รอยร้าวบนผนังขยายตัวพร้อมเสียงหินเสียดสีกัน
แรงสั่นะเืจากใตู้เาทำให้ภาชนะสำริดใบหนึ่งสั่นจนล้มลง
ของเหลวสีดำไหลนองไปตามพื้น...
เงาดำตรงบันไดขยับเข้ามาอีกก้าว
“เลือกเสีย…”
เสียงแหบแห้งลอดผ่านความมืด
หลิงเทียนไม่รู้ว่าเงานั้นเป็สิ่งใดแต่เกล็ดัในอกเสื้อกำลังสั่นรุนแรงจนเจ็บหน้าอกความร้อนที่เคยแผ่เข้าร่างกลับหดตัวเหมือนกำลังหลบหนี
มู่ชิงหลัวคว้าข้อมือเขา
“ทางนี้!”
นางดึงเขาไปยังประตูแคบด้านข้างห้องหลิงเทียนก้าวตามโดยไม่หันกลับ ทว่าก่อนพ้นธรณีประตูเขายังได้ยินเสียงโลหะกระทบพื้น
กัง!
ภาชนะใบที่ห้าล้มลง
พื้นทั้งห้องสั่นะเื
ผนังด้านหลังถล่มลงมาทันทีฝุ่นหินพุ่งไล่หลังทั้งสอง เศษหินกระแทกพื้นดังสนั่นทางเดินที่พวกเขาเพิ่งวิ่งผ่านถูกปิดตายด้วยก้อนหินและดิน
หลิงเทียนคว้าไหล่มู่ชิงหลัว ดึงนางหลบเข้าแนบผนังเศษหินก้อนหนึ่งเฉียดศีรษะเขาไปกระแทกพื้นจนแตกเป็ชิ้น
เมื่อเสียงถล่มเงียบลงเหลือเพียงเสียงน้ำหยดจากเพดาน
มู่ชิงหลัวยังจับแขนเขาอยู่
“เจ็บตรงไหน?”
“ไหล่กับศักดิ์ศรี”
“ศักดิ์ศรีรักษาไม่ได้”
“เช่นนั้นคงต้องปล่อยไว้”
นางมองเขาั้แ่ศีรษะจรดเท้าก่อนจะเห็นเืที่ไหลจากต้นแขนซ้ายของเขา รอยบาดไม่ลึกนัก แต่เศษหินฝังอยู่ใต้ผิว
“นั่งลง”
“เราควรไปต่อ”
“ถ้าเดินต่อทั้งที่เืไหลเช่นนี้เ้าจะทิ้งรอยไว้ให้คนตาม”
“ถ้าไม่เดิน คนก็ตามมาถึงตัว”
มู่ชิงหลัวไม่เถียงนางฉีกชายแขนเสื้อของตนออกเป็แถบ แล้วรัดแผลให้เขาแน่นขึ้น
ปลายนิ้วของนางเย็นจัด
หลิงเทียนเหลือบมองใบหน้าอีกฝ่าย“พิษของท่านเป็อย่างไร?”
“ยังพอเดินได้”
“นั่นไม่ใช่คำตอบ”
“แต่เป็คำตอบเดียวที่มีประโยชน์ตอนนี้”
เขาไม่ถามต่อ เพราะมู่ชิงหลัวเริ่มหายใจสั้นลงแม้นางพยายามเก็บอาการไว้ก็ตาม เส้นสีเขียวใต้ผิวข้อมือเข้มขึ้นจากเดิมและทุกครั้งที่นางขยับ นิ้วมือจะเกร็งเล็กน้อย
หลิงเทียนก้มมองเกล็ดัที่อยู่ใต้เสื้อ
มันยังอุ่น แต่ไม่สั่นแล้ว
“เงานั่นรู้จักเกล็ด” เขากล่าว
“หรือรู้จักเ้า”
“ข้าไม่เคยเห็นมัน”
“เ้าอาจจำไม่ได้”
คำตอบนั้นทำให้หลิงเทียนเงยหน้าขึ้น
มู่ชิงหลัวไม่ได้มองเขา นางกำลังตรวจพื้นรอบตัวดวงตาไล่ไปตามรอยเื คราบน้ำ และเศษสำริดที่กระเด็นออกจากห้อง
“ท่านคิดว่าข้าเคยลงมาที่นี่?”
