ดวงจันทร์กลมโตเหนือหมู่บ้านชิงอวิ๋นบัดนี้ไม่ได้ส่องแสงนวลตา แต่มันกลับอาบย้อมผืนฟ้าด้วยสีแดงฉานราวกับหยดโลหิตที่เพิ่งไหลรินจากาแสด บรรยากาศยามค่ำคืนที่เคยเงียบสงบกลับเต็มไปด้วยแรงกดดันมหาศาลที่แผ่ซ่านออกมาจากผืนดิน กลิ่นอายความหนาวเหน็บที่แผ่ไอสังหารคืบคลานเข้าสู่หมู่บ้านดุจมัจจุราชที่กำลังคลี่กางปีกทมิฬครอบคลุมพื้นที่ทุกตารางนิ้ว ผืนดินที่เคยอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของรวงข้าวที่เพิ่งเก็บเกี่ยวเสร็จสิ้น บัดนี้กลับสั่นไหวเบาๆ ราวกับพสุธากำลังหายใจด้วยความโกรธเกรี้ยวและหวาดระแวงต่อผู้มาเยือนที่แปลกปลอม
กลุ่มมือสังหารจากตระกูลลี่จำนวนหกชีวิต—นำโดยปรมาจารย์กวนและเหล่านักฆ่าในสังกัด—เคลื่อนกายผ่านเงามืดด้วยท่วงท่าที่ไร้สุ้มเสียงราวกับภูตผี พวกมันเร้นกายผ่านยอดหญ้าโดยไม่มีเสียงกระซิบแม้เพียงเศษเสี้ยว ปรมาจารย์กวนผู้นำกลุ่มหยุดฝีเท้าลงบนผืนดินที่แฉะชื้น สายตาคมกริบดุจเหยี่ยวของมันกวาดมองไปรอบด้านด้วยความฉงน กลิ่นอายสังหารเย็นเยียบที่พวกมันนำมาด้วยนั้นตัดกับกลิ่นอายของผืนดินที่ยังคงกักเก็บความอบอุ่นแห่งพลังงานที่อัดแน่นไว้อย่างน่าสะอิดสะเอียน สำหรับตระกูลลี่ การลอบสังหารครั้งนี้มิใช่เพียงภารกิจ แต่มันคือการประกาศศักดาเพื่อยึดครองผืนดินศักดิ์สิทธิ์ที่เลื่องลือว่ามีแก่นพลังงานธรรมชาติไหลเวียนอยู่
ทันทีที่พวกมันก้าวผ่านเขตแดนหมู่บ้าน สิ่งแรกที่ปะทะโสตประสาทของพวกมันไม่ใช่เสียงลม แต่เป็ "มวลพลังงานอันมหาศาล" ที่อัดแน่นจนบรรยากาศรอบตัวหนาหนักราวกับจมอยู่ในห้วงน้ำลึก แก่นพลังงานที่ซึมซาบลงสู่ผืนดินตลอดระยะเวลาหลายเดือนจากการบำรุงดูแลอย่างดีกลับทวีความรุนแรงขึ้น แรงกดดันนั้นมีความอบอุ่นแทรกซึมอยู่จนน่าประหลาดใจ กลิ่นอายปราณที่บริสุทธิ์สะอาดราวกับน้ำค้างยามเช้าลอยอบอวลจนพวกมันต้องชะงักฝีเท้าด้วยความตื่นตะลึง
"เหตุใดพลังปราณที่นี่ถึงยังหนาแน่นและสะอาดบริสุทธิ์ถึงเพียงนี้?" นักฆ่าผู้หนึ่งกระซิบ เสียงสั่นพร่าด้วยความไม่มั่นใจ "มันไม่เหมือนพลังที่ได้จากการฝึกบำเพ็ญทั่วไปของตระกูลลี่... พลังพวกนี้... มันกำลังกดทับกระแสปราณในร่างข้าอยู่! ข้ารู้สึกเหมือนกำลังถูกพลังธรรมชาติบางอย่างบีบคั้นจนแทบขาดใจ!"
