ยามบ่ายบริเวณถนนนอกกำแพงเมืองด้านทิศตะวันตกคลาคล่ำไปด้วยผู้คนข่าวกองเรือสินค้าจากเมืองจีนมาเทียบท่าช่วยปลุกตลาดและร้านค้าให้คึกคักมาั้แ่เช้าแม้สินค้าจะยังมิได้นำลงจากเรือแต่ผู้คนก็เริ่มต้นติดต่อสอบถามและสั่งจองขอซื้อล่วงหน้า
นอกกำแพงเมืองย่านนี้คือเขตการค้าหลักเพราะอยู่บนแนวถนนเชื่อมท่าพระวังเข้าสู่ตัวเมืองสินค้าเข้าออกที่ท่าเทียบสินค้าอ่าวปตานีมักถูกเปลี่ยนถ่ายลงเรือเล็กแล้วล่องผ่านแม่น้ำปตานีมาขึ้นท่าพระวังบรรดาพ่อค้านายวาณิชเองก็มักมาปลูกเรือนพักอาศัยแถบย่านนี้ มีทั้งพ่อค้าชาวเมืองชาวจีน อินเดีย แขกอาหรับ จาม ชวาและมลายูส่วนชาวเมืองที่มิได้ทำการค้ามักจะปลูกเรือนอาศัยอยู่กันหนาแน่นนอกกำแพงเมืองด้านทิศใต้ซึ่งอยู่ในแนวถนนเชื่อมตัวเมืองเก่าปตานีที่ห่างลงไปทางใต้ราว๒ โยชน์ (๓.๒ กิโลเมตร)
ครั้นเสร็จสิ้นการเข้าเฝ้าพระเ้าฤทธิเทวาและงานเลี้ยงพระกระยาหารมื้อเที่ยงแล้วเซียงจือกงได้เดินทางสู่ที่พักของไต้ซีหง ซึ่งเป็โรงพักสินค้าขนาดใหญ่ตั้งอยู่บริเวณถนนเชื่อมสู่ท่าพระวังเช่นกันแม้ท่านมหาอำมาตย์วาสุธีจะขอเชิญไปสนทนาต่อยังที่พำนักของท่านแต่เพราะเป็วันแรกที่ขึ้นฝั่งจึงขอตัวปรึกษางานกับไต้ซีหงก่อน
“เราประหลาดใจไฉนพระเ้านครศรีธรรมราชจึงเสด็จมาทอดพระเนตรการคัดเลือกขุนพลตัวแทนของเมืองปตานี”เซียงจือกงกล่าวขึ้น หลังจากเข้ามานั่งพักผ่อนในเรือนตามลำพังกับไต้ซีหง
“เื่ที่พระเ้าเมืองนครฯจะเสด็จมาข้าน้อยก็เพิ่งรู้พร้อมท่าน แต่ที่ทราบมาเื่นี้อาจเกียวเนื่องด้วยพระราชธิดาของพระองค์”เมื่อเห็นเซียงจือกงขมวดคิ้วนิ่งด้วยความสนใจ ไต้เท้าผู้แทนประจำเมืองจึงกล่าวต่อ
“พระเ้านครศรีธรรมราชมีพระราชธิดาพระองค์เดียวคือองค์หญิงวิสาณีว่ากันว่าทรงพระสิริโฉมงดงามยิ่งนัก บรรดาเ้าเมืองต่างๆหมายพระทัยจะได้พระนางมาเป็คู่หรือสู่ขอให้กับพระราชบุตรของพระองค์...”
