระเป๋าโดยไม่ละสายตาจากทางด้านหลังหน้าจอยังแสดงเวลาเดิม เส้นทางบนแผนที่หมุนกลับไปกลับมาอยู่สองครั้งก่อนลูกศรจะหยุดชี้ไปทางผนังร้านฝั่งขวา
ไม่มีสัญญาณแจ้งเตือนระบบนำทางเพียงพยายามลากเส้นใหม่ทะลุอาคารซึ่งตั้งขวางอยู่
เสียงครูดหายไป
เสิ่นโม่จิ่นกดปิดหน้าจอแล้วเก็บโทรศัพท์กลับ
เธอยังไม่ถอย
ระยะซึ่งเดินเข้ามาหากนับตามก้าวไม่ได้ลึกมากแต่ทางด้านหลังกลับถูกยืดออกจนปากตรอกอยู่ไกลเกินจริง
หากรีบวิ่งย้อนกลับโดยไม่รู้ว่าสิ่งใดกำลังเปลี่ยนเส้นทางอาจใช้เวลามากกว่าการเดินต่อหรือแย่กว่านั้นคือวิ่งวนอยู่ในพื้นที่ซึ่งคิดว่าเป็ทางเดิม
'ถ้าเป็เขตผีจริงมันกำลังรอให้กูเชื่อว่าทางนี้ปกติ' ปลายนิ้วที่แตะปากย่ามคลายออกเล็กน้อย
ความคิดนั้นไม่ได้ทำให้เธอกลัว กลับกันเสิ่นโม่จิ่นปรับสีหน้าให้เหมือนคนซึ่งยังไม่พบอะไรผิดปกติแล้วหมุนตัวกลับไปทางด้านหน้า
เขตที่ยังไม่ปิดประตูย่อมมีช่องให้ถอยแต่การกระชากของ ออกมากลางทางอาจทำให้สิ่งซึ่งเฝ้ามองเปลี่ยนจากรอเป็ลงมือ
เธอเพิ่งเข้ามาในโลกนี้ไม่ถึงวันไม่คิดเสียพลังซึ่งเหลือเพียงครึ่งไปกับพื้นที่ที่ยังไม่รู้ระดับ
ถ้าต้องสู้จริงค่อยจัดการ
เสิ่นโม่จิ่นขยับต่อด้วยความเร็วเท่าเดิมไม่ช้าจนดูระแวงและไม่รีบจนจังหวะเท้าเสีย มือขวาปล่อยไว้ข้างลำตัวส่วนไหล่ซ้ายรับน้ำหนักย่ามโดยไม่ให้กระเป๋าแกว่งชนสะโพก
เสียงก้าวซึ่งตามช้าครึ่งจังหวะยังอยู่
เมื่อเธอเดิน มันเดิน
พอหยุดดูหน้าร้านมันก็หยุดตามหลังโดยทิ้งจังหวะสุดท้ายไว้หนึ่งครั้งเสมอ
หน้าร้านถัดมามีป้ายร้านขายของชำแต่หลังประตูกลับเรียงเก้าอี้ไม้สำหรับร้านตัดผม ถัดไปอีกสองห้องแขวนป้ายร้านตัดผมทว่าหน้าต่างด้านในมีขวดโหลใส่สมุนไพรตั้งเต็มชั้น
ป้ายทุกชิ้นอยู่ผิดตำแหน่ง
สิ่งของด้านในยังไม่ตรงกับชื่อร้านและชื่อบนแผนที่ก็ไม่ตรงกับทั้งสองอย่าง
เสิ่นโม่จิ่นไม่พยายามเปิดประตูตรวจ
เธอเพียงจดจำลักษณะรอยแตกบนอาคารกับตำแหน่งโคมแต่ละดวงหากกลับมาเจอจุดเดิมอีกครั้งจะได้รู้ก่อนที่ป้ายพวกนั้นหลอก
ตรงปลาย่อาคารมีทางแยกปรากฏอยู่ด้านหน้า
จากความทรงจำตรงนี้ควรเลี้ยวขวาแล้วเดินออกหลังมหาวิทยาลัย ระยะจากหัวมุมถึงถนนใหญ่ไม่เกินห้านาที
หญิงสาวเดินไปถึงป้ายร้านตรงมุมตาไล่ผ่านอักษรสี่ตัวบนแผ่นไม้
โรงเตี๊ยมเหอผิง
ชื่อไม่เกี่ยวกับร้านในยุคนี้ทั้งอาคารยังแคบจนไม่มีพื้นที่พอทำโรงเตี๊ยม ต่อให้แบ่งชั้นบนเป็ห้องพักก็ไม่ควรมีหน้าต่างเพียงบานเดียว
เสิ่นโม่จิ่นหยุดห่างจากป้ายประมาณสองก้าว
อักษรตัวสุดท้ายขยับ เส้นหมึกบนเนื้อไม้กำลังเคลื่อน
ปลายเส้นสีดำค่อย ๆ ยืดออกจากตัวอักษรมันลากผ่านพื้นป้ายอย่างช้า ๆ ก่อนโค้งกลับเข้าหาตัวเอง ตัวอื่นเริ่มบิดตามเส้นตั้งหักเป็มุม ส่วนเส้นนอนแยกออกคล้ายขาแมลงกำลังคลานหนีกัน
ชื่อโรงเตี๊ยมหายไปทีละตัว
อักขระชุดใหม่ก่อตัวขึ้นแทนไม่มีส่วนใดตรงกับภาษาจีนซึ่งอยู่ในความทรงจำของร่างและไม่ใช่อักขระจากตำราของแม่มณีเส้นทุกเส้นเกี่ยวเข้าหากันจนดูคล้ายคนจำนวนมากถูกมัดรวมไว้ในช่องไม้แคบ ๆ
เสิ่นโม่จิ่นเงยหน้ามองโดยไม่กะพริบ
อักขระเ่าั้ค้างอยู่เพียงสองลมหายใจ
จากนั้นเส้นหมึกจึงคลายกลับทางเดิม รอยดำหดสั้นแยกออก แล้วประกอบตัวเป็ชื่อโรงเตี๊ยมเหอผิงอีกครั้ง
ไม่มีรอยเปื้อนเหลือบนป้าย ราวกับเมื่อครู่ตัวอักษรไม่เคยขยับ
ครืด...
