บทที่ 18 ยังรู้จักเธอไม่ดีพอ
จุดหมายแรกของจินซูคือโรงงานไอศกรีม เธอจะไปซื้อไอศกรีมแบบขายส่ง ในฐานะรางวัลสำหรับคนปั่นสามล้อ หลี่ตั๋วได้ไอศกรีมรสนมสีม่วงมาหนึ่งแท่ง เขาอมไอศกรีมไว้ในปากด้วยความสุข
น่าเสียดายที่น้องชายของเขาไม่ได้อยู่ด้วย ไม่เช่นนั้นเขาจะได้อวดน้องชายให้ตายไปข้าง หลี่ตั๋วตัดสินใจว่าหลังจากกินไอศกรีมเสร็จ เขาจะเก็บไม้ไอศกรีมกลับไปแกล้งน้องชาย
ในไม่ช้าความสุขเล็กๆ น้อยๆ ของหลี่ตั๋วก็หายไป เพราะเขาพบว่าบรรยากาศระหว่างคนทั้งสองบนรถนั้นค่อนข้างแปลก ทั้งจินซูและหลินอี้เสวียนต่างก็ไม่กินไอศกรีม
จินซูคิดว่ามันไม่ดีต่อสุขภาพ ส่วนหลินอี้เสวียนรู้สึกว่าในฐานะชายชาตรีการกินไอศกรีมต่อหน้าเธอจะทำให้ภาพลักษณ์ของเขาดูแย่ จินซูเห็นว่าหลินอี้เสวียนดูครุ่นคิด เธอจึงตั้งใจหาเื่ชวนเขาคุยใครจะไปคิดว่ายิ่งคุยกัน พวกเขากลับยิ่งถูกคอกัน ไม่ว่าจะเื่บทกวี ดนตรี และปรัชญา หลี่ตั๋วกินไอศกรีมแท่งเดียวหมดไป ทั้งสองคนก็คุยกันไปถึงเื่ The Republic ของเพลโต*[1]
หนังสือเล่มนี้ลึกซึ้งมาก ครอบคลุมเนื้อหาที่กว้างขวาง ทั้งเื่การเมือง จริยธรรม ปรัชญา คนทั่วไปฟังแค่พักเดียวก็มึนแล้ว เหมือนอย่างหลี่ตั๋วในตอนนี้
หลินอี้เสวียนไม่ใช่ทหารที่มีแต่กำลัง เขาสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้เมื่อปลายทศวรรษ 1980 เรียนอยู่หนึ่งปีก่อนเขาจะไปเป็ทหาร ระหว่างที่อยู่ในกองทัพ เขาก็ใช้เวลาว่างสอบจนได้ใบปริญญามา
เขามีความรู้กว้างขวางและมีความเข้าใจที่ไม่เหมือนใครเกี่ยวกับปรัชญาและการเมือง จินซูรู้สึกว่าการได้พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับคนที่มีความคิดแบบนี้เป็ความสุขอย่างยิ่งในชีวิต หลินอี้เสวียนก็คิดเหมือนกัน
ตอนที่นัดดูตัวกัน คนแนะนำบอกว่าเธอเรียนจบแค่ชั้นมัธยมปลาย แต่หลังจากได้พูดคุยกันแล้ว เขารู้สึกว่าเธอไม่ได้ด้อยไปกว่าศาสตราจารย์มหาวิทยาลัยเลย ลึกซึ้งจนคาดเดาไม่ได้ ทั้งสองคนมีเื่ให้คุยกันมากมาย คุยกันตลอดทางก็ยังไม่หมด
