บทที่ 45 พาเขาออกมาทันที
หัวใจของต่งเซียงเต้นรัว เธอรีบเอ่ยปากถาม “ต้องทำยังไง”
เล่อเวยเล่าเื่ที่เธอคิดเมื่อครู่ให้ฟัง ก่อนจะสรุปว่า “ดังนั้นหยางหยางน่าจะอยู่ในบ้านญาติคนไหนสักคน เราไปเคาะหาทีละหลังเลยก็แล้วกัน!”
ต่งเซียงประหลาดใจกับความกล้าหาญของเล่อเวย และยังสับสนว่าจะตามหาลูกชายได้ยังไง แต่สุดท้ายความเป็ห่วงลูกชายก็ชนะทุกสิ่ง “ตกลง ฉันเชื่อเธอ”
“พี่ไถเฉิง” ถ้าหลิ่วไถเฉิงไม่ปลอบเธอเมื่อครู่ เธอคงยังติดอยู่กับความเกลียดชังในอดีต พอคิดได้เช่นนั้น เล่อเวยก็หันมองหลิ่วไถเฉิงด้วยความรู้สึกขอบคุณมากกว่าเดิม แต่แน่นอนว่าความรู้สึกซาบซึ้งและการกระทำเล็กๆ ที่ไม่อาจบรรยายได้นั้น ไม่มีผลต่อการตัดสินใจของเธอในตอนนี้ “คุณกลับไปรอที่รถก่อน พอเราเจอตัวหยางหยางเมื่อไหร่ จะได้ออกจากที่นี่ทันที”
“ได้”
ต่งเซียงพาเธอไปยังบ้านญาติหลังที่ใกล้ที่สุด เล่อเวยบอกให้ต่งเซียงรออยู่หลังกำแพง จากนั้นเธอก็ะโเบาๆ ขึ้นไปบนหลังคา คืนนี้แทบจะไร้แสงจันทร์และไม่มีไฟถนนในหมู่บ้าน หากมีใครผ่านมา พวกเขาคงไม่ทันสังเกตเห็นร่างที่อยู่บนนั้น
เธอไถลตัวลงไปที่สวนหลังบ้าน ก่อนมองผ่านหน้าต่าง หลักๆ เพื่อดูว่ามีเด็กอายุประมาณสองขวบอยู่ในห้องนั้นหรือไม่
อย่างไรก็ตาม เป็ไปไม่ได้ที่ญาติพี่น้องจะมีเด็กอายุรุ่นราวคราวเดียวกับเติ้งหยางอยู่ด้วย
และโชคก็เข้าข้างเล่อเวย ถึงที่นี่จะเป็บ้านหลังแรก แต่เธอก็เห็นผ้าห่มผืนเล็กบนเตียงกับรูปร่างที่นูนขึ้นมาคล้ายตัวของเด็ก
เล่อเวยใส่ถุงมือที่เตรียมมา หยิบก้อนอิฐจากในสวนหลังบ้าน ก่อนจะเดินอ้อมไปยังห้องที่ไม่มีคนอยู่ และฟาดอิฐใส่กระจกหน้าต่างอย่างแรง
เสียงดังทำลายความเงียบยามราตรี
“ว้าย!”
“ใครน่ะ!”
“เกิดอะไรขึ้น”
ไฟทุกห้องสว่างไสว เล่อเวยเดินหลบกลับไปที่สวนหลังบ้านเรียบร้อยแล้ว เมื่ออาศัยแสงจากแสงไฟ เธอก็มั่นใจว่าเด็กน้อยที่ร้องไห้อยู่ในห้องนอนคือเติ้งหยางอย่างแน่นอน!
