ในช่วงแรกที่ต้องร้องเพลงก่อนเริ่มคาบเรียนแรกของทุกวัน เพื่อนๆ ในห้องต่างรู้สึกไม่คุ้นชินและไม่ค่อยเต็มใจนัก หลายคนแสดงท่าทีขัดเขินอิดออดไม่อยากจะร้อง แต่ทว่าเมื่อนานวันเข้า... ทุกคนกลับเริ่มคุ้นเคยและหลงรักช่วงเวลานี้ไปโดยไม่รู้ตัว
กลายเป็นว่า หากวันไหนไม่ได้ร้องเพลงขึ้นมา พวกเขาคงรู้สึกเหมือนขาดอะไรบางอย่างไป
ต่งน่า ในฐานะกรรมการฝ่ายนันทนาการ รับหน้าที่เป็นผู้นำเพื่อนๆ ร้องเพลง หากใครยังร้องไม่ได้ เธอก็จะใช้เวลาว่างช่วงพักไปช่วยสอน จนทำให้ต่งน่ารู้สึกเป็นครั้งแรกว่า ตำแหน่งกรรมการฝ่ายนันทนาการของเธอนั้น ไม่ใช่แค่ตำแหน่งที่มีไว้ประดับอีกต่อไป
หากไม่ได้คำแนะนำเรื่องการร้องเพลงจากทิงเสวี่ยในวันนั้น... ตำแหน่งของเธอก็คงเป็นแค่ไม้ประดับจริงๆ
เมื่อคิดได้ดังนั้น ต่งน่าจึงเริ่มรู้สึกยอมรับในตัวทิงเสวี่ยขึ้นมาบ้างแล้ว
ความรู้สึกยอมรับที่ก่อตัวขึ้น ทำให้ระยะหลังมานี้ต่งน่าไม่ค่อยหาเรื่องทิงเสวี่ยเหมือนเก่า และเมื่อขาใหญ่ประจำห้องอย่างเธอเลิกหาเรื่อง คนอื่นก็ย่อมไม่กล้าแหย็ม ยิ่งในอดีตไม่มีใครกล้าหืออยู่แล้ว ตอนนี้ทิงเสวี่ยได้เป็นถึงหัวหน้าห้อง แถมยังเป็นลูกรักของคุณครู เพื่อนๆ จึงยิ่งเกรงใจเข้าไปใหญ่
ช่วงนี้ชีวิตของทิงเสวี่ยจึงเต็มไปด้วยความสุขและราบรื่นสุดๆ
......
ฤดูใบไม้ร่วง คือฤดูกาลแห่งการเก็บเกี่ยว
เมื่อถึงวันอาทิตย์ ทิงเสวี่ยจะติดตามพ่อ หลินกั๋วผิง ลงไปที่ไร่เพื่อเก็บถั่วลิสง ข้าวโพด และมันเทศ
งานไม่ได้จบแค่การขนของกลับบ้าน ข้าวโพดที่เก็บมาต้องนำมาลอกเปลือกออกแล้วแขวนตากลมไว้ ส่วนถั่วลิสงต้องเด็ดฝักออกจากต้นทีละเม็ด ก่อนจะนำไปตากแดดให้แห้งสนิทเพื่อรอส่งโรงงานหีบน้ำมัน
ส่วนมันเทศ เมื่อขนกลับมาแล้วต้องนำมาหั่นเป็นชิ้นทำมันตากแห้ง อีกส่วนหนึ่งคัดแยกไว้เก็บในหลุมดินเพื่อใช้เป็นหัวเชื้อสำหรับปลูกในปีหน้า และส่วนสุดท้าย... เก็บไว้กินข้ามฤดูหนาว
“พ่อคะ ปีนี้เราเก็บมันเทศไว้กินหน้าหนาวเยอะๆ หน่อยนะ หนูจะทำ ‘มันเทศเคลือบน้ำตาล’ กิน” ทิงเสวี่ยชอบกินมันเทศเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ปีที่แล้วเก็บไว้น้อยเกินไป เธอยังกินไม่ทันหายอยากก็หมดเสียก่อน
สำหรับคำขอของลูกสาว หลินกั๋วผิงย่อมตามใจอยู่แล้ว “ได้สิลูก งั้นเราเก็บไว้เยอะๆ หน่อย... ว่าแต่ไอ้ ‘มันเทศเคลือบน้ำตาล’ ที่ลูกพูดถึงเนี่ย มันคืออะไรหรือ?”
