ณ ห้องประชุมส่วนตัวของประธานบริษัทเมอร์เมสกับซีอีโอจอมวางแผน—
“รู้สึกว่า่นี้จะยิ้มบ่อยจริงนะ— มีอะไรให้น่าชื่นอกชื่นใจเหรอไง”
กวินเอ่ยขึ้นขณะที่กำลังทิ้งตัวลงบนโซฟาที่ประจำ ส่วนนักรบนั้นก็ก้มหน้าก้มตาอ่านแฟ้มเอกสารบางอย่างอยู่ด้วยใบหน้าเรียบนิ่งแบบทุกที แต่วันนี้บรรยากาศรอบ ๆ ตัวกลับผ่อนคลายและอารมณ์ดีกว่าทุกวันที่ผ่านมา
“ก็ไม่มีอะไรนี่”
“แหม ๆ อย่านึกว่าฉันไม่รู้นะ...ว่าอาทิตย์ที่แล้วนายไปทำอะไรเอาไว้น่ะ”
“แล้วไง”
นักรบเอ่ยตอบกลับไปอย่างไม่ยี่หระกับคำแซวของกวิน แถมยังนั่งอ่านเอกสารอย่างไม่รู้ไม่ชี้ จนกวินนั้นอดที่จะหมั่นไส้เพื่อนสนิทคนนี้ของเขาไม่ได้
“แล้วคุณน้าว่าไง...เจอกันแล้วใช่มั้ย”
“ก็— นะ...”
คำตอบสั้น ๆ ของนักรบ ทำเอากวินยิ้มกรุ้มกริ่ม
“5555 งั้นฉันว่าคุณปามคงไม่รอดแล้วล่ะ”
นักรบไม่ได้ตอบกลับไป เขาได้แต่ยกยิ้มเล็กน้อยเพียงเท่านั้น ก่อนที่จะปรับสีหน้าเป็จริงจังและถามกวินออกไปด้วยน้ำเสียงจริงจังไม่แพ้สีหน้า
“แล้วเื่ที่ให้จัดการเป็ไงบ้าง”
“ก็นะ— เรียบร้อย ไม่ต้องห่วงหรอกน่า....แต่ว่า— อืม— ห่วงบ้างก็ดีเหมือนกันแฮะ”
คำตอบของกวินนั้นทำเอานักรบถึงกับขมวดคิ้วมุ่นสงสัย
“ทำไม...คนที่นายส่งไปใช้การไม่ค่อยได้หรือไง ฉันบอกให้ส่งมือดีไปไม่ใช่เหรอ”
“เปล่า— ไม่ใช่อย่างนั้น สำหรับฉันหมอนี่ฝีมือดีที่สุดแล้ว ฉันคอนเฟิร์ม— แต่ที่ว่าห่วงน่ะ ฉันกลัวหมอนี่จะเล่นอะไรแผลง ๆ มากกว่า...”
“ยังไง?”
“ก็— หมอนี่ชอบแกล้งคนที่ตัวเองชอบเป็ประจำเลยน่ะสิ เป็นิสัยเสียที่ฉันก็ปรับไม่ได้เหมือนกัน....และดูเหมือนว่าหมอนี่จะชอบคุณปาม.....”
กวินรีบหุบปากฉับเมื่อนึกขึ้นได้ว่าตัวเองนั้นพูดอะไรออกมา พร้อมกับค่อย ๆ เหลือบไปมองสีหน้าของนักรบที่ค่อย ๆ มืดครึ้มอึมครึมมากขึ้น
“เฮ้ย— ใจเย็น ๆ เว้ย— ถึงหมอนี่จะนิสัยเสีย แต่ถ้าได้รับปากอะไรแล้ว ไม่มีพลาด อีกอย่างมันอาจจะไม่ได้ชอบอย่างที่แกคิดก็ได้นะเว้ย ไอ้เสือ— ใจเย็น ๆ”
นักรบนั่งหน้านิ่วคิ้วขมวด ในใจนั้นก็รู้สึกถึงแรงบางอย่างมันกำลังขยายออกมาจนแทบจะะเิ ทันทีที่ได้ยินกวินบอกว่ามีคนชอบปารมี มันขยายจนเขาอึดอัดจนอยากจะบึ่งรถไปโรงเรียนเสียเดี๋ยวนั้นเลยทีเดียว แต่สุดท้ายก็ต้องถอนหายใจเพราะแม้จะอยากทำแบบนั้นแต่ก็ทำไม่ได้
“แกไม่มีคนอื่นแล้วเหรอไง....”