เสียงลากของหนักดังมาจากด้านหลังอีกครั้งคราวนี้อยู่ใกล้จนปลายเสียงสั่นผ่านพื้นขึ้นมาถึงฝ่าเท้า
เสิ่นโม่จิ่นไม่ได้หันไปดูทันที
สายตาเลื่อนจากป้ายลงมายังกำแพงอิฐสีเทาตรงข้างประตูคราบน้ำเส้นเดิมกำลังไหลขึ้นมาจากพื้น มันเลื้อยผ่านระดับเอว ผ่านข้อศอกก่อนขึ้นมาถึงระดับสายตา
หยดน้ำเม็ดหนึ่งแยกออกจากคราบ
แทนที่จะตก มันกลับกลิ้งสูงขึ้นไปตามผนังแล้วหายเข้าไปในรอยต่อระหว่างก้อนอิฐ
สองคำผุดขึ้นในหัวพร้อมกัน
'เขตผี'
พื้นใต้รองเท้าแตะแข็งขึ้นทันที ความเย็นซึมผ่านแผ่นยางเข้าฝ่าเท้าจนปลายนิ้วเท้าเกร็ง
เสิ่นโม่จิ่นลดสายตาลงเห็นผิวซีเมนต์เรียบกำลังแตกออกเป็เส้นตรงหลายแนว รอยแยกวิ่งตัดกันเป็ช่องก่อนขอบแต่ละช่องจะนูนสูงขึ้น
สีเทาเข้มไล่กินพื้นจากใต้เท้าออกไปทุกทิศ
ภายในไม่กี่วินาทีซีเมนต์ทั้งตรอกก็เปลี่ยนเป็อิฐเก่าซึ่งมีน้ำขังตามร่องต่อคราบโคลนดำแทรกอยู่ระหว่างก้อน บางจุดมีรอยนิ้วมือจมค้างอยู่บนผิวอิฐทั้งที่ก้อนเ่าั้แข็งจนรองเท้าเหยียบไม่ยุบ
เสิ่นโม่จิ่นหันกลับไปทางเดิม ปากตรอกหายไปแล้ว
ด้านหลังมีเพียงทางอิฐทอดยาวระหว่างกำแพงสองฝั่งอาคารซึ่งเพิ่งเดินผ่านถูกดันออกไปไกลจนป้ายร้านแต่ละแห่งเล็กเท่าฝ่ามือ
โคมกระดาษดวงแรกติดสว่าง
เปลวไฟสีเหลืองซีดปรากฏขึ้นด้านในโดยไม่มีใครจุดตามด้วยดวงที่สองซึ่งอยู่ลึกเข้าไปอีก่อาคาร
ดวงที่สาม
ดวงที่สี่
แสงแต่ละจุดต่อกันไปตามทางเดินซึ่งกำลังยืดยาวออกจากสายตาผนังอิฐสองข้างขยับเข้าหากันทีละน้อย รอยต่อเสียดสีกันจนผงปูนร่วงลงพื้น
หญิงสาวขยับเท้าซ้ายถอยหนึ่งก้าว
ส้นรองเท้ากระทบก้อนอิฐซึ่งนูนขึ้นมาปิดทางเดิมทั้งที่เมื่อครู่บริเวณนั้นยังเป็พื้นราบ
เธอไม่ฝืนถอยต่อขณะสายตากวาดหาตำแหน่งซึ่งยังไม่มีอิฐเคลื่อนตัว ตรงขอบการมองเห็นเส้นสีน้ำเงินบางเฉียบปรากฏขึ้นกลางอากาศ
มันลากจากบนลงล่างอย่างช้า ๆก่อนขยายกว้างพอจะเห็นพื้นหน้าต่างโปร่งใส แต่ตัวอักษรภายในยังพร่าไม่ยอมประกอบเป็ข้อความ
เสิ่นโม่จิ่นก้มมองรองเท้าแตะของตัวเองซึ่งยืนอยู่บนพื้นอิฐเปียกๆน้ำเย็นไหลผ่านซอกนิ้วเท้าแล้วเลี้ยวสวนขึ้นไปตามผนัง
จากนั้นจึงเงยหน้ามองตรอกซึ่งทางกลับเพิ่งหายไปพร้อมสบถในใจ
“ซวยอีกแล้วกู”