เขาเคยได้ยินแต่ มันต้ม มันเผา หรือข้าวต้มใส่มันเทศ แต่ไม่ยักจะเคยได้ยินเมนูนี้
ทิงเสวี่ยรีบอธิบาย “มันเป็นกับข้าวอย่างหนึ่งจ้ะพ่อ เอามาทำกับน้ำตาลทราย อร่อยมากๆ เลยนะ หนูได้ยินสูตรมาจากในวิทยุ จดวิธีทำไว้หมดแล้ว อีกสองสามวันหนูจะลองทำให้พ่อกินดู ถ้าสำเร็จก็ดีไป ถ้าไม่สำเร็จก็ไม่เป็นไร เดี๋ยวค่อยลองใหม่”
หลินกั๋วผิงได้แต่ทำตาปริบๆ “...”
แต่ทิงเสวี่ยรู้ดีว่าเมนูนี้ทำไม่ยาก และมันคือหนึ่งในเมนูถนัดของเธอเลยทีเดียว
......
นอกจากพืชผลในไร่อย่างมันเทศ ข้าวโพด และถั่วลิสงแล้ว ผลไม้ป่าบนภูเขาก็ทยอยสุกงอมเช่นกัน ทั้งซานจา เกาลัด แอปเปิล และลูกพลับ
หากชนบทในฤดูใบไม้ผลิคือความสดใสของดอกไม้หลากสี ฤดูใบไม้ร่วงก็คือภาพแห่งความอุดมสมบูรณ์ที่เต็มตา ดั่งคำกล่าวที่ว่า ‘หว่านพืชหนึ่งเมล็ดในฤดูใบไม้ผลิ เก็บเกี่ยวหมื่นเมล็ดในฤดูใบไม้ร่วง ’
แม้ใครหลายคนจะมองว่าฤดูใบไม้ร่วงให้ความรู้สึกเงียบเหงา แต่สำหรับคนชนบท ภาพผลผลิตที่รอการเก็บเกี่ยวนั้นกลับสร้างความรู้สึกอิ่มเอมใจอย่างที่สุด
ลูกพลับสีเหลืองทองห้อยระย้าเต็มกิ่งก้าน ราวกับโคมไฟดวงเล็กๆ นับร้อยดวง
แอปเปิลที่สุกงอมจนผิวเป็นสีแดงก่ำ ดูราวกับแก้มยุ้ยๆ ของเด็กน้อยที่น่าหยิก
ลูกเกาลัดที่แก่จัดจนเปลือกปริแตก เผยให้เห็นเนื้อในสีดำขลับแวววาว ราวกับอัญมณีสีนิลที่กำลังฉีกยิ้ม
และนั่น... ลูกซานจาที่รอคอยเจ้าของมาเด็ดดม ดูช่างเหมือนลูกปัดโมราเนื้อดีที่อัดแน่นไปด้วยความชุ่มฉ่ำ
......
