บทที่3 เด็กรับใช้ตระกูลอวิ๋นสายหลัก
เฮือก! บุรุษหนุ่มวัยสิบแปดปีผู้หนึ่งสะดุ้งตื่นขึ้นมาจากกองดินเลนด้วยใบหน้าที่ฟกซ้ำดำเขียวนับั้แ่ที่มันกลับมาจากการไปเยี่ยมเยือนบ้านเกิด ทุกค่ำคืนหรือทุกครั้งที่มันสลบไสลจากการถูกกลั่นแกล้งมันจะมักฝันถึงเื่ราวประการหนึ่งซ้ำไปซ้ำมาอยู่เสมอ ครั้งนี้ก็เช่นกันเพียงแต่มันมิได้ใส่ใจเท่านั้น
บุรุษหนุ่มพยุงสังขารที่บอบช้ำลุกขึ้นจากกองดินเลนมันเดินโซซัดโซเซด้วยความเ็ปเข้าไปยังกระท่อมเล็กๆ หลังหนึ่ง เมื่อครู่มันถูกคุณชายเล็กประจำตระกูลเรียกไปกลั่นแกล้งแลชกต่อยจนสลบเหมือดไปพอฟื้นตื่นขึ้นมาได้คนจึงมานั่งกัดฟันฝืนรับความรันทดด้วยความเ็ปใจในที่แห่งนี้
“ซักวันข้าจะทำให้พวกเ้าได้เสียใจต่อการกระทำนี้!”
ตึก ตึก ตึก เสียงเคาะประตูกระท่อมดังระรัวขึ้นบุรุษผู้นี้ถึงกับสะดุ้งโหยงด้วยความตื่นใ หรือคุณชายจะเรียกมันไปรังแกอีกแล้ว แต่ทว่าเสียงที่ะโดังมาจากภายนอกกลับหาใช่เสียงของคุณชายเล็กไม่
“อวิ๋นเซ่อ…. อวิ๋นเซ่อ….เ้าอยู่ในนั้นหรือไม่”
บุรุษหนุ่มผู้นี้มีนามว่า อวิ๋นเซ่อ มันรีบกุลีกุจอออกไปเปิดประตูทันที
“เซี่ยซาเรียกข้ามีอะไรหรือ” อวิ๋นเซ่อกล่าวถามบุรุษหนุ่มซึ่งมีอายุรุ่นราวคราวเดียวกับมัน บุรุษหนุ่มนามเซี่ยซามีสีหน้าแตกตื่นก่อนกล่าว
“เ้าทราบเื่แล้วหรือยัง”
อวิ๋นเซ่อทำหน้างุนงง “เื่อะไร”
“ก็เื่ที่ตระกูลอวิ๋นสายรอง ตระกูลของเ้าถูกคนร้ายฆ่าล้างทั้งตระกูลน่ะสิ”
อวิ๋นเซ่อมีสีหน้าขาวเผือดตื่นตะลึง
“เ้าว่าอะไร!”
