ติ๊งหน่อง… ติ๊งหน่อง…
เสียงกริ่งดังก้องในโถงทางเดินอันเงียบสงัด พื้นกระเบื้องเย็นเฉียบสะท้อนเงาของธันวา กรณ์ และแพรไหม เงาเ่าั้ทอดยาวไปตามแสงไฟกระพริบที่ติด ๆ ดับ ๆ ราวกับว่าตัวอาคารกำลังหายใจช้า ๆ อย่างเป็จังหวะ
“เรายังทันถอยหลังกลับ” แพรไหมกระซิบ น้ำเสียงของเธอสั่นเล็กน้อย
“ไม่… ฉันต้องรู้” ธันวากล่าวเสียงหนักแน่น แม้ว่าในใจของเขาจะเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น
กรณ์เดินนำหน้าพร้อมกับถือไฟฉายไว้แน่น พวกเขาเดินไปตามโถงทางเดินมืดสลัวที่เต็มไปด้วยฝุ่นและกลิ่นอับชื้นที่บ่งบอกว่าอาคารนี้ถูกปิดทิ้งไว้นานแค่ไหน แต่บางสิ่งทำให้ทุกคนรู้สึกแปลก…
มันดูสะอาดกว่าที่ควรจะเป็
“นายไม่คิดว่าที่นี่…เหมือนมีคนยังใช้งานอยู่เหรอ?” กรณ์กระซิบถามขณะกวาดสายตามองไปยังผนังที่ดูเหมือนถูกเช็ดถูอยู่ตลอด
“ฉันกำลังคิดเื่นั้นอยู่พอดี” ธันวาพึมพำ ดวงตาของเขาเหลือบไปเห็นห้องเรียนห้องหนึ่งที่ประตูเปิดแง้มอยู่
ห้องเรียนหมายเลข 206
ห้องเดียวกับที่ทุกอย่างเริ่มต้นขึ้น
ธันวาหยุดเดิน มือของเขากำหมัดแน่นโดยไม่รู้ตัว ภายในห้องนั้นมีเพียงแสงจันทร์อ่อน ๆ สาดส่องเข้ามาผ่านหน้าต่างที่มีรอยร้าว ใจของเขาเต้นแรงขึ้นทุกวินาที
“เราต้องเข้าไป” เขากล่าวอย่างมั่นใจ แม้ว่าเสียงของตัวเองจะแหบแห้ง
กรณ์และแพรไหมมองหน้ากันก่อนจะพยักหน้า แล้วทั้งสามคนก้าวเข้าไปในห้องเรียนพร้อมกัน
ทันทีที่ก้าวเข้าไป ไฟในห้องกะพริบอย่างรุนแรงก่อนจะ ดับวูบ
เงามืดโรยตัวลงมาปกคลุมห้อง… และอากาศก็เย็นลงอย่างฉับพลัน
ปัง!
ประตูห้องเรียนปิดลงเองอย่างแรง!
แพรไหมกรีดร้องออกมาโดยไม่รู้ตัว ขณะที่กรณ์รีบวิ่งไปกระชากประตู แต่ไม่ว่าจะดึงแรงแค่ไหนมันก็ไม่ขยับ
“ติดแล้ว!” เขาะโ ธันวาหันกลับไปมองกระดานดำหน้าห้อง แล้วเขาก็ต้องชะงัก
บนกระดานมีข้อความเขียนไว้เป็ลายมือหวัด ๆ
“วีรัช…นายกลับมาแล้ว”
หัวใจของธันวากระตุกวูบ ทุกอณูในร่างกายของเขาเย็นเฉียบจนเหมือนเืในร่างกายกลายเป็น้ำแข็ง
“…ฉันไม่ใช่…” เขาพึมพำ แต่ในใจของเขาเริ่มไม่แน่ใจอีกแล้ว
เขาคือวีรัชจริง ๆ หรือไม่?
ปัง! ปัง! ปัง!
