ลอร์ด อลิสแตร์ เดินเข้าในห้องนั่งเล่นที่ในวันรับรองแเื่ห้องนี้จะถูกดัดแปลงให้เป็ห้องเล่นไพ่ เพื่อความสำราญของทุกคน
มันเป็ห้องที่เปิดติดต่อกับห้องรับแขกโดยมีประตูบานพับกันไว้ถ้าจัดงานปาร์ตี้ขนาดใหญ่ก็สามารถเลื่อนบานพับเปิดเป็ห้องโถงกว้างได้
ลอร์ด อลิสแตร์ทรุดตัวลงนั่งในเก้าอี้นวมข้างหน้าต่างหวังว่าโอลีฟจะกลับมาในเวลาไม่นานนัก ออกจะไม่พอใจอยู่บ้างที่หล่อนจำเป็ต้องพบแขกที่มานั่งรอก่อนหน้าที่เขาจะได้พูดเื่ของตัวเอง
เบทสันนำหนังสือพิมพ์เข้ามาให้ พร้อมกับกล่าวว่า
“ทันทีที่คุณหญิงกลับมาถึงกระผมจะเรียนท่านเลยครับว่าใต้เท้ามารอพบอยู่”
“รอให้แขกคนนั้นเขากลับไปก่อนก็แล้วกัน”
ลอร์ด อลิสแตร์ ตอบ
“แล้วก็คอยดูแลอย่าให้ใครเข้ามารบกวนเราด้วยเพราะวันนี้ฉันมีเื่สำคัญมากที่จะต้องมาพูดจากับคุณหญิงของเ้า”
“วางใจกระผมได้เลยขอรับ...ใต้เท้า”
เบทสันรับคำก่อนจะเดินกลับออกไปโดยปิดประตูตามหลังเรียบร้อย
ลอร์ดอลิสแตร์ไม่อยู่ในอารมณ์ที่จะอ่านหนังสือพิมพ์เขาทอดสายตาเหม่อมองออกไปภายนอกในสมองหมกมุ่นอยู่แต่กับความคิดที่ว่าโอลีฟจะมีปฏิกิริยาอย่างไรเมื่อเขาขอแต่งงานกับหล่อน
มันช่วยไม่ได้ที่เขาจะต้องรู้สึกมั่นใจเต็มที่ว่าโอลีฟจะต้องแสดงออกถึงความยินดีอย่างยิ่งเมื่อได้รู้ว่าในที่สุดหล่อนก็ได้เป็ภรรยาของเขาอย่างแท้จริงเสียทีแม้มันจะหมายความว่า หล่อนจะต้องเสียสละด้วยการไปอยู่กับเขาที่สกอตแลนด์สักสองสามเดือนก็ตาม
“เห็นจะต้องให้โอลีฟขายบ้านหลังนี้เสีย...”
ลอร์ด อลิสแตร์ คิดวางแผนอยู่ในใจ
“และเราควรจะเปิดบ้านคิลโดนอน เฮ้าส์ ที่ปาร์ค เลน ขึ้นมาแทน”
เขารู้สึกไม่พอใจทุกครั้งที่คิดถึงการที่ท่านดยุคสั่งปิดคฤหาสน์ของตระกูลในลอนดอนลงทั้งที่มันเป็บ้านที่ท่านปู่โปรดปรานอย่างที่สุด ท่านดยุคกลับสั่งปิดบ้านเสียไม่ยอมให้ทั้งดัชเชสและบุตรชายได้เข้าไปอยู่อาศัย
ทุกครั้งที่เขาขับรถผ่านปาร์ค เลน มองเห็นบานหน้าต่างที่ปิดสนิททั้งบันไดที่ทอดขึ้นสู่ตัวบ้านและประตูมีแต่สกปรกแทบจะกลายเป็บ้านร้างด้วยปราศจากคนดูแลมานาน มันทำให้เขาเศร้าใจอย่างบอกไม่ถูกซึ่งภาพที่เห็นยิ่งทำให้ความรู้สึกชิงชังในตัวท่านพ่อเพิ่มมากขึ้น
ขณะที่ความคิดของเขาหมกมุ่นอยู่แต่เื่ของความหลังเขาก็ได้ยินเสียงพูดดังขึ้นในห้องโถงกลาง นึกรู้ว่าโอลีฟกลับมาแล้ว…
เขาลุกขึ้นยืนต้อนรับด้วยสัญชาตญาณแต่แล้วก็นึกขึ้นมาได้ด้วยความรำคาญใจว่า หล่อนจะยังไม่เข้ามาพบเขาทันทีเพราะมีแขกอีกคนหนึ่งมานั่งรอหล่อนอยู่ก่อนหน้า
เขาได้ยินเสียงที่หล่อนพูดจาอยู่กับเบทสัน มีเสียงคลิกคล้ายลูกบิดประตูถูกหมุนให้เปิดออก อดคิดไม่ได้ว่าหล่อนคงจะเข้ามาหาเขาก่อน
แต่แล้วก็นึกขึ้นมาได้ว่าประตูห้องโถงกลางยังปิดอยู่แต่ประตูบานพับที่กั้นอยู่ระหว่างห้องนั่งเล่นที่เขากำลังนั่งอยู่กับห้องรับแขกกว้างจนเสียงพูดสามารถลอดเข้ามาได้
“หล่อน้าพบฉันงั้นรึ?”