คนทั้งสองนี้เหมือนเจอเพื่อนแท้ ส่วนหลี่ตั๋วนั้นลำบากแท้แล้ว การปั่นสามล้อท่ามกลางแดดเปรี้ยง ๆ ไม่ได้ทำให้เขาเหนื่อย แต่ที่เหนื่อยก็คือเื้ัเขามีหนุ่มสาวที่กำลังพูดคุยกันอย่างสนิทสนม
แม้ว่าในสายตาของอวี้จินซูและหลินอี้เสวียนการสนทนาของพวกเขาจะเป็เื่ปกติธรรมดา แต่ในสายตาของหลี่ตั๋ว นี่มันคือการจีบกันชัด ๆ การเดินทางจากโรงงานไอศกรีมไปยังลานกว้างสำหรับหลี่ตั๋วผู้เป็โสดแล้ว มันช่างทรมานเหลือเกิน
รถสามล้อจอดสนิท หลี่ตั๋วตั้งใจหันกลับไปมองคนด้านหลังทั้งสองอย่างพิจารณา
“แปลกจัง… ฉันนึกว่าพวกพี่จะต้องกอดรัดฟัดเหวี่ยงกันเสียอีก ทำไมห่างไกลกันแบบนี้ล่ะ” หลี่ตั๋วพึมพำกับตัวเอง เขาคิดเอาเองว่าคุยกันถูกคอขนาดนั้น น่าจะมาพร้อมกับท่าทางกอดรัดฟัดเหวี่ยงถึงจะเหมาะสม แต่ทั้งสองคนนี้กลับนั่งห่างกันจัง
“ถึงร่างกายจะไม่ได้กอดรัดฟัดเหวี่ยง แต่ใจคงแนบชิดกันแล้วล่ะ อืม ใช่แบบนั้นแหละ” หลี่ตั๋วพยักหน้าเขาเข้าใจแล้ว จินซูที่กำลังกอดกล่องอยู่ไม่ได้สนใจฟัง ส่วนหลินอี้เสวียนได้ยินชัดเจน ยกมือขึ้นฟาดเด็กปากเสียไปทีหนึ่ง
“นายทำอะไรน่ะ” จินซูถาม
“ไหล่หลี่ตั๋วมียุง” หลินอี้เสวียนร้ายลึก พร้อมกับใช้สายตาปรามหลี่ตั๋ว ปากของหลี่ตั๋วแทบจะฉีกไปถึงหลังหู หลินเ้าเล่ห์ ทำไมไม่กล้าเอาความร้ายกาจที่ใช้แกล้งเขานี่ไปใช้กับพี่สะใภ้ดูบ้างนะ
แต่เขาคงไม่กล้าหรอก ท้ายที่สุดหลินอี้เสวียนก็ยังอยากจะกอดพี่สะใภ้ตัวหอมอยู่ ลี่ตั๋วนึกคิดอย่างลับ ๆ ในใจ เขาก็เข้าใจได้ จินซูให้ลี่ตัวปั่นรถสามล้อกลับไปก่อน รอเวลาค่อยให้เขามารับ ก่อนพาหลินอี้เสวียนเดินตรงไปที่ร้านถ่ายรูป
“ผู้ชายที่ยิ้มเห็นฟันหน้าครบทุกซี่อยู่ข้างหน้านั่นใครน่ะ”
“ไป๋หลางเขาเป็ช่างภาพ ฉันช่วยเขาจดรายละเอียดแล้วก็ขายไอศกรีม เดี๋ยวคุณนั่งดูอยู่แถวนี้ก็ได้จะชื่นชมทิวทัศน์ ทำอะไรก็ตามสบาย” ไป๋หลางเห็นจินซูก็ยิ้มจนแก้มแทบปริ
“น้องจินซูเธอมานี่ไม่เจอกันวันเดียว คิดถึงแทบแย่” ่ที่ไม่มีจินซู เขาแทบขาดใจ หลินอี้เสวียนหรี่ตามองไป๋หลาง รู้สึกว่าสายตาที่มันมองเธอช่างน่ารังเกียจ คำพูดจาก็แปลก ๆ
