ซูเจินนั่งทับกล่องเงินอยู่ในรถม้าจนเหงื่อท่วมกาย ผู้ใดมาเชิญนางลงจากรถม้านางก็ไม่ยินยอมกลัวว่าเงินจะถูกขโมย
จ้าวลู่ชิงกับซูเซียงเปิดผ้าม่านเข้ามาเห็นปิดปากขำกันยกใหญ่ พัดในมือโบกช่วยคลายความร้อนเพิ่มอีกแรง
“เจ้ากลัวเกินเหตุ ผู้ใดจะกล้ามาขโมยมีคนของเราคอยเฝ้าอยู่ตลอดเวลา”
“เจ้าลุกไปได้แล้ว ข้าจะเอาเงินที่ขายยาได้ใส่ในกล่อง” ซูเซียงไล่ซูเจินที่นั่งบนกล่องเงินไม่ยอมขยับ
“ไปภัตตาคารหย่งเล่อ”
“ขอรับ”
รถม้ามุ่งตรงไปยังภัตตาคารหย่งเล่อ ครานี้รถม้าที่จ้าวลู่ชิงนั่งมาเลี้ยวเข้าไปด้านหลังร้าน ผู้ดูแลภัตตาคารสาขาอำเภอชิงเหอรีบเข้ามาต้อนรับอย่างรู้หน้าที่
“ฝูไฉ่คารวะคุณหนู”
“ทำตัวตามสบายเถิด ไม่ต้องเกรงใจ”
“เชิญคุณหนูด้านในขอรับ”
จ้าวลู่ชิงกับสาวรับใช้เดินตามผู้ดูแลร้านเข้าไปด้านในภัตตาคาร เงินภายในรถมีโม่เอินและพลเงาคนอื่น ๆ คอยดูแล
“เฮ้ย! ตื่น คุณหนูมา” เสี่ยวเอ้อที่กำลังนั่งแทะถั่วปากอ้าอยู่รีบปลุกเพื่อนร่วมงานที่นอนหลับน้ำลายยืดให้ตื่น
เสี่ยวเอ้อกำลังนอนหลับฝันหวานสะดุ้งตื่นขึ้นมา แลซ้ายแลขวาด้วยอาการตื่นตระหนก ภัตตาคารไม่มีลูกค้ามาใช้บริการพวกตนจึงทำได้เพียงนอนพักผ่อน
“ยังโล่งเหมือนเดิม” ภัตตาคารใหญ่โตแต่ไม่มีลูกค้า จ้าวลู่ชิงก้าวเท้าขึ้นไปยังห้องรับรองชั้นสามที่มีไว้สำหรับผู้เป็นเจ้าของ ม่านหน้าต่างถูกแหวกด้วยมือเรียวงามมองภัตตาคารที่อยู่ฝั่งตรงข้าม
“เฟิ่งไหลช่างครึกครื้นนัก พวกเขาไม่รู้หรืออย่างไรว่าหย่งเล่อก็ขายอาหาร”
“พวกข้าช่างไร้ความสามารถยิ่งนัก เฟิ่งไหลมีพ่อครัวชื่อดังมาจากฉางอันและลั่วหยาง ชาวเมืองต่างแห่แหนไปใช้บริการ หย่งเล่อของพวกเราไม่มีอาหารแปลกใหม่ดึงลูกค้ากลับมาเลยขอรับ”
ใบหน้าหดหู่ของผู้ดูแลร้านทำให้จ้าวลู่ชิงถอนหายใจ “ที่นี่มีพนักงาน ทั้งหมดกี่คน”
“หนึ่งร้อยคนขอรับ”
“นี่คือบัญชีของภัตตาคารขอรับ” ม้วนบัญชีถูกนำมาวางอยู่ต่อหน้า จ้าวลู่ชิงยกนิ้วขึ้นเกาจมูกเล็กน้อย เปิดม้วนกระดาษดูสิ่งที่เขียนอยู่ด้านใน
