ตอนที่ 1
วันที่เจ็ดเดือนเจ็ด
วี๊ด! ปัง ปัง
เสียงกระหึ่มที่ดังก้องติดต่อกันเป็ระยะนั้นมาจากการจุดพลุไฟ ท้องฟ้าในยามราตรีสีนิลจึงถูกแทนที่ไปด้วยแสงสีทองที่ดูระยิบระยับ คล้ายกับบุปผาที่กำลังแข่งกันผลิบานเพื่อต้อนรับเทศกาลแห่งความรัก อันเป็ที่รู้จักกันว่าเทศกาลซีซี
วันที่เจ็ดเดือนเจ็ดของทุกปีนับเป็วันที่ใจกลางเมืองต้าฉีแลดูจะครึกครื้นมากเป็พิเศษ ผู้คนจากทั่วทุกสารทิศต่างหลั่งไหลเข้าชมความงามของโคมไฟที่ประดับตามเส้นทางที่มุ่งหน้าตรงสู่เขตพระราชวัง อีกทั้งยังมีการแสดงหุ่นละครไม้ที่โด่งดังจนเป็ที่เลื่องชื่อไปไกล
เวทีที่ใช้ดำเนินการแสดงนั้นจะตั้งตระหง่านอยู่ทางทิศอุดร เหล่าหุ่นละครต่างขยับเขยื้อนร่างกายด้วยการชักใยจากผู้ที่ซ่อนตัวอยู่เื้ัผืนฉากสีขาว
บทละครกำลังบรรยายเกี่ยวกับเื่ราวของหนุ่มเลี้ยงวัวและสาวทอผ้า ตำนานความรักต่างชนชั้นของมนุษย์กับนางฟ้า อันถูกบัญชา์ให้ต้องพลากจาก แต่เพราะรักอันมั่นคง์จึงเห็นใจ ทำให้วันนี้ของทุกปีจะมีปรากฎการณ์นกสี่เชวี่ย (นกกางเขน) ทอดสะพานข้ามทางช้างเผือกให้
คนทั้งสองได้พบกันหนึ่งครั้งในรอบหนึ่งปี
...อีกมุมหนึ่งภายในสวนพฤกษา ซึ่งตั้งอยู่ทางฝั่งขวาของประตูเมืองหลวง ห่างจากงานเฉลิมฉลองไม่ไกลกันมากนัก
ณ สะพานทรงโค้งที่ทำด้วยไม้เก่าแก่ อันเป็สะพานข้ามคลองส่งน้ำที่หล่อเลี้ยงชีวิตของผู้คนภายในเมือง
ที่กึ่งกลางของราวสะพานได้ปรากฏร่างของหนึ่งบุรุษหนึ่งสตรี สะท้อนวูบไหวเป็เงาบนผืนน้ำ
ภายใต้ระลอกคลื่นขนาดเล็กที่ตีเข้ากระทบฝั่ง ภาพของคนทั้งสองนั้นกำลังแหงนหน้ามองขึ้นไปบนท้องฟ้า
ใต้เมฆาเพลานี้เกิดดอกไม้ไฟหลากสี ทอประกายระยิบระยับ ชวนให้จิตใจของผู้ที่ชื่นชมความงามเปี่ยมไปด้วยความอิ่มเอม
ดวงแก้มนวลขาวอาบแสงจันทร์ของสตรีในวัยเพียงสิบแปดปีนั้นกำลังเปลี่ยนเป็สีชมพูปลั่ง ยามเมื่อนางจ้องมองไปยังใบหน้าของบุรุษสูงสง่าข้างกายนาง ดวงตากระจ่างใสของสตรีก็ทอประกายวูบไหว ไม่ต่างไปจากแสงไฟที่กระจัดกระจายอยู่บนฟากฟ้า
เป็เวลาเดียวกันที่สายตาอันอ่อนโยนของชายหนุ่มก็หันกลับมาสอดประสาน พร้อมกับส่งรอยยิ้มแสนหวานกลับไปให้ ส่งผลให้กล้ามเนื้อหัวใจของสตรียิ่งโลดแล่นจนเหนือประมาณ
“หรูอี้” น้ำเสียงนุ่มนวลขานชื่อนางนั้นไพเราะยิ่ง สองมือของดรุณวัยยี่สิบปีเข้ารวบรัดฝ่ามืออ่อนนุ่มของอีกฝ่าย
ั์ตาสีหมึกสะท้อนร่างของดรุณีไฉไลตรงหน้า ดวงตาหงส์บอกความหมายโดยนัยว่า โฉมสะคราญผู้นี้คือล้ำค่าจนยากจะหาผู้ใดเปรียบได้
“ข้าจะรีบทูลขอเสด็จแม่ให้แต่งตั้งเ้าเป็ชายา”
“แล้วถ้าหากฮองเฮาไม่เห็นด้วยเล่าเพคะ”
