เฉียนหลิงเขากำลังเผลอน้ำตาไหลออกมาด้วยความเ็ปและอัดอั้นอยู่ภายในอกของตัวเอง แต่ว่า... เมื่อได้ยินคำถามของอี้เฟยเขาก็ไม่รู้ว่าตัวเองควรรู้สึกยังไง?
“อี้เฟย!”
เฉียนหลิงเรียกชื่ออี้เฟยทั้งใบหน้าแดงก่ำทั้งน้ำตาที่อาบไหลรินอยู่ ไม่รู้ว่าตัวเองควรรู้สึกยังไงจริงๆ ริมฝีปากหนาเม้มแน่น เขาไม่เข้าใจว่าในเวลาแบบนี้อี้เฟยจะถามคำถามแบบนี้ทำไม ควรอยู่เงียบๆก็เงียบๆไปสิ!
เขาตัดสินใจแล้วว่า... อี้เฟยน่ะมีใบหน้าหล่อเหลาและสง่างามมาก แต่ก็เป็คนร้ายๆด้วยเหมือนกัน เสียทีที่เขาอุตส่าห์ติดตามเป็แฟนคลับเซียนเซียน!
“หลิงนายล้างจานไม่เป็เหรอ” อี้เฟยถามเฉียนหลิงด้วยสีหน้านิ่งสงบราบเรียบ ทำให้ไม่สามารถมองหรือเดาได้ว่าเขาอยู่ใน่อารมณ์ใดหรือคิดอะไรกันแน่
“อึกๆฮึกๆ อี้เฟย! นายเป็ร้าย!... ค--แค่ล้างจานนะ อึกฮึกๆ ค--ใครจะล้างไม่เป็เล่า!” เฉียนหลิงกล่าวๆตัดพ้อและตอบกลับอี้เฟยอย่างอึกอักสะอึกสะอื้น เดิมทีเขาเป็คุณชายใหญ่ตระกูลเฉียนที่มีพร้อมทุกอย่าง แต่หลังจากที่ฐานะของเขาหายไป หลายๆอย่างเขาก็ต้องทำเองและต้องทำให้เป็ การล้างจานก็เป็หนึ่งในนั้นเช่นกัน
“อืม” อี้เฟยพยักหน้าไร้ความรู้สึก...
เฉียนหลิงยกมือเช็ดน้ำตาปอยๆ ไม่คิดว่าชายหนุ่มอายุอานามถึงยี่สิบสามปีอย่างเขาจะมาน้ำตาไหลง่ายๆเช่นนี้ แต่ว่าเมื่อคิดไปถึงสิ่งหนักหนาสาหัสต่างๆที่เขาพบเจอมาที่เขาได้รับมาตลอด ความชอกช้ำในใจ ความรู้สึกอัดอั้นแน่นในอก ความรู้สึกที่เขาจะต้องพยายามที่จะเข้มแข็งอย่างคนเดียวโดดเดี่ยว วันนี้พอได้น้ำตาไหลบ้างแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน ค่อยให้รู้สึกโล่งๆในอกขึ้นมาหน่อย... อืม อี้เฟยอาจจะเป็คนดีก็ได้กระมัง
เขารีบเช็ดน้ำตาออกอย่างอายๆ คิดได้แล้วก็กะว่าจะหันมาขอบคุณอี้เฟยอย่างจริงจังสักหน่อย แต่เมื่อเงยหน้าหันมามองตรง เขาก็ถึงกับชะงักไป...
“นี่ อ--อี้... เฟย”
อยู่ๆ เขาเริ่มรับรู้สึกได้ว่าบรรยากาศภายในห้องนั่งเล่นนั้นเปลี่ยนไป เฉียนหลิงพลันรู้สึกหนาวเย็นะเืขึ้นมาชั่วขณะหนึ่งที่มองอี้เฟย คือ ใบหน้าหล่อเหลาสง่างามนั่น....