“ฮ่าฮ่าฮ่า เ้าได้ยินไม่ผิดหรอก ตระกูลสายรองตระกูลขี้ข้าของพวกเ้าถูกสังหารไปสิ้นแล้ว”
“คุณชายเล็ก” เซี่ยซาหัวคิ้วขมวดคนคิดกล่าววาจาหักห้ามบุรุษหนุ่มรูปร่างท้วม ซึ่งเป็บุตรชายคนเล็กของผู้นำตระกูลอวิ๋นสายหลักแห่งนี้แต่มันก็เป็เพียงคนรับใช้จึงได้แต่กระอึกกระอักกล่าววาจาได้มิเต็มปาก เป็คุณชายเล็กประจำตระกูลหลักที่ทำท่าขึงขังขึ้น
“มีอะไร! เ้าคิดมีปัญหาหรือ…..ข้าเพียงจะบอกว่าตระกูลไร้ประโยชน์เช่นนั้นตกตายไปได้ก็ดี จะได้ไม่เปลืองเพลิงปราณจากตระกูลหลักข้า….อวิ๋นเซ่อ เ้าโชคดีเท่าไหร่แล้วที่ได้มาเป็คนรับใช้ตระกูลหลัก จึงมิได้ตกตายไปพร้อมกับขยะไร้ค่าพวกนั้น”
“หุบปาก!” อวิ๋นเซ่อะโก้องขึ้นสุดเสียงใบหน้าของมันฉายแววโกรธแค้นจนถึงขีดสุด จนั์ตาคล้ายปรากฏเปลวไฟสีฟ้าครามลุกโชนขึ้นมาแต่นั่นก็เกิดเพียงชั่วขณะ
“เ้าขยะ กล้าขึ้นเสียงกับข้าหรือ!”คุณชายเล็กมีโทสะจนหน้าแดงก่ำ ร่างท้วมของมันพุ่งเข้ามาถีบร่างของอวิ๋นเซ่อจนล้มคะมำก่อนคนจะระดมส่งเท้าและหมัดเข้าใส่อวิ๋นเซ่อจนเหนื่อยหอบค่อยสาวเท้าจากไป เซี่ยซารีบวิ่งมาดูอาการของสหาย
“อวิ๋นเซ่อเ้าเป็อย่างไรบ้าง”
“เซี่ยซาที่เ้ากล่าวมาทั้งหมดเพียงล้อข้าเล่นใช่หรือไม่”
เซี่ยซาส่ายศีรษะด้วยแววตาที่เศร้าหมองเช่นนั้นอวิ๋นเซ่อจึงได้แต่นั่งตัวแข็งทื่อ คนลืมความเ็ปจากการถูกทำร้ายไปสิ้น
“ไม่จริง พ่อข้า แม่ข้า และญาติพี่น้องของข้าเมื่อสามวันก่อนข้ายังได้กินข้าวกับพวกท่านอย่างพร้อมหน้าอยู่เลย จะเป็ไปได้อย่างไร….เป็ผู้ใดถึงได้อำมหิตนัก”
เซี่ยซากล่าวขึ้น “ตอนนี้ยังมิทราบ ทางมือปราบของราชสำนักกำลังสืบหาข้อเท็จจริงอยู่ แต่จากที่ข้าได้ยินที่เล่าลือกันเห็นว่าเป็ฝีมือของผู้ฝึกเพลิงปราณ”
อวิ๋นเซ่อกำหมัดแน่นด้วยความเจ็บแค้นใจในหัวสมองของมันแวบหนึ่งเกิดความคิดที่อยากแก้แค้นขึ้น แต่แล้วมันก็อดที่จะนึกสมเพชตัวเองขึ้นมามิได้ขนาดคุณชายร่างท้วมมันยังไม่มีปัญญาตอบโต้ แล้วมันยังมีหน้าคิดถึงเื่แก้แค้นผู้มีพลังเพลิงปราณได้อีกหรือคนที่เป็ดั่งขยะไร้ค่าเช่นมัน ไม่มีคุณสมบัติแม้กระทั่งฝึกเื่หมัดมวย ยังมีความคิดที่จะแก้แค้นใครได้อีก
พอคิดเช่นนั้นความคับแค้นและความอัดอั้นในอกก็ได้ปะทุออกคนอย่างมันเพียงทำได้แค่ก้มหน้าร้องไห้เสียใจเท่านั้น
“ให้เ้าพักทำใจซักวันเถอะ เดี๋ยวเื่งานสวนในวันนี้ปล่อยเป็หน้าที่ข้าเอง”เซี่ยซากล่าวปลอบมันอยู่พักใหญ่คนค่อยจากไป
อวิ๋นเซ่อมิได้กล่าวตอบ คนเอาแต่นิ่งเงียบเื่ราวการสูญเสียดังกล่าวได้ส่งผลกระทบต่อจิตใจมันใหญ่หลวง และผลกระทบนี้ยังไปกระตุ้นชิ้นส่วนความทรงจำบางอย่างที่หยั่งรากภายในห้วงสมองส่วนลึกก่อนที่ชิ้นส่วนความทรงจำนี้จะทิ่มแทงเข้าใส่ดวงจิตมันอย่างบ้าคลั่งจนคนสลบไปในที่สุด
อวิ๋นเซ่อหลับไปนานั้แ่ยามมู่ซื่อชั่วยามที่หนึ่งไปจนถึงยามเฮ่ยอานชั่วยามที่สองค่อยลืมตาตื่นขึ้น ดวงตาของชายหนุ่มที่ตื่นขึ้นมาครั้งนี้ปรากฏแววกระจ่างใสเจิดจ้าคล้ายกับเป็คนละคนกับอวิ๋นเซ่อก่อนหน้า ทั้งบุคลิกและท่าทางก็ดูเปลี่ยนไปไม่น้อย ครั้งนี้ที่มันสลบไปมันมิได้ฝันเื่เดิมซ้ำไปซ้ำมาอีกแล้ว แต่เื่ที่เคยฝันบัดนี้กลับหลอมรวมเป็ส่วนหนึ่งของความทรงจำไปสิ้นความทรงจำที่เหมือนเป็ของคนสองคนแต่มารวมอยู่ในร่างของมันเพียงผู้เดียว!