พ่อครัวจะได้ค่าแรงเดือนละหนึ่งก้วน ผู้ดูแลภัตตาคารเดือนละหนึ่งก้วนห้าร้อยเหวิน พนักงานทั่วไปเดือนละห้าร้อยเหวิน
รายรับติดลบเป็นปี เงินที่เอามาอุดช่องโหว่คือเงินจากด้านนอก จ้าวลู่ชิงไล่สายตาอ่านตัวอักษรจนปวดตา นางอยากให้เหล่าเหิงรีบทำสมุดขึ้นมาขายให้เร็วจะได้ง่ายต่อการทำบัญชี
“ฝูหลงจู๊ ท่านช่วยให้พ่อครัวทำอาหารให้ข้าทานหน่อยนะเจ้าคะ เปิดอีกห้องให้คนที่ตามข้ามาด้วย ถามพวกเขาว่าอยากทานอะไร”
“ขอรับ”
พ่อครัวกำลังง่วงนอนถูกเสียงผู้ดูแลภัตตาคารปลุกจึงตื่นตัว
“ลูกค้าสั่งอะไรบ้าง” ตบแขนเรียกความสดชื่น อาการดีใจแสดง ออกทางสีหน้าอย่างชัดเจน ในที่สุดวันนี้ก็มีลูกค้าสักที ตะหลิวจะขึ้นสนิมอยู่แล้ว
ฝูหรงจู๊บอกให้พ่อครัวงัดฝีมือออกมาให้เต็มที่เพราะวันนี้คนสำคัญของภัตตาคารมาเยือน พ่อครัวรับคำสั่ง ภายในห้องครัวต่างครึกครื้นมีชีวิตชีวา
อาหารถูกนำมาเสิร์ฟจนเต็มโต๊ะ จ้าวลู่ชิงกับสาวรับใช้ลงมือรับประทานอย่างไม่รีรอ
ไก่ผัดมะม่วงหิมพานต์อาหารจานเด็ดของภัตตาคารถูกจ้าวลู่ชิงใช้ตะเกียบคีบเป็นคำแรก จากนั้นนางก็หันตะเกียบไปยังผัดเนื้อกระต่าย นางละเมียดชิมอาหารแต่ละจานโดยไม่พูดไม่จา จานสุดท้ายนางตักชิมแค่น้ำคืออุ้งเท้าหมีตุ๋นยาจีน
“ฝีมือพ่อครัวธรรมดามาก” ซูเซียงหน้ามุ่ยทว่าปากเคี้ยวไม่หยุด นางหิวจนท้องแทบกิ่วจึงไม่เรื่องมาก “หากเปรียบฝีมือพ่อครัวเป็นอาหารของโลกมนุษย์ ฝีมือของคุณหนูก็เป็นอาหารของโลกสวรรค์”
“มิน่าล่ะ ลูกค้าหลั่งไหลไปเฟิ่งไหลหมด” ซูเจินคีบเนื้อไก่ใส่ปากเล็กน้อย
จ้าวลู่ชิงมิได้วิพากษ์วิจารณ์ ใบหน้าของนางสงบนิ่งคิดว่าคืนนี้คงต้องรีบวางแผนให้เสร็จจะได้ฟื้นฟูภัตตาคารให้กลับมารุ่งเรือง ฝีมือทำอาหารของพ่อครัวใช่ว่าจะไม่ดี ทว่ารสชาติธรรมดาเกินไปอย่างที่ซูเซียง กล่าวออกมา
สามคนนั่งทานอาหารเงียบ ๆ จนเสร็จ เสี่ยวเอ้อรีบเข้ามาเก็บจานที่มีอาหารพร่องไปไม่น้อย
“คุณหนูพึงพอใจกับอาหารของทางร้านหรือไม่ขอรับ”
“ฝูหลงจู๊ ข้ามีเรื่องอยากไหว้วานท่าน”