เขารู้สึกลำคอแห้งผาก เหงื่อแทบซึมออกไรผมมาก ริมฝีปากหนาขบเม้มแน่น ความรู้สึกประหวาดหวั่นในใจ รู้สึกถึงความกลัวเกรงลึกๆภายในใจของตัวเองอย่างไรไม่รู้
เฉียนหลิงไม่กล้ามองใบหน้านั้นของอี้เฟยอย่างตรงๆ เขาก้มหน้าลงมองมือตัวเองที่วางอยู่บนตักเงียบๆ จวนเวลาผ่านไปสักครู่หนึ่งจึงค่อยเงยหน้าขึ้นมามองอี้เฟยอีกครั้ง คราวนี้สิ่งที่เขาได้รับจากใบหน้าหล่อเหลาสง่างามนั้นกลับคือรอยยิ้มของเทพบุตรเซียนเหมือนดังเดิมแล้ว..... อ่า เป็รอยยิ้มที่เสมือนดั่งแสงสว่างของทั้งปวง ช่างงดงามสง่ามาก
เขาไม่เข้าใจอี้เฟย ไม่เข้าใจมากๆเลย... แต่เขาก็ตัดสินใจแล้วว่าเขาจะเป็แฟนคลับเซียนเซียนต่อไป!
เฉียนหลิงมองอี้เฟยที่กำลังระบายรอยยิ้มนุ่มนวลงดงามนี้เต็มใบหน้าแล้ว... เขารู้สึกแปลกๆ รับรู้ถึงความอันตรายนัยลึกอย่างไรไม่รู้
แต่เขาก็ยังไม่ทันได้เอ่ยอะไรออกมา ร่างสูงโปร่งของอี้เฟยก็ลุกขึ้นไปหยิบกล่องทิชชู่มาให้พลางตบบ่าของเขาเบาๆ พูดประโยคสั้นๆแล้วลุกเดินออกไปอีกห้องหนึ่ง ปล่อยให้เขานั่งงงๆอยู่สักพักในห้องนั่งเล่นคนเดียว... แต่ก็ดีเหมือนกันเพราะแค่นี้เขาก็อับอายมากแล้ว ขอเช็ดน้ำตาดีๆก่อนเถอะ
“หลิงร้องไห้ก่อนก็ได้ เดี๋ยวฉันมานะ...”
ตุ้บๆๆ โครม! แพล้งๆๆ แพล้ง!
แต่ผ่านไปเพียงครู่แป๊บเดียวเท่านั้นเฉียนหลิงที่นั่งอยู่ในห้องนั่งเล่นอยู่คนเดียวก็ต้องเป็อันสะดุ้งเฮือกพรวดขึ้น “เฮือก!”
“เสียงนี่...” แม้ว่าเสียงจะชัดเจนอยู่แล้วว่าเกิดอะไรขึ้นข้างในห้องที่อี้เฟยเพิ่งเข้าไป แต่เขาก็ไม่กล้าเดาส่งๆว่าจริงๆเสียงนี้คืออะไร
แต่อี้เฟยก่อนหน้านี้ก็น่ากลัวจริงๆ ไม่รู้ว่าเ้าตัวกำลังโมโหหรือโกรธอะไร... เฉียนหลิงยังจำใบหน้านั้นของอี้เฟยได้ บรรยากาศในห้องอันหนาวเย็นะเืตอนนั้น เขามีความรู้สึกกลัวขึ้นจริงๆ แต่ว่าในความรู้สึกนั้นของตัวเองก็ช่างย้อนแย้งนัก กลัวแต่ก็ไม่กลัวที่อยากจะไปให้ไกลอี้เฟย ยังคงมีความรู้สึกสบายใจและอบอุ่นใจที่ได้อยู่ใกล้กับอี้เฟยเหมือนเดิม แปลกมากจริงๆ
อะไรบางอย่างทำให้เฉียนหลิงรู้สึกได้ว่าเขาสามารถพึ่งพาอี้เฟยได้ เหมือนอย่างที่อีกฝ่ายพูดกับเขาก่อนหน้านี้ เป็ความรู้สึกที่ดีมากเลย
ไม่นานอี้เฟยก็เสร็จธุระ เขาออกมาจากอีกห้องหนึ่งแล้วมานั่งลงบนโซฟาข้างเฉียนหลิงเหมือนเดิมทุกอย่าง บนใบหน้าของเขายังคงระบายรอยยิ้มนุ่มนวลสว่างไสว... เขาพยักหน้าให้กับเฉียนหลิงประหนึ่งว่าก่อนหน้านี้ไม่มีอะไรเกิดขึ้นทั้งสิ้น
“อืมๆ”
“อี้เฟยนั่นเสียงอะไรเหรอ” เป็เฉียนหลิงซะเองมากกว่าที่เห็นท่าทางเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นของอี้เฟยแล้วก็อดเอ่ยถามออกไปไม่ได้สักประโยค
อ่า ฉันอยากจะตบปากตัวเองนักเชียว เื่แบบนี้มันควรถามซะที่ไหนกัน... เฉียนหลิงคิดในใจอย่างแอบตีปากตัวเองในใจแทน
“เปล่าก็ไม่มีอะไรนะ... แค่เก้าอี้ล้มเฉยๆแล้วไปโดนถ้วยน้ำชาชุดหนึ่งตกแตกน่ะ สงสัยต้องซื้อใหม่ซะแล้ว”
เสียงอะไรดังตุ้บๆ? เก้าอี้ล้มดังโครม? ชุดถ้วยน้ำชาตกแตกดังแพล้งๆอีกหลายครั้ง? นี่คือไม่มีอะไรใช่ไหม?