“รวมทั้งพระเ้าฤทธิเทวาแห่งปตานีด้วย..ใช่หรือไม่”
“ไม่ผิดขอรับ นายท่านคงทราบดีว่าพระเ้าเมืองนครฯไร้พระราชบุตรที่จะสืบราชบัลลังก์ต่อจากพระองค์ ผู้ใดได้อภิเษกสมรสกับพระราชธิดาก็ย่อมมีโอกาสได้ขึ้นครองราชย์อาณาจักรตามพรลิงค์ต่อไป”
“แต่ก็ต้องได้รับความยินยอมจากพระเ้าเหนือหัวเมืองอโยธยาผู้ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจเหนืออาณาจักรตามพรลิงค์”นายกองเรือผู้รอบรู้ความสัมพันธ์ของแต่ละแผ่นดินและน่านน้ำกล่าวขึ้น
“ขอรับนายท่านตามพรลิงค์เป็เมืองประเทศราชของอโยธยาการที่ผู้ใดจะได้สืบทอดตำแหน่งกษัตริย์ย่อมต้องมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งจากพระเ้าเหนือหัวอโยธยาเป็สำคัญแต่ข้าน้อยเชื่อว่าหากบรรดาขุนนางอำมาตย์และเชื้อพระวงศ์พร้อมใจกันยกพระราชบุตรเขยขึ้นสืบราชสมบัติต่อไปทางราชสำนักอโยธยาคงจะมิขัดข้องเป็แน่ขอรับ”
เซียงจือกงมิสนับสนุนหรือแย้งความคิดดังกล่าว
“เราทราบว่าพระเ้านครฯมีพระอนุชาต่างพระมารดาอยู่องค์หนึ่งคือพระวังสา ท่านไม่คิดว่าราชสมบัติจะตกแก่พระอนุชาหรือ”
ไต้ซีหงซึ่งประจำอยู่ในดินแดนแถบนี้มิเพียงดูแลการค้าแต่ยังทำหน้าที่สืบค้นข้อราชการงานเมืองและบทบาทของบุคคลสำคัญให้กับราชสำนักกรุงจีนอีกด้วยผ่านช่องทางการค้า
“ข้าน้อยเคยมีโอกาสเข้าเฝ้าพร้อมเสนอเงื่อนไขการค้าแด่พระอนุชาองค์นี้พบว่าพระองค์ทรงไร้ซึ่งความทะเยอทะยาน หากแต่ทรงลุ่มหลงในสุรานารีจนขุนนางคนสำคัญพากันออกห่างในความเห็นของข้าน้อยนับว่ายากจะได้รับการสนับสนุนจากเหล่าอำมาตย์และบรรดาเชื้อพระวงศ์ขอรับ”
“ลุ่มหลงในสุรานารีหรือ”นายกองเรือผู้มากประสบการณ์ขมวดคิ้วหนาใหญ่ คำนึงขึ้น... บุคคลสำคัญเสมือนหนึ่งเป็อุปราชกลับประพฤติตนเหลวไหลเยี่ยงนี้หากมิใช่ตกเป็เหยื่อของกลุ่มคนที่แสวงผลประโยชน์ก็มักกระทำเพื่อกลบเกลื่อนความมักใหญ่ใฝ่สูงและแผนการใหญ่...ความคิดเพียงแล่นชั่ววูบได้ยินไต้ซีหงกล่าวเพิ่มว่า
“ครั้งนี้ข้าน้อยคาดว่าพระเ้าปตานีเชิญเสด็จพระเ้าศรีมหาราชเพื่อมาทอดพระเนตรพระปรีชาสามารถขององค์ชายอัศวเมฆซึ่งทรงเข้าร่วมประลองอาวุธชิงตำแหน่งขุนพลฉลูนักษัตรในขณะที่พระเ้าศรีมหาราชเองก็อาจทรงกำลังพิจารณาหาผู้เหมาะสมกับพระราชธิดาและการสืบราชบัลลังก์ขอรับ”