เธอหยิบสิ่งที่เธอขอมาจากเล่อตงก่อนออกเดินทางออกมาจากกระเป๋า คราวนี้เล่อเวยยืนยันวิธีการใช้งานและผลกระทบอย่างรอบคอบแล้ว เพื่อให้แน่ใจว่าสิ่งนี้จะไม่ทำให้โลกแตก
จะบอกว่าไม่ใช่นิ้วทองคำก็ไม่เชิง เพราะอานุภาพของมันไม่ได้อยู่ในระดับเดียวกับยาสมานแผลหรือยันต์เรียกฟ้าร้องฟ้าผ่า แต่ก็เพียงพอแล้วในโอกาสแบบนี้
เล่อเวยดึงสลักออก แล้วโยนอุปกรณ์ในมือไปที่สนามหน้าบ้าน สิ่งนั้นกลิ้งผ่านไปอย่างรวดเร็วโดยไร้สุ้มเสียง ขณะที่ทุกคนกำลังให้ความสนใจกับกระจกที่แตกอยู่นั้น จู่ๆ ก็มีเสียงดังปัง ลูกไฟถูกยิงสูงขึ้นฟ้ากลายเป็ดอกไม้ไฟขนาดใหญ่และงดงามบานสะพรั่งอยู่บนท้องฟ้ายามราตรี
เล่อเวยฉวยโอกาสในจังหวะที่ดอกไม้ไฟะเิและเกิดเสียงดัง แอบเข้าไปในห้องอย่างเงียบๆ การเคลื่อนไหวของเธอรวดเร็วมาก จนผู้คนรอบตัวเห็นเพียงอะไรบางอย่างแวบผ่านหางตา และหายไปก่อนที่พวกเขาจะทันได้สังเกตเห็น
เมื่อดอกไม้ไฟหมดลง ทุกคนก็มองรอบๆ ตัวอีกครั้ง ก่อนจะพบว่าเติ้งหยางหายตัวไปแล้ว
เล่อเวยกอดเติ้งหยางไว้อย่างทะนุถนอม แม้ว่าเด็กน้อยจะดูกลัวอยู่บ้าง แต่วินาทีต่อมา เมื่อเขาได้เห็นใบหน้าของต่งเซียง “แม่! แม่!”
“หยางหยาง!” ต่งเซียงกอดเด็กน้อยด้วยความรู้สึกโล่งใจที่ได้เขากลับคืนมา
เล่อเวยตบหลังเธอเบาๆ “รีบไปกันเถอะ!”
ด้วยกลัวว่าต่งเซียงจะตามไม่ทัน เธอจึงอุ้มทั้งแม่ทั้งลูกขึ้นหลัง และวิ่งจากไปราวกับสายลม ทิ้งเสียงโหวกเหวกโวยวายในลานบ้านไว้เื้ั
หลังจากขึ้นมาบนรถกระบะแล้ว ต่งเซียงก็รู้สึกโล่งใจขึ้นมาก เธอกอดเติ้งหยางไว้ในอ้อมแขน พลางมองดูลูกชายอย่างระมัดระวัง “หยางหยาง วันนี้เกิดอะไรขึ้น บอกแม่สิ”
เห็นได้ชัดว่าเติ้งหยางผูกผันกับต่งเซียงมาก แม้ว่าจะถูกพาขึ้นรถกระบะอย่างกะทันหัน แต่เมื่อมีต่งเซียงอยู่ด้วยเขาก็ไม่ร้องไห้เอะอะ และนั่งอยู่ในอ้อมแขนของแม่อย่างเงียบๆ เด็กน้อยอายุเพียงแค่สองขวบยังพูดจาตะกุกตะกักไม่ชัดนัก “คุณย่า ให้ผมไปบ้านป้า บอกว่าแม่ไม่อยากอยู่กับผมแล้ว ฮือ...ฮือ”
“ทำไมแม่จะไม่อยากอยู่กับลูก!” ต่งเซียงกอดเติ้งหยางอีกครั้ง
เล่อเวยมองภาพแม่ลูกทั้งสองด้วยความรู้สึกหลากหลายในใจ
หลังจากร้องไห้อยู่พักใหญ่ ต่งเซียงที่สงบลงแล้วก็ถามเล่อเวยออกมาว่า “เราพาเด็กมาแบบนี้ แล้วต้องทำยังไงต่อ”
บทที่ 46 อารมณ์ร้อน
“ไม่ต้องทำอะไรทั้งนั้น” เล่อเวยบอกอย่างใจเย็น “แค่พาหยางหยางไปกับพี่ เลี้ยงดูเขาให้ดีก็พอ การแต่งงานของพี่กับเติ้งซานเป่าถือเป็โมฆะ พี่ดีกว่าพี่สาวคนนั้นอีก เพราะพี่ไม่มีทะเบียนสมรส ว่าแต่พี่ต่งมีสมุดทะเบียนบ้านหรือเปล่า”
ต่งเซียงพยักหน้า “มี ฉันเอาติดตัวไว้ตลอด”
เพราะการแต่งงานของเธอไม่ได้ผ่านกระบวนการทางกฎหมาย ต่งเซียงจึงยังไม่ได้ย้ายสำมะโนครัวเข้าไปที่บ้านสกุลเติ้ง ชื่อจึงยังอยู่ที่บ้านเดิมของเธอ
“แล้วชื่อหยางหยางอยู่ในทะเบียนบ้านเล่มไหน”
“ยังไม่มี” ต่งเซียงบอกด้วยน้ำเสียงโกรธเคืองเล็กน้อย “ที่เติ้งซานเป่าเข้าเมืองรอบนี้ นอกจากเื่งาน ก็เพื่อจัดการปัญหาเื่ทะเบียนบ้านของหยางหยางนี่แหละ!”
