กำเนิดราชันย์แห่งจอมเวท

    ตอนที่ 89 จิตวิญญาณพฤกษา

         ย้อนกลับมาภายในดินแดนภูติสวรรค์   หมู่ดอกไม้นานาพรรณต่างแข่งกันผลิดอกชูช่อโอ้อวดสีสัน กลิ่นหอมอันสดชื่นของหมู่ดอกไม้ฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ  แอเรียสมองดูโอลิเวียที่กำลังวิ่งวุ่นกับการวิ่งเด็ดดอกไม้ต้นนู้นทีต้นนี้ทีด้วยความเอ็นดู เมื่อเขาและนางมีพันธะสัญญาที่เชื่อมต่อกันมันก็ทำให้ทั้งเขาและนางรู้สึกผูกพันกันมากขึ้น  มันไม่ใช่ความรู้สึกเสน่หาชายหนุ่มกับหญิงสาวแต่มันเป็นความผูกพันราวกับนางเป็นคนในครอบครัวคนหนึ่ง  ตั้งแต่ที่นางรู้จักนามของเขานางก็พร่ำเรียกชื่อ“พี่แอเรียส”ซ้ำๆไปมาอย่างไม่มีหยุดหย่อน  แม้จะหนวกหูไปบ้างเล็กน้อยแต่เขาก็ยิ้มออกมาด้วยความเอ็นดู

     

         สิ่งที่น่าแปลกใจคือตลอดเวลาที่โอลิเวียหลับใหลไปแม้ร่างกายของนางจะหยุดการเจริญเติบโตไปแต่พลังเวทของนางกลับเพิ่มขึ้น  แม้มันจะเพิ่มขึ้นอย่างเชื่องช้ากว่าคนธรรมดาหลายเท่าตัวแต่เมื่อเวลาผ่านไปกว่าร้อยปีนางก็เข้าสู่ระดับอัศวินขั้นที่หนึ่งเสียแล้ว  แอเรียสอดที่จะทึ่งในความแข็งแกร่งของนางไม่ได้  เด็กสาวในวัยไม่ครบสิบสองปีแต่พลังเวทมนตร์ในร่างกลับตื่นขึ้นมาหนำซ้ำยังเป็นถึงระดับอัศวิน  ไม่ว่าจะเป็นเผ่าพันธุ์มนุษย์หรือภูตเรื่องเช่นนี้ก็นับเป็นเรื่องแปลกประหลาดที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน    

     

         ถึงแม้โอลิเวียพลังของโอลิเวียจะเป็นถึงระดับอัศวินแต่นางก็ยังคงเป็นเหมือนเด็กสาวทั่วไป  ความคิดอ่านของนางยังอยู่ยังช่วงวัยของเด็กอายุสิบขวบ  เมื่อนางฟื้นคืนมาหลังจากทำพันธะสัญญากับแอเรียสความทรงจำอันแสนยาวนานในโลกอันมืดมิดของนางก็หายไปจนหมดสิ้น  แต่นั่นก็นับเป็นข้อดีที่นางสามารถลบล้างความทรงจำอันแสนเจ็บปวดเหล่านั้นออกไปได้  ความจริงแล้วแม้แต่ความทรงจำในวัยเด็กของนางบางส่วนก็ขาดหายไปเช่นกัน  โชคดีที่นางยังคงจดจำอีธานและฟาร์เมียได้ 

     

         พลังของโอลิเวียนั้นแข็งแกร่งเกินกว่าร่างกายของนางจะแบกรับได้สุดท้ายทั้งแอเรียสและพ่อแม่ของนางจึงได้ข้อสรุปที่ตรงกันว่าห้ามไม่ให้โอลิเวียปลดปล่อยพลังเวทออกมาทั้งหมดออกมาโดยเด็ดขาด  ทุกอย่างต้องเริ่มอย่างค่อยเป็นค่อยไป นางยังคงต้องฝึกฝนควบคุมพลังเวทภายในร่างของตัวเองให้ได้เสียก่อน ร่างกายของโอลิเวียราวกับภาชนะอันบอบบางที่ถูกบรรจุไปด้วยพลังเวทอันแข็งแกร่ง  หากไม่ระวังภาชนะอันบอบบางนี้ก็อาจจะแตกร้าวลงได้ 

