ในห้วงอากาศดำมืดยังมีเ้าก้อนสีขาว สีขาวแต้มส้ม และก้อนสีส้มตัวเล็กๆนอนก่ายกองดูดนมแม่แมวสีส้มอยู่ เ้าเหมียวสีส้มถูกคลอดออกมาเป็ตัวสุดท้ายมันตัวเล็กและดูอ่อนแอที่สุดแต่แม่ของมันก็เฝ้าเลียและดูทะนุถนอมมันมากที่สุดเช่นกัน วันคืนผันผ่านไปจากเดินเตาะแตะเป็เดินมั่นคง จากเดินมั่นคงเป็ะโโจนทะยานไปแล้วชีวิตก็ดำเนินไปพัดพาแม่และพี่ๆ ของมันไปคนละทางมันเคยได้รับความรักจากมนุษย์อยู่่หนึ่ง แต่เมื่อสัญชาตญาณของแมวหนุ่มทำงานมันออกเที่ยวหาประสบการณ์ในโลกกว้างใหญ่ มนุษย์ก็ไม่เหลียวแลมันอีกต่อไป มันระหกระเหินเร่ร่อนไม่มีที่กิน ไม่มีที่อยู่เป็หลักแหล่ง หน้าร้อนก็หาพื้นปูนเย็นๆ นอนยามหน้าหนาวก็ซุกไออุ่นจากกองขยะหรือตามซอกหลืบที่ไร้ซึ่งความสนใจจากมนุษย์
แม้“เขา” จะยังไม่รู้ว่าตนเองเป็ใครก็ตาม แต่เขาก็มองมันด้วยความเวทนาเ้าของร่างจริงที่เขาอาศัยอยู่เป็เพียงแมวจรที่ไร้โอกาส ไม่ได้รับความรักหากจะทำสิ่งใดเพื่อตอบแทนมันที่ให้โอกาสเขามีชีวิตที่สองได้ก็คงเป็การขอให้ใครสักคนมอบความรักให้มันเป็บ้านหลังสุดท้ายให้มันพักพิง
แล้วตัวเขาล่ะเขาเป็ใครกันแน่ เขาก้มลงมองตัวเองแต่ไม่เห็นสิ่งใดเลย นี่เขาตายไปแล้วหรือกลายเป็ิญญาหรือสัมภเวสีเร่ร่อนดุจแมวพเนจรหรือยังมีความรู้สึกค้างคาใจอีกมากมายระคนกับความเสียใจที่ไม่ได้ทำบางสิ่งใบหน้าของปกป้องวาบเข้ามาในห้วงอากาศนั้นแม้จะยังไม่กระจ่างแจ้งเต็มร้อยว่าตนเองคือชายชราเ้าของคฤหาสน์หรือไม่แต่สิ่งที่เขารู้แน่แก่ใจก็คือปกป้องคือผู้ที่เขารู้สึกผูกพันอยากใกล้ชิด แต่ยิ่งไปกว่านั้นคือรู้สึกติดค้างและรู้สึกผิดบางอย่างแต่เขากลับคิดไม่ออกว่าติดค้างเื่ใดยิ่งคิดก็ยิ่งเหนื่อยและรู้สึกไร้เรี่ยวแรงไปทุกทีๆ...
เ้าเหมียวผู้ตกอยู่ในห้วงนิทราไม่รู้เลยว่าชายหนุ่มผู้ที่เขารู้สึกติดค้างนั้นกำลังตามหาเขาแทบพลิกแผ่นดิน...