ในยุคนี้ ตามหมู่บ้าน มีลูกไม่จำเป็จะต้องมีสูติบัตร เพราะพวกเขาไม่ได้ส่งลูกเข้าโรงเรียนอนุบาลตอนสามสี่ขวบเหมือนกับเด็กในเมืองใหญ่ หลายครอบครัวจึงไม่แจ้งชื่อเด็กเข้าทะเบียนบ้านจนกว่าจะอายุเจ็ดหรือแปดขวบ ซึ่งถือเป็เวลาที่เด็กต้องเข้าเรียนชั้นประถม และเื่นี้ไม่สามารถจัดการกันเองในหมู่บ้านได้ พ่อแม่จึงต้องเข้าเมืองเพื่อไปทำเื่เท่านั้น
“ยังมีเวลาอีกห้าปีก่อนหยางหยางจะเข้าโรงเรียนประถม ตราบใดที่เราสามารถตั้งถิ่นฐานในเมืองได้ พี่ก็จะสามารถแจ้งชื่อเขาเข้าในทะเบียนบ้านใหม่ ถึงตอนนั้น พี่สามารถเปลี่ยนแซ่ให้เขาได้ด้วย”
เล่อเวยไม่ได้กล่าวไร้สาระ ชาติก่อนต่งเซียงเป็คนบอกเล่อเวยเองว่า สิ่งที่เธอเสียใจมากที่สุดก็คือการที่หยางหยางใช้แซ่เติ้ง ตอนนั้นเธอยังไม่เข้าใจกระบวนการ พอถึงเวลาที่อยากจะเปลี่ยนแซ่ให้ลูก ก็ติดที่เธอแจ้งชื่อเติ้งหยางเข้าทะเบียนบ้าน พร้อมพาเข้าสถานรับเลี้ยงเด็กในเมืองไปแล้ว การเปลี่ยนแปลงจึงกลายเป็เื่ยุ่งยาก
ชาตินี้ เล่อเวยเพียงแค่เอ่ยปากเตือนต่งเซียง เพราะเกรงว่าเธอจะเสียใจไปตลอดชีวิตอีก!
“ได้!” ดวงตาของต่งเซียงเป็ประกาย “ดีเลย พอเปลี่ยนแซ่ พวกเขาก็จะหาเราไม่เจอ!”
“แต่พี่ต้องส่งจดหมายบอกบ้านสกุลเติ้งกับครอบครัวของพี่นะ ว่าพี่พาเด็กออกมา” เล่อเวยคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะแนะนำว่า “ในกรณีนี้ เราจะมีจดหมายเป็หลักฐาน และพี่จะไม่ถูกกล่าวหาว่าลักพาตัวเด็ก เวลาที่พ่อแม่หย่าร้าง เป็เื่ปกติที่พวกเขาจะแย่งสิทธิ์เลี้ยงดูกัน เพราะฉะนั้นใครที่ได้ตัวเด็กไปก่อนมักจะได้สิทธิ์นั้น”
ต่งเซียงมองเล่อเวยด้วยสายตาชื่นชม “เวยเวย บางครั้งฉันก็คิดนะ ว่าเธอดูไม่เหมือนเด็กอายุสิบหกเลย เธอคิดเื่ต่างๆ ได้อย่างครอบคลุมและรอบคอบมากจริงๆ!”