“คุณหนูกล่าวมาได้เลยขอรับ”
“คืนนี้ช่วยส่งจดหมายไปที่จวนของผู้ช่วยนายอำเภอให้ข้าที”
“รับคำสั่ง” ใบหน้าเป็นมิตรเคร่งขรึมทันใดเมื่อได้รับคำสั่ง
“ขอบคุณท่านมาก ระวังตัวด้วย” จ้าวลู่ชิงหาใช่คนโง่ นางสามารถคาดเดาถึงตัวตนของพนักงานได้ ขาดทุนเป็นปีเหตุใดท่านปู่นางถึงยังนำเงินมาอุดช่องโหว่ถ้ามิใช่เพราะต้องการเลี้ยงดูพวกเขา
ขืนยังนำเงินมาอุดช่องโหว่นานกว่านี้ผู้อื่นคงสามารถคาดเดาตัวตนของพวกเขาได้ เรื่องที่ท่านปู่รู้ว่าพวกนางเข้าบ่อนก็น่าจะมาจากคนพวกนี้
เสียงถอนหายใจของจ้าวลู่ชิงดังจนสาวรับใช้ต่างสงสัย ทะลุมิติมาทั้งทีให้นางอยู่ในตระกูลที่เรียบง่ายไม่ได้หรืออย่างไร เหตุใดต้องให้นางมาอยู่ในตระกูลซับซ้อนซ่อนเงื่อนจนดูยุ่งเหยิง นางจะรักษาศีรษะบนบ่าไปได้อีกนานเพียงใดกันนะ
“เฟิ่งไหล ผู้ใดอยู่เบื้องหลังพวกเจ้ากันแน่” มิใช่เหตุบังเอิญแต่เป็นความตั้งใจอย่างแน่ชัด ภัตตาคารเฟิ่งไหลมาเปิดตรงข้ามภัตตาคารหย่งเล่อเกือบทุกสาขา หากไม่มีอำนาจจะทำได้เยี่ยงไร
“คุณหนูจับคอทำไมเจ้าคะ” ซูเซียงเอ่ยถาม
“ไม่มีอันใด” นางยกมือขึ้นลูบคออย่างไม่รู้ตัว ท่านปู่ของนางกำลังทำอันใดกันแน่ เหตุใดถึงได้เลี้ยงคนมากเช่นนี้ หากราชสำนักรู้เข้าคนตระกูลจ้าวจะเหลือรอดได้อย่างไร
ก่อนกลับจ้าวลู่ชิงขนกระสอบข้าวสารและแป้งขาวจากภัตตาคารขึ้นรถม้าแล้วบรรทุกกลับไปยังหมู่บ้าน
เพียงก้าวลงจากรถม้าจ้าวลู่ชิงก็มองเห็นมารดานั่งรออยู่บนเก้าอี้ โดยมีบ่าวรับใช้คอยพัดระบายความร้อนให้
“เหตุใดท่านแม่ถึงมานั่งอยู่ลานด้านหน้า”
“แม่เป็นห่วงเจ้าน่ะสิ กลับถึงบ้านมืดค่ำเช่นนี้จะให้แม่กลุ้มใจตายหรืออย่างไร”
“ชิงเอ๋อร์ขอโทษที่ทำให้ท่านแม่เป็นห่วงเจ้าค่ะ” ยอบกายคารวะเพื่อบอกว่านางรู้สึกผิดอย่างแท้จริง วันนี้นางกลับถึงบ้านสุริยาก็เกือบลาลับขอบฟ้า
“บุตรสาวของข้า เจ้าไม่ต้องทำถึงขนาดนี้ก็ได้” รีบเข้ามาประคองบุตรสาวลุกขึ้น เจ้าคงจะหิวแล้วล่ะสิ แม่ครัวเตรียมอาหารรอเจ้าเรียบร้อยแล้ว
“ว่าแต่…….”