     

          “ พี่แอเรียสดูนี่สิ  ข้าทำให้ต้นไม้นี่โตขึ้นได้ด้วยแหละ “

     

          โอลิเวียเข้ามาใกล้ๆกับแอเรียสพร้อมกับชูมือขึ้นอวดเมล็ดพืชในมือของนางที่กำลังถูกกระตุ้นด้วยพลังเวท  รากและใบอ่อนของมันงอกออกมาอย่างรวดเร็ว การเจริญเติบโตอย่างฝืนกฎธรรมชาตินี้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วเพียงไม่ถึงห้าวินาทีด้วยซ้ำ  แต่ยังไม่ทันที่นางจะกระตุ้นให้ต้นพืชให้มือเติบโตไปมากกว่านั้นนางก็ถูกแอเรียสขัดเสียก่อน

     

         “ โอลิเวีย  ข้าบอกแล้วไม่ใช่รึยังไงว่าห้ามเจ้าใช้พลังเวทในตอนนี้“

     

          แทนที่แอเรียสจะตื่นเต้นยินดีไปกับนางแต่เขากลับขมวดคิ้วพร้อมกับทำเสียงดุใส่นางแทน เขาไม่ได้เห็นดีเห็นงามกับการที่นางใช้เวทมนตร์โดยพละการเช่นนี้เลยแม้แต่น้อย

     

          “ พี่แอเรียสขี้บ่น ไหนพี่แอเรียสบอกกับข้าเองว่าข้าต้องฝึกฝนพลังเวทบ่อยๆเพื่อที่ข้าจะได้ควบคุมพลังเวทภายในร่างของข้าได้ไง  พอข้าจะฝึกพลังเวทท่านก็เอาแต่บ่นข้า “

     

         โอลิเวียบ่นโอดออกมา  นางยู่ปากพร้อมสะบัดหน้าหนีไปในทันที แม้พลังของนางจะแข็งแกร่งแต่สำหรับแอเรียสนางก็ยังคงเป็นเพียงเด็กน้อยคนหนึ่ง

     

         “ ข้าบอกให้เจ้าฝึกแต่ยังไม่ใช่ตอนนี้  อย่างน้อยก็ต้องหลังจากที่เจ้าฝึกฝนจิตวิญญาณพฤกษาให้สำเร็จเสียก่อน“

     

         แอเรียสลูบที่ศีรษะของโอลิเวียพร้อมกับอธิบายเหตุผลออกมา 

     

          ทักษะ ‘จิตวิญญาณพฤกษา’ ที่แอเรียสกล่าวถึงมันคือคัมภีร์บ่มเพาะสำหรับนักเวทผู้มีธาตุพฤกษา  โอลิเวียนั้นไม่เพียงแต่มีความแปลกประหลาดในระดับพลังเวทแต่นางยังเป็นนักเวทที่มีธาตุพิเศษอีกด้วย โชคดีที่ในความทรงจำอันเก่าแก่ของแอเรียสมีความรู้เกี่ยวกับผู้ที่มีธาตุพฤกษาอยู่ด้วย ไม่เช่นนั้นการหาคัมภีร์บ่มเพาะสำหรับโอลิเวียคงเป็นเรื่องยาก

     