เขาได้ยินเสียงโอลีฟถามแขกผู้นั้นขึ้น
“ค่ะ...เอ้อ...เ้าค่ะ...คุณหญิง...ดิฉันต้องขอประทานโทษอย่างมากที่...ที่มารบกวนคุณหญิง...แต่ดิฉันจำเป็ต้องมา...เพื่อมาขอความช่วยเหลือ...จากท่านเ้าค่ะ”
เสียงที่ตอบคำถามของเลดี้บีเวอลี่ย์ค่อนข้างแ่เบาและดูจะตื่นกลัวอยู่มาก
“หล่อนจะมาขอความช่วยเหลือจากฉันงั้นเรอะ...?”
เลดี้ บีเวอลี่ย์ ถามเสียงเข้ม
“ก็แล้วหล่อนเป็ใครกันล่ะ?”
“ดิฉันชื่อเอรีน่า บีเวอลี่ย์เ้าค่ะ”
ความเงียบเกิดขึ้นครู่สั้นๆ ซึ่งลอร์ด อลิสแตร์ แน่ใจเลยว่าสีหน้าของโอลีฟจะต้องบอกความแปลกใจอย่างยิ่งก่อนที่หล่อนจะเอ่ยออกไปว่า
“นี่หล่อนจะมาบอกฉันว่าหล่อนคือลูกสาวของชาร์ลส บีเวอลี่ย์น้องชายของสามีฉันงั้นรึ?”
“เอ้อ...เ้าค่ะ...ท่านเข้าใจถูกต้องแล้วเ้าค่ะ”
“แล้วหล่อนมาหาฉันทำไมล่ะ?”
หล่อนถามย้ำ
“คือ...ดิฉันหมดที่พึ่งแล้วเ้าค่ะ...ไม่รู้จะหันหน้า ไปหาใครเลยจริงๆเ้าค่ะคุณหญิง...แม้ว่ามันจะดูไม่น่าเป็ไปได้...เพราะคุณหญิงไม่เคยรู้จักดิฉันมาก่อน...แต่เวลานี้...ดิฉันไม่รู้จะหันหน้าไปพึ่งใครอีกแล้วเ้าค่ะ...ดิฉันเพียงแต่รู้สึกว่า...ในเมื่อปาป้าของดิฉัน...ก็เป็น้องสามีของคุณหญิง...คุณหญิงอาจจะเข้าใจ...”
“เข้าใจ?...เข้าใจอะไรกัน?...นี่ เวลานี้ฉันยังไม่รู้เลยนะว่าหล่อนจะพูดอะไรกันแน่”
ลอร์ด อลิสแตร์ แทบจะััความรู้สึกได้ ว่าเอรีน่า บีเวอลี่ย์กำลังสูดลมหายใจลึกเพื่อตั้งสติไว้ให้มั่น
“ดิฉันคิดว่า...คุณหญิงคงทราบดีแล้วนะเ้าคะว่า...ว่าพ่อของดิฉัน...ตายเมื่อสองปีก่อน”
“สามีฉันเขาเคยพูดให้ฟังอยู่เหมือนกัน”
โอลีฟตอบด้วยน้ำเสียงไร้ความรู้สึก
“แต่ก็อย่างที่หล่อนเองก็คงจะรู้นี่ว่าเพราะพ่อของหล่อนได้แสดงพฤติกรรมอันน่ารังเกียจด้วยการหนีไปแต่งงานกับแม่ของหล่อนทุกคนในตระกูลบีเวอลี่ย์ถึงได้ตัดชื่อเขาออก...!”
“แต่...ท่านเซอร์ โรเบิร์ต...ก็ยังไปร่วมงานศพของพ่อด้วย...”