อวิ๋นเซ่อลุกยืนขึ้น ปกติชายหนุ่มเอาแต่ยืนก้มห่อหลังจนเสียบุคลิกมาครานี้มันกลับเหยียดเชิดหน้าอกอย่างทรนงสมชายชาตรี ด้วยที่มันมีใบหน้าที่คมคาย ดวงตาคมกริบจมูกตั้งสัน คิ้ว ปาก และองค์ประกอบของใบหน้าก็ขลับเข้ากันเป็อย่างดี หากมองผ่านเปลือกนอกที่ฟกช้ำดำเขียวและเปอะเปื้อนไปด้วยดินเลนมันก็คือบุรุษหนุ่มที่หล่อเหลาไม่เป็รองผู้ใดในปฐีคนหนึ่ง และการที่มันมีใบหน้าหล่อเหลานี้เองจึงเป็เหตุให้มันถูกคุณชายเล็กผู้แสนอ้วนท้วมเหม็นขี้หน้า และมักทำร้ายร่างกายมันอยู่เสมอ
ประตูกระท่อมถูกฝ่ามือของอวิ๋นเซ่อผลักเปิดออกชายหนุ่มก้าวเดินออกมาจากกระท่อมที่พักของตน ก่อนกวักน้ำในบ่อด้านข้างขึ้นมาล้างใบหน้าคนจ้องมองเงาร่างของตนเองบนผิวน้ำอันใสกระจ่าง พร้อมเปิดปากพึมพรำขึ้นมาอย่างแ่เบา
“ที่ใดคือความฝันกันแน่ ที่นี่หรือที่นั่น”
ภายใต้ประโยคดังกล่าวแฝงความหมายได้อย่างลึกซึ้งความทรงจำที่อยู่ภายในหัวของมันล้วนมิได้เกิดขึ้นในสถานที่เดียวกันหรือโลกเดียวกันแต่มันกลับรู้สึกว่าตนดำรงอยู่ทั้งสองสถานที่และมีตัวตนอยู่ทั้งสองโลก
อวิ๋นเซ่อกวักน้ำขึ้นมาชะล้างใบหน้าของตนอีกรอบคนสะบัดความคิดอันฟุ้งซ่านเหล่านี้ไปจนหมด เมื่อมันอยู่ในสถานที่แห่งนี้ เช่นนั้นมันก็ควรใส่ใจกับโลกใบนี้และเื่ครอบครัวของตนที่ถูกสังหารไป คิดได้เช่นนั้นประกายตาของชายหนุ่มพลันฉายแววคมกล้าและอำมหิตออกมา
“ต่อให้ต้องปีนป่ายเจ็ดชั้นฟ้า ข้าก็จะตามหาและแก้แค้นคนชั่วช้าเ่าั้แทนพวกท่านให้จงได้!”