มันน่าเชื่อได้เหรอ? คิดว่าเขาเป็เด็กสามขวบหรือไง... เฉียนหลิงมองอี้เฟยที่ทำประหนึ่งว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นจริงๆ ยังคงยิ้มปกติ เฉยๆราบเรียบมาก เหมือนว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นจริงๆอ่ะ จนกลายเป็ตัวเขาเองที่รู้สึกใและถามขึ้นมาอีก “อ่า แล้วนายเก็บเศษแก้วหรือยัง?!”
“ยัง ฉันเก็บไม่เป็”
“อ๊านายนี่จริงๆเลย ยังไม่เก็บเศษแก้วได้ยังไงกัน... เดี๋ยวฉันจะไปเก็บให้ ถ้าเกิดไปเดินเหยียบขึ้นมาจะทำยังไง”
ความวางไม่ได้และความเ้ากี้เ้าการของเฉียนหลิงพุ่งทะยานขึ้นเลยเมื่อได้ยินคำตอบเฉยๆน้ำเสียงราบเรียบเหมือนไม่มีอะไรของอี้เฟย... เก็บเศษแก้วไม่เป็! เก็บไม่เป็แล้วจะไม่เก็บหรือยังไงเล่า!
เด็กหนุ่มอี้เฟยนี่ถูกเลี้ยงดูมาให้โตมายังไงกันเนี่ยฮึ!
“ได้ นายเป็คนเก็บนะ”
อี้เฟยพูดพร้อมกับพยักหน้าให้เป็เื่ของเฉียนหลิงไม่ใช่เื่ของเขา... เสร็จเื่เก็บเศษแก้วแล้วก็หันกลับมาให้ความสนใจที่เื่ประเด็นหลักต่อ “เื่เก็บเศษแก้ววางไว้ก่อนเถอะ... กลับมาที่เื่ของนายกันต่อ”
“เื่ของฉัน?”
เฉียนหลิงไม่รู้ว่าเขาควรรู้สึกยังไงกันแน่เมื่อเห็นท่าทางจริงจังของอี้เฟย ที่ดูจะเอาจริงเอาจังมาก... มากจนเขาก็เผลอคิดว่าเอาจริงๆเหรอ? สามารถช่วยเขาได้จริงเหรอ? จะเป็ที่พึ่งพาให้เข้าจริงๆเหรอ? ดีจริงๆนะ
แต่นั่นก็เป็เพียงความคิดของเขาเท่านั้นแหละ ในความเป็จริงเขาไม่กล้าลากอี้เฟยเข้ามายุ่งด้วยหรอก อีกอย่างเขากับอี้เฟยก็ไม่ได้รู้จักกันลึกซึ้งขนาดนั้นที่พอจะขอความช่วยเหลือกันได้เลย
หึๆ จะคาดหวังอะไรได้มากเล่า ขนาดญาติพี่น้องแท้ๆของเขายังไม่มีใครยื่นมือเข้ามาช่วยเขาเลย ไม่มีเลย สักคนก็ไม่มี
“อี้เฟยคือว่า...” เฉียนหลิงสูดหายใจเข้าลึกๆแล้วกำลังจะบอกกับอี้เฟยว่าไม่ต้องคิดอะไรมากเื่ของเขาหรอก เพียงแค่วันนี้อีกฝ่ายเชิญเขามาที่บ้านแถมยังนั่งฟังเขาพูดระบายความรู้สึกข้างในอะไรอีกต่างๆมากมาย แค่นี้เขาก็รู้สึกขอบคุณมากแล้ว
หากให้อี้เฟยที่เป็เพียงแค่เด็กหนุ่มคนธรรมดาคนหนึ่งมาให้ความช่วยเหลือเขา หรือเป็ที่พึ่งพาในการต่อกรกับพวกคุณอารองที่ตอนนี้ได้มีอำนาจตระกูลเฉียนมาครองแล้วอยู่เกือบสิบส่วนก็ไม่รู้ว่าจุดจบของพวกเขาจะเป็อย่างไร ตัวเขาน่ะไม่เป็ไรหรอก แต่อี้เฟยไม่เกี่ยวอะไรกับเื่ตระกูลเฉียนนี้ด้วยเลย ไม่ควรที่จะโดนลูกหลงจากการที่ได้รู้จักกับคนอย่างเขาไปด้วย
ส่วนตัวเขาเฉียนหลิงหากว่าชีวิตนี้ยังมีลมหายใจอยู่ก็จะไม่มีวันเลิกพยายามที่จะทวงทุกสิ่งทุกอย่างคืนมาหรอก!