“เอาน่า— ฉันบอกหมอนั่นแล้วว่าแกกับคุณปามเป็อะไรกัน ฉันว่าหมอนั่นคงไม่คิดเกินเลยหรอกน่า อย่าคิดมาก”
“เฮ้อ— ก็ได้...ฉันเชื่อนาย แต่ถึงอย่างนั้นก็ฝากกำชับลูกพี่ลูกน้องของนายด้วยละกันไอ้วิน ว่าอย่ามายุ่งกับของของฉัน”
“เออ— ฉันรู้แล้วล่ะน่า ไอ้วามันไม่ใช่คนแบบนั้นหรอก สบายใจได้— แหม— ั้แ่มีแฟนนี่ เอาใหญ่เลยนะแก”
กวินเอ่ยจิกกัดนิด ๆ แต่นักรบก็หาได้สนใจไม่ เขาเหลือบตามามองกวินเพียงเท่านั้นก่อนที่จะหยิบมือถือของตัวเองขึ้นมาดูภาพหน้าจอที่เขาเพิ่งเปลี่ยนเมื่อไม่นานมานี้ เป็ภาพคู่ของเขากับปารมีที่ถ่ายตอนไปเที่ยวที่เกาะส่วนตัวของเขา แม้ว่าในรูปนั้นปารมีจะทำหน้านิ่วคิ้วขมวดและจ้องมาที่เขาราวกับจะกินเืกินเนื้อกับท่าทางที่พยายามจะแกะมือเขาที่โอบเอวเธอแน่น แต่ถึงกระนั้นมันก็ทำให้เขานั้นรู้สึกดีอย่างน่าประหลาด
‘อยากเจอจัง’
------------------
ปารมียืนนิ่งอึ้งอยู่ที่หน้าตึกด้วยอารมณ์ที่หลากหลาย โดยเธอไม่รู้จะรู้สึกอย่างไหนก่อนดี เมื่อเห็นรถหรูที่เธอคุ้นเคยจอดอยู่หน้าตึก พร้อมกับร่างของนักรบในชุดสูทเต็มตัวยืนรอใครบางคนอยู่ข้าง ๆ รถราวกับพรีเซนเตอร์รถหรู โดยไม่สนใจสายตาอยากรู้อยากเห็นของนักเรียนหญิงที่กำลังทยอยลงมาจากตึกเรียน เพราะตอนนี้เป็เวลาเลิกเรียนแล้ว
‘เฮ้อ— ให้ตายเถอะ ช่วยลดออร่าที่มันพุ่งจนจะแทงตาคนรอบ ๆ ข้างนั้นหน่อยจะได้มั้ยเนี่ย’
เมื่อนักรบเห็นปารมี เขาก็เดินมุ่งมาหาเธอทันที จนปารมีหลบแทบไม่ทัน
“คุณเลิกงานแล้วใช่มั้ย”
เขาเอ่ยถามก่อนที่จะเอื้อมมือมาคว้ากระเป๋าผ้าใส่เอกสารของปารมี ทำเอาปารมีสะดุ้งพร้อมกับร้องออกมาอย่างใ
“เฮ้ย— นี่คุณ!! จะทำอะไรน่ะ”
“ก็ช่วยคุณถือไง— ผมจะเอาไปไว้ที่รถ”
“ดะ— เดี๋ยว!! รถไหน”
“ก็รถผมไง”
“หา— จะบ้าเหรอ ทำไมต้องเอาไปไว้รถคุณด้วยไม่ทราบ”
ปารมีได้แต่เอ่ยกระซิบเบา ๆ เพราะตอนนี้เธอนั้นกำลังตกเป็เป้าสายตาของเหล่านักเรียนชายหญิงทั้งหลายที่กำลังรอผู้ปกครองอยู่ตรงหน้าตึก
“ก็วันนี้ผมจะไปส่งคุณที่คอนโด”
“แต่ฉันขับรถมาเองนะ”
“ไม่ต้องห่วง— เดี๋ยวพรุ่งนี้ผมไปรับคุณมาส่งก็ได้ ไหน ๆ ก็มาส่งตาจอมอยู่แล้ว”
“หา— ....”