ชายหนุ่มพึมพรำขึ้นหนึ่งประโยค ก่อนคนจะนึกขึ้นได้ว่ามีหน้าที่ต้องเตรียมต้อนรับอาคันตุกะผู้มาเยือนตระกูลอวิ๋นเช่นนั้นมันจึงรีบไปยังห้องครัวทันใด
ตระกูลอวิ๋นสายหลัก หนึ่งในตระกูลใหญ่ของเขตเหนือบูรพาพวกมันเป็ตระกูลที่มั่งคั่งจากการเป็พ่อค้าวานิชย์ที่กิจการค้าขายทั่วเขตเหนือบูรพาแห่งนี้หากพูดถึงการแลกเปลี่ยนซื้อขายใด แวบแรกต้องนึกถึงตระกูลอวิ๋นสายหลักมาเป็อันดับหนึ่งโดยตระกูลอวิ๋นสายหลักนี้ มีอวิ๋นซื่อคังเป็ผู้นำตระกูล และมันมีบุตรสืบสายโลหิตจำนวนสองผู้ได้แก่ บุตรีคนโต นามอวิ๋นจางลี่ และบุตรชายคนเล็ก นามอวิ๋นจางหย่ง
ด้วยการที่ตระกูลอวิ๋นสายหลัก เป็ตระกูลที่ร่ำรวยด้านทรัพย์สินแต่ไร้ซึ่งยอดฝีมือผู้ฝึกเพลิงปราณ เช่นนั้นค่ายพรรคหรือสำนักต่างๆ ทั่วเขตเหนือบูรพาจึงคิดที่จะเข้ามาทรัพย์สินและกิจการของตระกูลอวิ๋นนี้แต่ติดที่ว่าห้าเขตในแผ่นดินใหญ่ปิ่งฉิงมีราชวงศ์หลิงอันเที่ยงธรรมปกครองอยู่ พวกมันจึงคิดที่จะยึดกิจการหรือทรัพย์สินของผู้อื่นอย่างโจ่งแจ้งมิได้ด้วยเหตุนี้หลายค่ายพรรคจึงมุ่งเป้ามาสานสัมพันธไมตรีกับอวิ๋นจางลี่ ซึ่งเป็บุตรีผู้สะคราญโฉมของอวิ๋นซื่อคังแทนทำให้ตระกูลอวิ๋นสายหลักจึงจำเป็ต้องต้อนรับอาคันตุกะยอดผู้ฝึกเพลิงปราณไม่เว้นแม้แต่ละวัน
วันนี้ก็เช่นกัน ภายในตระกูลอวิ๋นสายหลักก็คึกคักจอแจเป็อย่างยิ่งที่ด้านในตึกใหญ่ของตระกูลนั่งไว้ด้วยบุรุษหนุ่มและบุรุษวัยกลางคนที่หน้าตาค่อนข้างธรรมดาไม่สะดุดตาอะไรแต่ชุดคลุมสีน้ำเงินคาดตัดกับลวดลายสีดำกลับทำให้คนทั้งเขตเหนือบูรพามิอาจมองข้ามพวกมันได้เมื่อพบเจอเป็ต้องพินอบพิเทากันถ้วนทั่ว
บุรุษวัยกลางคนที่มีสง่าราศีผู้หนึ่ง ซึ่งก็คืออวิ๋นซื่อคังผู้นำตระกูลอวิ๋นสายหลักยกจอกน้ำชาขึ้นค้างกลางอากาศ ทำการคารวะอาคันตุกะทั้งสอง
“รู้สึกยินดีเป็อย่างยิ่ง ที่วังบูรพาให้เกียรติมาเยือนตระกูลอวิ๋นของข้าถึงที่”
คนจากวังบูรพาทั้งสอง ยกจอกน้ำชาขึ้นอย่างแล้วไปทีจากนั้นบุรุษวัยกลางคนก็กล่าววาจาเข้าประเด็นโดยมิชักช้า
“ผู้นำตระกูลอวิ๋นไม่ต้องมากความ ที่ข้ามาวันนี้ท่านย่อมล่วงรู้จุดประสงค์เป็อย่างดี”หยุดกล่าวเล็กน้อย มันก็ผายมือไปยังบุรุษหนุ่มที่นั่งด้านข้างของตนเอง“นี่คือนายน้อยแห่งวังบูรพาเรา ท่านต้องใจในตัวบุตรีของท่าน ประมุขวังบูรพาเองก็ถูกชะตาอยากได้บุตรีท่านมาเป็บุตรสะใภ้เช่นเดียวกันดังนั้นข้าจึงได้รับหน้าที่ให้มาว่ากล่าวสู่ขอตัวบุตรีท่านในวันนี้”
