ย้อนกลับมาภายในดินแดนภูติสวรรค์ หมู่ดอกไม้นานาพรรณต่างแข่งกันผลิดอกชูช่อโอ้อวดสีสัน กลิ่นหอมอันสดชื่นของหมู่ดอกไม้ฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ แอเรียสมองดูโอลิเวียที่กำลังวิ่งวุ่นกับการวิ่งเด็ดดอกไม้ต้นนู้นทีต้นนี้ทีด้วยความเอ็นดู เมื่อเขาและนางมีพันธะสัญญาที่เชื่อมต่อกันมันก็ทำให้ทั้งเขาและนางรู้สึกผูกพันกันมากขึ้น มันไม่ใช่ความรู้สึกเสน่หาชายหนุ่มกับหญิงสาวแต่มันเป็นความผูกพันราวกับนางเป็นคนในครอบครัวคนหนึ่ง ตั้งแต่ที่นางรู้จักนามของเขานางก็พร่ำเรียกชื่อ“พี่แอเรียส”ซ้ำๆไปมาอย่างไม่มีหยุดหย่อน แม้จะหนวกหูไปบ้างเล็กน้อยแต่เขาก็ยิ้มออกมาด้วยความเอ็นดู
สิ่งที่น่าแปลกใจคือตลอดเวลาที่โอลิเวียหลับใหลไปแม้ร่างกายของนางจะหยุดการเจริญเติบโตไปแต่พลังเวทของนางกลับเพิ่มขึ้น แม้มันจะเพิ่มขึ้นอย่างเชื่องช้ากว่าคนธรรมดาหลายเท่าตัวแต่เมื่อเวลาผ่านไปกว่าร้อยปีนางก็เข้าสู่ระดับอัศวินขั้นที่หนึ่งเสียแล้ว แอเรียสอดที่จะทึ่งในความแข็งแกร่งของนางไม่ได้ เด็กสาวในวัยไม่ครบสิบสองปีแต่พลังเวทมนตร์ในร่างกลับตื่นขึ้นมาหนำซ้ำยังเป็นถึงระดับอัศวิน ไม่ว่าจะเป็นเผ่าพันธุ์มนุษย์หรือภูตเรื่องเช่นนี้ก็นับเป็นเรื่องแปลกประหลาดที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
ถึงแม้โอลิเวียพลังของโอลิเวียจะเป็นถึงระดับอัศวินแต่นางก็ยังคงเป็นเหมือนเด็กสาวทั่วไป ความคิดอ่านของนางยังอยู่ยังช่วงวัยของเด็กอายุสิบขวบ เมื่อนางฟื้นคืนมาหลังจากทำพันธะสัญญากับแอเรียสความทรงจำอันแสนยาวนานในโลกอันมืดมิดของนางก็หายไปจนหมดสิ้น แต่นั่นก็นับเป็นข้อดีที่นางสามารถลบล้างความทรงจำอันแสนเจ็บปวดเหล่านั้นออกไปได้ ความจริงแล้วแม้แต่ความทรงจำในวัยเด็กของนางบางส่วนก็ขาดหายไปเช่นกัน โชคดีที่นางยังคงจดจำอีธานและฟาร์เมียได้
พลังของโอลิเวียนั้นแข็งแกร่งเกินกว่าร่างกายของนางจะแบกรับได้สุดท้ายทั้งแอเรียสและพ่อแม่ของนางจึงได้ข้อสรุปที่ตรงกันว่าห้ามไม่ให้โอลิเวียปลดปล่อยพลังเวทออกมาทั้งหมดออกมาโดยเด็ดขาด ทุกอย่างต้องเริ่มอย่างค่อยเป็นค่อยไป นางยังคงต้องฝึกฝนควบคุมพลังเวทภายในร่างของตัวเองให้ได้เสียก่อน ร่างกายของโอลิเวียราวกับภาชนะอันบอบบางที่ถูกบรรจุไปด้วยพลังเวทอันแข็งแกร่ง หากไม่ระวังภาชนะอันบอบบางนี้ก็อาจจะแตกร้าวลงได้
“ พี่แอเรียสดูนี่สิ ข้าทำให้ต้นไม้นี่โตขึ้นได้ด้วยแหละ “
โอลิเวียเข้ามาใกล้ๆกับแอเรียสพร้อมกับชูมือขึ้นอวดเมล็ดพืชในมือของนางที่กำลังถูกกระตุ้นด้วยพลังเวท รากและใบอ่อนของมันงอกออกมาอย่างรวดเร็ว การเจริญเติบโตอย่างฝืนกฎธรรมชาตินี้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วเพียงไม่ถึงห้าวินาทีด้วยซ้ำ แต่ยังไม่ทันที่นางจะกระตุ้นให้ต้นพืชให้มือเติบโตไปมากกว่านั้นนางก็ถูกแอเรียสขัดเสียก่อน