“ข้าไม่ได้บอกเช่นนั้น”
“แต่ท่านคิด”
“ข้าคิดว่าความทรงจำของคนเราไม่น่าเชื่อถือโดยเฉพาะตอนที่มีพิษอยู่ในเื”
หลิงเทียนกำมือแน่น
คัมภีร์ดาบพิสูจน์เหตุสอนให้เขาตรวจสิ่งที่เห็นไม่ใช่สิ่งที่อยากเชื่อ เขาพยายามทำตาม แต่ทุกครั้งที่คิดถึงเสียงจากเงาดำภาพที่เห็นใต้พื้น และตราสามวงบนเกล็ด ความคิดก็พากลับไปหาหลิงจ้าน
บิดาเคยรู้เื่ถ้ำนี้หรือไม่?
เกล็ดัมาอยู่กับเขาได้อย่างไร?
และเหตุใดเสียงที่อยู่ในห้องจึงพูดเหมือนรอเขามานานแล้ว?
เสียงฝีเท้าไม่ดังตามมา
ไม่มีใคระโเรียก
ไม่มีเสียงคนพยายามขุดกองหิน
หลิงเทียนหันกลับไปมองทางที่ถูกถล่ม
“พวกมันไม่ตามมา”
มู่ชิงหลัวใช้นิ้วแตะฝุ่นบนพื้นแล้วดูคราบที่ติดปลายนิ้ว
“ไม่ใช่เพราะตามมาไม่ได้”
“ท่านคิดว่าพวกมันจงใจไม่ตาม?”
“ถ้า้าฆ่าเราพวกมันคงไม่เสียเวลาปิดทางหลังเรา”
หลิงเทียนมองกองหิน
คำพูดของนางฟังสมเหตุผล แต่ยังไม่ใช่คำตอบทั้งหมด
พวกคนชุดแดงอาจถูกกำแพงถล่มขวางไว้จริงหรืออาจรู้ว่าทางข้างหน้าน่ากลัวกว่าการปล่อยให้เขาหนีไป
เขาไม่แน่ใจ
ความไม่แน่ใจนั้นทำให้ก้าวแรกหนักกว่าที่ควร
“ไปกันเถอะ” เขากล่าว
ทางเดินด้านหน้าแคบลงกว่าเดิมเพดานต่ำจนต้องก้มศีรษะ ผนังชื้นจนหยดน้ำเกาะตามร่องหินเป็แนวยาวหลิงเทียนประคองมู่ชิงหลัวให้เดินช้าลง เขาไม่กล้าขยับเร็วเกินไปเพราะแผลที่ต้นแขนยังมีเืซึม และหัวใจยังเต้นผิดจังหวะ
เดินไปได้ไม่ถึงร้อยก้าวทางเดินก็แยกออกเป็สองทาง
ช่องซ้ายมืดสนิท พื้นแห้ง ไม่มีรอยรองเท้า
ช่องขวามีลมเย็นพัดผ่านและมีรอยน้ำลากเป็เส้นยาวลงไปตามพื้น
หลิงเทียนย่อตัวลงแตะรอยน้ำกลิ่นเืเก่าติดอยู่จาง ๆ
“ทางขวามีอากาศ” เขากล่าว“น่าจะนำออกไปด้านนอก”
มู่ชิงหลัวไม่ได้ตอบทันทีนางหยิบผงยาสีขาวออกจากถุงเล็ก ๆ โรยลงบนรอยน้ำ ผงยาละลายเป็สีเขียวคล้ำ
“มีพิษ”
หลิงเทียนมองช่องขวา
“พิษมาจากน้ำ?”
“ยังไม่รู้ อาจมาจากผนังหรือถูกผสมไว้ในทางน้ำ”
“ถ้าเช่นนั้นช่องซ้าย”
เขากำลังจะก้าวไปทางนั้นมู่ชิงหลัวกลับจับแขนเขาไว้
“เดี๋ยว”
นางชี้ไปยังพื้นหน้าช่องซ้าย
ใต้ฝุ่นบาง ๆ มีรอยเท้าปรากฏอยู่สองแบบรอยหนึ่งเป็รองเท้าหนังพื้นแข็ง อีกแบบเป็รองเท้าผ้าพื้นหนารอยหลังลึกกว่าปกติเล็กน้อย คล้ายคนสวมกำลังแบกของหนัก
หลิงเทียนคุกเข่าลงใกล้รอยเท้า
“คนชุดแดงเคยมาที่นี่”
“แน่ใจ?”
“รอยรองเท้าหนังเป็แบบเดียวกับที่พวกมันใส่”
“และอีกรอย?”