“แค่นั้นก็ต้องถือว่าเขาได้แสดงความเมตตาอย่างใหญ่หลวงแล้วหล่อนควรจะรู้ไว้ด้วยนะว่าพ่อของหล่อนน่ะสร้างความเสื่อมเสียให้กับชื่อเสียงของวงศ์ตระกูลจะมีก็แต่คริสเตียนที่ดีอย่างสามีฉันเท่านั้นที่จะให้อภัยเมื่อเขาตายลงแล้วได้”
“แต่ถึงอย่างนั้น...”
เอรีน่าพูดต่อ
“เงินค่าใช้จ่ายที่ปาป้าของดิฉันเคยได้รับ...ซึ่งตอนแรกก็รับจากคุณปู่ต่อมาก็ได้รับจากท่านลุงเซอร์ โรเบิร์ต...มันถูกตัดไปนะเ้าคะ”
“ทำไม...นี่หล่อนคาดหวังว่ายังจะต้องได้รับต่อไปอีกงั้นเรอะ...?”
“คือ...มีคำสอนที่ว่า...คริสเตียนที่ดีพึงระลึกไว้เสมอว่า...คนที่ยังมีชีวิตอยู่ย่อมจำเป็ต้องใช้เงินจำนวนนั้นต่อไป...เพราะคนที่ยังมีชีวิตอยู่ย่อมจำเป็ต้องใช้เงินจำนวนนั้นต่อไป...เพราะคนที่ตายไปย่อมไม่้าใช้เงินจำนวนนั้นอีกต่อไปแล้วนะเ้าคะ”
“นั่นไม่ใช่เื่ที่หล่อนจะมานั่งลอยหน้าพูดที่นี่...”
โอลีฟพูดเสียงเกรี้ยว
“เอ้า...มีอะไรจะพูดก็พูดมาฉันไม่มีเวลาที่จะมานั่งเถียงกับหล่อนเื่ความประพฤติเลวทรามของพ่อหล่อนหรอกนะโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อฉันไม่เคยเห็นหน้าเขาทั้งเขาและแม่ของหล่อนไม่เคยอยู่ในความสนใจของฉันแม้แต่นิดเดียว”
“ได้โปรด...ได้โปรดเถอะเ้าค่ะ...กรุณาอย่าพูดอย่างนั้นเลย...”
เอรีน่าร้อง
“ที่ดิฉันจำเป็ต้องมาขอความช่วยเหลือจากท่าน...ก็เพราะ...เพราะตอนนี้...แม่ของดิฉันกำลังเจ็บหนักมาก...ความตายของพ่อกระทบกระเทือนใจแม่มากเ้าค่ะและตอนนี้ หมอก็บอกแล้วว่าแม่จะต้องได้รับการผ่าตัดไม่เช่นนั้น...แม่...แม่คงต้องตาย”
“นั่นไม่ใช่ธุระกงการอะไรของฉัน...!”
“แต่แม่ของดิฉันก็ใช้ชื่อสกุลบีเวอลี่ย์นะเ้าคะ...คุณหญิง...ชื่อสกุลเดียวกับท่าน...และที่ดิฉันมาวันนี้ก็เพียงแค่จะมาขอความกรุณา...ขอยืมเงินสองร้อยปอนด์ เพื่อจะเอาไปใช้เป็ค่าผ่าตัดและรักษาพยาบาลแม่...”
“ดิฉันขอรับรองเ้าค่ะว่าดิฉันจะรีบหาเงินมาคืนให้...ไม่ว่าดิฉันจะต้องใช้เวลาหาเงินก้อนใหญ่ขนาดนี้นานสักแค่ไหนแต่ก็ขอยืนยันเ้าค่ะว่าดิฉันจะพยายามใช้คืนให้ท่านจนครบ...ดิฉันจำเป็จริงๆเ้าค่ะ เพราะยิ่งรอเวลานานเท่าไหร่ อาการของแม่ก็ยิ่งทรุดลง...”
ในน้ำเสียงอ้อนวอนของหญิงสาวนั้นระคนอยู่ด้วยเสียงสะอื้นแต่โอลีฟกลับตอบคำพูดนั้นด้วยน้ำเสียงที่กร้าวกระด้างกว่าเดิม
“หล่อนคิดว่าจะหาเงินสองร้อยปอนด์มาคืนฉันได้ด้วยวิธีใด...ฉันไม่เห็นทางเลยนะอย่างดีหล่อนก็คงทำได้แค่เที่ยวเร่ขายตัวอยู่ข้างถนนเพราะมันเป็ไปไม่ได้เลยนี่ที่หล่อนจะหาเงินก้อนใหญ่ขนาดนั้นได้จากที่ไหนในเร็ววัน”
เสียงร้องของเอรีน่า บอกความใในคำพูดหยาบหยามของญาติผู้สูงศักดิ์