“ โอลิเวีย ข้าบอกแล้วไม่ใช่รึยังไงว่าห้ามเจ้าใช้พลังเวทในตอนนี้“
แทนที่แอเรียสจะตื่นเต้นยินดีไปกับนางแต่เขากลับขมวดคิ้วพร้อมกับทำเสียงดุใส่นางแทน เขาไม่ได้เห็นดีเห็นงามกับการที่นางใช้เวทมนตร์โดยพละการเช่นนี้เลยแม้แต่น้อย
“ พี่แอเรียสขี้บ่น ไหนพี่แอเรียสบอกกับข้าเองว่าข้าต้องฝึกฝนพลังเวทบ่อยๆเพื่อที่ข้าจะได้ควบคุมพลังเวทภายในร่างของข้าได้ไง พอข้าจะฝึกพลังเวทท่านก็เอาแต่บ่นข้า “
โอลิเวียบ่นโอดออกมา นางยู่ปากพร้อมสะบัดหน้าหนีไปในทันที แม้พลังของนางจะแข็งแกร่งแต่สำหรับแอเรียสนางก็ยังคงเป็นเพียงเด็กน้อยคนหนึ่ง
“ ข้าบอกให้เจ้าฝึกแต่ยังไม่ใช่ตอนนี้ อย่างน้อยก็ต้องหลังจากที่เจ้าฝึกฝนจิตวิญญาณพฤกษาให้สำเร็จเสียก่อน“
แอเรียสลูบที่ศีรษะของโอลิเวียพร้อมกับอธิบายเหตุผลออกมา
ทักษะ ‘จิตวิญญาณพฤกษา’ ที่แอเรียสกล่าวถึงมันคือคัมภีร์บ่มเพาะสำหรับนักเวทผู้มีธาตุพฤกษา โอลิเวียนั้นไม่เพียงแต่มีความแปลกประหลาดในระดับพลังเวทแต่นางยังเป็นนักเวทที่มีธาตุพิเศษอีกด้วย โชคดีที่ในความทรงจำอันเก่าแก่ของแอเรียสมีความรู้เกี่ยวกับผู้ที่มีธาตุพฤกษาอยู่ด้วย ไม่เช่นนั้นการหาคัมภีร์บ่มเพาะสำหรับโอลิเวียคงเป็นเรื่องยาก
พลังเวทในร่างของโอลิเวียในตอนนี้ยังโคจรไปมาอย่างสะเปะสะปะมันจึงค่อนข้างยากที่จะควบคุม การใช้พลังเวทในตอนนี้อาจจะทำให้ร่างกายของนางได้รับบาดเจ็บได้ หากนางฝึกฝนคัมภีร์บ่มเพาะจิตวิญญาณพฤกษาสำเร็จเมื่อไรแอเรียสคงเบาใจเรื่องพลังเวทในร่างของนางได้ไม่น้อย แต่ถึงอย่างไรจิตวิญญาณพฤกษาก็เป็นถึงทักษะระดับนภาไม่รู้ว่านางจะต้องใช้เวลานานเท่าไรจึงจะฝึกฝนสำเร็จ
“ แอเรียสข้าอยากให้เจ้าพาโอลิเวียกลับไปโลกภายนอกพร้อมกับเจ้า“
เมื่อตะวันบ่ายคล้อยฟาร์เนียก็แจ้งข่าวอันน่าตกใจให้กับแอเรียส
“แต่นางควรจะอยู่กับพวกเจ้าที่เป็นพ่อแม่ของนาง “
แอเรียสแย้งความเห็นของฟาร์เมียในทันที
“ ถึงแม้ดวงวิญญาณจะมีอายุขัยที่ยาวนานกว่ามนุษย์แต่ก็ใช่ว่าพวกข้าจะคงอยู่ได้ตลอดไป สักวันดวงวิญญาณของพวกข้าทั้งสองก็ต้องสูญสลายไป ข้าไม่อยากเห็นนางต้องใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยวอยู่ในดินแดนภูตสวรรค์แห่งนี้ เจ้าเป็นมนุษย์ที่พวกข้าไว้ใจได้มากที่สุด แล้วอีกอย่างนางเองก็เชื่อใจเจ้า ได้โปรดรับฟังคำขอของพวกข้าอีกสักครั้ง “
“ พวกเจ้ามั่นใจแล้วใช่ไหมที่จะทำเช่นนี้ “
“ พวกข้าทบทวนดีแล้ว นี่เป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับตัวนางเอง “
ฟาร์เมียตอบกลับด้วยรอยยิ้ม แม้รอยยิ้มนั้นจะเป็นรอยยิ้มอันแสนเศร้าก็ตามอีธานที่ยืนอยู่เคียงข้างกับนางก็มีสีหน้าที่ไม่แตกต่างกันนัก ภายในจิตใจของทั้งคู่เต็มไปด้วยความเจ็บปวด แม้จะไม่ต้องการที่จะแยกจากนางไปแต่ทั้งคู่ก็ไม่ต้องการใช้ความรักมาทำให้นางต้องถูกกักขังอยู่ในดินแดนแห่งนี้
“ แล้วพวกเจ้ามั่นใจหรือว่านางจะยอม? “
“ ข้าจะส่งเจ้ากับนางกลับออกไปในยามราตรีของวันพรุ่งนี้“
“ เป็นการจากลาที่แสนเศร้าจังนะ พวกเจ้าไม่คิดจะเอ่ยคำบอกลากับนางบ้างรึไง “
“ ไม่จำเป็นหรอก แค่พวกข้าเห็นนางกลับมามีชีวิตที่เป็นสุขแค่นั้นก็เพียงพอแล้ว แอเรียสเจ้าให้สัญญากับพวกข้าได้หรือไม่ว่าเจ้าจะดูแลนางเหมือนกับที่พวกข้าปกป้องนางมาตลอดร้อยปี“
ฟาร์เมียเอ่ยคำร้องขอออกมา
“ ข้าให้สัญญาด้วยนามของแอเรียส สการ์เชีย หากข้ายังมีชีวิตอยู่ข้าจะปกป้องนางด้วยพลังทั้งหมดที่ข้ามี “
แอเรียสเอ่ยคำสัญญาออกมาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความหนักแน่น แววตาของเขาเต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยว ทั้งอีธานและฟาร์เมียต่างเบาใจขึ้นเมื่อได้ยินคำสัตย์สัญญาอันเด็ดเดี่ยวของแอเรียส แต่เมื่อคิดว่าจะเหลือเวลาอยู่กับบุตรสาวอีกเพียงแค่หนึ่งวันก็ทำให้ทั้งรู้เจ็บปวดไม่น้อย ทั้งคู่หันหน้าไปมองโอลิเวียที่กำลังนั่งหน้านิ่วคิ้วขมวดฝึกฝนจิตวิญญาณพฤกษาอยู่ที่บริเวณใต้ต้นไม้ใหญ่ด้วยสายตาไปเต็มด้วยความอาวรณ์
“แอเรียสเจ้าสามารถดูดซับพลังจากแก่นอสูรได้ใช่หรือไม่ ..บางทีเศษซากจากสงครามพวกนี้อาจจะมีประโยชน์กับเจ้า มันเป็นสิ่งที่ถูกทิ้งเอาไว้หลังจากสงครามครั้งนั้นสิ้นสุดลง “
อีธานนำแหวนมิติวงหนึ่งส่งให้แก่แอเรียส ทันทีที่เปิดดูข้างในแหวนมิติดวงตาของแอเรียสก็ราวกับดวงดาวที่ส่งประกายระยิบระยับ ภายในแหวนมิติวงนั้นเต็มไปด้วยแก่นอสูรนับร้อย แม้ส่วนมากจะเป็นแก่นอสูรระดับกลาง แต่ก็มีจำนวนไม่น้อยที่เป็นแก่นอสูรระดับสูง และที่ยังมีอีกจำนวนนับสิบที่เป็นแก่นอสูรระดับปีศาจ ที่มากไปกว่านั้นคือมีจำนวนห้าก้อนที่เป็นแก่นอสูรระดับขุนพล และหนึ่งก้อนเป็นของแก่นอสูรระดับองครักษ์
“ แก่นอสูรเหล่านั้นล้วนเป็นของสัตว์อสูรที่ถูกสังหารในสงคราม แต่น่าเจ็บใจที่ข้าและเหล่าภูตไม่อาจจะสังหารสัตว์อสูรระดับจอมปีศาจกับระดับราชันย์ปีศาจได้แม้แต่ตัวเดียว“
อีธานเล่าออกมาโดยไม่ต้องรอให้อีกฝ่ายเอ่ยปากถาม ฟังจากคำพูดของอีธานแอเรียสก็พอจะเข้าใจได้เลยว่าสงครามครั้งนั้นคงเป็นศึกที่สร้างความเสียหายครั้งใหญ่ให้แก่เผ่าพันธุ์ภูต แต่ถึงอย่างไรเรื่องนี้ก็ผ่านมาเนิ่นนานแล้วไม่มีประโยชน์อะไรหากจะมาแสดงความเสียใจต่อการสูญเสียที่ผ่านเลยมา แอเรียสจึงได้แต่เอ่ยคำขอบคุณออกมาสำหรับแก่นอสูรเหล่านี้