หลิงเทียนใช้นิ้วแตะรอยตื้น ๆ บนดินชื้น
“รองเท้าผ้าพื้นหนาใช้ในกองคุ้มกันตระกูลหลิง”
มู่ชิงหลัวมองเขา
หลิงเทียนรู้ว่านางกำลังรอให้เขาพูดคำว่า“คนของบิดา” ออกมา แต่เขาไม่พูด
รองเท้าประเภทเดียวกันไม่ได้พิสูจน์ว่าเป็คนของหลิงจ้าน
รอยเท้าคือหลักฐานว่ามีคนเคยเดินผ่านไม่ใช่หลักฐานว่าเขาเป็ใคร
“อาจเป็คนของตระกูลหลิง”หลิงเทียนกล่าว “แต่ยังระบุไม่ได้ว่าเป็ใคร”
มู่ชิงหลัวพยักหน้า
“ดี”
“ท่านกำลังชมข้า?”
“กำลังดูว่าเ้าจะรีบสรุปหรือไม่”
“ข้าผิดหวังที่ท่านไม่ไว้ใจข้า”
“ข้าจะไว้ใจมากขึ้นถ้าเ้าไม่พูดเช่นนั้น”
หลิงเทียนเหลือบมองนาง ก่อนหันกลับไปตรวจรอยเท้า
รอยทั้งหมดมุ่งเข้าไปในช่องซ้าย ไม่มีรอยย้อนกลับ
ตรงผนังข้างทางมีคราบไขมันติดอยู่และมีเศษด้ายสีแดงเกี่ยวกับหิน
คนชุดแดงเคยมาที่นี่แน่นอน
แต่เหตุใดจึงทิ้งทางขวาไว้ให้มีลมและกลิ่นพิษ?
เพื่อปิดบังทางซ้าย?
หรือเพื่อผลักให้คนที่หนีคิดว่าช่องซ้ายปลอดภัยกว่า?
หลิงเทียนหยิบก้อนหินจากพื้นขึ้นมาก้อนนั้นสีเทาเข้ม มีเส้นแร่สีเหลืองพาดอยู่ด้านข้าง เขาเคาะมันกับพื้นเบา ๆ
เสียงทึบ
เคาะอีกครั้งใกล้ผนัง
เสียงสะท้อนกลับมาจากด้านใน
หลิงเทียนขยับเข้าไปใกล้
“มีช่องว่างหลังผนัง”
“ทางออก?”
“ยังไม่รู้”
เขาใช้ปลายมีดขูดคราบฝุ่นออกจากผนังใต้ฝุ่นมีรอยเส้นบาง ๆ เป็รูปวงกลมซ้อนกันสามชั้น
หลิงเทียนชะงัก
ตราสามวง
ตราเดียวกับที่ปรากฏบนเกล็ดั
และเป็ตราที่เขาเคยเห็นบนฝักดาบของหลิงจ้าน
มู่ชิงหลัวเดินเข้ามาใกล้นางมองรอยนั้นโดยไม่แตะต้อง
“เ้ารู้จัก?”
“เคยเห็นบนของของบิดา”
“เป็ตราของตระกูลหลิง?”
“ไม่ใช่ตราประจำตระกูล”
“แล้วเป็ตราอะไร?”
หลิงเทียนใช้ปลายนิ้วไล่ตามรอยสลัก
ไม่มีคำตอบ
คัมภีร์ดาบพิสูจน์เหตุที่พกติดอกไม่ได้เปล่งแสงไม่มีตัวอักษรปรากฏขึ้นเพื่อบอกความจริงมันเป็เพียงหนังสือที่เขายังอ่านไม่เข้าใจ และทุกครั้งที่พยายามใช้หลักของมันเขากลับยิ่งเห็นว่าตนมีข้อมูลน้อยเพียงใด
“ยังไม่รู้” เขากล่าว
มู่ชิงหลัวหันมองเขา“คำตอบนี้ฟังจริงกว่าคำตอบก่อนหน้า”
“ข้าก็อยากให้มันฟังดีขึ้นกว่านี้”