กรณ์ทุบประตูอย่างแรง พยายามเปิดมันออก แต่ประตูห้องเรียนหมายเลข 206 กลับไม่มีทีท่าว่าจะขยับแม้แต่น้อย แพรไหมกรีดร้องออกมาเบา ๆ มือของเธอกำไฟฉายแน่นจนข้อนิ้วซีดขาว
“เราต้องหาทางออกให้ได้!” กรณ์พูดเสียงดัง ราวกับ้าข่มความหวาดกลัวในใจ
ธันวาไม่ได้ตอบ เขาเพียงจ้องมองไปที่กระดานดำตรงหน้า
“วีรัช…นายกลับมาแล้ว”
เขาไม่รู้ว่ามันถูกเขียนขึ้นเมื่อไหร่ แต่ลายมือหวัด ๆ บนกระดานดูเหมือนถูกเขียนด้วยแรงกดมหาศาล บรรยากาศในห้องเย็นะเืและเต็มไปด้วยความกดดันที่ทำให้หายใจแทบไม่ออก
“ฉัน…ไม่ใช่วีรัช” ธันวาพึมพำกับตัวเอง
แต่เสียงสะท้อนในห้องกลับกระซิบตอบเขาเบา ๆ
“ไม่จริง”
ดวงตาของธันวาเบิกกว้าง เขาหันไปมองรอบตัว ทุกอย่างยังเงียบงัน กรณ์กับแพรไหมยังคงพยายามหาทางเปิดประตู แต่เสียงนั้น… มันไม่ได้มาจากพวกเขา
“ธันวา?” แพรไหมเรียกเขา “นายโอเคไหม?”
“เสียง…” ธันวาเอ่ยเสียงสั่น “เธอได้ยินเสียงอะไรไหม?”
กรณ์กับแพรไหมมองหน้ากันก่อนที่กรณ์จะส่ายหน้า “ไม่มี นายได้ยินอะไร?”
“วีรัช…”
เสียงกระซิบดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้มันใกล้กว่าเดิม ราวกับมีใครบางคนยืนอยู่ข้างหลังธันวา
เขาหันขวับกลับไป แต่สิ่งที่เห็นทำให้ลมหายใจของเขาหยุดชะงัก
กระจกหน้าต่างห้องเรียนสะท้อนภาพของเขา… แต่เงาสะท้อนนั้นไม่ได้ขยับตาม
แทนที่เงาสะท้อนจะเลียนแบบการเคลื่อนไหวของเขาเหมือนปกติ มันกำลังจ้องเขากลับมา ดวงตาว่างเปล่า และริมฝีปากค่อย ๆ ขยับเป็คำว่า…
“ฉันคือวีรัช”
ธันวาถอยหลังอย่างแรง กระแทกกับโต๊ะเรียนจนมันส่งเสียงดังลั่น กรณ์และแพรไหมใ
“เกิดอะไรขึ้น!?” กรณ์รีบวิ่งเข้ามาหา
ธันวาชี้ไปที่กระจก แต่เมื่อกรณ์กับแพรไหมมองเข้าไป… ภาพสะท้อนกลับเป็ปกติ
“มัน…มันพูดกับฉัน” ธันวากระซิบเสียงสั่น
แพรไหมกลืนน้ำลายลงคอ “ธันวา…นายแน่ใจนะว่านายไม่ได้คิดไปเอง?”
“วีรัช…”
คราวนี้เสียงไม่ได้เป็แค่เสียงกระซิบ แต่มันดังขึ้นจากทุกทิศทางราวกับมีใครอยู่รอบตัวพวกเขา! ไฟฉายของแพรไหมกะพริบถี่ ๆ ก่อนจะดับลงกะทันหัน
แกร๊ก… แกร๊ก…
เสียงฝีเท้าเริ่มดังขึ้นจากมุมห้องมืด พวกเขาหันขวับไปมองพร้อมกัน… เงาร่างสูงโปร่งกำลังยืนอยู่ตรงมุมห้อง
มันไม่มีใบหน้า…มีเพียงร่างที่คล้ายกับมนุษย์ แต่มีเงาดำปกคลุมตลอดทั้งตัว
“…นายต้องกลับมา” เสียงเย็นเยียบดังก้องทั่วห้อง
กรณ์รีบดึงแขนธันวา “เราต้องออกไปจากที่นี่!”
ธันวาหายใจติดขัด เขาไม่สามารถละสายตาจากร่างนั้นได้ ราวกับถูกแรงบางอย่างสะกดให้มองมัน
“…ฉันต้องรู้ว่าฉันเป็ใคร” เขาพึมพำ
กรณ์กัดฟันแน่นก่อนจะะโเสียงดัง “นายจะรู้ไม่ได้ถ้านายไม่รอดไปจากที่นี่!”