อวิ๋นซื่อคังถึงกับสะอึกน้ำชาแทบพุ่งออกมาจากปาก“ท่านว่าอะไร”
“ท่านได้ยินไม่ผิด ข้ามาเพื่อสู่ขอบุตรีท่านและหวังว่าท่านจะไม่ปฏิเสธ เพราะทั่วทั้งเขตเหนือบูรพา ข้าก็ยังไม่เคยเห็นว่ามีคนได้รับเกียรติจากท่านประมุขถึงเพียงนี้”
คิ้วของอวิ๋นซื่อคังแทบจรดกันเป็เส้นเดียวใบหน้าของมันก็ปรากฏแววความวิตกกังวลอย่างยิ่งยวด มันย่อมรู้ดีถึงจุดประสงค์ของเหล่าผู้ฝึกเพลิงปราณพวกนี้พวกมันไม่เพียง้าตัวของบุตรีตนเท่านั้น แต่ยังเหมารวมถึงการครอบงำกิจการต่างๆของตนด้วยแต่วังบูรพามิใช่ค่ายพรรคธรรมดาที่มันเคยรับมือมา เช่นนั้นจนถึงตอนนี้มันจึงยังหาทางออกให้กับตนเองมิได้
บุรุษวัยกลางคนจากวังบูรพาพลันกล่าวตัดบท“เอาเป็ว่าท่านคงไม่ปฏิเสธ”
คำกล่าวของบุรุษกลางคนจากวังบูรพายังมิทันจะสิ้นสุดดีสตรีสะคราญโฉมที่นั่งข้างกายของอวิ๋นซื่อคังก็แย้มยิ้มอย่างผุดผาด แล้วกล่าววาจาด้วยน้ำเสียงอันไพเราะขึ้น
“ข้าพเ้ารู้สึกซาบซึ้งเป็อย่างยิ่งที่ท่านประมุขและนายน้อยแห่งวังบูรพาเอ็นดูข้าพเ้าถึงเพียงนี้ข้าพเ้ารู้สึกพึงพอใจจนมิอาจปฏิเสธได้ เพียงแต่ว่า……”
บุรุษหนุ่มจากวังบูรพาจ้องมองสตรีสะคราญโฉมเบื้องหน้าซึ่งก็คืออวิ๋นจางลี่ด้วยหัวคิ้วที่ขมวดเป็ปม“เพียงแต่อะไรหรือ?”
อวิ๋นจางลี่ชม้ายตามองไปที่มันแล้วกล่าว“เพียงแต่ข้าเคยตั้งปณิธานกับตนเองไว้ว่าจะแต่งให้กับบุรุษที่แข็งแกร่งกว่าเท่านั้น”
บุรุษวัยกลางคนกล่าว “เ้าหมายความว่าอะไร”
อวิ๋นจางลี่ยกยิ้มอ่อนหวาน “ผู้ที่จะเป็คู่ครองข้าแน่นอนว่าจะต้องเหนือกว่าข้าในทุกด้าน”
บุรุษวัยกลางคนจากวังบูรพาใบหน้าตึงเครียดขึ้นมาทันควัน“ไร้สาระ หากจะหมายรวมถึงการเย็บปักถักร้อย นายน้อยข้าที่เป็บุรุษจะสู้เ้าได้อย่างไรแม่นางน้อยโปรดอย่าบิดพลิ้วอีกเลย วังบูรพาให้เกียรติเ้ามากแล้ว”
อวิ๋นจางลี่หาได้ตื่นกลัว นางยังยิ้มแย้มแล้วกล่าววาจา“ข้าก็มิได้หมายถึงเื่นั้น ที่ข้าหมายถึงย่อมเป็เื่การประลองยุทธ์ หากนายน้อยท่านเอาชนะข้าได้มันก็มีคุณสมบัติพอที่จะเป็สามีข้าแล้ว….. หรือวังบูรพามีดีแค่ใช้ชื่อข่มคนข้ามิอยากได้บุรุษเช่นนั้นมาเป็คู่ครองหรอกนะ”
“เ้า!”