ไม่รอให้ปารมีได้ปฏิเสธใด ๆ นักรบก็คว้ากระเป๋าผ้า อีกทั้งหอบหนังสือที่ปารมีถืออยู่เอาไปไว้ที่รถของตัวเองอย่างหน้าตาเฉย ซึ่งปารมีได้แต่ยืนมองจอมเผด็จการอย่างนักรบตาปริบ ๆ
“อ้าว— อาจารย์ปามจะกลับแล้วเหรอครับ”
ไม่ทันที่ปารมีจะเรียกสติกลับมาได้อย่างครบถ้วนดี เสียงก็วศินก็ดังขึ้นมาจากด้านหลัง ทำเอาปารมีนั้นแทบอยากจะมีพลังวิเศษวาบไปไหนก็ได้ตอนนี้ เพราะเธอนั้นยังไม่อยากเจอกับวศินตอนนี้ โดยเฉพาะมาพร้อมกับแพรวพราวด้วยแล้ว พลันอารมณ์เมื่อเช้าก็แฟลชแบล็คกลับมาอีกครั้ง
“อ่อ— ค่ะ กำลังจะกลับค่ะ”
ปารมีหันไปยิ้มและตอบตามมารยาทให้กับวศิน ส่วนสายตาก็บังเอิญหันไปเห็นแววตาของแพรวพราวที่มองมาทางเธออย่างเหยียด ๆ นิด ๆ ซึ่งมันทำให้ปารมีนั้นรู้สึกไม่ดีเป็อย่างมาก
‘แม่นี่— เป็อะไรมากมั้ยเนี่ย ฉันไปทำอะไรให้หล่อนห๊ะ!!’
“เหรอครับ งั้นกลับดีดีนะครับ พอดีผมต้องคอยตรวจสอบโรงเรียนก่อนกลับเลยยังกลับไม่ได้”
‘ใครถามยะ’
“งั้นเหรอคะ....เหนื่อยหน่อยนะคะ เป็อาจารย์ฝ่ายปกครอง”
ไม่ทันที่วศินจะได้ตอบอะไรกลับมา แพรวพราวก็เอ่ยขัดขึ้นมาเสียก่อน
“ว่าแต่— อาจารย์ปารมีเป็อาจารย์สอนวิชาอะไรเหรอคะ พอดีแพรวไม่รู้น่ะค่ะ”
“อาจารย์แนะแนวน่ะค่ะ”
“อ๋อ— เหรอคะ”
น้ำเสียงลากของแพรวพราวที่ตอบสนองกับคำตอบของปารมีนั้น ทำเอาปารมีนั้นอึดอัดชอบกล เพราะมันทำให้ปารมีนึกถึงตอนที่เธอเคยถูกเพื่อนทหารชายรุ่นเดียวกันดูถูกเธอตอนที่มีการฝึกยิงปืนพกสั้น ซึ่งตอนนั้นมันจบลงที่เธอสามารถทำคะแนนยิงปืนเป็อันดับหนึ่งในรุ่นที่ฝึกด้วยกัน
“งั้นไปด้วยกันมั้ยละครับ พอดีผมจะเอาของไปเก็บที่รถพอดี ไหน ๆ ก็ทางเดียวกันแล้ว”
วศินเอ่ยชวนปารมีที่ตอนนี้เริ่มจะเก็บสีหน้าหงุดหงิดไม่ไหวแล้ว แต่ก็ต้องชะงักเมื่อมีเสียงหนึ่งดังมาจากด้านหลัง พร้อมกับท่อนแขนกำยำของนักรบโอบไหล่เธอ
“ไม่เป็ไรครับ— คงไม่รบกวนอาจารย์หรอกครับ”
นักรบเอ่ยเสียงเย็น พร้อมกับจ้องไปที่วศินด้วยสายตาคมกริบ ซึ่งมันทำให้วศินนั้นยกยิ้มพร้อมกับจ้องกลับมาด้วยสายตานึกสนุก
‘หมอนี่— หวงของ อย่างที่ไอ้วินพูดไว้ไม่มีผิด’