“ได้ ฉันเข้าใจนายแล้วเฉียนหลิง”
เฉียนหลิงกำลังรู้สึกไม่เข้าใจ เขายังพูดไม่ทันจบอี้เฟยก็พูดตัดบทขึ้นแล้วว่าเข้าใจเขา... อี้เฟยบอกว่าเข้าใจเขาแต่เขานี่แหละที่ไม่เข้าใจอี้เฟยเลย
อี้เฟยคือที่นายบอกว่าเข้าใจเนี่ยนี่หมายความว่าเข้าใจอะไรเหรอ? ใช่ เข้าใจในเื่เดียวกับฉันไหมเนี่ย?!
“อื้มๆๆหึๆ” เห็นสีหน้าท่าทางของเฉียนหลิงแล้วอี้เฟยก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะหึๆอย่างขำๆ...
อะไรจะช่างเหมือนกันขนาดนี้ เฉียนหลิงสมกับที่เป็ลูกหลานของเฉียนินัก เ้าตัวช่างคล้ายคลึงไปทางเฉียนิมากจริงๆ เพราะฉะนั้นก็ต้องสมควรที่จะได้เป็ผู้นำตระกูลเฉียนของเฉียนิสิถึงจะถูก
“บุตรฮูหยินรองของสายรองคิดจะแทนที่บุตรของฮูหยินเอกสายหลักงั้นหรือ...”
เื่ราวหักเหลี่ยมคมหรือเื่ปัญหาต่างๆภายในตระกูลใหญ่ก็มีไม่กี่เื่กี่อย่างหรอก... ต้นเหตุน่ะไม่จากผู้าุโก็ฮูหยิน ไม่ฮูหยินก็บุตรหลาน ไม่บุตรหลานก็ญาติพี่น้องนี่แหละที่ชอบสร้างปัญหานัก ยุคสมัยไหนๆก็เหมือนๆกันจริงๆ!
ในยุคสมัยอดีตอี้อ๋องก็เคยช่วยเหลือในเื่ตระกูลเฉียนให้เฉียนิหลายอย่าง มายุคปัจจุบันวันนี้เขาอี้เฟยพบเจอกับลูกหลานของเฉียนิคือเฉียนหลิงที่มีปัญหาคล้ายๆกันมาเลย เช่นนี้มิใช่เรียกว่า ลิขิต์หรอกรึ?!