“พอได้แล้ว” บุรุษหนุ่มซึ่งเป็นายน้อยแห่งวังบูรพากล่าวตัดบทขึ้นก่อนมันจะหันไปยิ้มให้อวิ๋นจางลี่ พร้อมกล่าวสืบต่อ “ในเมื่อแม่นาง้าเช่นนั้นก็ไม่มีปัญหาข้าก็จะแสดงให้ท่านได้เห็นว่า ข้า ซางเทียน นายน้อยแห่งวังบูรพามีคุณสมบัติเพียงพอที่จะได้ท่าน”
“หากท่านแพ้เล่า” อวิ๋นจางลี่กล่าวยิ้มๆ
ซางเทียนถึงอย่างไรมันก็คือยอดยุทธ์เพลิงปราณสีเหลืองเป็บุรุษหนุ่มที่ถูกยกให้เป็อัจฉริยะในด้านการฝึกเพลิงปราณในกลุ่มคนรุ่นราวคราวเดียวกันเช่นนั้นมันจึงมีความถือดีอยู่ในตัวอย่างยิ่งยวด “หากข้าแพ้ ชาตินี้ข้าจะไม่มีวันเสนอหน้ามาให้ท่านเห็น และวังบูรพาจะไม่ตอแยพวกท่านแม้เพียงกระผีก…….ด้วยเกียรติของวังบูรพา”
อวิ๋นจางลี่ยังแย้มยิ้มพริ้งพราย ก่อนคนจะล้วงเอากระดาษและพู่กันออกมาทำข้อตกลงร่วมกันกับซางเทียนอวิ๋นซื่อคังเห็นเช่นนั้นต้องหน้าถอดสีแล้วถอดสีอีก มันก็รู้ดีถึงกิตติศัพท์ของซางเทียนอีกทั้งบุตรีของตนก็มิได้เป็ผู้ฝึกเพลิงปราณหรือกระบวนยุทธ์ใดๆ ทำเช่นนี้ก็มีแต่จะเป็การประเคนทั้งตัวและตระกูลไปให้พวกมันแน่แล้ว
“นี่ลูกจะทำอะไร”
อวิ๋นจางลี่มิได้ตอบบิดา นางเพียงยกยิ้มละมุนก่อนจะผายมือไปด้านนอกตึกใหญ่“เช่นนั้นก็เชิญเถอะ ข้างนอกน่าจะใช้เป็ลานประลองได้เหมาะสมกว่า”
เสียงมโหรีที่บรรเลงภายในตึกใหญ่พลันหยุดชะงักลงงานเลี้ยงต้อนรับอาคันตุกะคนสำคัญ บัดนี้กลับกลายเป็งานประลองไปเสียฉิบ เหล่าผู้มีอำนาจในตระกูลอวิ๋นต่างมายืนห้อมล้อมเต็มบริเวณด้านนอกตึกใหญ่ด้วยใบหน้าที่ขมึงตึงเครียดเหล่าคนรับใช้ของตระกูลอวิ๋นเองก็ออกมาแอบดูการประลองด้วยความอยากรู้อยากเห็นเช่นเดียวกันหนึ่งในนั้นก็มีอวิ๋นเซ่อรวมอยู่ด้วย
อวิ๋นเซ่อจ้องมองคุณหนูใหญ่ด้วยแววตาที่เป็ประกายสตรีสะคราญโฉมดุจเทพธิดาผู้นี้ ก็เป็ส่วนหนึ่งในความทรงจำที่มันมักนึกถึงอยู่เสมอพอเห็นนางวันนี้ต้องมาสู้กับบุรุษหนุ่มที่เรียกได้ว่าโดดเด่นในด้านการฝึกเพลิงปราณมากที่สุดในเขตเหนือบูรพาทั้งผลการแพ้ชนะในวันนี้ก็เป็การตัดสินอนาคตการออกเรือนของนาง ชายหนุ่มก็อดเจ็บแปลบขึ้นมาในหัวใจมิได้นางมิเป็วรยุทธ์และมิได้ฝึกเพลิงปราณ แล้วจะสู้กับอัจฉริยะแห่งยุคได้อย่างไร!