บทที่ 50 เยี่ยเจียถ่ายภาพเก่งเหรอ
ในเวลาแบบนี้ เธอยังมีอารมณ์มาสนใจโทรศัพท์อีกเหรอ
ฟู่อวิ่นซางไม่ได้ใส่ใจ ความใกล้ชิดที่เขามอบให้นั้น ทำให้เยี่ยเจียลืมเรื่องโทรศัพท์ไปได้อย่างน่าประหลาด เธอกอดรัดเขาแน่น พร้อมพลีทั้งกายและใจให้อีกฝ่ายอย่างเต็มที่
ในที่สุด เยี่ยเจียก็หลับอยู่ในอ้อมแขนของเขา เหงื่อกาฬโซมกาย ไม่มีแรงแม้แต่จะขยับปลายนิ้ว เธอพยายามคว้ามุมผ้าห่ม ร่างกายก็รู้สึกเจ็บปวดเล็กน้อย
โทรศัพท์ดังขึ้นอีกครั้ง
นี่มันเลยเที่ยงคืนมาแล้ว ใครกันที่ยังโทรมาอยู่ได้? ฟู่อวิ่นซางเดินไปดู พบว่าตัวเองมีสายที่ไม่ได้รับสองสาย แต่เสียงที่กำลังดังอยู่นั้นคือมือถือของเยี่ยเจีย โดยมีชื่อผู้โทรเข้ามาคือ ‘คุณเลี่ยวเฉินอี้’ ซึ่งเธอได้บันทึกเอาไว้อย่างสุภาพ
เขาเหลือบไปมองคนบนเตียง ดูเหมือนเธอจะไม่มีแรงรับโทรศัพท์แล้ว เขาจึงตัดสินใจรับสายแทน “มีอะไร”
“คุณฟู่เหรอ เยี่ยเจียหลับแล้วเหรอครับ” จากเดิมที่ปลายสายมีเสียงเคาะแป้นพิมพ์ดังแทรกเข้ามา กลับชักงักไปเมื่อรู้ว่าเจ้าของมือถือไม่ได้เป็นผู้รับสาย
“อืม”
“งั้นพรุ่งนี้ ตอนเยี่ยเจียตื่นแล้ว ช่วยบอกเธอทีว่าของที่เธอฝากผมซื้อ ผมหาให้ได้แล้ว แต่ยังตกลงราคากันไม่ได้ เธอต้องช่วยดูอีกที”
“เธอจะซื้ออะไร” ฟู่อวิ่นซางขมวดคิ้วถามเสียงเข้ม หากเธอต้องการอะไร เธอก็ขอเขาได้อยู่แล้ว ทำไมต้องไปหาเลี่ยวเฉินอี้ด้วย?
เลี่ยวเฉินอี้กวาดตามองของบนโต๊ะอย่างไม่รีบร้อน สุดท้ายสายตาก็ไปหยุดอยู่ที่ของตกแต่งโต๊ะชิ้นเล็ก ๆ ชิ้นหนึ่ง
เป็นไม้หอมธรรมดา ไม่มีอะไรแปลก แต่น้ำมันหอมระเหยที่เข้าชุดกันนั้นผลิตจากบราซิล มีสมุนไพรและดอกไม้หายากจำนวนมากจากท้องถิ่น
เขาเปิดปากพูดอย่างเนิบช้า “ก็แค่ของเล่นเล็ก ๆ น้อย ๆ น่ะ ผมบอกเธอไปว่ามันเหมาะจะใช้ดมตอนทำงาน เธอเลยอยากให้เป็นของเซอร์ไพรส์กับคุณ เพราะฉันนั้น… คุณฟู่… คุณควรจะเก็บเรื่องนี้เอาไว้ความลับนะ ว่ายังไงครับ?”