“จินซูคือใคร” หลินอี้เสวียนถาม
“เขาเป็ใคร” ไป๋หลางพูดขึ้นพร้อมกัน สายตาที่สบประสานกันทำให้ไป๋หลาง รู้สึกเย็นะเือย่างบอกไม่ถูกรีบหลบสายตา
หลินอี้เสวียนไม่ได้ใส่เครื่องแบบเขาใส่เสื้อยืดคอกลมสีดำกางเกงยีนส์ขายาวสีอ่อน บุคลิกของหลินอี้เสวียนไม่เหมือนคนทำงานหนัก ไป๋หลางที่ผ่านโลกมามากมองปราดเดียวก็รู้ว่าผู้ชายคนนี้เขาไม่ควรไปยุ่งด้วย
“นี่ไงคนที่ต่อยไปทั่วรัศมีห้าลี้ ไม่มีใครสู้ได้” จินซูแนะนำหลินอี้เสวียน ไป๋หลางก็นึกขึ้นได้นี่สามีทหารของจินซูนี่เอง หลินอี้เสวียนขมวดคิ้วไม่ค่อยพอใจกับการแนะนำแบบนี้เท่าไหร่ ใครปากเสียเล่าเื่ต่อยไปทั่วรัศมีห้าลี้ให้เธอฟังกัน
“จินซูคือชื่อของฉัน ฉันไม่ได้ใช้ชื่อเดิมแล้ว” จินซูพูดถึงเื่เปลี่ยนชื่อแบบผ่าน ๆ ชื่อเดิมอวี้จินซูมองว่าเป็การเล่นเสียงที่ไม่ประสงค์ดีต่อผู้หญิง ใคร ๆ ก็เรียก มีแต่เขาที่ไม่เคยเรียกบางทีเขาอาจจะรู้ว่าชื่อนั้นมีความหมายแฝงที่ไม่ดีอยู่
ลูกค้าเริ่มมาเยอะต้องทำงานแล้ว หลินอี้เสวียนมองเธอยุ่งวุ่นวายอย่างแต่ก็ยังทำงานเป็ระบบ ลายมือก็ไหลลื่นราวกับสายน้ำ คิ้วที่ขมวดอยู่ก็ยิ่งขมวดแน่นขึ้น
ตัวหนังสือของเธอ... เขาจำได้ว่ามันไม่ได้เป็แบบนี้ นี่มันดูดีและมีพลังกว่าที่เธอเคยเขียนไว้มาก ดูเหมือนเขาจะยังรู้จักเธอไม่ดีพอ แม้กระทั่งเื่ที่เธอเปลี่ยนชื่อเขาก็ยังไม่รู้เลย
ช่างภาพที่ชื่อไป๋หลางนั่น ยังรู้จักจินซูดีกว่าเขาเสียอีก ยิ่งคิดแบบนี้ ยิ่งทำให้ในใจของหลินอี้เสวียนรู้สึกขมขื่น เหมือนมีฟองอากาศเปรี้ยว ๆ ผุดขึ้นมา ไม่น่าพิสมัยเอาเสียเลย
ใกล้เที่ยงแล้วไอศกรีมยังเหลืออีกหน่อย จินซูจึงขออยู่ขายของต่อ ส่วนหลินอี้เสวียนกลับไปทำอาหาร ไป๋หลางก็กลับบ้านไปกินข้าวเที่ยงเช่นกัน จินซูจึงแบกกล่องเดินเล่นไปทั่ว วันนี้คนในจัตุรัสไม่มากนักเธอเดินไปสักพักก็เหลือไอศกรีมแค่ไม่กี่แท่ง
จินซูตั้งใจจะเดินไปที่ย่านที่อยู่อาศัยใกล้ ๆ เพื่อเสี่ยงโชคดู แต่พึ่งจะก้าวออกจากจัตุรัส ก็ถูกผู้หญิงวัยกลางคนขวางทางเอาไว้