เล่อเวยยิ้ม แน่นอนว่าเธอไม่ได้เป็แค่เด็กสาวอายุสิบหก แต่เป็ผู้ใหญ่วัยสามสิบหก คนที่เข้ารับตำแหน่งประธานกลุ่มบริษัทซึ่งครอบคลุมสองภาคส่วนทั้งอุตสาหกรรมแฟชั่นและการเงินในฐานะประธานเล่อ
ยิ่งไปกว่านั้น ความจำของเธอยังดีขึ้นด้วยยาเพิ่มพลัง จึงเป็เื่ยากสำหรับเธอที่จะลืมรายละเอียดต่างๆ แถมเธอยังมีความรอบคอบและพิจารณาทุกด้านได้ครอบคลุมมากขึ้นอีกด้วย
ดึกมากแล้ว หลิ่วไถเฉิงไม่ได้ขับรถเร็วนัก พวกเขาจึงมาถึงเมืองฉางผิงหลังเที่ยงคืน
เขาส่งทั้งสามคนที่หน้าทางเข้าบ้านเช่าเล็กๆ หลังนั้น พร้อมเอ่ยคำลากับเล่อเวย พรุ่งนี้เช้า แม้ว่าเขาจะไม่เต็มใจแยกทางกับเล่อเวย แต่เขาก็จำเป็จะต้องกลับเมืองกวางโจว
เล่อเวยรู้สึกลังเลในใจเล็กน้อยเช่นกัน หลังจากคิดอยู่นาน เวลานี้ คนช่างเจรจาอย่างเธอ กลับมีเพียงประโยคเดียวหลุดออกมาว่า “ขับรถดีๆ นะคะ”
“ไว้ฉันจะติดต่อมาหลังจากถึงที่นั่นแล้ว” หลิ่วไถเฉิงครุ่นคิดถึงสิ่งที่จะพูด เขามีเื่ที่อยากพูดมากมาย แต่ไม่สามารถบอกออกมาได้ ในที่สุดเขาจึงพูดออกมาแค่ว่า “ไม่ต้องกังวลเื่แบบเรียนนะ ปล่อยให้เป็หน้าที่ของฉันเอง”
ความเงียบค่อยๆ แผ่กระจายพร้อมกับร่องรอยของความคลุมเครือที่ไม่สามารถอธิบายได้ เล่อเวยเม้มริมฝีปาก ราวกับมีคำพูดเป็ร้อยเป็พันที่อยากจะเอื้อนเอ่ย แต่กลับหาคำที่เหมาะสมไม่ได้ ดังนั้นเธอจึงทำเพียงแค่พยักหน้าด้วยความรู้สึกอึดอัดใจเล็กน้อย “ค่ะ”
หลังจากส่งหลิ่วไถเฉิงแล้ว เล่อเวยก็ยืนอยู่ตรงนั้นอีกสักพัก ก่อนจะเดินกลับเข้าไปในลานบ้านหลังจากที่ความร้อนบนใบหน้าบรรเทาลงเล็กน้อย
ตอนนั้นเอง ไฟในห้องข้างๆ ก็สว่างขึ้น อวี๋ซู่หลันสวมชุดก่อนจะเดินออกมา “อ้าว คนรักกลับไปแล้วเหรอ”
“เขาไม่ใช่คนรักของฉันจริงๆ ค่ะ” เล่อเวยยิ้ม “ขอโทษที่รบกวนพี่ดึกๆ นะคะ”
“ไม่เป็ไร ว่าแต่ใครเหรอที่อุ้มเด็กเข้ามา”
“คนบ้านเดียวกันกับฉันเองค่ะ” เล่อเวยบอกเธอเหมือนกับที่บอกคนอื่นๆ “พวกเราออกจากหมู่บ้านมาหางานทำ พรุ่งนี้เช้าเราอาจจะตื่นเร็วหน่อย มีขนย้ายข้าวของเข้ามาบ้าง พวกเราจะพยายามทำให้เงียบที่สุดเท่าที่จะทำได้ อาจจะรบกวนพี่บ้าง ต้องขอโทษเอาไว้ล่วงหน้าเลยนะคะ”
“พยายามให้เบาๆ หน่อยก็แล้วกัน ฉันน่ะไม่เป็ไร แต่สามีฉันเขาเป็คนอารมณ์ร้อน”