ทางด้านแพรวพราวที่เห็นนักรบเป็ครั้งแรก เธอก็ถึงกับตกตะลึงตาค้าง สำหรับเธอแล้ววศินคือผู้ชายขี้เล่นทะเล้นแต่กลับมีออร่าอันตรายดูน่าตื่นเต้น แต่นักรบนั้นคือชายหนุ่มที่เคร่งขรึมลึกลับน่าค้นหา มันทำให้เธอนั้นรู้สึกถูกใจเขามากั้แ่แรกเห็น
“เอ่อ— สวัสดีค่ะ”
แพรวพราวไม่รู้ว่าจะพูดอะไร เธอจึงเอ่ยทักทายออกไปเสียงหวาน พร้อมกับสายตาปรารถนาที่มองไปที่นักรบอย่างปกปิดไม่มิด ซึ่งสิ่งที่ได้กลับมากลับเป็เพียงหางตาของนักรบเท่านั้น ทำให้แพรวพราวรู้สึกเสียหน้าอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน แต่ก็ได้แต่ยิ้มสู้ออกไป
“น้า— มาแล้วเหรอครับ”
ฉับพลันบรรยากาศที่แสนจะอึดอัดสำหรับปารมีนั้นก็ถูกทำลายด้วยเสียงของจอมทัพ
“อืม— กลับกันเถอะ ผมขอตัวก่อนนะครับ”
ไม่รอให้อีกฝ่ายเอ่ยกลับ นักรบก็ได้จูงมือปารมีเดินไปที่รถหรูของเขาเองที่จอดอยู่ไม่ไกล โดยมีจอมทัพเดินตามหลัง และสายตานึกสนุกในทีพร้อมกับรอยยิ้มอารมณ์ดี
แต่ต่างจากแพรวพราวที่มองไปที่ปารมีอย่างไม่ค่อยจะพอใจเท่าไหร่นัก ซึ่งอากัปกิริยานั้นอยู่ในสายตาของวศินทั้งหมด
‘น่าสนุก...’
เขาคิดดังนั้นก่อนที่จะเดินไปยังรถของเขาโดยที่ไม่สนใจแพรวพราวที่ยืนนิ่งค้าง จ้องมองรถหรูของนักรบที่ขับคล้อยหลังไปด้วยแววตาอ่านยากอยู่คนเดียว
-----------------------
หลังจากที่นักรบส่งจอมทัพกลับบ้านเรียบร้อย เขาก็ขับไปส่งปารมีที่คอนโด แม้จะเป็คนละทาง แต่สำหรับเขาแล้วไม่ถือว่าเป็การเสียเวลาเลยสักนิด แม้จะได้สายตาไม่ค่อยพอใจจากปารมีสักเท่าไหร่นักก็ตาม
“คุณจะแวะซื้ออะไรก่อนมั้ย”
เขาเอ่ยถามปารมี หลังจากที่ทั้งคู่นั่งเงียบกันมาได้สักพัก
“อืม— ก็ดีเหมือนกัน งั้นคุณส่งฉันตรงห้างตรงนั้นก็ได้ เดี๋ยวฉันจะไปซื้อของทำกับข้าวแล้วจะกลับคอนโดเลย”
ปารมีตอบก่อนที่จะหันไปหยิบกระเป๋าของตัวเองที่วางไว้เบาะหลังมาเตรียมตัวเอาไว้ เพราะเธอคิดว่าจะให้นักรบส่งเธอที่นี่แทนที่จะเป็คอนโดของเธอ
“เอาไว้ที่รถก็ได้คุณ ไม่หายหรอก”
นักรบเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นปารมีกอดกระเป๋าของตัวเองแน่น
“หา— ทำไมต้องเอาไว้ที่รถคุณด้วย ฉันจะให้คุณส่งฉันตรงหน้าห้าง แล้วให้คุณกลับไปเลยต่างหาก”
“ผมจะไปส่งคุณที่ห้อง”
“หา— นี่คุณ!!”