ตำแหน่งขุนพลฉลูนักษัตรที่กล่าวถึงคือผู้ชนะได้เป็ตัวแทนของเมืองปตานีถือตราฉลูนักษัตรเข้าสู่เวทีประลองคัดเลือกาาสิบสองนักษัตรต่อไป
“องค์ชายอัศวเมฆทรงมีความสามารถในเชิงรบปานนั้นหรือ”เซียงจือกงกล่าวถามด้วยความสนใจ
“ในเมืองปตานีนี้ต่างนับถือกันว่าผู้เก่งกล้าในเชิงอาวุธคือขุนพลสิงหลแม่ทัพใหญ่ของเมืองและบุตรชายของท่านที่ชื่อ“สิงขร” ส่วนองค์ชายอัศวเมฆทรงเป็ศิษย์ท่านขุนพลสิงหลมีฝีมือกล้าแข็งเป็รองก็แต่สิงขรเท่านั้นขอรับ ตามกฎผู้เข้าประลองชิงตำแหน่งาาสิบสองนักษัตรต้องเป็ชายหนุ่มอายุไม่เกิน๓๐ ปี ดังนั้นผู้ที่ได้รับการคาดหมายว่าจะชนะเป็ตัวแทนของเมืองคือสิงขรส่วนเ้าอัศวเมฆน่าจะทรงยืนหยัดจนถึงการชิงชัยในรอบสองคนสุดท้าย...ซึ่งก็เพียงพอสำหรับการแสดงความสามารถในเชิงรบให้พระเ้าเมืองนครฯพอพระราชหฤทัยแล้วขอรับ”
“มีเหตุผล” เซียงจือกงพยักหน้าพลันครุ่นคิดพิเคราะห์.. แม้ตำแหน่งาาสิบสองนักษัตรจะทรงเกียรติผู้ชนะได้รับการสถาปนาขึ้นเทียบเท่าพระาาพระองค์หนึ่งแต่ก็ทรงแบกภาระอันหนักหน่วงพร้อมภยันตรายใหญ่หลวงในการออกตามหา“สิ่งศักดิ์สิทธิ์สูงสุด” ที่สูญหายกลับคืนมา อย่างไรเสียย่อมไม่เหมาะกับการที่องค์ชายใหญ่แห่งเมืองหนึ่งจะทรงกระทำ.. และบางทีการต่อสู้กับสิงขรในรอบชิงชัยอาจเป็เพียงแค่การจัดฉากห้ำหั่นโดยซักซ้อมเตรียมการกันมาก่อนก็เป็ได้..
ไต้ซีหงยิ้มร่าดีใจที่นายใหญ่เห็นพ้องกล่าวย้ำความคิดของตนต่อว่า
“อันที่จริงทั่วทั้งคาบสมุทรสุวรรณภูมิคงมีแต่ราชสำนักเมืองปตานีจึงจะเหมาะสมทัดเทียมกับราชสำนักเมืองนครฯแม้ปตานีถูกผนวกรวมอยู่ในเมือง ๑๒ นักษัตรภายใต้การปกครองของเมืองนครฯแต่ก็เป็เอกโดดเด่นเหนือเมืองใด เป็เมืองเ้าแคว้นลังกาสุกะเดิม... การที่พระเ้านครศรีธรรมราชทรงรับคำกราบบังคมทูลเชิญพร้อมพระราชธิดานับว่า“โอกาส” ขององค์ชายอัศวเมฆมีสูงมากทีเดียวขอรับ”
ความเห็นดังกล่าวนำมาซึ่งอาการทอดถอนหายใจของผู้เป็นายจึงอดถามออกไปมิได้
“นายท่านมีเื่ใดให้กังวลหรือขอรับ”
“เราเพียงสะท้อนใจ... เป็ห่วงเ้าทิพนัก”น้ำเสียงแ่เบาพร้อมส่ายหน้า