มือสังหารทั้งห้าพุ่งทะยานออกไปดุจฝูงนกแร้ง มือที่หยาบกร้านร่ายวิชาอักขระอย่างรวดเร็ว กลิ่นคาวเืของสัตว์อสูรชั้นสูงที่ใช้เป็หมึกโชยออกมาเตะจมูกจนรู้สึกแสบร้อนภายในลำคอ เส้นสายอักขระสีดำข้นราวกับหมึกหยดลงบนผืนผ้าใบแห่งความตายถูกปลดปล่อยลงสู่ผืนดินที่ว่างเปล่า พลังงานสีดำสนิทแผ่ซ่านกัดเซาะแร่ธาตุในดิน กลิ่นอายแห่งความตายเริ่มปกคลุมหมู่บ้านราวกับจะกลืนกินทุกสรรพสิ่ง
*ฟุ่บ!* เส้นสายพลังงานถักทอกันกลายเป็ตาข่ายขนาดมหึมา สีดำมืดราวกับหลุมศพแผ่ขยายปกคลุมไปทั่วทั้งหมู่บ้าน ลมแรงพัดกรรโชกจนหลังคาบ้านไม้สั่นะเื ทว่าในวินาทีที่อาคมปะทะกับพลังของผืนดินที่หล่อเลี้ยงชาวบ้านมานับแรมเดือน พลังงานนั้นกลับไม่ถูกดูดกลืน แต่มันกลับ "ตอบโต้" ด้วยความรุนแรงที่เหนือจินตนาการของคนมีพลังยุทธ์
ที่บ้านของป้าจิน หญิงวัยกลางคนรูปร่างท้วมสมบูรณ์ ผู้มีใบหน้ากลมมนเปื้อนยิ้มและแววตาที่เต็มไปด้วยความเมตตาเหมือนแม่ไก่ที่คอยปกป้องลูกน้อย สองมือของนางหยาบกร้านจากการทำงานในไร่นาและความรับผิดชอบในครัวเรือน ความเงียบยามดึกถูกทำลายด้วยเสียงฝีเท้าแ่เบาที่ย่ำลงบนแผ่นไม้กระดาน ป้าจินที่สะดุ้งตื่นจากฝันร้ายััได้ถึงความผิดปกติ กลิ่นเหม็นอับคล้ายหนูตายโชยเข้าจมูก นางไม่รอช้า สัญชาตญาณของการเป็แม่บ้านที่ต้องรับมือกับความยากลำบากมาทั้งชีวิตสั่งให้นางคว้าสากไม้ตำน้ำพริกอันเก่าแก่ที่วางอยู่ข้างเตียง
นักฆ่าในชุดดำสนิทเงาดำดุจปีศาจ พุ่งตัวผ่านหน้าต่างเข้ามาเหมือนเงาวับ คมกริชในมือสะท้อนแสงจันทร์สีแดงวาบวับดุจเขี้ยวอสรพิษ มันง้างกริชในมือเตรียมจ้วงแทงเข้าที่คอหอยของหญิงวัยกลางคน ทว่าในวินาทีที่วิกฤตที่สุด พลังงานมหาศาลจากใต้ผืนดินที่ป้าจินอาศัยอยู่กลับพุ่งพล่านขึ้นมาตามเส้นเืราวกับน้ำป่าไหลหลาก สากไม้ในมือนางที่เคยหนักอึ้งกลับรู้สึกเบาราวกับขนนก แต่มันสั่นไหวด้วยพลังที่ปะทุออกมาอย่างบ้าคลั่ง นางกรีดร้องด้วยความใก่อนจะเหวี่ยงสากไม้ที่หุ้มด้วยปราณสีทองจางๆ ออกไปสุดแรงด้วยวิถีที่แปรปรวนและไร้แบบแผน
*เปรี้ยง!* เสียงกระดูกกะโหลกนักฆ่าแตกร้าวราวกับกิ่งไม้แห้งหักกระจายลงสู่พื้น แรงกระแทกนั้นรุนแรงจนหัวของนักฆ่าบิดเบี้ยวผิดรูปไปด้านหลัง เืสีแดงสดและเศษสมองพุ่งกระจายอาบผนังห้องและใบหน้าของป้าจิน กลิ่นคาวเืคละคลุ้งฉุนกึกในอากาศปะทะจมูกนางอย่างแรงจนมวนท้อง ป้าจินทิ้งสากไม้ลงกับพื้นด้วยความสั่นสะท้าน มือที่เปื้อนคราบเือุ่นๆ ที่ยังคงเต้นตุบๆ ด้วยความหวาดกลัวอย่างที่สุด นางทรุดลงบนพื้นดินที่เย็นเฉียบ "ข้า... ข้าทำอะไรลงไป? ข้าใ... ข้าไม่ได้อยากฆ่าใคร!" นางคร่ำครวญซ้ำๆ ลมหายใจของนางหอบถี่ เสียงสะอื้นสั่นเครือแข่งกับเสียงลมพัดผ่านช่องหน้าต่าง ความรู้สึกผิดกัดกินใจจนแทบสิ้นสติ นางทรุดลงบนพื้นดินที่เย็นเฉียบ มือสั่นระริกจนควบคุมไม่ได้ ราวกับโลกใบนี้ช่างโหดร้ายที่บังคับให้คนธรรมดาต้องกลายเป็ฆาตกรในยามค่ำคืนเช่นนี้