หลังจากเก็บเกี่ยวพืชผลในไร่เสร็จสิ้น วันหยุดและเวลาว่างของทิงเสวี่ยก็ยุ่งขึ้นถนัดตา เพราะพ่อต้องไปขายซาลาเปาที่ตลาด งานบ้านและงานแปรรูปผลผลิตจึงตกเป็นหน้าที่ของเธอที่ต้องช่วยแบ่งเบา
นอกจากงานบ้านจิปาถะ ทิงเสวี่ยต้องจัดการกับพืชผลที่ขนกลับมา อันไหนต้องปอกก็ปอก อันไหนต้องหั่นตากแห้งก็ต้องทำ
แม้ตัวจะเล็ก แรงก็น้อย ทำให้ทำงานได้ปริมาณไม่มาก แต่เธอก็พยายามทำอย่างสุดความสามารถ
เด็กชนบทในยุคนี้ไม่มีใครถูกเลี้ยงมาแบบไข่ในหิน ไม่ใช่แค่ทิงเสวี่ย แต่เพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกันต่างก็ต้องช่วยพ่อแม่ทำงานบ้านงานไร่ตามกำลังแรงในวันหยุดกันทั้งนั้น
จนกระทั่งช่วงวันหยุดวันชาติจีน งานหนักๆ ก็เริ่มซาลง
เมื่อพอมีเวลาว่าง ทิงเสวี่ยจึงวางแผนจะขึ้นเขาไป ‘ล่าขุมทรัพย์’
เธอรู้ดีว่าบนภูเขาหมู่บ้านซงหยวนมีต้นเหลียนเฉียวขึ้นอยู่เยอะมาก และตอนนี้ก็เป็นช่วงเวลาที่เหมาะที่สุดในการเก็บผลของมัน
เหลียนเฉียวเป็นสมุนไพรจีน มีสรรพคุณช่วยขับพิษร้อนและลดไข้ ส่วนใหญ่จะขึ้นเองตามธรรมชาติ ในฤดูใบไม้ผลิ ดอกเหลียนเฉียวจะบานสะพรั่งย้อมภูเขาสีเขียวให้กลายเป็นสีเหลืองอร่ามตระการตา
ทิงเสวี่ยตั้งใจจะใช้เวลาช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ไปเก็บผลเหลียนเฉียว เพื่อให้พ่อนำไปขายในตลาดนัด แต่จะให้ขึ้นเขาคนเดียวก็ใจไม่กล้าพอ อาสามช่วงนี้ก็ยุ่งอยู่กับงานไร่และเลี้ยงหมู ส่วนเจ้าหลานชายอย่างหลินฉางจื้อ พอขึ้นมัธยมต้นก็เรียนหนักจนแทบไม่มีเวลาเล่น เธอจึงไม่อยากรบกวน
คิดไปคิดมา ชื่อของฉินหยวนเฟิงก็ผุดขึ้นมาในหัว!
ถ้าชวนเขาไป เขาต้องยอมไปแน่ๆ เพราะนี่คือการชี้ช่องรวยให้เขาชัดๆ!
......
เย็นวันศุกร์หลังเลิกเรียน ทิงเสวี่ยเดินไปหาฉินหยวนเฟิงและถามว่าพรุ่งนี้เขาพอจะว่างพาเธอขึ้นเขาไปเก็บเหลียนเฉียวไหม
ฉินหยวนเฟิงตอบตกลงทันทีอย่างไม่ลังเล “ได้สิ พรุ่งนี้เธอรอที่บ้านนะ เดี๋ยวฉันไปรับ”
เช้าวันรุ่งขึ้น ฉินหยวนเฟิงกินข้าวเช้าเสร็จก็คว้าถุงผ้าใบใหญ่ ยัดขนมขบเคี้ยวลงไปจำนวนหนึ่งแล้วมุ่งหน้าออกจากบ้าน
เมื่อมาถึง เขาเห็นทิงเสวี่ยกำลังกวาดลานบ้าน ร่างเล็กๆ ของเธอกำลังออกแรงกวาดใบไม้ด้วยไม้กวาดอันใหญ่ที่สูงท่วมหัวอย่างทุลักทุเล
ฉินหยวนเฟิงไม่พูดพร่ำทำเพลง เดินเข้าไปแย่งไม้กวาดจากมือเธอ แล้วจัดการกวาดลานบ้านจนสะอาดเอี่ยมในพริบตา
จากนั้นทั้งคู่ก็เตรียมตัวออกเดินทาง โดยทิงเสวี่ยไม่ลืมที่จะหนีบเจ้าเตี๋ยนเตี่ยน ไปด้วย
เจ้าหมาน้อยเดินตามหลังเจ้านายและฉินหยวนเฟิงอย่างว่าง่าย
“เธอฝึกหมายังไงเนี่ย ทำไมมันเชื่อฟังจัง?” ฉินหยวนเฟิงถามด้วยความสงสัย
ทิงเสวี่ยตอบยิ้มๆ “ฉันไม่ได้ฝึกอะไรเป็นพิเศษหรอก คงเพราะเล่นกับมันบ่อยๆ มั้ง มันเลยเชื่อง นายก็ลองเล่นกับหมาที่บ้านดูบ้างสิ อาบน้ำให้มันบ้าง ลูบขนให้มัน หรือมีของอร่อยก็แบ่งให้มันกินสักหน่อย”
ฉินหยวนเฟิง “...”