วันนี้ก็เหมือนวันก่อนๆปกป้องเตรียมเนื้อปลาต้มล้วนๆ อย่างดีที่แกะก้างออกแล้วมาให้เ้าเหมียวแต่เมื่อมาถึงที่บ้านมนตรากลับพบแต่ความว่างเปล่าบานหน้าต่างเปิดมุ้งลวดที่แง้มไว้คงเป็ช่องทางที่เ้าเหมียวออกไปเื่ที่เขากังวลเกิดขึ้นจริง แม้มนตราจะยืนยันอย่างหนักแน่นว่าเ้าเหมียวอาจไปเดินเล่นตรงสนามหญ้าบ้างแต่จะไม่มีทางหายไปแน่นอน
“โธ่เอ๊ยยายมนตรา!”ปกป้องกุมขมับ
เขาเดินตามหาพร้ะโกนเรียกเ้าเหมียวเมื่อพบคนเดินผ่านไปมาก็เอารูปถ่ายที่ตนถ่ายเ้าเหมียวไว้ให้พวกเขาดูแต่ทุกคนล้วนปฏิเสธว่าไม่เห็น เมื่อเดินวนรอบหมู่บ้านจนกลับมาที่บ้านมนตราปกป้องก็ยังไม่เห็นวี่แววของเ้าเหมียว เขาตัดสินใจขี่รถเวสป้าหานอกหมู่บ้านด้วยความร้อนใจ
บ่ายสองโมงแล้วมนตราหิวเร็วกว่าที่คิดเพราะใช้พลังงานไปกับการเขียนนวนิยายที่เื่ราวลื่นไหลไปอย่างไม่น่าเชื่อจนมีความคืบหน้ามากกว่าที่คิดมนตราบิดี้เีแล้วโทรสั่งรูมเซอร์วิส เธอไม่อยากเผชิญหน้ากับฟิล์มตอนนี้
“เอ๊ะ!ทำไมป้องยังไม่อ่านไลน์อีกนะ เกิดอะไรขึ้นหรือเปล่านะ” มนตราบ่นปกติปกป้องจะอ่านไลน์เธอค่อนข้างไว
เธอโทรหาเขาแต่เขาไม่รับสาย มนตราตัดสินใจโทรอีกครั้ง คราวนี้เขารับทันทีพร้อมกับสารภาพเื่เ้าเหมียวโดยที่เธอไม่ทันตั้งตัว
“ทำไมเธอไม่รีบโทรบอกฉันล่ะ”น้ำเสียงมนตราร้อนรน
“ก็ฉันเห็นเธอง่วนปั่นต้นฉบับอยู่นี่แล้วฉันก็ตามหาจับฉ่ายอยู่”
“ก็นั่นแหละ...เขาไม่ค่อยแข็งแรงอาจไปสลบอยู่ตรงไหนก็ได้” มนตราเริ่มเสียงสั่นอย่างใจเสีย
“เธอใจเย็นๆนะ ฉันตามหาอยู่ ไม่ทิ้งเขาแน่นอน”
“ฉันจะกลับไปวันนี้เลย”
“อ้าว!แล้วงานเธอล่ะมนตร์ ไหนจะขาเธอที่าเ็อีก” ปกป้องเป็ห่วง
“เื่งานไว้ทีหลังเถอะตอนนี้เื่เขาสำคัญกว่า แล้วขาฉันก็ไม่เจ็บแล้วด้วย แล้วเจอกันนะป้อง ฉันจะรีบไป!”
มนตรารีบโทรบอกคุณป้าว่าเธอจำเป็ต้องเช็กเอาต์ด่วนและรบกวนให้ไปส่งเธอด้วยส่วนอาหารที่เธอเพิ่งสั่งไปก็ขอให้ใส่กล่อง มนตรารีบเก็บข้าวของแล้วเช็กเอาต์ทันที
แม้ทุกอย่างจะราบรื่นไร้อุปสรรคมนตราได้ขึ้นรถตู้ทันทีเพราะคุณป้าโทรไปจองไว้ให้แต่ก็ยังไม่ทันกับความร้อนใจของเธอ ปกติเมื่อขึ้นรถ มนตราจะหลับไปอย่างง่ายดายแต่ครั้งนี้เธอกระสับกระส่ายตลอดเวลาจนกระทั่งถึงกรุงเทพฯ
มนตรามาถึงบ้านเกือบห้าโมงครึ่งกรุงเทพมหานครเมืองฟ้าอมรสอนเธอว่าร้อนใจไปก็เท่านั้นหากไม่สามารถเหาะได้อย่างไรก็ต้องเผชิญรถติดอยู่ดี (แม้มนตราจะใช้ทางลัดสุดๆอย่างการขึ้นรถไฟฟ้าและต่อจักรยานยนต์รับจ้างแล้วก็ตาม)
เมื่อมนตราเอาของไปไว้ในบ้านเรียบร้อยแล้วเธอก็ได้ยินเสียงรถเวสป้าของปกป้อง เธอรีบถลาไปเปิดประตูรั้วแต่เมื่อเห็นสีหน้าหงอยๆ ของเขาเธอก็รู้ทันที
“มนตร์...ฉันขอโทษนะ”