จ้าวลู่ชิงเห็นสายตามารดากวาดมองไปทางรถม้าก็เผยรอยยิ้มทันที
"พวกเจ้าขนกล่องเงินตามท่านแม่ไป”
ตาลุกวาวกับกล่องเงินที่ขนลงจากรถม้า “บุตรสาวสุดที่รักของแม่ เจ้าช่างรู้ใจแม่ยิ่งนัก”
แก้มเนียนขาวถูกหอมราวกับเด็กทำให้จ้าวลู่ชิงยืนนิ่งไม่ไหวติง รู้ตัวอีกทีมารดาของนางก็เดินหัวเราะตามกล่องเงินไปยังเรือนของท่าน
“พวกเจ้าเดินตามข้ามาเร็ว ๆ” จ้าวฮูหยินแย้มรอยยิ้มเต็มใบหน้า พัดในมือถูกคลี่ออกพัดระบายความร้อน สายตาคอยมองกล่องเงินขนาดใหญ่
“พวกเจ้าแข็งแรงยิ่งนัก” เมื่อมีความสุขก็กล่าวหยอกล้อชมเชยคนข้างกายบุตรสาว
“วางไว้ตรงนี้” มือลูบไล้กล่องเงิน ก่อนจะเปิดมันออก ก้อนเงินและพวกเงินเหรียญที่อยู่ในกล่องทำให้จ้าวฮูหยินหงายหลัง
“ฮูหยิน” ซูเซียงกับซูเจินรีบเข้าไปประคองฮูหยินที่พอเห็นเงินก็ล้มหงายหลังทันที
“งะ...เงินพวกนี้เอามาจากไหนกัน” บุตรสาวนางเพียงแค่นำเปลือกไม้กับยาสมุนไพรไปขายไยถึงได้เงินกลับมามากเพียงนี้
“ข้าขายเคล็ดลับบางอย่างให้กับสกุลเหิงเจ้าค่ะ” จ้าวลู่ชิงก้าวเท้าเข้ามาในเรือนของมารดาพร้อมบิดา
“เจ้านำเคล็ดลับไปบอกคนนอกอีกแล้วหรือ” จ้าวฮูหยินรีบลุกขึ้นเท้าสะเอวส่งสายตาตำหนิให้บุตรสาว
“หากไม่บอกแล้วจะได้เงินมาหรือเจ้าคะ ถึงอย่างไรเก็บไว้ก็ไม่ใช้ประโยชน์ มิสู้นำไปแลกเปลี่ยนเป็นเงิน ครั้งนี้เคล็ดลับของข้ามีมูลค่าถึงสองพันก้วนเลยนะเจ้าคะ”
“เจ้านี่นะ มีเคล็ดลับมากมาย แต่นำออกไปบอกผู้อื่นจนหมด คราวนี้เป็นเคล็ดลับอันใดอีกล่ะ” จำนวนเงินทำให้จ้าวฮูหยินไม่โมโหอีกต่อไป ยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นซับน้ำตาที่ซึมบริเวณหางตา บุตรสาวนางช่างเก่งกาจนักสามารถหาเงินมาใช้จ่ายในครอบครัวได้
จ้าวลู่ชิงเล่าให้บิดากับมารดาฟังถึงเคล็ดลับที่นางนำไปแลกเปลี่ยนเป็นเงิน ปากของมารดาบ่นเสียดายแต่นั่งนับเงินไม่หยุด
จ้าวหยางเห็นภรรยานับเงินทั้งน้ำตาก็ถอนหายใจเล็กน้อย เขาทำให้นางมาร่วมลำบากด้วยแท้ ๆ
“บุตรสาวสุดที่รักของข้า เงินในถุงนี้แม่ให้เจ้า” หยิบถุงเงินที่ได้จากการขายสมุนไพรยกให้บุตรสาว ส่วนในกล่องนางจะเก็บไว้เป็นของส่วนกลาง
“ขอบคุณท่านแม่ที่เมตตา”
“ข้าช่างให้กำเนิดบุตรสาวยอดกตัญญู ต่อไปหากพวกเราร่ำรวยขึ้นอีก บุตรสาวบุตรชายก็ไม่ต้องห่วงเรื่องแต่งงาน” นางกลุ้มใจจนผมบนศีรษะแทบขาวกับเรื่องการแต่งงานของบุตรทั้งสาม ดีที่บุตรสาวให้สมุนไพรมาต้มดื่มมิเช่นนั้นนางคงกลายเป็นยัยแก่ผมสีดอกเลาก่อนวัยอันควร
“ท่านแม่จะรีบไปไย ข้ากับท่านพี่ยังเยาว์วัยนัก”
“สตรีอายุเท่าเจ้าบางคนแต่งงานจนมีลูก ถ้าตระกูลพวกเราไม่ตกต่ำเจ้าคงมีชีวิตที่สุขสบาย แม่คงไม่ต้องปวดหัวเรื่องคู่ครองของเจ้ากับพี่ชายทั้งสอง”
“ฮูหยินจะเครียดไปเพื่ออันใด บุตรสาวเรายังมิถึงวัยที่ต้องออกเรือน”
“ข้าแต่งเข้าตระกูลจ้าวตอนนั้นอายุข้าก็เพียงสิบห้าปี บุตรสาวเราอายุสิบสี่แล้ว คู่หมายก็ยังไม่มี”
“เหตุใดบุตรสาวเราจะไม่มีคู่หมาย”
“ท่านกล่าวอันใดออกมา บุตรสาวเราไปมีคู่หมายตั้งแต่เมื่อไหร่”
“คู่หมายบุตรสาวเราคือฉีอ๋องอย่างไรล่ะ”
“ท่านพี่ สมองท่านเลอะเลือนไปแล้วหรืออย่างไร ตระกูลพวกเราตกอับถึงเพียงนี้ สัญญาหมั้นหมายของทั้งสองต้องเป็นโมฆะอยู่แล้ว” สามีนางยังปกติดีอยู่หรือไม่ มิใช่ว่าเลอะเลือนจนคิดว่าตนเองยังเป็นขุนนางอยู่อีกหรอกนะ
“ชิงเอ๋อร์ยังคงเป็นคู่หมายกับฉีอ๋องอยู่เช่นเดิม”
“ท่านพ่อ ท่านเลอะเลือนอย่างที่ท่านแม่กล่าวจริงหรือเจ้าคะ ตอนนี้ตระกูลพวกเราไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว พวกเราไม่มีประโยชน์ต่อเขาอีกต่อไป” จ้าวลู่ชิงหวาดกลัวความคิดของบิดา หากบิดาก้าวพลาดนั่นคือชีวิตของคนทั้งตระกูลเลยนะ
“ฉีอ๋องมิยินยอมถอนหมั้นกับเจ้า หนังสือหมั้นหมายถูกส่งกลับมาคืนตั้งแต่สองวันแรกที่เรามาถึงซานเป่ย”
“ฉีอ๋องต้องการอะไรกันแน่ ท่านพ่อเจ้าคะ พวกเรามิควรไปยุ่งเกี่ยวกับพวกราชวงศ์ ข้าไม่รู้หรอกว่าท่านพ่อกับท่านปู่กำลังทำอันใด
ในฐานะผู้น้อยข้าขอบังอาจเตือนท่านพ่อคิดทบทวนให้รอบคอบ ตระกูลจ้าวมิจำเป็นต้องกลับไปเดินเส้นทางขุนนางแบบเดิม พวกเราสามารถเลือกเดินทางเส้นอื่นได้ เป็นตระกูลคหบดีก็น่าสนใจนะเจ้าคะ”
พยายามโน้มน้าวบิดา นางไม่สามารถรู้ได้ว่าความซับซ้อนมันคืออะไร ในเมื่อมาอยู่ในร่างของคุณหนูตระกูลนี้แล้ว นางก็หวงแหนชีวิตเฉกเช่นคนทั่วไป
“เจ้ายังเยาว์นัก พ่อผิดเองที่ทำให้เจ้าต้องมาตกระกำลำบากอยู่ที่หมู่บ้านแห่งนี้” จ้าวหยางเคยตามบิดามาที่หมู่บ้านซานเป่ยเพียงสามครั้ง ไม่ได้คุ้นเคยหรือรู้สึกผูกพันธ์กับชาวบ้านมากนัก
“ท่านพ่อ ข้าเพียงอยากให้ตระกูลของพวกเราหยัดยืนเป็นร้อยปีพันปี ชีวิตพวกเราไม่จำเป็นต้องก้าวไปในเส้นทางคมหอกคมดาบเสมอไป” กอดแขนบิดาแน่น
“ทุกอย่างมันไม่ได้ง่ายอย่างที่เจ้าคิดเสมอไปเช่นกัน”
“ท่านพี่!” จ้าวฮูหยินร่างกายโอนเอน เมื่อรู้ว่าสามียังคงมีความลับซ่อนอยู่ “พวกเราเป็นคหบดีอย่างที่ชิงเอ๋อร์กล่าวมาก็ไม่เสียหลายนะเจ้าคะ”
“พวกเจ้าสองแม่ลูกพอได้แล้ว ทุกอย่างหาได้ย้อนกลับ มีผู้ใดบ้างสามารถย้อนอดีตได้” จ้าวหยางก้าวออกจากเรือนไปยังห้องหนังสือส่วนตัว
“ท่านพ่อของเจ้าคิดว่าตัวเองยังเป็นขุนนางอยู่หรือไร ตาแก่น่าตายผู้นี้” จ้าวฮูหยินกอดบุตรสาว โมโหให้สามีจนหน้ามืดทำให้จ้าวลู่ชิงกับสาวใช้ต้องช่วยกันประคองไปนั่งบนเตียง