ทันใดนั้น เสียงกริ่งดังขึ้นอีกครั้ง—แต่คราวนี้มันดังผิดปกติ
ติ๊งหน่อง! ติ๊งหน่อง! ติ๊งหน่อง!
มันดังรัวและก้องสะท้อนไปทั่วห้องเหมือนเสียงเตือนสุดท้ายก่อนที่จะสายเกินไป! ประตูที่เคยล็อกไว้ตอนนี้เริ่มเปิดออกเองอย่างช้า ๆ …
กรณ์คว้าแขนธันวาและลากเขาวิ่งไปที่ประตูทันที! แพรไหมตามมาข้างหลังสุด พวกเขาวิ่งฝ่าความมืดออกจากห้องเรียน 206 แต่ก่อนที่ธันวาจะก้าวออกจากห้อง…
เขาหันกลับไปมองกระจกเป็ครั้งสุดท้าย
เงาสะท้อนของเขาไม่ได้หายไป แต่มันยิ้มให้เขา… และค่อย ๆ หายไปในเงามืดของห้องเรียน
เสียงกริ่งกังวานสะท้อนทั่วห้องเรียนหมายเลข 206 มันดังรุนแรงกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา ไม่ใช่แค่สัญญาณบอกเวลา แต่มันคือเสียงที่ปลุกบางสิ่งขึ้นมา กรณ์และแพรไหมยืนนิ่งราวกับถูกตรึงอยู่กับที่ พวกเขามองไปที่ธันวาด้วยแววตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
"ทำไมเงานายมัน...ขยับเอง?" แพรไหมเอ่ยเสียงเบาหวิว แต่ธันวาได้ยินชัดเจนพอ ๆ กับเสียงกริ่งที่ยังคงดังก้องอยู่ในหู
เขาก้มลงมองที่พื้น และหัวใจของเขาก็แทบหยุดเต้น เงาของเขา—มันไม่ได้เคลื่อนไหวตามเขา มันไม่สอดคล้องกับท่าทางที่เขากำลังทำอยู่ มันยืนนิ่งอยู่อย่างนั้น ก่อนที่ค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมองเขาโดยที่ร่างกายของเขาไม่ได้ขยับเลย
"นี่มันเื่บ้าอะไร..." ธันวาพึมพำ ร่างกายของเขารู้สึกหนาวเยือกขึ้นมาทันที เหมือนมีบางอย่างกำลังดูดความอบอุ่นออกจากร่างไปทีละนิด
กรณ์กระชากแขนเขา "เราต้องออกไปจากที่นี่!"
ทันทีที่กรณ์พูดจบ ประตูห้องเรียนก็กระแทกปิดลงเอง ราวกับมีมือที่มองไม่เห็นกระชากมันปิดอย่างแรง เสียงดังก้องสะท้อนไปทั่วห้อง ราวกับกำลังขังพวกเขาไว้ เงาของธันวาในกระจกไม่ได้อยู่เฉยอีกต่อไป มันเริ่มขยับ...
มันก้าวเข้ามาหาธันวา!
เสียงกริ่งดังก้องหู เขารู้สึกถึงแรงบีบรอบข้อมือ ความเย็นจัดพุ่งเข้าจับร่างเขาเหมือนน้ำแข็งแช่แข็งเส้นเื เงานั้นไม่ได้อยู่แค่ในกระจกอีกต่อไป มันกำลังจะออกมา...
"ถ้านายไม่ใช่ฉัน... งั้นนายก็คือใคร?"
เสียงกระซิบดังขึ้นใกล้หู เสียงที่ฟังดูเหมือนตัวเขาเอง!
แพรไหมกรีดร้อง กรณ์พยายามกระแทกประตูเปิดแต่ไม่มีทางออกจากที่นี่อีกแล้ว พวกเขาติดอยู่ในโรงเรียนนี้ พร้อมกับเงาที่ไม่ควรมีอยู่ในโลกแห่งความจริง!
เสียงหัวเราะเย็นะเืดังขึ้นในความมืด เงาของธันวากำลังกลืนกินเขา!