“อย่าได้กังวล ไม่ว่าหนทางข้างหน้าจะต้องพบเจอกับสิ่งใด ในใจของข้าก็จะมีเ้าเพียงเ้าเป็ยอดดวงใจแต่เพียงผู้เดียว”
น้ำเสียงรื่นหูเป็ดั่งน้ำผึ้งขมที่อาบลงบนคมศรธนู ยิ่งมันฝังลึกลงไปมากเพียงใด ก็ยิ่งตรึงหัวใจของสตรีได้มากเพียงนั้น
จางหรูอี้เชื่อคำนั้นจนหมดใจ
บุรุษใบหน้าคมคาย ผิวพรรณเกลี้ยงเกลาราวกับหยกเนื้อดี เขาคือผู้ที่มีท่าทีสุขุมนุ่มลึกเป็เอกลักษณ์ อีกทั้งยังมีวาทะศิลป์เป็เลิศผู้นี้คือ จ้าวฉางหลิน รัชทายาทแห่งแผ่นดินต้าฉี ผู้มากด้วยทุนทรัพย์ทั้งรูปโฉมและสติปัญญา
ส่วนโฉมสะคราญที่เคียงข้างกันนั้นคือ จางหรูอี้ สตรีผู้มีั์ตาสีโศกอันน่าหลงใหล อีกทั้งยังเพียบพร้อมไปด้วยกิริยามารยาทตามแบบแผนจรรยา และใบหน้าที่งดงามเพริศพริ้งเหนือสตรีใด
ครั้งแรกที่นางได้พบกับจ้าวฉางหลินก็คือวันนี้ของเมื่อสามปีก่อน ด้านหน้าโรงน้ำชาแห่งหนึ่งใจกลางเมืองต้าฉี
ยามที่นางออกไปเที่ยวเล่นชมตลาดได้บังเอิญถูกโจรอุกอาจฉกชิงถุงเงินไป โชคดีที่ได้จ้าวฉางหลินยื่นมือเข้าช่วยเหลือนำถุงเงินกลับคืนมา
หลังจากเหตุการณ์ในครั้งนั้น ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ก็พัฒนามาอย่างต่อเนื่อง
“หม่อมฉันเชื่อใจพระองค์ได้หรือไม่เพคะ” น้ำเสียงเล็กสั่นเครืออยู่เล็กน้อย ดวงตาเมล็ดชิ่งสั่นไหว
ความงามของจางหรูอี้นับว่าไม่เป็สองรองจากสตรีใดในเมืองหลวง ด้วยเหตุนี้นางจึงสามารถมัดใจของรัชทายาทหนุ่มได้อย่างอยู่หมัด
แม้นางจะเป็เพียงบุตรของอนุไร้ฐานันดร มารดาเป็เพียงสาวใช้ในจวนสกุลจาง อีกทั้งยังโดนดูแคลนจากผู้เป็น้องสาวต่างมารดา ซึ่งมักจะรวมหัวกับฮูหยินใหญ่ของจวน ใช้อำนาจข่มเหงรังแก แม้แต่บิดาก็ไม่กล้าเอ่ยขัดใจแม่เลี้ยงผู้นี้ของนาง
ด้วยเหตุนี้นางจึงรู้ดีอยู่แก่ใจ ฐานะต่อยต่ำเช่นนางมีหรือจะตบแต่งเข้าตำหนักเยว่หลางได้โดยง่าย
“ข้าให้สัญญา”
ทว่าเมื่อได้ฟังน้ำเสียงเอื่อยช้าที่กล่าวคำหวาน ย้ำเตือนคำเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่าใน่สามปีที่ผ่านมา มันก็ช่วยฝังกลบความกังวลที่มีในใจของจางหรูอี้ให้จางหายไปจนหมดสิ้น
นางโผเข้าสู่อ้อมอกซบใบหน้าลงบนอ้อมกอดแสนอบอุ่น ซึมซับความสุขที่เขามอบให้จนกระทั่งมันเติมเต็มความพื้นที่ว่างเปล่าในใจนางจนเต็ม
กระทั่งถึงเวลาที่ทั้งสองจะต้องแยกย้ายกัน เพื่อกลับไปอยู่ในที่ของตนเองอีกครั้ง
การเป็รัชทายาทแห่งต้าฉีนั้นมีราชกิจมากมาย ่เวลาที่จะได้พบกันจึงมีไม่มากนัก จ้าวฉางหลินมักจะแอบหนีราชครูเฒ่าเ้าระเบียบออกมา ในแต่ละครั้งช่างยากเย็น และจะมีเวลาเพียงแค่ครึ่งชั่วยามเท่านั้น (หนึ่งชั่วโมง) เมื่อครบกำหนดก็ต้องเร่งเดินทางกลับในทันที
จางหรูอี้เองก็ต้องรีบกลับจวนสกุลจางด้วยเช่นกัน
