ตอนที่ 27 ติดต่อเพื่อนสนิท (2)
กัวเทียนได้ยินว่าชาวบ้านกำลังจะไปคิดบัญชีกับเฉินข่ายพลันรู้สึกซาบซึ้งใจ เขาก้าวอาดๆ ออกนอกประตู และได้เห็นชาวบ้านที่มีอยู่ไม่มากในหมู่บ้านกำลังรวมตัวกันหารือบางอย่าง
กัวเทียนรีบเดินไปหา หลังคนกลุ่มนั้นเห็นกัวเทียนก็มารุมล้อมปลอบเขากันหมด
“เสี่ยวเทียน เธอไม่ต้องเศร้าใจไป เรื่องนี้พวกเราจะไปขอคำอธิบายจากคนนั้นให้เอง พวกเราจะทำให้เขายอมคายเงินออกมาแน่นอน”
“ใช่แล้วเสี่ยวเทียน ลุงๆ ป้าๆ จะช่วยเธอเอง”
กัวเทียนมองบรรดาชาวบ้านซื่อๆ ด้วยสีหน้าซึ้งใจ ก่อนเอ่ยขึ้น “ขอบคุณความหวังดีของทุกคนนะครับ แต่คนคนนั้นติดหนี้พนัน คงหลบไปกบดานแล้ว ตอนนี้ร้านก็ปิดไปแล้วด้วย ทุกคนไปก็ไม่มีประโยชน์หรอกครับ เรื่องนี้ผมมีทางออก ไม่ต้องรบกวนทุกคนไปหาคนคนนั้นหรอกครับ”
“เสี่ยวเทียน เรื่องนี้ค่อนข้างฉุกละหุก เมื่อก่อนตอนเสี่ยวข่ายอยู่ในหมู่บ้านก็เป็นคนดี ไม่รู้เกิดอะไรขึ้นถึงกลายเป็นผีพนัน พวกเราขอโทษจริงๆ”
“จริงสิ ครอบครัวเฉินข่ายก็ออกจากหมู่บ้านตามเขาไปเหรอครับ” กัวเทียนถาม
ใครคนหนึ่งพยักหน้า “ใช่ ออกจากหมู่บ้านไปสิบปีได้แล้วมั้ง มีกลับมาเยี่ยมเยียนกันบ้างบางที”
ฝ่ายนั้นพูดจบก็ชี้ไปยังบ้านที่ค่อนข้างผุพังซึ่งอยู่ห่างไปไม่ไกล พร้อมกล่าวต่อ “ต่อมาบ้านก็กลายเป็นแบบนี้ พวกเขาไม่เคยกลับมาอีกเลย รู้แค่ว่าพวกเขาเข้าไปค้าขายในตำบลกันหมด”
กัวเทียนมองดูบ้านหลังนั้นซึ่งไม่มีการซ่อมแซมบำรุงมาหลายปีแล้ว
เขาเอ่ย “ขอบคุณคุณลุงคุณป้า คุณปู่คุณย่านะครับ วางใจเถอะ เงินนี้ตามกลับมาได้แน่นอน ต่อให้ตามคืนไม่ได้ก็ถือซะว่าเป็นบทเรียนแล้วกันครับ”
เขาเองก็ผิดที่ชะล่าใจ ไม่ได้ยืนกรานว่าต้องเซ็นสัญญา ถ้าเซ็นสัญญาไว้ก็ยังมีหลักฐานในการตามเงินก้อนนี้ ตอนนี้อีกฝ่ายคงไม่ยอมรับแล้ว
แต่ถึงไม่ยอมรับก็เท่านั้น คนอย่างกัวเทียนไม่มีทางปล่อยให้เงินถูกกลืนหายไปง่ายๆ อยู่แล้ว!