        พลังเวทในร่างของโอลิเวียในตอนนี้ยังโคจรไปมาอย่างสะเปะสะปะมันจึงค่อนข้างยากที่จะควบคุม  การใช้พลังเวทในตอนนี้อาจจะทำให้ร่างกายของนางได้รับบาดเจ็บได้  หากนางฝึกฝนคัมภีร์บ่มเพาะจิตวิญญาณพฤกษาสำเร็จเมื่อไรแอเรียสคงเบาใจเรื่องพลังเวทในร่างของนางได้ไม่น้อย แต่ถึงอย่างไรจิตวิญญาณพฤกษาก็เป็นถึงทักษะระดับนภาไม่รู้ว่านางจะต้องใช้เวลานานเท่าไรจึงจะฝึกฝนสำเร็จ 

     

          “ แอเรียสข้าอยากให้เจ้าพาโอลิเวียกลับไปโลกภายนอกพร้อมกับเจ้า“

     

         เมื่อตะวันบ่ายคล้อยฟาร์เนียก็แจ้งข่าวอันน่าตกใจให้กับแอเรียส

     

         “แต่นางควรจะอยู่กับพวกเจ้าที่เป็นพ่อแม่ของนาง “

     

         แอเรียสแย้งความเห็นของฟาร์เมียในทันที

     

         “ ถึงแม้ดวงวิญญาณจะมีอายุขัยที่ยาวนานกว่ามนุษย์แต่ก็ใช่ว่าพวกข้าจะคงอยู่ได้ตลอดไป สักวันดวงวิญญาณของพวกข้าทั้งสองก็ต้องสูญสลายไป ข้าไม่อยากเห็นนางต้องใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยวอยู่ในดินแดนภูตสวรรค์แห่งนี้  เจ้าเป็นมนุษย์ที่พวกข้าไว้ใจได้มากที่สุด  แล้วอีกอย่างนางเองก็เชื่อใจเจ้า  ได้โปรดรับฟังคำขอของพวกข้าอีกสักครั้ง “

     

         “ พวกเจ้ามั่นใจแล้วใช่ไหมที่จะทำเช่นนี้ “

     

         “ พวกข้าทบทวนดีแล้ว  นี่เป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับตัวนางเอง “

     

         ฟาร์เมียตอบกลับด้วยรอยยิ้ม  แม้รอยยิ้มนั้นจะเป็นรอยยิ้มอันแสนเศร้าก็ตามอีธานที่ยืนอยู่เคียงข้างกับนางก็มีสีหน้าที่ไม่แตกต่างกันนัก  ภายในจิตใจของทั้งคู่เต็มไปด้วยความเจ็บปวด แม้จะไม่ต้องการที่จะแยกจากนางไปแต่ทั้งคู่ก็ไม่ต้องการใช้ความรักมาทำให้นางต้องถูกกักขังอยู่ในดินแดนแห่งนี้ 

     

          “ แล้วพวกเจ้ามั่นใจหรือว่านางจะยอม? “

     

         “ ข้าจะส่งเจ้ากับนางกลับออกไปในยามราตรีของวันพรุ่งนี้“

     

         “ เป็นการจากลาที่แสนเศร้าจังนะ  พวกเจ้าไม่คิดจะเอ่ยคำบอกลากับนางบ้างรึไง “

     

         “ ไม่จำเป็นหรอก แค่พวกข้าเห็นนางกลับมามีชีวิตที่เป็นสุขแค่นั้นก็เพียงพอแล้ว  แอเรียสเจ้าให้สัญญากับพวกข้าได้หรือไม่ว่าเจ้าจะดูแลนางเหมือนกับที่พวกข้าปกป้องนางมาตลอดร้อยปี“

     

         ฟาร์เมียเอ่ยคำร้องขอออกมา

     

         “ ข้าให้สัญญาด้วยนามของแอเรียส  สการ์เชีย หากข้ายังมีชีวิตอยู่ข้าจะปกป้องนางด้วยพลังทั้งหมดที่ข้ามี “

     