“อืม... นี่คือลิขิต์แท้ๆ”
เอาละ... ในเมื่อนี่เป็ลิขิต์อย่างไรอี้เฟยก็ต้องช่วยเหลือเฉียนหลิงลูกหลานสายหลักของเฉียนิสักหน่อย อีกอย่างเฉียนิก็เป็คนใกล้ชิดสหายเก่าก่อนของเขาอี้อ๋องด้วย เขาก็มิอาจปล่อยให้พวกลูกหลานสายรองที่ไม่รู้ประสาไม่รู้กฎระเบียบพวกนั้นได้ตระกูลเฉียนและมาผลาญสมบัติเก่าก่อนของเฉียนิได้หรอก
อืม จำได้ว่าอ๋องอย่างเขาก็มอบของต่างๆหรือมอบสิ่งล้ำค่าให้เฉียนิไม่น้อยเลย คิดว่าสมบัติเก่าก่อนพวกนั้นต้องมีในหลายส่วนที่เกี่ยวกับเขาอี้อ๋องเป็แน่... อย่างที่เฉียนิเคยกล่าวไว้ของล้ำค่าควรจดบันทึกเื่ราวและควรค่าที่จะเก็บรักษาไว้เป็มรดกตกทอดสืบแก่ลูกหลานไปเป็ร้อยปีพันปี
ฉะนั้นผู้ที่จะดำรงตำแหน่งผู้นำตระกูลนอกจากต้อง ‘มีความถูกต้องเหมาะสม’ ‘มีความสามารถ’ แล้วก็จำต้องเป็ผู้ ‘มีคุณธรรมสูงส่ง’ ด้วย เพราะนอกจากจะต้องนำตระกูลดูแลตระกูลอย่างมีความสามารถแล้วก็ยังต้องเป็ผู้เก็บรักษาสมบัติล้ำค่าเก่าก่อน เื่ราวเก่าก่อนของตระกูลให้สืบต่อไป
ผู้นำตระกูลต้องถูกต้องเหมาะสม มีความสามารถ มีคุณธรรมสูงส่ง และเพื่อเก็บรักษาสมบัติล้ำค่าเก่าก่อนนี้ให้เป็มรดกตกทอดมาและต่อไป ปณิธานของเฉียนิเขาอี้อ๋องเข้าใจแล้ว... ฉะนั้นอ๋องอย่างข้าจะช่วยจัดระเบียบตระกูลเฉียนให้เ้าเอง!
“ตระกูลเฉียนน่ะไม่ใช่ว่ามีกฎหลักเื่ให้ความสำคัญกับทายาทสายหลักไม่ใช่รึ... มีกฎของผู้นำตระกูลว่าต้องเป็สายเืของทายาทสายหลักเท่านั้นไม่ใช่หรือ”
“อื้ม... นายรู้กฎข้อนี้ได้ยังไง” เป็อีกครั้งที่เฉียนหลิงมองอี้เฟยอย่างสงสัยและคาดเดาไม่ได้... คนคนนี้นี่ยังไงกันแน่ รู้เื่ราวลึกๆภายในตระกูลเฉียนของเขาได้ยังไงและรู้มากขนาดไหนกันเชียว?!
เฉียนหลิงสงสัยแต่ไม่เคยจะได้รับคำตอบของคำถามนี้จากอี้เฟยเลย...
“ใช่ สายหลักก็คือสายหลัก... พวกเราจะถูกเคี่ยวกรำมาอย่างหนักั้แ่เกิดเพื่อเป็ผู้นำตระกูลคนต่อไปที่ถูกต้องเหมาะสม ที่ต้องมีฝีมือและความสามารถ ต้องมีคุณธรรมจริธรรมสูงส่งอย่างที่คู่ควร”
ทายาทสายหลักก็คือทายาทสายหลัก... บุตรชายของฮูหยินเอก ฉะนั้นตระกูลเฉียนมิใช่เพียงเลือกผู้นำตระกูลอย่างเคร่งครัด แต่กระทั่งฮูหยินเอกหรือว่าที่มารดาของผู้นำตระกูลก็ยังเลือกเฟ้นเป็อย่างหนักเช่นกัน!