“ไม่จำเป็ต้องฟังดีแค่ไม่หลอกตัวเองก็พอ”
หลิงเทียนกำลังจะตอบเสียงโลหะกระทบพื้นก็ดังขึ้นจากส่วนลึกของช่องทาง
กัง…
เขากับมู่ชิงหลัวหันไปพร้อมกัน
ไม่มีคนปรากฏตัว
แต่มีเสียงบางอย่างถูกลากไปบนพื้น
ครูด…
ครูด…
หลิงเทียนขยับมือไปแตะด้ามดาบ
รอยเท้าเก่ามุ่งไปยังความมืดเบื้องหน้าและในฝุ่นตรงกลางทางมีแผ่นโลหะชิ้นหนึ่งตกอยู่
เขาใช้ปลายดาบเขี่ยมันเข้ามาใกล้
แผ่นโลหะมีขนาดเท่าสองนิ้วมือ หนึ่งด้านสลักอักษร“หลิง” อีกด้านมีตราสามวง
คราบเืแห้งติดอยู่ตามขอบ
หลิงเทียนหยิบมันขึ้นมา
ทันทีที่ปลายนิ้วแตะโลหะเกล็ดัในอกเสื้อก็ร้อนขึ้น
ไม่ใช่ความร้อนรุนแรง
เป็จังหวะสั้น ๆ สามครั้ง
หนึ่ง
สอง
สาม
หลิงเทียนจำจังหวะนั้นได้
เขาเคยได้ยินตอนเด็ก
ยามอยู่ในห้องตีเหล็กหลิงจ้านมักเคาะประตูด้วยจังหวะนี้ก่อนเข้ามา
ก๊อก
เว้น่
ก๊อก ก๊อก
เป็สัญญาณระหว่างบิดากับบุตรชาย
ไม่มีใครอื่นใช้จังหวะนี้
อย่างน้อยหลิงเทียนก็เคยเชื่อเช่นนั้น
เขายกแผ่นโลหะขึ้นใกล้แสงจากตะเกียงที่เหลืออยู่ในทางเดินตรงมุมเล็ก ๆ มีรอยขีดสามเส้นซึ่งเหมือนกับรอยบนฝักดาบของหลิงจ้าน
มู่ชิงหลัวมองสีหน้าของเขา
“จำได้?”
“เป็สัญญาณของบิดา”
“เ้ามั่นใจ?”
หลิงเทียนอ้าปาก แต่ไม่ตอบทันที
เสียงจากด้านลึกดังขึ้นอีกครั้ง
ก๊อก
ก๊อก ก๊อก
คราวนี้ชัดกว่าเดิม
หลิงเทียนกำแผ่นโลหะแน่นจนขอบคมกดเข้าเนื้อ
“ใช่” เขากล่าว “ข้าจำได้”
“เสียงนั้นอาจเลียนแบบได้”
“ข้ารู้”
“คนที่อยู่ข้างหน้าอาจรู้ว่าเ้าจะตามเสียงนี้”
“ข้ารู้”
“แล้วจะยังไป?”
หลิงเทียนมองความมืด
เขาไม่รู้ว่าคนข้างหน้าคือใครไม่รู้ว่าจังหวะเคาะเป็ของหลิงจ้านจริงหรือไม่และไม่รู้ว่าคนชุดแดงทิ้งแผ่นโลหะไว้เพื่อหลอกเขาหรือไม่
แต่หลิงจ้านกำลังตามหาเขา
ถ้าบิดารู้ว่าเขายังมีชีวิตเขาอาจส่งคนออกตามหาโดยไม่สนใจว่าจะต้องเผชิญอะไร ถ้าคนของตระกูลมาถึงถ้ำก่อนจริงหลิงเทียนจำเป็ต้องรู้ว่าพวกเขามาที่นี่ตามคำสั่งใคร
เขายังมีคำถามมากเกินไปที่จะหันหลังกลับ
“ไป” เขาตอบ
มู่ชิงหลัวมองเขานาน ก่อนพยักหน้า
“เช่นนั้นอย่าเดินตามเสียงเพียงอย่างเดียว”
“ท่านมีวิธีอื่น?”