         แอเรียสเอ่ยคำสัญญาออกมาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความหนักแน่น  แววตาของเขาเต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยว ทั้งอีธานและฟาร์เมียต่างเบาใจขึ้นเมื่อได้ยินคำสัตย์สัญญาอันเด็ดเดี่ยวของแอเรียส  แต่เมื่อคิดว่าจะเหลือเวลาอยู่กับบุตรสาวอีกเพียงแค่หนึ่งวันก็ทำให้ทั้งรู้เจ็บปวดไม่น้อย ทั้งคู่หันหน้าไปมองโอลิเวียที่กำลังนั่งหน้านิ่วคิ้วขมวดฝึกฝนจิตวิญญาณพฤกษาอยู่ที่บริเวณใต้ต้นไม้ใหญ่ด้วยสายตาไปเต็มด้วยความอาวรณ์      

     

          “แอเรียสเจ้าสามารถดูดซับพลังจากแก่นอสูรได้ใช่หรือไม่  ..บางทีเศษซากจากสงครามพวกนี้อาจจะมีประโยชน์กับเจ้า มันเป็นสิ่งที่ถูกทิ้งเอาไว้หลังจากสงครามครั้งนั้นสิ้นสุดลง “

     

          อีธานนำแหวนมิติวงหนึ่งส่งให้แก่แอเรียส ทันทีที่เปิดดูข้างในแหวนมิติดวงตาของแอเรียสก็ราวกับดวงดาวที่ส่งประกายระยิบระยับ  ภายในแหวนมิติวงนั้นเต็มไปด้วยแก่นอสูรนับร้อย  แม้ส่วนมากจะเป็นแก่นอสูรระดับกลาง แต่ก็มีจำนวนไม่น้อยที่เป็นแก่นอสูรระดับสูง  และที่ยังมีอีกจำนวนนับสิบที่เป็นแก่นอสูรระดับปีศาจ ที่มากไปกว่านั้นคือมีจำนวนห้าก้อนที่เป็นแก่นอสูรระดับขุนพล  และหนึ่งก้อนเป็นของแก่นอสูรระดับองครักษ์ 

     

         “ แก่นอสูรเหล่านั้นล้วนเป็นของสัตว์อสูรที่ถูกสังหารในสงคราม  แต่น่าเจ็บใจที่ข้าและเหล่าภูตไม่อาจจะสังหารสัตว์อสูรระดับจอมปีศาจกับระดับราชันย์ปีศาจได้แม้แต่ตัวเดียว“         

     

         อีธานเล่าออกมาโดยไม่ต้องรอให้อีกฝ่ายเอ่ยปากถาม ฟังจากคำพูดของอีธานแอเรียสก็พอจะเข้าใจได้เลยว่าสงครามครั้งนั้นคงเป็นศึกที่สร้างความเสียหายครั้งใหญ่ให้แก่เผ่าพันธุ์ภูต  แต่ถึงอย่างไรเรื่องนี้ก็ผ่านมาเนิ่นนานแล้วไม่มีประโยชน์อะไรหากจะมาแสดงความเสียใจต่อการสูญเสียที่ผ่านเลยมา  แอเรียสจึงได้แต่เอ่ยคำขอบคุณออกมาสำหรับแก่นอสูรเหล่านี้ 

     

     

    …………………………………………

     

     

         สองวันผ่านไปนับจากวันที่ดินแดนประตูสวรรค์เปิดออก  ยังคงไร้ซึ่งวี่แววใดๆของแอเรียส  เสียงสะอื้นไห้ของมาเรียเต็มไปด้วยความเศร้าโศก  นางรู้ดีว่าเหตุการณ์เช่นนี้หมายถึงสิ่งใด มันหมายถึงว่าบุตรชายของนางคงไม่กลับออกมาจากดินแดนภูตสวรรค์อีกแล้ว สิ่งเดียวที่เป็นไปได้คือเขาได้ตกตายไปในดินแดนแห่งนั้นเสียแล้ว

     