“อีกอย่าง— ผมหิว...อยากกินกับข้าวฝีมือคุณ”
คำพูดตรงไปตรงมาของนักรบ ทำเอาปารมีถึงกับทำสีหน้าไม่ถูก ใบหน้าขาวเนียนแดงก่ำจนไม่กล้าที่จะมองเขาเลยทีเดียว
“ว่าไงครับ”
น้ำเสียงนิ่งเรียบแต่อ่อนโยนของนักรบเอ่ยสำทับ ทำเอาปารมียิ่งทำตัวไม่ถูกเข้าไปใหญ่
“แล้วแต่คุณสิ”
ปารมีเอ่ยขึ้นห้วน ๆ ด้วยใบหน้าที่แดงก่ำลามไปถึงใบหู ส่วนทางด้านนักรบนั้นก็ยกยิ้มขึ้นทันทีที่ได้ยิน เขาค่อย ๆ เลี้ยวเข้าไปที่จอดรถใต้ดินของห้างอย่างอารมณ์ดี
หลังจากซื้อวัตถุดิบสำหรับทำอาหารมาแล้วนั้น จุดมุ่งหมายปลายทางของทั้งคู่คือคอนโดของปารมี ทั้งคู่เดินขึ้นคอนโดโดยที่มือทั้งสองถือของพะรุงพะรัง เมื่อมาถึงที่ห้องปารมีก็ต้องแปลกใจ เพราะประตูห้องเธอนั้นไม่ได้ล็อคเอาไว้อย่างที่ควรจะเป็
“นี่มันอะไรเนี่ย!!!”
และเมื่อเปิดเข้าไปในห้อง เธอก็ต้องใสุดขีดเมื่อพบว่าห้องของเธอนั้นถูกรื้อค้นกระจัดกระจาย ไม่เพียงแต่เธอเท่านั้นที่ใ นักรบเองนั้นก็ใเช่นเดียวกัน ทันใดนั้นเขาก็ได้รับสายเรียกเข้าจากเตชิน
“ฮัลโหล— ว่าไง”
[คุณนักรบครับ— ผมมีเื่ด่วนจะรายงานครับ เมื่อกี้สายของเราได้รายงานมาว่าเห็นคนของพวกมันเพิ่งออกจาคอนโดของคุณปารมีเมื่อครู่นี้เองครับ]
“ว่าไงนะ!!!”
ปารมีที่บังเอิญได้ยินดังนั้น ก็ตัวสั่นเทาทันทีจนนักรบต้องรีบมากอดปลอบให้เธอสงบลง แต่ไม่ทันที่จะสงบดีปารมีก็เบิกตากว้างอย่างนึกขึ้นได้
“จริงสิ!!! แล้วซองล่ะ....”
เธอโพล่งออกมาด้วยความรู้สึกร้อนรนก่อนที่จะรีบผละออกจากอ้อมแขนของนักรบ แล้วรีบรี่ไปที่กองเอกสารที่ระเกะระกะบนโต๊ะที่เธอซ่อนเอกสารสำคัญเอาไว้แล้วทำการหาซองสีน้ำตาลนั้นทันที
ปารมีแหวกหาด้วยท่าทีที่ดูร้อนรน ถ้าเอกสารชุดนั้นหายไป ความหวังที่เธอจะเอาผิดคนพวกนั้นต้องหายมลายไปด้วย จนกระทั่งเธอเห็นซองสีน้ำตาลที่คุ้นเคยจึงรีบหยิบขึ้นมาแล้วรีบแกะดูของข้างในทันที เมื่อเห็นว่ามันยังอยู่ครบ ก็ถอนหายใจอย่างโล่งอกทันที
“ผมว่าคุณอยู่ที่นี่ต่อไปไม่ได้แล้วล่ะ ปาม...พวกนั้นมันรู้ที่อยู่ของคุณแล้วยังกล้าทำแบบนี้อีกด้วย คุณกำลังอยู่ในอันตราย”
นักรบเดินตามปารมีเข้ามาในห้อง พร้อมกับกวาดสายตามองห้องที่ถูกรื้อค้นด้วยแววตาเป็กังวล
“แล้วฉันจะไปอยู่ที่ไหนล่ะ...”
“ไปอยู่ที่บ้านผม”
คำตอบของนักรบ ทำให้ปารมีถึงกับต้องรีบเงยหน้ามองนักรบเลยทีเดียว เมื่อพบกับแววตาจริงจัง กังวลและเป็ห่วง มันก็ทำให้เธอนั้นรู้สึกปลอดภัยขึ้นมาอย่างน่าอัศจรรย์
จากนั้นปารมีก็เตรียมเก็บกระเป๋าพร้อมของที่จำเป็โดยมีนักรบคอยช่วย ก่อนจะรีบออกไปโดยจุดมุ่งหมายคือบ้านของนักรบ
โปรดติดตามตอนต่อไป