นัยน์ตาของฟู่อวิ่นซางวาววับไปด้วยอารมณ์หงุดหงิด แต่ก็ไม่ได้ตอบโต้อะไรออกไป
“ดึกแล้ว คุณฟู่ก็พักผ่อนเถอะครับ ยังไงพรุ่งนี้ผมก็ยังมีโฆษณาให้คุณดูอยู่” เลี่ยวเฉินอี้กดวางสายไปดื้อ ๆ
เขาจ้องมองไปที่คอมพิวเตอร์
จริง ๆ แล้วเขาอยากจะบอกข่าวนี้ให้เยี่ยเจียรับรู้โดยเร็วที่สุด เพื่อให้เธอได้คิดหาวิธีรับมือก่อนไปทำงานในวันพรุ่งนี้ แต่ว่า...
จังหวะมันช่างไม่ดีเลยจริง ๆ
หลังจากวางสาย ฟู่อวิ่นซางก็วางโทรศัพท์ลง สายที่ไม่ได้รับในโทรศัพท์ของเขา ทั้งหมดเป็นของสวีเสี้ยนหย่า คงเป็นเรื่องเกี่ยวกับงานแน่ ๆ ตอนนี้ก็ดึกแล้ว เขากลัวว่าเธอคงจะหลับไปแล้ว จึงคิดว่าเอาไว้คุยกันพรุ่งนี้ก็ยังไม่สาย
ฟู่อวิ่นซางกลับไปนอนบนเตียง เยี่ยเจียก็ขยับเข้ามากอดเขา หาท่านอนที่สบายจนคิ้วที่ขมวดแน่นคลายออก
เขากอดเธอไว้อย่างอ่อนโยน มือหนาตบไหล่เธอเบา ๆ เป็นจังหวะ
คืนนี้เยี่ยเจียหลับสนิทเป็นพิเศษ
เช้าวันรุ่งขึ้น ฟู่อวิ่นซางจึงเล่าคำพูดของเลี่ยวเฉินอี้ให้เยี่ยเจียฟัง เธอแอบแปลกใจว่าตัวเองเคยคิดจะทำเซอร์ไพรส์ให้ฟู่อวิ่นซางตอนไหน?
แต่ฟู่อวิ่นซางไม่ใช่คนชอบล้อเล่น เธอจึงแกล้งทำเป็นไม่รู้เรื่องไปก่อน รอไปถามให้ชัดเจนที่บริษัทอีกที
ตั้งแต่สวีเสี้ยนหย่าย้ายไปอยู่ฝ่ายบุคคล เยี่ยเจียก็มีงานที่ต้องสะสางกองโตอยู่เสมอ มีเวลาพักได้แค่ครึ่งชั่วโมงหลังอาหารกลางวันเท่านั้น ทำให้ใต้ตาของเธอมีรอยคล้ำจาง ๆ
ขณะที่กำลังวุ่นวนอยู่กับงานตรงหน้า ก็มีคนมาสะกิดไหล่ซ้ายของเธอ
เยี่ยเจียหันไปมอง แต่ไม่เห็นใคร
แล้วไหล่ขวาก็ถูกสะกิดอีกครั้ง
เธอหันกลับไปอย่างละเหี่ยใจ “เลี่ยวเฉินอี้ คุณทำตัวเหมือนเด็ก ๆ อยู่เรื่อยเลยนะคะ”
“คุณรู้ได้ยังไงว่าเป็นผม” คนที่แกล้งไม่สำเร็จยืนบึนปากแสดงหน้าไม่พอใจออกมา
“ทั้งบริษัทมีแค่คุณคนเดียวที่จะทำแบบนี้กับฉัน แล้วคุณไม่รู้สึกเหรอว่ากลิ่นน้ำหอมของตัวเองมันแรงมาก”
“เอาละ ๆ ผมไม่ล้อเล่นกับคุณแล้ว มาพูดเรื่องจริงจังกันดีกว่า ผมรู้แล้วว่าทำไมเว่ยกวางอวี๋ ถึงต้องมาเล่นงานคุณ และผมยังมีหลักฐานอีกด้วยนะ” เลี่ยวเฉินอี้โบกมือถือไปมาด้วยท่าทางภูมิใจและหัวเราะราวกับกำลังสนุก