ดังคำกล่าวที่ว่าบุตรจะดีมารดาต้องดีก่อน... ฉะนั้นแล้วบุตรชายของฮูหยินเอกเมื่อคลอดออกมาแล้วก็เพื่อดำรงตำแหน่งผู้นำตระกูลคนต่อไป จึงต้องผ่านการเรียนรู้เคี่ยวกรำเป็อย่างมากเพื่อให้เป็ผู้ที่เหมาะสม มีความสามารถ มีคุณธรรมอย่างที่คู่ควร
แต่ถ้าว่ากรณีที่บุตรชายฮูหยินเอกเสียชีวิตไปั้แ่อายุยังไม่มากเท่าไหร่อาจจะด้วยโรคร้ายหรืออุบัติเหตุก็ตาม หากมีบุตรชาย(รุ่นหลาน)ที่เกิดจากบุตรชายฮูหยินเอกผู้นั้นก็ให้หลานสายหลักขึ้นดำรงตำแหน่งต่อไป แต่หากว่าไม่มีก็ให้เลือกผู้ที่เหมาะสมที่สุดโดยผ่านการเห็นชอบเหล่าผู้าุโทั้งหลาย
“ทายาทสายหลัก... เพราะว่าฉันลูกชายของคุณพ่อยังมีชีวิตอยู่”
เฉียนหลิง บุตรชายของนายท่านใหญ่เฉียน เป็หลานสายหลักที่ยังมีชีวิตอยู่... ด้วยเพราะเหตุนี้พวกสายรองจึงไม่มีทางปล่อยเขาไปง่ายๆ ตามราวีและกดดันบีบคั้นเขาทุกอย่าง เพราะต่อให้ตอนนี้พวกสายรองจะได้อำนาจของตระกูลเฉียนอยู่แต่ก็ไม่ใช่อย่างแท้จริงๆ ถึงอย่างไรก็ปิดบังไม่ได้ว่า เฉียนหลิงยังมีชีวิตอยู่!
และด้วยเหตุนี้เองนั่นแหละ เฉียนหลิงจึงพยายามอย่างยิ่งที่จะรักษาชีวิตของเขาไว้ให้รอดให้ได้ ขอแค่ยังมีชีวิตอยู่ก็ต้องมีสักวันที่จะทวงคืนทุกอย่างมาได้!
“ลูกหลานที่มิปฏิบัติตามกฎที่ต้นบรรพบุรุษสั่งเสียสั่งสอนมาอย่างเคร่งครัดจะถูกลงโทษ...”
ที่ตระกูลเฉียนให้ความสำคัญกับทายาทสายหลักก็เพราะว่าเฉียนิที่ก็เป็บุตรชายของฮูหยินเอกเช่นกัน แต่กลับไม่ได้รับความเป็ธรรมอย่างที่ควร เขาถูกเอารัดเอาเปรียบ ถูกทำร้ายทารุณมาไม่น้อยกว่าจะผ่านพ้นมันไปได้... จนภายหลังนั่นแหละที่เฉียนิเป็คนของอี้อ๋องจึงได้ทวงทุกอย่างคืนมาและตอบแทนคนพวกนั้นคืนอย่างสาสม ภายใต้อำนาจการสนับสนุนของอี้อ๋องหรือก็คือเขานั่นเอง!
ั้แ่นั้นมาเพราะกรณีตัวเองเป็ตัวอย่าง เฉียนิที่เป็ต้นบรรพบุรุษจึงให้ความสำคัญกับทายาทสายหลักมาก จะต้องอบรมเคี่ยวกรำเพื่อให้ทายาทผู้นั้นที่จะดำรงตำแหน่งผู้นำตระกูลคนต่อไปเป็คนที่ยอดเยี่ยม
และเช่นนี้เองตระกูลเฉียนทั้งหมดจึงถือเป็กฎและคำสั่งสอนที่จะต้องปฏิบัติตามต้นบรรพบุรุษสืบกันมา
“อี้เฟย... หลายๆอย่างนั้นนายรู้ได้ยังไงกันแน่” เฉียนหลิงไม่เข้าใจ คำพูดของอี้เฟยล้วนเหมือนกับรู้ทุกอย่างอย่างงั้นแหละ
“รู้ได้ยังไงอย่างงั้นหรือ หึๆ...” อี้เฟยพูดพร้อมกับหัวเราะและทำท่าทางลึกลับ... ก็ต้องรู้สิเพราะว่าข้าคืออี้อ๋องอย่างไรเล่า!
“บอกฉันมาเดี๋ยวนี้นะว่านายรู้ได้ยังไง นายดูรู้เกินไปแล้ว!”