เดิมทีเขาไม่ค่อยถูกโรคกับพวกสัตว์ขนฟูเท่าไหร่ แต่เพราะทิงเสวี่ยแนะนำให้เลี้ยงหมาไว้เฝ้าบ้าน เขาถึงยอมไปขอลูกหมาสีดำมาจากบ้านญาติ เลี้ยงมาได้ครึ่งปีแล้ว เขาตั้งชื่อมันว่า ‘เจ้าดำ’
เจ้าดำดุมาก พอมีมันอยู่ด้วย ฉินหยวนเฟิงก็รู้สึกปลอดภัยขึ้นเยอะ แต่เขาก็ยังรู้สึกว่าเจ้าดำของเขา ไม่เห็นจะน่ารักและว่าง่ายเหมือนเจ้าเตี๋ยนเตี่ยนของทิงเสวี่ยเลย... หรือจะเป็นเพราะเขาไม่เคยอาบน้ำให้มันจริงๆ นะ?
......
ไม่นานนัก ทั้งสองคนและหนึ่งตัวก็มาถึงบนเขา
ฉินหยวนเฟิงไม่ชำนาญเส้นทางแถวนี้ จึงได้แต่เดินตามหลังทิงเสวี่ยต้อยๆ เธอรู้แหล่งที่ต้นเหลียนเฉียวขึ้นเยอะ จึงพาเขาเดินลึกเข้าไปในป่า
ฉินหยวนเฟิงที่ไม่ค่อยได้เดินป่าเริ่มมีอาการหอบแฮกๆ และในจังหวะที่เขาแทบจะก้าวขาไม่ออก ทิงเสวี่ยก็หยุดเดินพอดี
ตรงหน้าคือดงต้นเหลียนเฉียวขนาดใหญ่ ใบเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเหลือง และกิ่งก้านก็ห้อยระย้าไปด้วยผลเหลียนเฉียวเต็มต้น
เปลือกของผลเหลียนเฉียวปกติจะเป็นสีเขียว ต้องนำไปตากแห้งก่อนถึงจะขายได้ แต่ช่วงเวลานี้ผิวของมันเริ่มอมเหลืองแล้ว เก็บไปตากแดดแค่นิดหน่อยก็ขายได้เลย หากรออีกสักเดือนให้แห้งคาต้น ก็เก็บขายได้ทันทีโดยไม่ต้องตาก
ชาวบ้านแถวนี้รู้ดีว่าเหลียนเฉียวขายได้ราคา ดังนั้นช่วงนี้ใครที่พอมีเวลาว่างและอยากหารายได้เสริม ต่างก็พากันเข้าป่ามาเก็บกันทั้งนั้น
เมื่อลงมือเก็บ ทั้งคู่ก็ก้มหน้าก้มตาทำงานจนแทบไม่ได้คุยกัน ดงเหลียนเฉียวตรงหน้ากว้างใหญ่พอให้พวกเขาเก็บกันได้พักใหญ่เลยทีเดียว
เวลาล่วงเลยไปจนเที่ยง ท้องของทิงเสวี่ยเริ่มประท้วง “ฉินหยวนเฟิง พักกินอะไรกันก่อนเถอะ”
ฉินหยวนเฟิงรับคำ ทั้งคู่พากันไปนั่งบนก้อนหินใหญ่ก้อนหนึ่ง แล้วงัดเสบียงที่เตรียมมาออกมาวาง
ฉินหยวนเฟิงมีขนมปังแคลเซียมหนึ่งห่อ ขนมปังก้อนสองชิ้น และน้ำหนึ่งกระบอก