“คุณหนู วันนี้เราเข้าทางประตูหน้าดีหรือไม่เ้าคะ นายท่านกับนายหญิงและก็คุณหนูรองไปร่วมงานสังสรรค์ที่จวนของท่านเ้ากรมมหาดเล็ก คาดว่าเพลานี้คงยังไม่ทันได้กลับมา”
หญิงสาวผมมวยสองข้าง รูปร่างผอมบางและมีความสูงต่ำกว่าจางหรูอี้อยู่เล็กน้อย กล่าวด้วยน้ำเสียงเจื้อยแจ้ว ระหว่างเส้นทางกลับจวนที่ต้องเดินผ่านทางเดินเรียบกำแพงสูงเหนือศรีษะ
มู่ตาน คือสาวใช้ที่มีอายุน้อยกว่าจางหรูอี้อยู่สองปี นางคอยติดตามดูแลนายหญิงน้อยผู้นี้มาั้แ่ตนอายุได้ราวสิบขวบปีเท่านั้น และในสายตาของจางหรูอี้แล้ว นางก็เป็ดั่งน้องสาวคนสนิทที่เติบโตมาด้วยกัน
โดยปกติแล้วทั้งสองมักจะใช้ประตูเก่าหลังจวนที่เลิกใช้งานแล้วเป็ทางเข้าออก แต่ยามดึกสงัดเช่นนี้เส้นทางที่ต้องเดินผ่านไปยังประตูหลังมืดสนิท จะเป็การดีกว่าหากพวกนางจะใช้ประตูหน้าแทน
“อื่อ ไปสิ” จางหรูอี้ตอบรับ
เมื่อเดินมาถึงหน้าประตูซึ่ง้ามีป้ายสลักอักษรตัวใหญ่เขียนข้อความไว้ว่า สกุลจาง มู่ตานก็เดินนำไปเปิดประตู พร้อมกับหลีกทางให้คุณหนูของตนเดินเข้าไปด้านในก่อน
แม้จางหรูอี้จะเป็บุตรีของขุนนาง แต่ก็เป็เพียงบุตรสาวที่ถูกละเลย เนื่องจากชาติกำเนิดต่ำต้อย นอกจากมู่ตานที่คอยเอาใจใส่แทนมารดาที่จากไปแล้ว บ่าวรับใช้คนอื่นในจวนก็ไม่มีผู้ใดให้การเคารพนางเลยแม้แต่คนเดียว
เพื่อเลี่ยงการพบปะผู้อื่น การเดินเข้าทางประตูใหญ่ในเวลาปกติสำหรับนางแล้ว จึงเป็เื่ที่ทำไม่บ่อยนัก
ในขณะที่ก้าวข้ามขอบประตูเข้ามา นางก็พบว่าบานประตูหน้าห้องโถงใหญ่ทั้งสี่ยังคงมีแสงไฟส่องสว่าง อีกทั้งยังมีเสียงหัวเราะดังแทรกผ่านออกมาเป็ระยะ
“ไหนเ้าว่าคนที่เรือนใหญ่ไปร่วมงานเลี้ยงที่จวนของเว่ยกงกงกันหมดอย่างไร” จางหรูอี้เดินเข้ามาหยุดปลายเท้าอยู่ที่ลานด้านหน้าเรือนรับรอง
มู่ตานที่เดินตามหลังมาก็ต้องหยุดชะงักข้างนายหญิงของตนด้วยเช่นกัน
“แต่บ่าวได้ยินว่าพวกเขาจะกลับมายามจื่อจริง ๆ นะเ้าคะ เพลานี้พึ่งจะเข้ายามไห่เอง"
เมื่อเย็นนางได้ยินพ่อบ้านกล่าวกับบ่าวชายในจวนว่าให้เตรียมรถม้าเพื่อเดินทางไปยังจวนสกุลเว่ย และก็ยังเห็นว่านายหญิงใหญ่กำชับเื่เวลากลับจวนเป็มั่นเหมาะ ไม่คิดว่าพวกเขาจะกลับมาเร็วเช่นนี้
“เช่นนั้นเรารีบกลับเรือนกันเถิดเ้าค่ะ” มู่ตานเกิดสังหรณ์ใจไม่ดีจึงเร่งดึงมือคุณหนูของตน หวังจะพานางออกไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุด
ทว่านางยังไม่ทันจะก้าวเท้าออกมา เงาของผู้ที่อยู่ด้านในห้องโถงก็เดินออกมาเอ่ยรั้งเอาไว้
“จางหรูอี้ เข้ามาข้างใน พ่อเ้ารอคุยเื่สำคัญกับเ้าอยู่” สตรีในวัยสามสิบปลาย ๆ กล่าวเสียงเรียบ สายตาคมกริบจิกมองลูกเลี้ยงั้แ่ศีรษะจรดปลายเท้า