“ไม่เป็ไรเลยป้องฉันผิดเองที่บอกนายว่ายังไงเขาก็ไม่หนีไป นายไปพักก่อนนะ เดี๋ยวฉันไปหาเอง”มนตราว่า
“เฮ้ยไม่!ถ้าไปก็ไปด้วยกันนี่แหละ”
ทั้งสองเข้าไปนั่งพักในบ้านปกป้องเห็นกล่องข้าวของมนตราจึงคะยั้นคะยอให้เธอกินข้าวจากนั้นทั้งคู่ก็ตระเวนไปตามตรอกซอกซอยต่างๆ ทั้งที่ปกป้องไปมาแล้วและยังไม่ได้ไปจนเวลาล่วงเลยจากค่ำกลายเป็ดึกก็ยังไม่พบวี่แววปกป้องชวนมนตราให้กลับบ้านก่อนแล้วค่อยออกไปหาเ้าเหมียวอีกครั้งตอนเช้าเขาแวะซื้อเกาเหลาและผลไม้กลับมาด้วย
มนตรานั่งซึมอยู่หน้าโซฟาปกป้องเข้ามาโอบไหล่และชวนเธอกินเกาเหลาที่เขายกมา
“ยังไม่หิวเลยอะป้อง”
“ยังไงก็ควรกินเสียหน่อยนะเดี๋ยวเป็โรคกระเพาะ”
มนตราส่ายหน้าปกป้องลุกไปเปิดตู้เย็นแล้วง่วนทำอะไรบางอย่างอยู่ที่เคาน์เตอร์ก่อนนำมาเสิร์ฟที่โต๊ะกลางตรงหน้าเธอ
“กรีกโยเกิร์ตเบอร์รีราดน้ำผึ้งเมนูสำหรับบำรุงสายตานักเขียนเบสต์เซลเลอร์พร้อมเสิร์ฟแล้วครับ”
“ว้าว!น่ากินนะเนี่ย” มนตราน้ำเสียงตื่นเต้น
“ฉันหมักกรีกโยเกิร์ตเองด้วยนะลองชิมดูสิ”
มนตราถัดตัวลงจากโซฟามานั่งที่พื้นเธอตักชิมแล้วทำตาวาว
“อร่อยมาก!นายทำขายได้เลยนะเนี่ย”
“ไม่ขายหรอกทำไว้สำหรับคนพิเศษน่ะ”
มนตราชะงักไปนิดหนึ่งแล้วยิ้มออกมา
“อืม!แล้วขาเธอล่ะ หายเจ็บแล้วเหรอ”ปกป้องที่นั่งบนพื้นเช่นกันเอื้อมมือมาจับขาเธอ
“อื้อ!หายสนิท!”
ััอบอุ่นจากมือใหญ่และกร้านเล็กน้อยของเขาทำให้เธอย้อนคิดถึงตอนที่ฟิล์มดูแลเอาอกเอาใจเธอไม่ต่างจากที่ปกป้องทำแต่ทำไมกันนะ กับปกป้องเธอไม่มีความรู้สึกอึดอัดหรือกระอักกระอ่วนเจือปนสักนิดทั้งยังรู้สึกอบอุ่นใจอีกด้วย
ทั้งคู่ก้มหน้าก้มตากินต่อปกป้องถามถึงความคืบหน้าของงานของเธอ รวมถึงถามว่าเธอทำอะไรอีกบ้าง่ที่ไปพักบังกะโลริมทะเลมนตราตอบโดยเลี่ยงที่จะเล่าเื่ฟิล์มมากเกินไปเพราะคิดว่าหากปกป้องรู้คงจะโกรธมากเธอไม่อยากให้เื่บานปลายและไม่อยากข้องเกี่ยวกับฟิล์มอีก
ขณะที่ทั้งสองปรึกษากันเื่ตามหาเ้าเหมียวในวันถัดไปนั้นเองหางตาของมนตราก็เห็นก้อนบางอย่างสีส้มอยู่ตรงหน้าประตูกระจกที่ปิดไว้
“คุณเหมียว!” มนตราร้องลั่นด้วยความดีใจ
ปกป้องที่หันไปเห็นเช่นกันรีบพุ่งไปเปิดประตูเ้าเหมียวเดินกระย่องกระแย่งทีละก้าวพร้อมกับหายใจหอบๆ ดูเหมือนเหนื่อยล้า แล้วล้มลงในอ้อมแขนของปกป้องมนตราร้องเสียงดังด้วยความใแล้วรีบมาดูก็พบว่ามีรอยเขี้ยวบริเวณหัวไหล่และรอยเล็บลากยาวที่จมูกซึ่งมีรอยเืจางๆ
“โรงพยาบาลของพี่บาสเปิด24ชั่วโมงนี่ เรารีบไปกันเถอะ” ปกป้องลุกพรวดไปหยิบกระเป๋าแมว
ที่โรงพยาบาลสัตว์สัตวแพทย์หนุ่มเพิ่งเอนหลังที่พนักพิงหน้าห้องตรวจหลังจากผ่าตัดใหญ่มาพอดีแต่พอเห็นมนตราที่สะพายเป้แมวผลักประตูเข้ามาด้วยท่าทางร้อนรนบาสก็เด้งผึงขึ้นทันที