เยี่ยเจียได้ยินดังนั้นจึงมองไปรอบ ๆ แล้วพาเขาไปยังมุมที่ไม่ค่อยมีคนอยู่ “เกิดอะไรขึ้นคะ”
เลี่ยวเฉินอี้กดเปิดวิดีโอ “ดูสิ แล้วคุณจะรู้เอง”
ฉากหลังของวิดีโอเป็นโรงแรมแห่งหนึ่ง
มีผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งสวมแว่นกันแดดตามเว่ยกวางอวี๋มา ทั้งสองคนจูบกันอย่างดูดดื่มทันทีที่ลงจากรถ จนกระทั่งเข้าไปในโรงแรมก็ยังไม่ยอมแยกจากกัน จากนั้นมุมกล้องก็เปลี่ยนไป ทั้งสองคนเข้าไปในโรงแรม
ระหว่างนั้นก็เร่งความเร็วไปหกสิบสี่เท่า ไม่นานก็มีภาพที่ทั้งสองคนออกมาด้วยกันเพื่อไปทานอาหาร
ในวิดีโอ เว่ยกวางอวี๋และผู้หญิงคนนั้นต่างสวมชุดนอนผ้าไหม แม้จะเป็นการมองภาพจากข้างหลัง แต่เยี่ยเจียก็ยืนยันได้ว่านี่คือชุดนอนคู่รัก
ในที่สุด วิดีโอก็สามารถจับใบหน้าของฝ่ายหญิงได้
เยี่ยเจียกำชายเสื้อตัวเองแน่น ที่แท้ความจริงก็เป็นแบบนี้เอง...
เลี่ยวเฉินอี้ใส่ใจสังเกตใบหน้าของเยี่ยเจียเป็นพิเศษ พบว่าเธอไม่ได้แสดงสีหน้าประหลาดใจออกมา แววตาก็เรียบเฉย สีหน้าสงบนิ่งเหมือนทุกวัน
“คุณไม่แปลกใจเหรอ”
“จำเป็นต้องแสดงออกทางสีหน้าถึงรู้จะว่าตกใจเหรอคะ” เยี่ยเจียย้อนถามเขา “ประเด็นสำคัญก็คือ ในวิดีโอไม่ได้อธิบายอะไรเลย แต่มันกลับทำให้ฉันรู้ว่าใครกันแน่ที่ต้องการทำร้ายฉัน”
เลี่ยวเฉินอี้รู้สึกชื่นชมเยี่ยเจียจริง ๆ เขาคิดว่าเธอเป็นแค่สาวสวยน่าสงสารคนหนึ่ง อย่างมากก็แค่มีความสามารถในการทำงานที่พอใช้ได้
ไม่คิดเลยว่า เธอจะมีความเยือกเย็น และเฉลียวฉลาดได้ถึงขนาดนี้
เลี่ยวเฉินอี้เงยหน้าถอนหายใจยาวเหยียด “เฮ้อ… อายุห่างกันแค่สามปี แต่คุณกลายเป็นยัยแก่เข้าใจโลกไปซะแล้ว วุฒิภาวะเราต่างกันขนาดนี้เลยเหรอ คุณรู้ไหมว่าตอนที่ผมเห็นวิดีโอตอนนี้ ผมตกใจขนาดไหน อ้าว! เพิ่งจะบอกว่าไม่แสดงอารมณ์ไปเมื่อกี้เอง แต่ทำไมถึงตีผมล่ะ!”
เยี่ยเจียยกมือขึ้นฟาดแขนของเขาอย่างแรง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงแง่งอน “ใครเป็นยัยแก่เข้าใจโลกกัน?”
เอ่อ…
เลี่ยวเฉินอี้ทำท่ายอมแพ้ จากนั้นก็วิ่งออกไปในทันที ก่อนจะตะโกนเสียงดังกลับมาว่า “เยี่ยเจียเป็นยัยแก่!”
คนคนนี้ไม่รู้จักโตเลยจริง ๆ!