ส่วนทิงเสวี่ยจัดเต็มกว่า มีซาลาเปาหลายลูก ขนมปัง ลูกอม และน้ำดื่ม
“ฉันเอาซาลาเปามาเยอะเลย แบ่งให้นายสองลูก ส่วนขนมปังนายแบ่งให้ฉันครึ่งหนึ่งนะ” ทิงเสวี่ยยื่นซาลาเปาให้ “เอ้า... ส่วนขนมปังของฉัน นายเอาไปหมดเลยก็ได้”
ฉินหยวนเฟิงรับซาลาเปามา แล้วเลื่อนห่อขนมปังแคลเซียมทั้งห่อไปตรงหน้าทิงเสวี่ยเป็นการแลกเปลี่ยน
“ทำไมห้องพวกเธอต้องร้องเพลงทุกเช้าด้วยล่ะ?” ฉินหยวนเฟิงถามพลางกัดซาลาเปาคำโต กัดเข้าไปคำเดียว น้ำมันจากไส้หมูก็ไหลเยิ้มชุ่มฉ่ำ อร่อยจนต้องรีบกัดคำที่สองตาม
ทิงเสวี่ยเคี้ยวตุ้ยๆ จนหมดแล้วตอบว่า “การร้องเพลงตอนเช้าช่วยปลุกบรรยากาศไง พอร้องแล้วคาบต่อไปก็จะเรียนกันอย่างกระตือรือร้น ไม่เชื่อห้องนายก็ลองทำดูสิ”
เทอมนี้มีการเลือกตั้งหัวหน้าห้องใหม่ ฉินหยวนเฟิงได้เลื่อนขั้นจากกรรมการฝ่ายวินัยขึ้นมาเป็นรองหัวหน้าห้อง ส่วนตำแหน่งหัวหน้าห้องยังคงเป็น หวังกั ง คนเดิมที่เคยช่วยเขาจับขโมยจนเรื่องถึงผู้ปกครอง
แม้ฉินหยวนเฟิงจะเรียนเก่งกว่าหวังกัง แต่ครูประจำชั้นคงพิจารณาจากหลายๆ ปัจจัยจึงไม่ได้ให้เขาเป็นหัวหน้า
ฉินหยวนเฟิงทำหน้าไม่เชื่อถือทฤษฎีปลุกใจด้วยเสียงเพลงเท่าไหร่ “ฉันว่าไร้สาระ”
ทิงเสวี่ยกรอกตามองบนใส่เขา แล้วก้มหน้ากินต่อ
“ฉันว่าซาลาเปาบ้านเธอรสชาติดีขนาดนี้ น่าจะขยายกิจการนะ อย่างเช่น... ลองมาตีตลาดในโรงเรียนเราดูสิ” จู่ๆ ฉินหยวนเฟิงก็เสนอความคิดเห็นอย่างจริงจัง ดูท่าทางเขาจะคิดเรื่องนี้มาสักพักแล้ว
ทิงเสวี่ยเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะตอบ “ฉันก็คิดเรื่องนี้ไว้เหมือนกัน แต่ต้องรอให้ถนนที่ตัดจากหมู่บ้านต้าเหอไปอำเภอสร้างเสร็จสมบูรณ์ก่อน ถึงตอนนั้นบ้านเรากะว่าจะสร้างร้านซาลาเปาเป็นกิจจะลักษณะริมถนน ตอนนี้ทุนกับกำลังคนยังไม่พร้อมจะขยายร้านหรอก”
ฉินหยวนเฟิงแย้ง “ถนนใกล้เสร็จแล้วนี่ ถึงตอนนั้นเธอก็ติดป้ายโฆษณาหน้าโรงเรียนสิ ฉันเชื่อว่าต้องมีคนแห่ไปกินเยอะแน่”