เฉียนหลิงคิดไว้แล้วว่าเขาจะคาดคั้นเอาคำตอบจากอี้เฟยให้ได้ แต่ว่าเมื่อพอได้ยินคำตอบต่อมาของอี้เฟยแล้วเขาก็ต้องถึงกับ.... ไปต่อไม่ถูกเลยทีเดียว
“หลิง... ความลับ์มิอาจแพร่งพรายได้หรอกนะ”
“ ! ”
“หลิงวันนี้ที่นายกับฉันได้มาพบล้วนหาใช่เื่บังเอิญไม่... นี่เป็ลิขิต์”
เมื่อฟังที่อี้เฟยพูดมาแล้ว เฉียนหลิงเองก็คิดถึงอยู่ว่าด้วยเหตุบังเอิญอันใดกันที่ทำให้เขาได้พบกับอี้เฟยและยังมาเล่าเื่ของตัวเองให้อี้เฟยฟังอีก ใจหนึ่งก็เอนเอียงเชื่ออยู่แต่อีกใจหนึ่งก็ยังมีคำถามและข้อสงสัย “ถ้า์มีจริงแล้วทำไมฉันถึงดะ--ได้”
“ตัดพ้อสิ่งใดก็ได้แต่ห้ามตัดพ้อ์ สงสัยในตัวผู้ใดก็ได้แต่ห้ามสงสัยในความเมตตาของ์!”
“นายอาจจะคิดว่า์ได้ทอดทิ้งนายไปแล้ว แต่ทว่า... หากว่า์ได้ทอดทิ้งนายจริงๆแล้ววันนี้นายจะมาอยู่ตรงหน้าฉันได้อย่างไร”
“นายเป็หมอดูซินแสเหรอ”
“เลิกพูดมากได้แล้ว... รู้แค่ว่าอนาคตอันรุ่งเรืองของนายอยู่กับฉัน เพราะฉะนั้นเกาะขาทองคำของฉันให้แน่นๆก็พอ”
“เื่ตระกูลเฉียนฉันจะช่วยนายเอง”
----------------------------------
Talk
ความลับ์มิอาจแพร่งพราย!
ถ้าไม่อยากตอบเื่อะไรลึกลับก็ใช้เหตุผลนี้ได้ทุกงานจริงๆ [555] หลิงคงคิดว่าท่านอ๋องเป็หมอดูซินแสจริงๆไปแล้วมั้งนิ
ส่วนสายใยความรู้สึกระหว่างเฉียนหลิงที่ว่าทำไมเดี๋ยวเดียวก็ไว้ใจท่านอ๋องแล้ว เป็เพราะสายเืทายาทสายหลักของเฉียนิที่ไหลเวียนอยู่ในตัวค่ะ
สิ่งที่เฉียนหลิงเจอ ในอดีตนั้นเฉียนิก็เคยเจอมาแล้วและได้ท่านอ๋องเป็ที่พึ่งพา มาวันนี้ในยุคปัจจุบัน์จึงนำพาคนมีชะตาต้องกันให้มาพบกันอีกครั้งค่ะ อี้เฟยสายเืของอ้ีอ๋องจึงพร้อมเป็ที่พึ่งพาให้เฉียนหลิง ลูกหลานของเฉียนิค่ะ
ถึงแม้ว่าจะเป็ในยุคปัจจุบันแต่ก็ยังมีกลิ่นอายความสัมพันธ์ตระกูลแบบเก่าก่อนอยู่
อาจจะแอบเห็นว่ามีอุบัติเหตุเล็กน้อย (?) เสียงดังนิดหน่อย (?)
ท่านอ๋องก็คือท่านอ๋อง! อี้อ๋องก็คืออี้อ๋อง! พยัคฆ์ก็คือพยัคฆ์!
ตระกูลเฉียน มีต้นบรรพบุรุษตระกูลเป็เฉียนิซึ่งเป็คนของอี้อ๋อง ก็ถือว่าตระกูลเฉียนเป็ตระกูลในอาณัติของอี้อ๋องก็เท่ากับว่าเป็ของอี้เฟยด้วย แต่ปัจจุบันท่านอ๋องจะหวนคืนสู่อำนาจตอนไหนยังไงก็ต้องติดตามดูกัน!
(การล่าอาณานิคมแบบฉบับยุคปัจจุบันอาจจะเริ่มขึ้น นี่ถือว่าเป็การสปอยล์นัยๆด้วยไหม555 ใช่ค่ะแต่อีกไกลอยู่นะ ไกลมากด้วย555)
ตอนนี้พูดคุยกับเื่ราวของเฉียนหลิงหน่อย เฉียนหลิงคิดว่าท่านอ๋องเป็หมอดูซินแสไปแล้ว [5555] ตอนหน้ามาร่วมกันเป็กำลังใจให้ท่านอ๋องด้วยกันอีกเถอะ!
อ่านแล้วเป็เช่นไรบ้างก็ฝากคอมเมนต์เพื่อเป็กำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ :)