บทที่ 33 ทางออก
อวิ๋นซิ่วชิงยังคงฟาดไม้ใส่นางจางอย่างไม่มีหยุดมือ
ตอนแรกชาวบ้านตั้งท่าจะเข้ามาห้ามปราม ทว่าเมื่อเห็นความโหดเหี้ยมของอวิ๋นซิ่วชิง ทำให้พวกเขาไม่กล้าเข้ามาช่วยนางจางเลย
นางจางถูกอวิ๋นซิ่วชิงฟาดไม้ใส่อย่างแรงต่อเนื่อง ทำให้ไม่มีกำลังจะสู้อีกฝ่ายกลับเลยแม้แต่น้อย
และเมื่อเห็นว่าไม่มีชาวบ้านคนไหนกล้ามาช่วยนาง จึงได้เรียกชื่ออีกฝ่ายและร้องขอความเมตตา “อวิ๋นซิ่วชิง!! ข้าไม่กล้า...ไม่กล้าอีกแล้ว อย่าตีข้าอีกเลย!!”
อวิ๋นซิ่วชิงเตะนางจางพร้อมสายตาที่แฝงความดูถูกเหยียดหยาม แต่ยังคงไม่หยุดมือจากการตี
จนเมื่ออวิ๋นซิ่วชิงเริ่มเหนื่อย นางจึงยอมหยุด
นางจางที่ถูกอวิ๋นซิ่วชิงทุบตี ตอนนี้มีสภาพผมเผ้ากระเซอะกระเซิง ใบหน้าก็บวมเป่ง และไม่มีแม้แต่แรงจะยันตัวเองลุกขึ้นยืน
อวิ๋นซิ่วชิงเขย่าแขนที่ชาของตัวเอง ก่อนจะยกมือขึ้นจิกผมของนางจางให้เงยหน้าขึ้น “นางจาง ถ้าข้าได้ยินข่าวลือที่ใส่ร้ายทั้งข้าและพ่อของข้าอีก ข้าจะเอาไม้นี้ไปที่บ้านของเจ้าแล้วทุบตีเจ้าไม่หยุด! ถ้าไม่เชื่อก็ลองดู!”
นางจางพยักหน้าด้วยสายตาหวาดผวา นางรีบรับคำด้วยปากบวมเจ่อจากการถูกตี “ข้า...เข้าใจแล้ว! ข้าเข้า...ใจแล้ว!”
อวิ๋นซิ่วชิงตวาดนางจางอย่างดุดัน “ไสหัวไปได้แล้ว!”
นางจางกลิ้งหลุน ๆ ออกไปทันที ก่อนจะออกวิ่งไปอย่างไม่คิดชีวิตราวกับมีผีตามล่านาง
หลังจากจัดการนางจางได้แล้ว อวิ๋นซิ่วชิงก็ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่และพึมพำด้วยเสียงเบาราวกระซิบ “มันเหนื่อยจริง ๆ ที่จะเอาชนะผู้คน”
ทว่าประโยคที่นางพูดกลับถูกได้ยินโดยปู้เว่ยชางซึ่งมาที่นี่พอดี “แล้วทำไมเจ้ายังตีคนอยู่ล่ะ?”
เขาเอ่ยถามกลั้วหัวเราะ
อวิ๋นซิ่วชิงมองไปตามเสียง นางก็เห็นปู้เว่ยชางกำลังยืนอยู่ใต้แสงอาทิตย์
นางมองไปที่ใบหน้าที่หล่อเหลาของปู้เว่ยชางแล้วเอ่ย “บางคนก็สามารถคุยด้วยเหตุผลได้ แต่ก็มีบางคนอีกเช่นกันที่ต้องคุยด้วยความรุนแรง”
ปู้เว่ยชางเดินเข้าไปหาอวิ๋นซิ่วชิงพลางมองใบหน้าอวบอ้วนของอีกฝ่ายชั่วขณะหนึ่ง เขาอดไม่ได้ที่จะหยิกแก้มนาง
เมื่ออยู่ ๆ เห็นอีกฝ่ายมาหยิกแก้มนาง หญิงสาวก็ขมวดคิ้วและหันหน้า “เจ้ากำลังทำอะไร?”
ปู้เว่ยชางตื่นจากภวังค์ก่อนจะถอนมือออก “ข้ากำลังคิดว่า หน้าเจ้าดูเล็กลง เจ้าทำได้อย่างไร?”
อวิ๋นซิ่วชิงรีบจับหน้าของนางเอง “มันชัดเจนขนาดนั้นเลยหรือ?”
ชายหนุ่มลูบนิ้วของตัวเองเบา ๆ มันรู้สึกดีมาก
"อย่างชัดเจน" ปู้เว่ยชางตอบอย่างจริงจัง
อวิ๋นซิ่วชิงขมวดคิ้ว ดูเหมือนว่านางจะต้องดื่มน้ำพุแห่งจิตวิญญาณให้น้อยลง ไม่อย่างนั้นหากผอมลงเร็วเกินไป คนอาจจะสงสัยเอาได้
หญิงสาวมองปู้เว่ยชางที่ยังคงยืนอยู่ที่ประตูคฤหาสน์แล้วถาม “เจ้ามาทำอะไรที่นี่?”
ปู้เว่ยชางกระแอมไอตอบ “เมื่อกี้ข้าออกไปข้างนอก ข้าได้ยินเพื่อนบ้านบอกข้าว่า เจ้ากำลังทุบตีใครบางคน เดิมทีข้าอยากจะมาช่วยเจ้า แต่ดูเหมือนเจ้าจะแก้ปัญหาได้แล้ว”
อวิ๋นซิ่วชิงที่กำลังอารมณ์ไม่ดี เมื่อได้ยินคำตอบของปู้เว่ยชาง นางก็รู้สึกดีขึ้น “ข้าเป็นผู้หญิง แถมยังทั้งอ้วนและอัปลักษณ์ เจ้าแน่ใจหรือว่าต้องการช่วยข้า?”
ชายหนุ่มไม่เคยได้สังเกตว่าอวิ๋นซิ่วชิงมีลักยิ้มที่แก้มทั้งสองข้าง และมันก็เห็นชัดขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อนางยิ้ม “ช่วยอย่างนั้นหรือ?”
หญิงสาวหัวเราะ “เจ้าจะช่วยอะไรข้าล่ะ? ช่วยข้าทุบตีนางจางคนนั้นหรือ?”
“เจ้าทุบตีผู้หญิงคนนั้นคนเดียวก็พอแล้ว ข้าจะช่วยยืนอยู่เคียงข้างไม่ให้ใครมาห้ามเจ้าอย่างไรล่ะ” ปู้เว่ยชางยิ้มและมองไปที่อวิ๋นซิ่วชิง
อวิ๋นซิ่วชิงหัวเราะจนน้ำตาไหลเมื่อได้ยินคำตอบของเขา
“ว่าแต่...ปู้เว่ยชาง เจ้าขายเหยื่อที่เจ้าดักได้เมื่อวานที่ใด?” เดิมทีนางตั้งใจจะไปถามเขาที่ภูเขา แต่เมื่อวันนี้เขามาที่นี่ นางจึงถือโอกาสถามเขาเสียเลย
“ข้าขายเนื้อสัตว์ให้กับร้านอาหาร และขายขนสัตว์ให้ร้านขายเสื้อผ้า มีอะไรหรือ?” ปู้เว่ยชางตอบพลางเลิกคิ้วด้วยความสงสัย
หญิงสาวขมวดคิ้วแล้วพูดว่า “ข้ากลัวว่างูที่ข้าจับเมื่อวานนี้จะขายไม่ได้ ข้าแค่อยากถามว่าเจ้ามีทางออกหรือไม่?”
ปู้เว่ยชางมองที่แววตาที่จริงจังของอวิ๋นซิ่วชิง เขาอยากจะหยิกแก้มนางอีกแล้ว แต่อย่างไรก็ตาม เขาก็กลัวอีกฝ่ายจะโกรธเอาอีก จึงรีบกะพริบตา
“เจ้าพูดกับข้าเมื่อวานว่างูมีสรรพคุณของยารักษาโรค ถ้าเป็นเช่นนั้นก็สามารถขายให้โรงหมอได้นะ”