…………………………………………
สองวันผ่านไปนับจากวันที่ดินแดนประตูสวรรค์เปิดออก ยังคงไร้ซึ่งวี่แววใดๆของแอเรียส เสียงสะอื้นไห้ของมาเรียเต็มไปด้วยความเศร้าโศก นางรู้ดีว่าเหตุการณ์เช่นนี้หมายถึงสิ่งใด มันหมายถึงว่าบุตรชายของนางคงไม่กลับออกมาจากดินแดนภูตสวรรค์อีกแล้ว สิ่งเดียวที่เป็นไปได้คือเขาได้ตกตายไปในดินแดนแห่งนั้นเสียแล้ว
อัลเบิร์ตแม้ภายนอกอาจจะดูเข้มแข็งแต่ภายในดวงตาก็มองเห็นถึงหยดน้ำตาเล็กๆที่เอ่อออกมา แม้พยายามปกปิดมันเท่าใดแต่ก็ไม่อาจจะซ่อนเร้นความโศกเศร้านั่นเอาไว้ได้ แต่เวลานี้เขาควรจะต้องเข้มแข็งเอาไว้ เขาปาดหยดน้ำตาเล็กๆนั่นออกไปก่อนจะโอบกอดไปยังมาเรียที่กำลังสะอื้นให้ด้วยความโศกเศร้า ในเวลานี้เขาทำได้เพียงปลอบประโลมและเป็นที่พึ่งให้กับนางเท่านั้น
ความจริงบางครั้งก็เป็นสิ่งที่เจ็บปวด เมื่อฟาร์ฮานกับดยุคโคเว่นต่างบอกในสิ่งเดียวกันว่าแอเรียสคงไม่หวนกลับคืนมาอีกแล้ว แต่มาเรียก็ยังยืนยันที่จะรอคอยต่อไป
แต่เมื่อตะวันบ่ายคล้อยคานล์ก็ปรากฏตัวพร้อมกับแจ้งข่าวบางอย่างที่ทำให้สีหน้าของฟาร์ฮานดูไม่ค่อยจะสู้ดีนัก คานล์รายงานกับฟาร์ฮานว่าระหว่างที่ไปสืบเรื่องของไคออนผู้ที่ลอบสังหารแอเรียสเขาก็พบเข้ากับความผิดปกติบางอย่างภายในตระกูล มียามภายในตระกูลบางคนที่ดูจะแปลกแยกจากผู้อื่นไป รวมถึงค้นพบรอยเท้าของผู้คนบริเวณรอบๆตระกูล หากจะพูดว่ารอยเท้าของผู้คนก็คงไม่ถูกนัก มันดูคล้ายกับรอยเท้าของสัตว์อสูรเสียมากกว่า และคานล์ก็พึ่งค้นพบต้นตอของรอยเท้าเมื่อตอนเที่ยงที่ผ่านมา มันเป็นลูกครึ่งอสูรเสือดาวที่มาแอบมาสอดแนมบริเวณตระกูลสการ์เชีย โชคร้ายที่มันสู้จนถึงวินาทีสุดท้ายโดยไม่เผยความลับใดๆออกมา สุดท้ายแล้วคานล์ก็ตัดสินใจปลิดชีพมัน
ในฐานะผู้นำตระกูลสิ่งที่ฟาร์ฮานสมควรทำคืนการปกป้องตระกูล เขารีบเร่งกลับไปยังตระกูลในทันทีรวมถึงพาอัลเบิร์ตและมาเรียกลับไปด้วย ตอนแรกมาเรียจะขอรั้งอยู่ที่นี่ต่อไปแต่ทั้งฟาร์ฮานและอัลเบิร์ตก็ต่างลงความเห็นตรงกันว่าคงไม่ดีนักที่สตรีเช่นนางจะมาอยู่ในตระกูลอื่นเพียงผู้เดียวเช่นนี้ ฟาร์ฮาน อัลเบิร์ต และมาเรียต่างถือเป็นกำลังหลักของตระกูลสการ์เชีย การที่ปล่อยตระกูลทิ้งเอาไว้โดยไม่กลับไปดูแลคงไม่ใช่เรื่องที่ดีแน่ ในที่สุดมาเรียก็ต้องตัดใจแล้วลาจากซุ้มประตูนั่นมา ดยุคโคเว่นรับปากว่าจะให้ทหารคอยเฝ้าประตูนี้เอาไว้เผื่อว่าแอเรียสจะกลับออกมา แม้เขาจะรู้ดีว่านั่นเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ก็ตาม