“มนตร์จับฉ่ายเป็อะไรครับ” บาสยื่นมือไปรับเป้แมว
“เขาน่าจะโดนแมวอื่นกัดมาค่ะ”มนตราหน้าเสีย
มนตรากับปกป้องนั่งรอหน้าห้องตรวจปกป้องพยายามชวนคุยและปล่อยมุกตลกฝืดๆ เพื่อปลอบใจเธอแต่มนตราไม่ขำด้วยเขาจึงเปลี่ยนไปโอบไหล่เธอหลวมๆ แทน
“เ้าของน้องจับฉ่ายเชิญครับ”สัตวแพทย์หนุ่มชะงักเล็กน้อยเมื่อเลื่อนประตูออกมาเห็นทั้งสอง
เ้าเหมียวนอนนิ่งอยู่บนโต๊ะจนมนตราใจหล่นวูบเจาะสายน้ำเกลือที่แขน ที่หัวไหล่และสะโพกหลังถูกโกนขนออกและปิดผ้าก็อซไว้
“พี่หมอคะจับฉ่ายเป็ยังไงบ้าง” มนตราเดินเข้ามาแตะตัวเ้าเหมียวเบาๆ
“ตอนนี้ภาพรวมไม่น่าเป็กังวลครับอัตราการเต้นของหัวใจปกติ ม่านตาก็ปกติ มีรอยแผลถูกกัดทั้งเล็บและเขี้ยว คิดว่าน่าจะอ่อนเพลียแล้วก็ขาดน้ำครับพี่เลยให้น้ำเกลือและคิดว่าควรจะแอดมิทดูอาการเขาสักหน่อยครับ”
“เอ๊ะ!เมื่อกี้พี่หมอบอกว่า ‘ตอนนี้’ ไม่น่าเป็กังวล หมายความว่ายังไงครับ” ปกป้องสงสัย
“คือเขาไปกัดกับแมวตัวอื่นมาแมวตัวนั้นอาจมีเชื้อไวรัสเอดส์แมวก็ได้ครับ ซึ่งหากอยากทราบผลที่แน่นอนก็จะต้องรอ60วันจึงค่อยพามายตรวจครับ”
“โธ่!จับฉ่าย” มนตราหน้าเศร้า
“พี่ขอโทษที่ต้องแนะนำว่ามนตร์ควรเลี้ยงเขาระบบปิดและทำหมันด้วยนะครับเพื่อลดโอกาสการหนีเที่ยวและเจ็บป่วยครับ”
“เข้าใจแล้วค่ะขอบคุณนะคะ”
มนตราหนักใจหากเธอเลี้ยงแมวปกติทั่วไปเธอย่อมทำหมันและเลี้ยงระบบปิดอยู่แล้ว เธอคิดว่านี่อาจเป็สัญชาตญาณของ“เ้าของร่าง” ที่แท้จริงกำลังปรากฏขึ้นมาดังที่เ้าเหมียวเคยบอก แล้วเธอจะกักขังเขาไว้ได้อย่างไรหรือจะทำหมัน “คุณเหมียว” ได้อย่างไร ตอนนี้ก็ยังคิดไม่ออกเลย
ปกป้องและมนตราพากันกลับบ้านโดยมีสายตาของสัตวแพทย์หนุ่มมองตามหลังไป
“วันนี้เธอเหนื่อยมามากแล้วเข้าบ้านพักผ่อนเถอะ” ปกป้องเปิดหมวกกันน็อกคุยกับมนตราที่หน้าประตูรั้วบ้าน
“นายก็เหมือนกันขอบคุณมากๆ เลยนะ เดี๋ยวฉันเลี้ยงข้าวตอบแทน กลับบ้านดีๆ ละ”
“อือ!พรุ่งนี้ร้านหยุด เดี๋ยวเจอกัน จะพาไปเยี่ยมจับฉ่าย”
“เฮ้ย!ไม่ต้องหรอก เกรงใจ ฉันไปเองได้ว่าแต่นายเลิกกลัวแมวั้แ่เมื่อไหร่” มนตราสงสัย
“ก็...ยังไม่เลิกกลัวหรอกแต่แค่ไม่ค่อยกลัวจับฉ่ายแล้วน่ะ คงเพราะได้เลี้ยงเขาละมั้ง”
มนตรายิ้มรู้สึกยินดีอย่างบอกไม่ถูก เธอโบกมือลาปกป้องแล้วเข้าบ้านเมื่อเก็บล้างจานชามที่กินทิ้งไว้จนเสร็จ เธอก็เจอกล่องใส่ปลาต้มที่ปกป้องบรรจงแกะเนื้ออย่างดีอยู่ในตู้เย็นมนตรายิ้มออกมาอีกครั้ง มันอาจเคยเป็ความลับที่ซ่อนอยู่ในใจ แต่วันนี้เธอเริ่มแน่ใจในความรู้สึกของตัวเองมากขึ้นแล้ว
“แล้วฉันจะทำยังไงกับใจตัวเองดีนะ”มนตราพึมพำ
จากผู้เขียน...
เอ๊ะ!ยัยมนตร์ของเรารู้ใจเื่อะไรน้า จะได้สารภาพ...มั้ยน้า