“ตามรอยที่เสียงนั้นทิ้งไว้”
นางชี้ไปยังพื้น
ทุกครั้งที่เสียงเคาะดังขึ้นหยดน้ำบนพื้นจะสั่นเป็วงเล็ก ๆ แต่มีเพียงบางจุดเท่านั้นที่สั่นส่วนจุดอื่นนิ่งสนิท
มู่ชิงหลัวใช้ปลายเข็มที่หักแตะพื้นทีละแห่ง
“เสียงสะท้อนมาจากด้านขวาไม่ใช่ตรงกลาง”
หลิงเทียนมองผนังด้านขวา
เขาเกือบเดินตามช่องทางตรงไปแล้ว
คัมภีร์สอนให้ตรวจสอบสิ่งที่เห็นแต่เขายังเผลอเชื่อหูมากกว่าตา
อีกครั้งที่เขาเกือบเลือกผิด
หลิงเทียนก้าวไปยังผนังด้านขวาใช้แผ่นโลหะกดลงบนตราสามวง
ผนังไม่ขยับ
เขาลองกลับด้านแผ่นโลหะ
คราวนี้รอยสลักใต้ฝ่ามือสว่างขึ้นเป็สีแดง
เสียงกลไกดังอยู่ในผนัง
ครืด…
ช่องเล็ก ๆ เปิดออก เผยห้องแคบด้านใน
ชายคนหนึ่งนั่งพิงผนังอยู่ตรงนั้นเสื้อผ้าของเขาเปียกเื แขนข้างหนึ่งถูกโซ่ตรึงไว้กับห่วงเหล็กใบหน้าซีดจนแทบไม่มีสี
เขาเงยหน้าขึ้นช้า ๆ
ดวงตาขุ่นมัวมองผ่านหลิงเทียนไปยังแผ่นโลหะในมือ
“นายน้อย…”
เสียงแหบแห้งจนแทบขาดหาย
หลิงเทียนยืนนิ่ง
เขาจำใบหน้านั้นไม่ได้แต่ชุดเดินทางสีเทาและเครื่องหมายบนหน้าอกทำให้รู้ว่าอีกฝ่ายเป็คนของหน่วยที่สาม
หน่วยที่หลิงจ้านเคยประกาศว่าตายไปหมดแล้ว
มู่ชิงหลัวคุกเข่าลงข้างชายผู้นั้นตรวจชีพจรอย่างรวดเร็ว นางแตะคราบเืบนเสื้อแล้วสูดกลิ่น สีหน้าของนางเคร่งลง
“ถูกพิษ”
“ช่วยเขาได้หรือไม่?”
“ยังพอมีเวลา”
ชายผู้นั้นขยับริมฝีปาก
“ประมุข…”
หลิงเทียนคุกเข่าลงตรงหน้าเขา
“หลิงจ้านส่งท่านมาที่นี่หรือ?”
ชายผู้นั้นพยายามพยักหน้าแต่แรงเพียงเท่านั้นก็ทำให้เืไหลจากมุมปาก
“พวกท่านมาทำอะไร?”
ดวงตาของชายผู้นั้นไหววูบเขามองไปยังทางเดินด้านหลังหลิงเทียน ราวกับกลัวว่าจะมีใครกำลังฟังอยู่
“นายน้อย…อย่ากลับ…”
“กลับที่ใด?”
“นครชิงเหอ…”
มู่ชิงหลัวหันมองหลิงเทียน
เขาไม่ได้ขยับ
ชายผู้นั้นกำแขนเสื้อของเขาไว้แน่นกว่าที่ร่างกายควรทำได้
“ประมุขไม่ได้…”
เขาหอบจนคำพูดขาดเป็่
“ประมุขไม่ได้…ส่งพวกเราไปฆ่าเ้า…”
หลิงเทียนก้มลงใกล้กว่าเดิม
“แล้วส่งพวกท่านไปทำอะไร?”
ชายผู้นั้นมองเขาดวงตาเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าและความรู้สึกผิด
“ส่งไป…”
เสียงของเขาเบาลงจนแทบไม่ได้ยิน
“ซ่อนเ้า”
มือที่กำแขนเสื้อหลิงเทียนคลายออก
ศีรษะของชายผู้นั้นตกลงข้างผนัง
มู่ชิงหลัวตรวจชีพจรอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนส่ายหน้า
เขาตายแล้ว
หลิงเทียนไม่ได้มองศพ
เขามองเพียงแผ่นโลหะในมือและตราสามวงที่ยังมีเืติดอยู่ตามร่อง
หลิงจ้านส่งหน่วยที่สามมาซ่อนเขา
แต่ซ่อนจากใคร?
คนชุดแดง?
เงาที่อยู่ใตู้เา?
หรือจากคนในตระกูลหลิงเอง?
เสียงเคาะดังขึ้นอีกครั้งจากผนังด้านใน
ก๊อก
ก๊อก ก๊อก
คราวนี้ไม่มีใครอยู่หลังผนัง
แต่บนแผ่นโลหะในมือของหลิงเทียนกลับมีรอยเืเส้นใหม่ค่อย ๆ ไหลออกมาจากตราสามวง
มันลากเป็เส้นยาวไปทางทิศตะวันออก
ทิศทางของนครชิงเหอ
หลิงเทียนกำแผ่นโลหะแน่น
หน่วยที่สามควรถูกยุบไปเมื่อสิบสองปีก่อน
แต่คนของหน่วยนั้นยังมีชีวิตอยู่ใตู้เา
และตราของพวกเขายังคงตอบรับเกล็ดัของเขา
ราวกับสิบสองปีที่ผ่านมา ไม่เคยมีใครหยุดรอเขาเลย
พวกเขาเพียงรอให้เขากลับมา