เยี่ยเจียโมโหจนหน้าแดง ถ้าไม่ใช่เพราะอีกพักหนึ่งต้องถ่ายโฆษณา มือของเธอคงไม่ได้เล็งไปที่แขนของเขา แต่จะเป็นใบหน้าที่มีมูลค่ามหาศาลของเขาแทน
หลังจากทั้งสองคนเล่นกันเสร็จ ก็มาถึงกองถ่าย ฟู่อวิ่นซางและสวีเสี้ยนหย่า รวมถึงผู้บริหารระดับสูงคนอื่น ๆ รออยู่ด้านข้างแล้ว
วันนี้เป็นฉากที่สำคัญมาก คุณภาพของโฆษณาทั้งหมดขึ้นอยู่กับช่วงสิบกว่าวินาทีสุดท้ายนี้
แต่สิบกว่าวินาทีนี้มักจะใช้เวลาถ่ายทำหลายชั่วโมง หรือกระทั่งหลายวันก็เป็นไปได้
“ขอโทษนะครับ ที่ทำให้ทุกคนต้องรอ” เลี่ยวเฉินอี้เดินเข้าฉากด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ก่อนจะโค้งให้กับคนที่อยู่ไกล ๆ
แม้ว่าเขาจะดูเป็นคนไม่จริงจัง แต่ก็มีทัศนคติที่ดี แม้แต่ผู้บริหารระดับสูงของบริษัทก็ไม่กล้าที่จะแสดงความไม่พอใจ อีกอย่าง ค่าตัวที่เลี่ยวเฉินอี้เสนอมานั้นไม่สูงมาก และเขาก็มีชื่อเสียงโด่งดังจริง ๆ หากบริษัทจะฉีกสัญญาและหาดาราคนอื่นมาแทน ก็คงจะได้ไม่คุ้มเสีย
พวกเขาถ่ายทำไปหลายรอบ แต่ทั้งผู้กำกับและเลี่ยวเฉินอี้ก็ยังไม่พอใจ
เมื่อถึงครั้งที่เจ็ด เลี่ยวเฉินอี้ก็วางอุปกรณ์ประกอบฉากในมือ แล้วกลับไปยังที่นั่งใกล้ผู้กำกับในทันที “สือซี วิธีการถ่ายทำแบบนี้ของคุณไม่โอเคเลยจริง ๆ เยี่ยเจีย คุณมานี่สิ มาสอนเขาหน่อยว่าควรถ่ายยังไง”
ทันใดนั้น สายตาของผู้บริหารระดับสูงทุกคนก็มองมาที่เยี่ยเจีย
แน่นอนว่ารวมถึงฟู่อวิ่นซางด้วย
เยี่ยเจียรับรู้ถึงสายตาที่กำลังสงสัยอย่างสุดขีดของเขา เธอกัดริมฝีปาก ในที่สุดก็ก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว
“เยี่ยเจีย เธอมีความรู้เรื่องการถ่ายงานหรือเปล่า” สวีเสี้ยนหย่าไม่อยากจะเชื่อเท่าไรนัก
กล้องที่ผู้กำกับใช้เป็นของที่ขึ้นชื่อ และยังเป็นรุ่นล่าสุดด้วย เลนส์อย่างเดียวก็ราคาสี่แสนกว่าหยวนแล้ว ในเมืองไห่มีร้านให้ทดลองใช้อยู่ร้านเดียวที่ถนนหลินตง และต้องเซ็นสัญญากับทางร้านนั้นจึงจะยืมกล้องตัวนี้ไปใช้ได้หนึ่งวัน แถมค่าเช่ายังสูงถึงสองหมื่นหยวน
เยี่ยเจียจะใช้กล้องระดับมืออาชีพแบบนี้เป็นด้วยเหรอ
ฟู่อวิ่นซางแสดงสีหน้าเคร่งเครียด
ส่วนต้านหนี่ที่กำลังรินชาเสิร์ฟอยู่ข้าง ๆ ก็พึมพำว่า “เยี่ยเจีย ถ่ายรูปสวยออกจะตายไป!”
แต่ถ่ายสวยกับถ่ายเป็นมันไม่เหมือนกัน