หลังปลอบประโลมความรู้สึกของชาวบ้านแล้ว กัวเทียนจึงกลับเข้าบ้าน ทันทีที่ผ่านเข้าประตูก็เห็นมู่เจ๋ออวี่เดินมาหา “คุณมีวิธีตามเงินคืนจริงเหรอ”
มู่เจ๋ออวี่ตามกัวเทียนไปทำงานเกษตรมาครึ่งเดือน รู้ดีว่าเขาลำบากแค่ไหน ตอนนี้กลับถูกหลอกเอาเงินก้อนนั้นไป แล้วจะให้คนตรงหน้าทนไหวได้อย่างไร
“อืม มีวิธีอยู่” กัวเทียนพยักหน้าตอบเพื่อให้มู่เจ๋ออวี่สบายใจ
“ถ้างั้นก็ดี” มู่เจ๋ออวี่โล่งใจ หากตามเงินค่าเหนื่อยกลับมาได้ก็ถือเป็นเรื่องดี
เห็นกัวเทียนเดินเข้าห้อง มู่เจ๋ออวี่จึงตามเข้าไปแล้วนั่งบนเก้าอี้ในห้อง เขามองกัวเทียนที่นั่งอยู่บนเตียง ละล้าละลังอยู่นานถึงปริปาก “ถ้าคุณต้องการเงินก็บอกผม ผมยังมีเงินในบัตรอยู่ไม่น้อย”
เหตุผลที่เขาละล้าละลังก็เพราะกังวลว่าถ้าให้กัวเทียนยืมเงินเวลานี้จะเป็นการหยามศักดิ์ศรีอีกฝ่าย แต่เขารู้สึกว่าตอนนี้กัวเทียนต้องการความช่วยเหลือจริงๆ ถ้าต้องการปลูกต้นอ่อนใหม่ย่อมต้องไปซื้อ แต่การจะซื้อเมล็ดและต้นอ่อนผักก็ต้องใช้เงิน แล้วจะให้หาเงินจากไหน
บางทีกัวเทียนอาจกำลังรอให้เงินจากผลเก็บเกี่ยวบนรถคันนั้นเข้าบัญชีแล้วถึงไปซื้อ แต่ผลที่ได้กลับ…
ดังนั้นเขาจึงรู้สึกว่ากัวเทียนต้องการความช่วยเหลือ และเขาพอมีเงินจำนวนหนึ่งในมือจริงๆ เรื่องจะช่วยซื้อเมล็ดและต้นอ่อนผักให้อีกฝ่ายไม่ใช่ปัญหาเลย
กัวเทียนมองมู่เจ๋ออวี่ที่มีสีหน้าจริงจัง คิดอยู่ครู่หนึ่งถึงเอ่ยปาก “ผมขอยืมห้าหมื่น”
มู่เจ๋ออวี่ไม่พูดพร่ำทำเพลงก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเตรียมโอนเงินให้กัวเทียน “ขอบัญชี”
กัวเทียนหยิบบัตรออกมาแล้วยื่นให้เขา มู่เจ๋ออวี่ดูหมายเลขบัตรแล้วกดตามอย่างรอบคอบ หนึ่งนาทีต่อมา เงินก็ถูกโอนไป เขายื่นบัตรคืนให้อีกฝ่ายพลางกล่าว “เรียบร้อย”
เพิ่งเอ่ยจบข้อความก็เด้งเข้าโทรศัพท์กัวเทียน เขาควักออกมาดู เห็นว่าเป็นแจ้งเตือนข้อความที่มู่เจ๋ออวี่โอนเงินให้เขา
“ขอบคุณนะ” กัวเทียนบอก
มู่เจ๋ออวี่ไม่ตอบอะไร เขาเต็มใจช่วยเหลืออีกฝ่าย เหมือนกับชาวบ้านข้างนอกนั่นที่เต็มใจไปขอคำอธิบายแทนอีกฝ่าย ทุกคนล้วนทำเพราะนิสัยใจคอของกัวเทียน
จากนั้นเขาจึงหยิบตลับนามบัตรจากกระเป๋าแล้วยื่นให้กัวเทียน “นี่เป็นนามบัตรที่ผมเอามาจากคนที่มารับผักวันนั้น เขาชื่อฟางขุย”
“นามบัตรเหรอ” กัวเทียนมีสีหน้าสงสัย ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามู่เจ๋ออวี่ไปได้นามบัตรของคนคนนั้นมาตอนไหน
เขารับตลับนามบัตร แล้วหยิบนามบัตรในนั้นมาดู ชื่อบนนามบัตรระบุว่าฟางขุยจริงๆ แต่บนนั้นมีเพียงชื่อและช่องทางติดต่อ ไม่มีข้อมูลอื่นเลย
เขาพลิกดูด้านหลังนามบัตร แต่ด้านหลังว่างเปล่า
“คุณได้มาตอนไหน” กัวเทียนเงยหน้ามองมู่เจ๋ออวี่พลางถาม
“วันที่เขามารับผักนั่นแหละ” วันนั้น เขา ‘เผลอ’ ชนกับฟางขุยเข้า จึงหยิบตลับนามบัตรในกระเป๋าเสื้อเชิ้ตฟางขุยติดมือมาด้วย
แต่เวลานั้นเขายังไม่รู้ว่ากัวเทียนจะถูกโกงเงิน หลังได้ตลับนามบัตรมาจึงเก็บไว้กับตัว และลืมให้อีกฝ่าย
ตอนนี้เกิดเรื่องกับกัวเทียน เขาก็ไม่รู้ว่านามบัตรใบนี้พอช่วยอะไรได้ไหม