ทิงเสวี่ยพยักหน้ายิ้มกริ่ม “ไม่นึกเลยว่าเราจะใจตรงกัน... ถึงตอนนั้นนอกจากติดป้ายหน้าโรงเรียน ฉันยังกะว่าจะจ้างหน้าม้าไปโฆษณาตามห้องเรียนด้วย ห้องนายฉันฝากด้วยแล้วกันนะ โรงเรียนเรามีเด็กสี่ร้อยกว่าคน พวกที่ไม่กลับไปกินข้าวเที่ยงที่บ้านมีเกือบสามร้อย ในจำนวนนี้มีเด็กที่ฐานะพอจะซื้อซาลาเปากินได้ประมาณครึ่งหนึ่ง”
ฉินหยวนเฟิงอึ้งไปเลย ไม่คิดว่าเด็กผู้หญิงตัวแค่นี้จะวางแผนธุรกิจไว้อย่างรอบคอบขนาดนี้
“หลินทิงเสวี่ย... เธออายุเก้าขวบจริงเหรอเนี่ย? ทำไมฉันรู้สึกว่าเธอเหมือนผู้ใหญ่กว่าฉันอีก”
ทิงเสวี่ยยิ้มทะเล้น “แน่นอน ฉันแก่กว่านายตั้งเยอะ นายต้องเรียกฉันว่า ‘คุณน้า’ รู้ไหม?”
“เชอะ... ยังไงขี้โม้ก็ไม่เสียตังค์นี่นา” ฉินหยวนเฟิงเบ้ปากใส่ แล้วก้มหน้าจัดการซาลาเปาต่อ
เขาอดรู้สึกไม่ได้ว่า ทุกครั้งที่อยู่ต่อหน้ายัยเปี๊ยกนี่ เขาต้องพ่ายแพ้ตลอด ทั้งที่เขามั่นใจว่าตัวเองฉลาดและเก่งพอตัว แต่พอมาเจอทิงเสวี่ย เขากลายเป็นเด็กน้อยไปเลย เธออายุน้อยกว่าเขาแท้ๆ แต่กลับมองโลกได้กว้างไกลและรอบคอบกว่ามาก
เขาไม่อยากจะยอมรับหรอกว่าเธอฉลาดกว่า แต่จากหลายๆ เหตุการณ์ที่ผ่านมา มันเถียงไม่ออกจริงๆ
อยู่กับยัยนี่ทีไร รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นน้องชาย แล้วเธอเป็นพี่สาวทุกที
เห็นฉินหยวนเฟิงนั่งเงียบทำหน้าครุ่นคิด ทิงเสวี่ยจึงถาม “เงียบทำไม คิดอะไรอยู่?”
ฉินหยวนเฟิงเงยหน้ามองดวงตากลมโตดำขลับคู่สวยนั้น แล้วถามเสียงอ่อย “ทำไมเธอถึงฉลาดจัง? ทำไมถึงรู้เรื่องเยอะแยะขนาดนี้?”
ทิงเสวี่ยตอบอย่างฉะฉาน “เพราะฉันเป็นอัจฉริยะแต่กำเนิดไงล่ะ! อีกอย่างย่าฉันเก่งมาก ถึงย่าจะไม่อยู่แล้ว แต่สิ่งที่ย่าสอนฉันจำได้หมด... จริงๆ นายก็ฉลาดนะฉินหยวนเฟิง ถ้านายยิ้มเก่งกว่านี้อีกนิด พูดเก่งกว่านี้อีกหน่อย นายจะสมบูรณ์แบบมากเลย”
ฉินหยวนเฟิง “...”