ในขณะเดียวกัน ที่โรงตีเหล็กของช่างใหญ่ถง ชายหนุ่มร่างกำยำไหล่กว้างที่มีกล้ามเนื้อเป็มัดจากการตีเหล็กวันละหลายสิบชั่ง ิัของเขาหยาบกร้านและมีรอยไหม้จางๆ ตามแขน ใบหน้าคมเข้มเต็มไปด้วยรอยเขม่าควัน เสียงเหล็กกระทบเหล็กเงียบไปแล้ว แต่ความร้อนจากเตาหลอมยังคงสั่นไหวท่ามกลางความมืด ช่างใหญ่ถงกำลังหมุนตัวเพื่อนำเหล็กแดงร้อนออกมา ความร้อนปะทะใบหน้าจนเหงื่อหยดติ๋ง ทันใดนั้น เขารู้สึกถึงกระแสลมผิดปกติที่แหวกอากาศเข้ามาที่ต้นคอ สัญชาตญาณช่างที่คุ้นเคยกับการควบคุมเหล็กหนักมานับสิบปีทำให้เขารู้สึกถึงมวลอากาศที่ถูกแหวกออกโดยคมดาบยาวที่หวังปลิดชีพ
เขาไม่ได้หันไปดู แต่ร่างกายตอบสนองด้วยความเร็วที่เหนือธรรมชาติ ค้อนปอนด์ั์ในมือที่หนักกว่าร้อยชั่งถูกเหวี่ยงหมุนวนราวกับพายุทอร์นาโดที่บ้าคลั่ง ในขณะที่เหล็กแดงร้อนในมืออีกข้างหนึ่งถูกเหวี่ยงสะบัดตามไปเป็วงกลม ประกายไฟจากเหล็กที่ร้อนจัดปลิวว่อนราวกับฝนดาวตกแห่งความตาย
*ตึง! ตู้ม!* เสียงค้อนกระแทกเข้ากับลำตัวนักฆ่าจนเกิดเสียงคล้ายการะเิของเหล็กกล้า แรงปะทะนั้นมหาศาลจนซี่โครงของนักฆ่าทิ่มแทงออกมาภายนอกร่าง ร่างของนักฆ่านั้นกระเด็นทะลุฝาไม้โรงตีเหล็กออกไปภายนอกจนไปฟาดเข้ากับต้นไม้ใหญ่จนเปลือกไม้ฉีกขาดเป็ทางยาว เศษเนื้อและเครื่องในกระเซ็นติดไปกับกิ่งไม้ เสียงกระดูกแหลกละเอียดดังสนั่นหวั่นไหว ช่างใหญ่ถงวางค้อนลงพลางเกาหัวอย่างงุนงง กลิ่นไหม้ของเหล็กที่กระทบกับอากาศเย็นภายนอกทำให้เขารู้สึกถึงความผิดปกติที่บรรยากาศรอบกายเข้มข้นจนหายใจไม่ออก เขาสบถพลางถ่มน้ำลายลงพื้น "เ้าหนูที่ไหนมันมาแอบทำหน้าต่างข้าแตกกลางดึกวะ? ข้าอุตส่าห์ซ่อมไปเมื่อวาน!"
เสียงโครมครามจากบ้านป้าจินและโรงตีเหล็กดังระงมไปทั่วหมู่บ้าน ชาวบ้านที่ตื่นตระหนกต่างพากันวิ่งกรูกันออกมาที่ลานกลางหมู่บ้าน บ้างถือจอบ บ้างถือไฟตะเกียง ใบหน้าของแต่ละคนเต็มไปด้วยความตื่นตะลึงและสับสนในพลังที่เพิ่งค้นพบ
ในขณะที่ทุกคนกำลังชุลมุน หลี่เฉินได้แต่หลบอยู่มุมมืดในบ้านไม้หลังใหม่ของเขา เขาพยายามกดร่างให้แนบไปกับพื้นไม้เย็นเฉียบ หัวใจเต้นรัวจนเจ็บหน้าอก ราวกับมีกลองรบตีอยู่ในทรวงอก "ข้ามันก็แค่ชาวนาขี้กาก... ข้าออกไปก็มีแต่ตายเปล่าๆ" เขาพึมพำเสียงสั่นพลางแอบมองผ่านช่องว่างของฝาบ้านเห็นความวุ่นวายภายนอก เห็นเพื่อนบ้านที่เขาคุ้นเคยต่างวิ่งออกมาด้วยใบหน้าที่ตื่นตระหนก ไฟตะเกียงสั่นไหวไปมาในมือของแต่ละคนราวกับดวงิญญาที่หลงทางในความมืด เขาเห็นอาฝูวิ่งผ่านหน้าบ้านไปพร้อมกับจอบในมือด้วยใบหน้าที่ซีดเผือด ความรู้สึกผิดปนความกลัวต่อโลกยุทธภพทำให้เขานั่งกอดเข่าตัวสั่นงันงก ความเงียบภายในบ้านช่างกดดันเหลือเกิน มีเพียงเสียงหัวใจที่เต้นรัวและเสียงลมภายนอกที่ฟังดูคล้ายเสียงโหยหวนของผู้ตาย