นางก็คือเ้าของเสียงหัวเราะที่ได้ยินเมื่อครู่นี้ สตรีผู้มีนามว่า ฟู่เหนียนชิง แม่เลี้ยงของจางหรูอี้ ฮูหยินใหญ่ของจวนสกุลจาง นางมีดวงตาแฝงไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราว ผิวหน้าขาวนวลด้วยการเติมแต่งเครื่องประทินโฉมทับหลายชั้น แต่ทว่ามันก็ยังไม่อาจบดบังความชั่วร้ายให้ลดน้อยลงไปได้
“เพลานี้ก็ดึกมากแล้ว รบกวนฮูหยินจางช่วยไปบอกกับนายท่านด้วยว่า พรุ่งนี้ข้าจะไปพบแต่เช้า” จางหรูอี้ตอบกลับด้วยท่าทีวางเฉย นางก้มหน้าลงเล็กน้อยด้วยความสุภาพ
ไม่เพียงแต่มู่ตานเท่านั้นที่รู้ว่าเื่นี้มันผิดปกติ ตัวนางเอกก็รู้สึกได้เช่นกัน ร้อยวันพันปีไม่เคยเรียกหานางเลยสักหน ไฉนดึกดื่นยามนี้จึงมีเื่ให้ต้องพูดคุยกัน
ไม่ว่าจะหวนคิดอย่างไรก็คงไม่ใช่เื่ดี
เมื่อนางทำท่าจะเดินจากไป จู่ ๆ ก็มีบุรุษสรีระอ้วนท้วนเดินออกมาจากห้องโถง ตรงปรี่เข้ามาดักหน้าดักหลัง
“โถ๋! แม่นางน้อยผู้นี้เองนะหรือที่เป็บุตรสาวของท่าน” น้ำเสียงเล็กแหลมสูงอย่างไม่เป็ธรรมชาติเอ่ยขึ้น
ขันทีในวัยล่วงเลยเข้าสู่เลขสี่ แต่กลับแสดงท่าทีราวกับคนหนุ่มสาว ทั้งน้ำเสียงที่หยอกล้อกับท่าทีรุ่มร่ามจนเกินงาม ช่างไม่เหมาะสมกับฐานะขุนนางระดับเ้ากรมเอาเสียเลย
เว่ยกงกงมีรูปร่างอุ้ยอ้าย สวมใส่ชุดผ้าไหมสีเขียวดั่งปีกของแมลงทับ เนื้อผ้าประดับลวดลายหมู่ภมรย์รายล้อมมวลผกา
อาภรณ์ล้ำค่าที่ปักด้วยดิ้นทองคำแท้อันมีสีสันละลานตาเช่นนี้ เชื่อได้ว่าหากต้องอยู่อีกฝากหนึ่งของชายแดนก็ยังสามารถมองเห็นคนผู้นี้ได้ด้วยตาเปล่า
“จิ๊ จิ๊ จิ๊ ยิ่งมองก็ยิ่งงดงามนัก หากไม่ได้มาเห็นด้วยตาตัวเองก็คงจะไม่รู้เลยว่าท่านแอบซ่อนบุตรสาวที่งดงามถึงเพียงนี้เอาไว้” สองขาสั้นซอยถี่ตรงรี่เข้ามาเดินหมุนเป็วงกลมรอบตัวจางหรูอี้ ริมฝีปากอวบประดับบนใบหน้ากลมพลางกล่าวเยิ่นยอ
จางหรูอี้ขยับใบหน้าถอยหนีฝ่ามืออวบอูมอันจาบจ้วงหมายจะล่วงเกิน ก่อนจะหันไปมองยังบุรุษสูงวัยที่เดินตามออกมาทีหลังด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยคำถาม
“นี่มันหมายความว่าอย่างไร”
ทว่าผู้เป็บิดากลับนิ่งเฉยไม่ตอบกลับ กระทั่งมีเสียงหัวเรอะเย้ยหยันผ่านออกมาจากลำคอของสตรีผู้ยืนอยู่ข้างกายบิดา ดังแทรกขึ้นมาแทน
“หึ!” นางขยับแขนสองข้างขึ้นกอดอก ยกเอาดวงหน้าให้เชิดสูงขึ้น กระทั่งปลายคางแหลมของนางชี้เสียดฟ้าด้วยกิริยาวางอำนาจ
“มันก็หมายความว่า ใต้เท้าเว่
ยก็คือสามีในอนาคตของเ้านะสิ รู้เอาไว้ซะด้วย”
.....................................
ยามจื่อ : ๒๓.๐๐-๐๐.๕๙ น.
ยามไฮ่ : ๒๑.๐๐-๒๒.๔๙ น.