“หยุดนะ!” ผู้หญิงคนนั้นชี้นิ้วมาที่จินซู
“ฉันเหรอคะ” จินซูมองไปรอบ ๆ เธอไม่รู้จักผู้หญิงคนนี้ ตอนที่เธอขายไอศกรีมอยู่ที่จัตุรัสเมื่อครู่นี้ ผู้หญิงคนนี้อยู่แถวนั้น มองไปมองมาท่าทางลับ ๆ ล่อ ๆ น่าสงสัย
“ทุกคนมาดูเร็ว! ผู้หญิงคนนี้ขายไอศกรีมหมดอายุ ลูกฉันกินเข้าไปต้องเข้าโรงพยาบาลเลย” ผู้หญิงคนนี้กล่าวหาขึ้น
“พี่คะ พี่เข้าใจผิดหรือเปล่าคะ ฉันจำไม่ได้ว่าพี่เคยซื้อไอศกรีมฉันเลย” ผู้หญิงคนนี้มีลักษณะโดดเด่น มีไฝเม็ดเท่าเล็บอยู่ข้างปาก ถ้าเธอเคยเห็นแล้วจำได้ไม่ลืมแน่นอน
“ลูกฉันยังอยู่โรงพยาบาลอยู่เลย ก็เพราะกินไอศกรีมของเธอนั่นแหละ!” ผู้หญิงคนนั้นยังคงยืนกรานดึงแขนเธอไว้แล้วะโเสียงดัง จินซูรู้ว่าผู้หญิงคนนี้จงใจเล่นงานเธอ
ผู้หญิงวัยกลางคนนี้เพิ่งเดินวนเวียนอยู่แถวนี้ ตอนที่เธออยู่ที่ลานกว้าง ไม่ลงมือพอเธอออกจากลานกว้างถึงตามมา ถ้าก่อเื่ในลานกว้าง คนพลุกพล่านแบบนั้น เป็จุดที่ตำรวจสังเกตเห็นได้ง่าย
เื่นี้เป็การใส่ร้ายที่วางแผนไว้แล้ว ไม่รู้ว่าได้รับคำสั่งจากใคร หรือแค่อยากจะมาหาเื่เรียกร้องเงินจากเธอ ผู้หญิงคนนี้ยังคงตวาดใส่เธอไม่หยุด หากเธอกลัว ผู้หญิงคนนี้ก็จะได้โอกาสเรียกร้องค่าเสียหาย
“ถ้าลูกของคุณเข้าโรงพยาบาลเพราะกินไอศกรีมของฉันจริง ฉันยินดีชดใช้ให้ แต่ถ้าคุณใส่ร้ายฉัน ฉันก็จะทำให้คุณชดใช้เช่นกัน”
“ค่าใช้จ่าย อะไรกัน” หญิงวัยกลางคนเลิ่กลัก สายตาส่อพิรุธชัดเจน
“การิ่ประมาทผู้อื่นมีโทษจำคุก คุณใส่ร้ายป้ายสีว่าร้านฉันมีปัญหาเื่สุขอนามัย งั้นไปคุยกันให้รู้เื่ที่สถานีตำรวจ ไปกับฉันเดี๋ยวนี้เลย” ว่าจบจินซูก็คว้าข้อมือหญิงวัยกลางคนเอาไว้แน่น หญิงวัยกลางคนถูกจินซูจับไว้แน่นจนดิ้นไม่หลุด ด้วยความร้อนรนเธอจึงะโเสียงดังว่า
“พี่ใหญ่ พี่รอง จับมัน!” ทันใดนั้นเองชายร่างั์สองคนก็พุ่งพรวดออกมาจากตรอกข้าง ๆ ศีรษะใหญ่ คอหนา บุกเข้าหาจินซูด้วยท่าทางน่ากลัวและโเี้ สัญชาตญาณร้องเตือนในใจของจินซู แย่แล้ว! เจอพวกเล่นเป็กันทีม