ที่ลานกลางหมู่บ้าน นักฆ่าที่เหลืออีกสองคนพุ่งออกจากพุ่มไม้หวังจะสังหารผู้ใหญ่บ้าน พวกมันกระโจนเข้าหาด้วยความเร็วสูงสุด ดาบส่องประกายเย็นเยียบ แต่เมื่อเห็นใบหน้าที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวและคราบน้ำตาของชาวบ้าน นักฆ่าเ่าั้กลับชะงักไปครู่หนึ่ง เพราะแรงกดดันที่แผ่ออกมานั้นรุนแรงจนน่าอึดอัด แรงกดดันที่ไม่ได้เกิดจากจอมยุทธ์ แต่เกิดจากพลังชีวิตอันบริสุทธิ์ที่ตกค้างจากการอาศัยอยู่บนผืนดินนี้มานับเดือน
อาฝูที่เดินออกมาด้วยความใ เห็นนักฆ่าพุ่งเข้าหาผู้ใหญ่บ้าน เขาจึงเหวี่ยงจอบขุดดินในมือไปเพื่อกันตัว แรงเหวี่ยงจอบนั้นก่อให้เกิดเสียงลมหวีดหวิวที่ดังราวกับเสียงคำรามของพายุ *ตูม!!* แรงปะทะจากคมจอบที่เต็มไปด้วยพลังชีวิตจากผืนดินกระแทกเข้าที่กลางลำตัวของนักฆ่าทั้งสอง ร่างของพวกมันบิดเบี้ยวเสียรูปทรงก่อนจะกระเด็นหายไปในความมืดพร้อมกับเสียงกระดูกแหลกละเอียดราวกับมีค้อนั์นับสิบเล่มกระแทกเข้าพร้อมกัน อาฝูทรุดลงกับพื้น มองดูจอบในมือสลับกับร่างไร้ิญญาตรงหน้าที่บัดนี้กลายเป็เพียงก้อนเนื้อเละเทะด้วยความหวาดกลัวสุดขีด ร่างกายของเขาสั่นระริกเหมือนใบไม้ต้องลม น้ำตาเริ่มไหลรินออกมาด้วยความรู้สึกสับสน "ข้า... ข้าทำอะไรลงไป? พี่เฉิน! ข้าไม่ได้ตั้งใจ!" เสียงของเขาขาดห้วงราวกับคนกำลังจะขาดใจ
ปรมาจารย์กวนที่เฝ้ามองจากยอดหลังคาถึงกับสติแตก ความมั่นใจในวิชาอักขระมืดมลายหายไปสิ้น มันะโลงมาหมายจะลงมือเองด้วยกระบี่สีม่วงอาคม รัศมีกระบี่ฟาดฟันลงมาดุจสายฟ้าฟาด แต่มันกลับสะดุดเข้ากับแรงกดดันมหาศาลที่หน่วงเหนี่ยวการเคลื่อนไหว ผู้ใหญ่บ้านที่ยังคงขวัญเสียได้เหวี่ยงมีดพร้าถางหญ้าออกไปด้วยความใ คลื่นแรงกระแทกจากมีดพร้าธรรมดาปะทะกับกระบี่อาคมจนะเิออกเป็เสี่ยงๆ แรงอัดนั้นพุ่งเข้ากลางอกปรมาจารย์กวนจนกระดูกอกยุบลงไป กระบี่ในมือแตกเป็ละออง มันลอยคว้างกลางอากาศก่อนจะร่วงลงมาฟาดพื้นจนเกิดหลุมลึก ปรมาจารย์กวนนอนจมกองเืที่ไหลทะลักออกมาจากปากและจมูก เส้นชีพจรในร่างแตกสลายทีละเส้นราวกับเส้นด้ายที่ถูกดึงจนขาด
ปรมาจารย์กวนนอนหายใจรวยรินบนพื้นดินที่เปื้อนเื แววตาที่เคยหยิ่งผยองบัดนี้สั่นไหวด้วยความสำนึกในความพ่ายแพ้ที่น่าอัปยศที่สุด "เ้า... พวกเ้า... ไปเรียนวิชาเหล่านี้... มาจากที่ใดกัน...?"
ผู้ใหญ่บ้านมองมันด้วยแววตาว่างเปล่า มือที่ยังคงถือมีดพร้าสั่นระริก "ข้า... ข้าแค่ขุดดินทำนา... ข้าก็แค่ชาวนาคนหนึ่ง... ที่ไม่รู้อะไรเลย..." สิ้นคำพูด ปรมาจารย์กวนก็สิ้นใจ ดวงตาเบิกโพลงค้างราวกับยังไม่เชื่อว่าผู้ที่เอาชนะมันได้จะเป็เพียง "มดปลวก" ที่มันเคยเหยียดหยาม
ขบวนคนตายเคลื่อนที่อย่างทุลักทุเลผ่านเส้นทางลูกรังที่ตัดเข้าสู่ป่าลึก ความมืดมิดของยามราตรีถูกฉีกกระชากด้วยแสงจากคบเพลิงเพียงไม่กี่อันที่ชาวบ้านถือไว้ มือที่สั่นเทาทำให้เปลวไฟวูบไหวราวกับดวงิญญาที่กำลังจะดับสูญ กลิ่นคาวเืที่ติดอยู่กับศพของเหล่านักฆ่าตระกูลลี่โชยปะทะใบหน้าของทุกคนที่เดินตามหลังมา กลิ่นนั้นฉุนกึกและหนืดเหนียวราวกับจะฝังลึกเข้าไปในเสื้อผ้าและิั