......
หลังจากอิ่มหนำสำราญ ทั้งคู่ยังไม่รีบลุกไปเก็บใบเหลียนเฉียวต่อ แต่เลือกที่จะเอนตัวลงนอนพักบนโขดหินใหญ่ เหนือศีรษะคือท้องฟ้าสีครามสดใส แสงแดดอุ่นๆ สาดส่อง นานๆ ทีจะมีนกบินผ่าน
บรรยากาศแสนสบายทำให้ทิงเสวี่ยเผลอหลับไปโดยไม่รู้ตัว
ปกติการนอนหลับกลางป่าเขาต้องใช้ความกล้าพอสมควร แต่ทิงเสวี่ยกลับหลับได้อย่างสนิทใจ อาจเป็นเพราะมีเจ้าเตี๋ยนเตี่ยนและฉินหยวนเฟิงอยู่ข้างๆ
ไม่รู้ว่าหลับไปนานแค่ไหน พอลืมตาตื่นขึ้นมา ก็พบกับดวงตาคู่คมกริบของฉินหยวนเฟิงที่กำลังนั่งยองๆ จ้องหน้าเธออยู่ระยะประชิด
ทิงเสวี่ยสะดุ้งโหยง ลุกพรวดขึ้นนั่ง “นายจ้องฉันทำไมเนี่ย! น่าขนลุกชะมัด”
ฉินหยวนเฟิงยิ้มมุมปาก “ไม่นึกว่าเวลานอนเธอจะนอนน้ำลายยืดด้วย ตลกดี”
ทิงเสวี่ย “...”
เธอรีบยกมือเช็ดปาก แล้วก็พบว่า... น้ำลายยืดจริงด้วย! แถมยืดเยอะเสียด้วย!
กรี๊ด!!! ถูกว่าที่เจ้าพ่อผู้ยิ่งใหญ่ในอนาคตเห็นตอนนอนน้ำลายยืด ขายหน้า... ขายหน้าที่สุด!
ทิงเสวี่ยรีบล้วงกระเป๋ากางเกงหาผ้าเช็ดหน้ามาเช็ดคราบหลักฐาน แต่... เวรละ ลืมเอาผ้าเช็ดหน้ามา!
ในขณะที่กำลังเลิ่กลั่กด้วยความอับอาย ฉินหยวนเฟิงก็ยื่นผ้าเช็ดหน้าของเขามาให้
“อะ เอาไป”
มันคือผ้าเช็ดหน้าสีน้ำเงินเข้ม ปักลายดอกไม้เล็กๆ สีแดง พับไว้อย่างเรียบร้อย ดูสะอาดสะอ้านน่าใช้
จะให้เอาของคนอื่นมาเช็ดน้ำลายตัวเองเนี่ยนะ... ทิงเสวี่ยลังเล แต่ยังไม่ทันจะปฏิเสธ ฉินหยวนเฟิงก็ยัดผ้าเช็ดหน้าใส่มือเธออย่างเผด็จการ
ทิงเสวี่ยอดคิดไม่ได้ว่า รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ของฉินหยวนเฟิงนี่ช่างเหมือนพระเอกนิยายหรือพวกท่านประธานจอมเผด็จการในละครไม่มีผิด
ฉายแววตั้งแต่เด็กขนาดนี้ มิน่าล่ะอนาคตถึงได้รุ่งโรจน์
ทิงเสวี่ยจำใจใช้ผ้าเช็ดหน้าของเขาเช็ดคราบน้ำลายจนแห้ง “เปื้อนหมดแล้ว เดี๋ยวฉันเอาไปซักให้แล้วค่อยคืนนะ หรือไม่ก็ซื้อผืนใหม่ใช้คืนให้เลย”