ไต้ซีหงได้แต่นิ่งเงียบรู้ดีว่าผู้เป็นายรักผูกพันเ้าทิพประดุจหลานชายแท้ๆตลอดเวลาสิบปีที่นำเรือขึ้นเทียบท่า ชาวปตานีคนแรกที่ท่านพบหน้าและเป็คนสุดท้ายที่ร่ำลาก่อนออกเรือคือเ้าทิพ
“บางทีนายท่าน อาจต้องบอกเ้าทิพแล้ว...อย่าได้หวังสิ่งใดเกินตัวนักเลย” ไต้ซีหงกล่าวอึกอัก ลำบากใจ
เซียงจือกงมองปราดไปยังผู้พูดสายตาแวววาว ก่อนจะเปลี่ยนเป็นิ่งสงบ กล่าวเสียงเบาในลำคอ
“ท่านก็รู้ เรามีวิชาดูลักษณะคนตลอดหลายปีที่ผ่านมามิเคยดูผู้ใดผิดพลาด...หลานเราคนนี้มีลักษณะของคนผู้จะเป็ใหญ่ เป็บุคคลเรืองนามเจ็ดย่านน้ำ...แต่ทำไมชะตาที่เป็อยู่ตอนนี้จึงดูอาภัพยากแค้นนัก”
“ขออภัยเถอะนายท่านบางทีการใช้ตำราของพวกเาาวจีนกับคนสายเืผสมอาจจะไม่ใคร่เที่ยงตรงนักก็เป็ได้”ไต้ซีหงกล่าวเป็เชิงแย้งด้วยความระมัดระวังท่านรู้ว่าเ้าทิพมีมารดาเป็คนสายเืเชียงแสนจึงนำมาเป็ประเด็นหักล้างความคิดของผู้ถืออาญาสิทธิ์เป็ใหญ่เหนือท้องน้ำนอกอาณาจักรกรุงจีน
“นายท่านลองตรองดูคนที่ไม่ได้ฝึกฝีมือการสู้รบ ไม่ได้เรียนวิชาการเมืองการปกครอง วันๆได้แต่ฝึกฝีมือการช่างจะยกฐานะขึ้นเป็คนเหนือคนได้อย่างไร”
“เท่าที่เราสังเกตดูเ้าทิพเหมือนจะรู้เื่การเมืองการปกครองอยู่บ้าง”
“แต่ที่ข้าน้อยสืบทราบมาเ้าทิพเรียนวิชาจากพราหมณ์เฉพาะเื่ไตรเวท เรียนวิชาช่างและงานศิลป์จากตาของตนจนได้ยินว่ามีฝีมือโดดเด่นนัก...ถ้าต่อไปจะเป็นายช่างงานศิลป์ผู้เรืองนาม อาจเป็ไปได้”กล่าวแล้วสังเกตเห็นท่าทีนายกองขบวนเรืออ่อนลง จึงเสนอแนะต่อว่า
“บางทีนายท่านอาจต้องเปลี่ยนท่าทีต่อองค์ชายอัศวเมฆ...เพราะคือบุคคลที่ฝ่ายเราต้องประสานสัมพันธไมตรีในอนาคต นายท่านควรยอมอ่อนข้อให้กับองค์ชายบ้าง”
เพียงได้ยินชื่อองค์ชายอัศวเมฆพร้อมคำแนะนำให้อ่อนน้อมยอมตนผู้บัญชาการกองเรือสินค้าคล้ายโดนตบหน้าเข้าฉาดใหญ่
“บังอาจเ้ารู้ตัวว่ากำลังกล่าวอะไรออกมาหรือไม่”เซียงจือกงตวาดลั่นจนไต้ซีหงใรีบก้มลงหมอบราบกับพื้น
“นายท่านโปรดเมตตาตัวข้าน้อยกล่าวด้วยสัตย์ซื่อ หาได้มีสิ่งใดแอบแฝงไม่” เสียงสั่นรัวตัวสั่นงันงกอยู่แทบเท้าจอมคนผู้ได้รับพระราชอำนาจเต็มจากองค์พระจักรพรรดิกรุงจีน