"มัน... มันหนักเหลือเกิน" ช่างใหญ่ถงพึมพำขณะแบกร่างที่ไร้ิญญาของนักฆ่าผู้หนึ่งขึ้นบ่า หลังของเขาเปียกชุ่มไปด้วยคราบเืที่ซึมผ่านผ้าป่านของนักฆ่าออกมา "นี่เป็ครั้งแรกในชีวิตข้าที่ข้าแบกอะไรที่หนักไปถึงจิติญญาขนาดนี้"
ป้าจินที่เดินตามหลังมา นางกอดแขนตัวเองไว้แน่น ผิวหน้านางซีดเซียวจนแทบโปร่งแสง ดวงตาที่เคยเต็มไปด้วยความใจดีบัดนี้เหม่อลอยไร้จุดหมาย "ถง... เ้าคิดว่าสิ่งที่เราทำไปจะถูกอภัยหรือไม่? เราไม่ได้ตั้งใจ... เราเพียงแค่้าปกป้องชีวิตตนเอง"
ในจังหวะที่เดินผ่านกัน แสงจากคบเพลิงวูบไหวทำให้ใบหน้าของช่างใหญ่ถงดูบิดเบี้ยวและน่ากลัว ป้าจินเผลอถอยห่างออกมาหนึ่งก้าว ดวงตาของนางฉายแววหวาดระแวงอย่างห้ามไม่ได้ นางเริ่มสงสัยว่ามือที่แข็งแกร่งของช่างใหญ่ถงคนนี้สามารถบดขยี้กะโหลกคนได้ง่ายเพียงใด ความไว้ใจที่เคยมีให้กันมานับสิบปีเริ่มมีรอยร้าวเล็กๆ ที่มองไม่เห็นเกิดขึ้นกลางใจท่ามกลางความมืดมิด
ช่างใหญ่ถงไม่ตอบ เขาเพียงแต่ก้มหน้าเดินต่อไป เสียงฝีเท้าที่เหยียบลงบนกิ่งไม้แห้งดัง *กรอบแกรบ* กลายเป็เสียงเดียวที่ทำลายความเงียบของป่ากว้าง บรรยากาศรอบข้างช่างกดดัน ราวกับว่าผืนป่าเองก็กำลังเฝ้ามองคนกลุ่มนี้ด้วยสายตาที่เ็า ต้นไม้ใหญ่ที่ยืนตระหง่านราวกับปีศาจขยายกิ่งก้านสาขาบดบังแสงจันทร์สีแดงก่ำไว้จนมิด
"หยุดเถอะ" ผู้ใหญ่บ้านที่เดินนำขบวนเอ่ยขึ้น น้ำเสียงของเขาแหบพร่าและเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า เขาหยุดลงหน้าโพรงดินเก่าที่ขุดไว้หยาบๆ ใต้ต้นไทรั์ "เราจะฝังพวกมันไว้ที่นี่ ผืนดินนี้จะเก็บความลับนี้ไว้กับเราตลอดไป... ใครที่ปริปากพูดเื่นี้แม้แต่คำเดียว ชีวิตของทุกคนในหมู่บ้านจะจบสิ้นลงทันที เข้าใจหรือไม่?"
ชาวบ้านทุกคนพยักหน้าพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย สายตาของพวกเขาเต็มไปด้วยความหวาดกลัวต่อสิ่งที่จะตามมามากกว่าความสยดสยองของร่างไร้ิญญาตรงหน้า ในยามที่แสงตะเกียงส่องกระทบใบหน้าของกันและกัน พวกเขากลับไม่กล้าสบตากันอีกต่อไป แต่ละคนต่างก้มหน้ามองมือของตนเองที่เปื้อนคราบเืแห้งกรัง ความรู้สึกผิดและหวาดกลัวทำให้พวกเขาเริ่มสร้างกำแพงกั้นกลางความสัมพันธ์ลงในใจทีละน้อย
อาฝูที่กำลังก้มหน้ากอบดินใส่หลุม ตัวสั่นระริกเหมือนใบไม้ต้องลม ดวงตาของเขากวาดมองไปรอบป่าด้วยความตื่นตะลึงทุกครั้งที่ได้ยินเสียงใบไม้ไหว "พวกเรา... พวกเราทำสำเร็จ แต่พวกมันเป็คนของตระกูลใหญ่... ข้า...ข้าเกรงว่าพวกมันจะกลับมาล้างแค้น เราจะหนีไปได้นานแค่ไหนกันพี่ถง? ข้าไม่้าเห็นเือีกแล้ว!" เสียงของเขาแหบพร่าและเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง มือที่เปื้อนคราบดินเืสั่นจนคุมไม่อยู่
"หุบปากซะ อาฝู!" ผู้ใหญ่บ้านตวาดเสียงต่ำ "ยิ่งเ้าพูด เ้ายิ่งดึงความโชคร้ายเข้ามาหาเรา! เราต้องลืมเื่นี้ ลืมว่าคืนนี้เกิดอะไรขึ้น ลืมว่าเรามีพลังที่ทำให้นักฆ่าตายได้ในชั่วพริบตา..."