        อัลเบิร์ตแม้ภายนอกอาจจะดูเข้มแข็งแต่ภายในดวงตาก็มองเห็นถึงหยดน้ำตาเล็กๆที่เอ่อออกมา แม้พยายามปกปิดมันเท่าใดแต่ก็ไม่อาจจะซ่อนเร้นความโศกเศร้านั่นเอาไว้ได้  แต่เวลานี้เขาควรจะต้องเข้มแข็งเอาไว้  เขาปาดหยดน้ำตาเล็กๆนั่นออกไปก่อนจะโอบกอดไปยังมาเรียที่กำลังสะอื้นให้ด้วยความโศกเศร้า ในเวลานี้เขาทำได้เพียงปลอบประโลมและเป็นที่พึ่งให้กับนางเท่านั้น 

     

         ความจริงบางครั้งก็เป็นสิ่งที่เจ็บปวด เมื่อฟาร์ฮานกับดยุคโคเว่นต่างบอกในสิ่งเดียวกันว่าแอเรียสคงไม่หวนกลับคืนมาอีกแล้ว  แต่มาเรียก็ยังยืนยันที่จะรอคอยต่อไป 

     

         แต่เมื่อตะวันบ่ายคล้อยคานล์ก็ปรากฏตัวพร้อมกับแจ้งข่าวบางอย่างที่ทำให้สีหน้าของฟาร์ฮานดูไม่ค่อยจะสู้ดีนัก  คานล์รายงานกับฟาร์ฮานว่าระหว่างที่ไปสืบเรื่องของไคออนผู้ที่ลอบสังหารแอเรียสเขาก็พบเข้ากับความผิดปกติบางอย่างภายในตระกูล  มียามภายในตระกูลบางคนที่ดูจะแปลกแยกจากผู้อื่นไป รวมถึงค้นพบรอยเท้าของผู้คนบริเวณรอบๆตระกูล  หากจะพูดว่ารอยเท้าของผู้คนก็คงไม่ถูกนัก มันดูคล้ายกับรอยเท้าของสัตว์อสูรเสียมากกว่า และคานล์ก็พึ่งค้นพบต้นตอของรอยเท้าเมื่อตอนเที่ยงที่ผ่านมา  มันเป็นลูกครึ่งอสูรเสือดาวที่มาแอบมาสอดแนมบริเวณตระกูลสการ์เชีย โชคร้ายที่มันสู้จนถึงวินาทีสุดท้ายโดยไม่เผยความลับใดๆออกมา  สุดท้ายแล้วคานล์ก็ตัดสินใจปลิดชีพมัน

     

         ในฐานะผู้นำตระกูลสิ่งที่ฟาร์ฮานสมควรทำคืนการปกป้องตระกูล เขารีบเร่งกลับไปยังตระกูลในทันทีรวมถึงพาอัลเบิร์ตและมาเรียกลับไปด้วย  ตอนแรกมาเรียจะขอรั้งอยู่ที่นี่ต่อไปแต่ทั้งฟาร์ฮานและอัลเบิร์ตก็ต่างลงความเห็นตรงกันว่าคงไม่ดีนักที่สตรีเช่นนางจะมาอยู่ในตระกูลอื่นเพียงผู้เดียวเช่นนี้  ฟาร์ฮาน อัลเบิร์ต และมาเรียต่างถือเป็นกำลังหลักของตระกูลสการ์เชีย การที่ปล่อยตระกูลทิ้งเอาไว้โดยไม่กลับไปดูแลคงไม่ใช่เรื่องที่ดีแน่ ในที่สุดมาเรียก็ต้องตัดใจแล้วลาจากซุ้มประตูนั่นมา  ดยุคโคเว่นรับปากว่าจะให้ทหารคอยเฝ้าประตูนี้เอาไว้เผื่อว่าแอเรียสจะกลับออกมา แม้เขาจะรู้ดีว่านั่นเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ก็ตาม

     

    คล้ายกับเรื่องกำเนิดราชันย์แห่งจอมเวท ที่คุณอ่าน