ในจังหวะที่หลี่เฉินก้มลงวางร่างนักฆ่าคนสุดท้ายลงหลุม นิ้วของเขาที่สั่นระริกไปััถูกป้ายเหล็กที่ซ่อนอยู่ในอกเสื้ออีกครั้ง ความเย็นเยียบของโลหะัักับิัราวกับน้ำแข็ง มันเป็ความลับที่หนักอึ้งกว่าศพตรงหน้าหลายเท่านัก เขามองหน้าชาวบ้านแต่ละคน เห็นแววตาที่เต็มไปด้วยความสงสัยและความระแวงซึ่งกันและกัน ความเป็น้ำหนึ่งใจเดียวที่เคยมีในหมู่บ้านนี้ กำลังถูกกัดกินด้วยความกลัวและความลับที่พวกเขาต้องร่วมกันรักษา
*ทำไมต้องเป็ข้า?* หลี่เฉินถามตัวเองในใจอย่างสิ้นหวังขณะมองมือที่เปื้อนเืของตนเอง เขาไม่ได้รู้สึกถึงพลังงานวิเศษหรือความแค้นจากผืนดินใดๆ ทั้งสิ้น มีเพียงความสั่นสะท้านที่วิ่งพล่านไปทั่วร่างและความรู้สึกคลื่นเหียนที่ตีขึ้นมาถึงคอหอย เขายังคงเป็แค่หลี่เฉินชาวนาผู้ยากไร้ ที่จับพลัดจับผลูมาอยู่ในเหตุการณ์ที่เกินกำลังมนุษย์จะรับไหว ความกลัวที่เกาะกุมหัวใจไม่ใช่ความกลัวในฐานะจอมยุทธ์ แต่เป็ความกลัวในฐานะผู้ถูกกระทำที่ไร้ทางสู้ เขารู้ดีว่าหากคนตระกูลลี่ตามมาถึงที่นี่ เขาและทุกคนในหมู่บ้านจะไม่มีวันรอดไปได้เลย
ทันใดนั้น ลมพัดแรงผ่านยอดไม้จนใบไผ่เสียดสีกันดังหวีดหวิวคล้ายเสียงกระซิบจากความตาย หลี่เฉินสะดุ้งสุดตัวจนล้มก้นจ้ำเบ้าลงกับพื้นดิน เขาไม่ได้รู้สึกถึงแรงสั่นะเืจากผืนดินเหมือนจอมยุทธ์ แต่เขารู้สึกถึงความหนาวเย็นที่แผ่ซ่านเข้ากระดูกสันหลังด้วยสัญชาตญาณของการเอาตัวรอด เขาพยายามข่มตาหลับไม่ให้เห็นภาพร่างไร้ิญญาตรงหน้า แต่เสียงใบไม้ไหวกลับทำให้เขานึกถึงเสียงฝีเท้าของศัตรูที่อาจจะบุกมาซ้ำในคืนนี้
*นิ่งไว้... หลี่เฉิน... นิ่งไว้* เขาสั่งตัวเองในใจ มือที่สั่นเทาของเขาเปียกชื้นไปด้วยเหงื่อเย็น เขาพยายามกอดตัวเองแน่นเพื่อหยุดอาการสั่นที่คุมไม่อยู่ เขาเห็นชาวบ้านคนอื่นต่างอยู่ในอาการไม่ต่างกัน ทุกคนต่างหวาดกลัวและอ่อนแอพอๆ กัน ไม่มีใครมีความสามารถที่จะปกป้องใครได้เลยในตอนนี้ ความหวาดระแวงเริ่มเข้าครอบงำ ราวกับม่านหมอกที่ทำให้เขามองไม่เห็นทางออก
"พี่เฉิน..." อาฝูกระซิบเรียกเขาพลางขยับเข้ามาใกล้ ดวงตาเบิกโพรงมองความมืดชายป่า "นั่นอะไร... หรือิญญาพวกมัน... ยังไม่ไปไหน?"
หลี่เฉินหันไปมองหน้าอาฝู แววตาของเขาเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและอ่อนแรง "ไม่ต้องมอง... ไม่ใช่ผีหรอก... แค่ลม..." เขาตอบเสียงสั่นจนแทบฟังไม่ได้ศัพท์ พยายามฝืนลุกขึ้นยืนด้วยเข่าที่อ่อนเปลี้ย "รีบกลบให้เสร็จเถอะ ถ้าพวกมันกลับมา... เราก็แค่... เราก็แค่ต้องสวดภาวนาให้รอดไปได้อีกคืน"
พวกเขากอบดินกลบหลุม เสียงดินที่กระทบกับเนื้อผ้าของศพดัง *ตุบ... ตุบ...* เหมือนเสียงหัวใจที่เต้นรัวด้วยความหวาดวิตก กลิ่นดินเปียกชื้นผสมกับกลิ่นคาวเืที่ลอยมาจากผืนดินทำให้น่าสะอิดสะเอียนยิ่งกว่าเดิม เมื่อหลุมสุดท้ายถูกกลบจนเรียบ พวกเขาก็ต่างยืนนิ่ง ท่ามกลางความมืดมิดของป่าลึกที่ดูเหมือนจะกักขังพวกเขาไว้ในโศกนาฏกรรมครั้งนี้
"กลับกันเถอะ" ผู้ใหญ่บ้านสั่ง "อย่าหันหลังกลับมามองเด็ดขาด"
ชาวบ้านเดินกลับไปอย่างเงียบเชียบ ทิ้งไว้เพียงกองดินสดๆ ที่ฝังความไร้เดียงสาของพวกเขาไว้ใต้ผืนป่า หลี่เฉินเดินปิดท้ายขบวน ในใจเขารู้ดีว่าสิ่งที่เขาฝังลงไปไม่ใช่เพียงแค่นักฆ่า แต่เป็ชีวิตที่เคยสงบสุขของพวกเขาทั้งหมด... ในระหว่างทางกลับ เสียงนกเค้าแมวร้องก้องป่าเป็ระยะๆ ทุกเสียงดูเหมือนจะเป็เสียงของใครบางคนหรืออะไรบางอย่างที่กำลังสะกดรอยตามพวกเขาอยู่เงียบๆ รุ่งอรุณที่กำลังจะมาถึง อาจจะเป็รุ่งอรุณแห่งาหรือจุดจบที่พวกเขาไม่อาจหลีกเลี่ยงได้อีกต่อไป
ในคืนนั้น... ภายในบ้านไม้หลังเล็กๆ ทุกหลังในหมู่บ้านชิงอวิ๋น ไม่มีผู้ใดสามารถหลับลงได้ลงคอ ป้าจินนอนลืมตาโพลงจ้องมองเพดานไม้ในความมืด มือที่เคยตำน้ำพริกยังคงสั่นสะท้านไม่หยุด นางได้ยินเพียงเสียงจิ้งหรีดเรไรที่บัดนี้กลับฟังดูคล้ายเสียงร้องโหยหวนของิญญานักฆ่าที่เพิ่งถูกฝังลงดิน นางพยายามหลับตาลง แต่ภาพของร่างกายนักฆ่าที่หักสะบั้นก็ลอยเข้ามาวนเวียนอยู่ในหัว ราวกับเป็ฝันร้ายที่ไม่มีวันจบสิ้น
ช่างใหญ่ถงนั่งจ้องมองค้อนปอนด์ของตัวเองที่วางอยู่มุมห้องด้วยความรู้สึกหวาดกลัวต่อพละกำลังที่ตัวเองเผลอปลดปล่อยออกมา เขาลูบไล้ค้อนด้วยความรู้สึกที่เปลี่ยนไป มันดูหนักขึ้น ดูอันตรายขึ้น และดูเหมือนว่ามันจะไม่ได้เป็เพียงเครื่องมือตีเหล็กอีกต่อไป แต่เป็อาวุธสังหารที่เขาไม่เคย้า ผู้ใหญ่บ้านเองก็นั่งกอดเข่าอยู่ที่มุมมืดของบ้าน น้ำตาไหลออกมาโดยไม่รู้ตัวเมื่อคิดถึงอนาคตที่มืดมนของหมู่บ้านเล็กๆ แห่งนี้ เขาพยายามครุ่นคิดถึงวิธีที่จะปกป้องคนในหมู่บ้านจากภัยร้ายที่อาจจะบุกเข้ามาอีกในวันหน้า แต่สมองของเขากลับว่างเปล่า
ความวิตกกังวลปกคลุมไปทั่วหมู่บ้าน ราวกับหมอกหนาที่ไม่มีวันจางหาย ทุกคนต่างเฝ้ารอคอยแสงตะวันด้วยความหวาดกลัวต่อสิ่งที่จะตามมาในวันพรุ่งนี้... พวกเขาเป็เพียงชาวนาธรรมดา แต่ในคืนนี้ พวกเขากลับได้ัักับกลิ่นอายแห่งความตายและพลังอำนาจที่แม้แต่จอมยุทธ์ยังต้องสั่นสะท้าน โดยที่พวกเขาไม่มีวันรู้เลยว่าสิ่งที่พวกเขาเพิ่งกระทำไปนั้น ได้ขีดเขียนเส้นทางแห่งชะตากรรมของพวกเขาเอาไว้บนผืนดินนี้เรียบร้อยแล้ว
หลี่เฉินที่นอนอยู่บนเตียงไม้กำป้ายตระกูลลี่ไว้แน่นในอกเสื้อ ความโกรธแค้นประดังเข้ามาเหมือนคลื่นั์ เขารู้จักชื่อนี้ดี... ตระกูลลี่ แห่งเมืองจือจี้ และไอ้คนน่ารังเกียจอย่าง ลี่ถัง มันเป็หนี้เืที่เขาไม่ได้ก่อ แต่กลับกลายเป็ผู้รับกรรม ความขมขื่นที่พยายามเก็บกดเอาไว้เริ่มพุ่งพล่านจนอกแทบะเิ ยิ่งนึกถึงพฤติกรรมกดขี่ของลี่ถังที่คอยหักค่าจ้างและขูดรีดเขามาตลอด ความแค้นก็ยิ่งฝังรากลึก
เขารู้ดีว่าความปลอดภัยของทุกคนแขวนอยู่บนเส้นด้าย แต่ด้วยตัวเขาที่ไร้ซึ่งพลัง ไร้ซึ่งทรัพย์สิน และไร้ซึ่งอำนาจที่จะต่อกรกับตระกูลใหญ่เยี่ยงมดปลวกเช่นนี้ มันคือความจริงที่ช่างน่าเวทนาจนเขาสั่นสะท้านไปทั้งตัว เพื่อระบายความอัดอั้นที่เหมือนจะทำให้เขาเป็บ้า หลี่เฉินคว้าสมุดธรรมดาเล่มหนึ่งออกมา มันคือสมุดที่ระบบเคยมอบให้ หนังสือที่เขาเคยเขียนปกเล่นๆ ว่า 'หนังสือแห่งการสาบแช่ง' เขานำแท่งหมึกและพู่กันที่ระบบมอบให้มาวางไว้เบื้องหน้า
เขากัดฟันแน่นจนกรามขึ้นนูน นำหมึกมาฝนลงบนหินฝนหมึกจนเกิดเสียงเสียดสีแหลมเล็ก บรรยากาศรอบตัวราวกับถูกห่อหุ้มด้วยความอาฆาต เขาจุ่มพู่กันลงในหมึกที่ดำสนิทราวกับความมืดมิดในใจ ก่อนจะจรดปลายพู่กันลงบนหน้ากระดาษ ทุกตัวอักษรที่เขาสลักลงไปเต็มไปด้วยแรงแค้นที่สั่งสมมานาน “ตระกูลลี่จงพินาศสิ้น” เขารู้ดีแก่ใจว่านี่เป็เพียงการระบายอารมณ์บนสมุดธรรมดาเล่มหนึ่ง มันไม่ได้เปลี่ยนความจริงที่ว่าเขายังคงอ่อนแอ แต่มันคือสิ่งเดียวที่เขาสามารถทำได้ในนาทีที่ไร้หนทางนี้
พู่กันหลุดร่วงจากมือลงสู่พื้นดัง *ตึก!* หลี่เฉินทิ้งตัวลงนอน หายใจหอบถี่พร้อมถอนหายใจยาวเหยียด "ชีวิตข้า... ทำไมมันถึงได้เหนื่อยล้าเพียงนี้กัน..." เขาเก็บสมุดไว้ที่ปกเสื้อเช่นเดิม จากนั้นก็ฝืนหลับตาลงท่ามกลางความเงียบงันที่กดดันไปทั่วห้องแคบๆ
ทุกอณูของผืนดินภายใต้หมู่บ้านนี้เปรียบเสมือนสุสานที่เก็บความลับที่สั่นะเื์ ชาวบ้านแต่ละคนต่างมีความกังวลถึงอนาคตที่ไม่มีวันเหมือนเดิมได้อีกต่อไป พวกเขาต่างถามตัวเองว่า "พรุ่งนี้เราจะทำอย่างไร?" "ใครจะมาเยือนอีก?" และ "เราจะสามารถรักษาความสงบสุขนี้ไว้ได้นานแค่ไหน?"
ในความมืดมิดของคืนนั้น หมู่บ้านชิงอวิ๋นไม่ได้เป็เพียงสถานที่แห่งความเงียบงันอีกต่อไป แต่เป็สถานที่แห่งความลับ ความกลัว และความตระหนักรู้ที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น ความไร้เดียงสาของพวกเขาได้สูญสิ้นไปแล้ว แทนที่ด้วยความหวาดระแวงต่อสิ่งที่อาจเกิดขึ้นในรุ่งอรุณที่กำลังจะมาถึง ทุกเสียงที่ดังขึ้นในความมืดไม่ว่าจะเป็เสียงลมพัด หรือเสียงสัตว์กลางคืน ต่างก็เป็เสียงที่ทำให้ชาวบ้านต้องสะดุ้งตื่นด้วยความกลัวว่าจะเป็ศัตรูที่กลับมาแก้แค้น
ชีวิตในหมู่บ้านที่สงบสุขนี้เปรียบเสมือนป้อมปราการที่ไม่มีใครมองเห็น กำแพงแห่งความไร้เดียงสาที่ปกป้องพวกเขาจากความอำมหิตของโลกภายนอก โดยที่ตัวพวกเขาเองนั้นกลับไม่เคยตระหนักถึงพลังที่สั่นะเื์ในกำมือเลยแม้แต่น้อย! นี่คือจุดเริ่มต้นแห่งโศกนาฏกรรมที่พวกเขาต้องจารึกไว้บนหยดเืและผืนดินที่เปียกชื้น การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่กำลังคืบคลานเข้ามาพร้อมกับแสงตะวันในยามเช้าที่จะมาถึง ซึ่งอาจเปลี่ยนทุกอย่างในชีวิตของพวกเขาไปตลอดกาล โดยไม่มีใครสามารถย้อนกลับไปแก้ไขสิ่งที่ทำลงไปในคืนจันทร์สีเืนี้ได้อีกต่อไป ผืนดินที่เคยให้กำเนิดรวงข้าวบัดนี้ได้กลายเป็สุสานแห่งความลับและโชคชะตาที่รอการสะสางอย่างไม่มีวันสิ้นสุด