ยิ่งเวลาผ่านไปความรู้สึกหงุดหงิดโกรธตัวเองก็เริ่มเปลี่ยนเป็ความกลัว...ทั้งนี้เพราะไม่ว่าจะเดินต่อไปอีกไกลสักแค่ไหนก็ไม่สามารถมองเห็นสิ่งที่จะใช้เป็เครื่องสังเกตได้อีกต่อไปและในฤดูหนาวเช่นนี้ตะวันจะรอนแสงลงรวดเร็วมากซึ่งฉันรู้ว่าถึงแม้ฉันจะพอมองเห็นรอยทางเดินได้แต่ความมืดที่คลี่คลุมลง่ตะวันชิงพลบเช่นนี้ก็ทำให้มองไม่เห็นอยู่ดี
ฉันจึงเริ่มออกวิ่งปุยหิมะหยาบหยุ่นที่ทับถมกันขึ้นมาท่วมถึงครึ่งน่องก็คอยแต่จะฉุดรั้งไว้ราววังวนกลางทะเลที่คอยแต่จะดึงดูดร่างลงเื่ราวเกี่ยวกับนักปีนเขาที่หลงทางผุดขึ้นมาในสมอง พร้อมๆ กันมากมายเหมือนหมาป่าที่วิ่งไล่กวดไล่ขย้ำฉันต้องพยายามต่อสู้กับความรู้สึกตื่นกลัวอย่างสุดความสามารถ
แต่แล้วฉันก็สะดุดเข้ากับรากไม้ที่จมลึกอยู่ใต้หิมะซึ่งทำให้ถึงกับหน้าคะมำไม่อาจยั้งได้ทันร่างกลิ้งหลุนๆลงไปตามแนวเนินจนปะทะเข้ากับเฟอร์ใหญ่ต้นหนึ่งจึงได้หยุดลงได้ฉันทั้งงุนงงใและตื่นกลัวได้แต่นอนหอบหายใจอยู่ตรงนั้นหูอื้อจนไม่ได้ยินเสียงฝีเท้าที่เคลื่อนเข้ามาใกล้จนกระทั่งเหลือบไปเห็นมือที่สวมถุงหนาๆ ยื่นมาตรงหน้า
“คุณไม่เป็ไรมากใช่ไหม?”เสียงทุ้มลุ่มลึกเอ่ยถามขึ้น
“เจ็บตรงไหนหรอเปล่า...?” น้ำเสียงนั้นช่างห้าวลึกเสียเหลือเกินจนคล้ายกับฉันกำลังได้ยินเสียงที่สะท้อนก้องๆ อย่างไรบอกไม่ถูก
“ไม่...เอ้อ...ก็คงนิดหน่อย...คิดว่าไม่เป็อะไรมากหรอกค่ะ”ฉันรับมือที่ยื่นมาให้พร้อมกับดึงตัวขึ้นยืน
แล้วฉันก็ได้เห็นใบหน้าที่แปลกรูปแปลกร่างอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อนเลยในชีวิต...ต่อให้บุคคลประสบอุบัติเหตุอย่างน่าสยดสยองที่สุดก็ยังไม่อาจทำให้ใบหน้าเปลี่ยนแปลงไปได้ขนาดนี้ได้ความพิการทางร่างกายที่เป็มาแต่กำเนิดเท่านั้น จึงจะทำให้ใบหน้าผิดรูปมากมายได้คิ้วเข้มเป็กรอบอยู่เหนือดวงตาที่ลึกลงไปในเบ้า โหนกแก้มทั้งสองข้างไม่เท่ากันซึ่งทำให้ใบหน้าบิดเบี้ยว สันกรามไม่สมส่วนกับโครงหน้าศีรษะที่ไม่ได้สวมหมวกใหญ่โตกว่าคนทั่วไปมาก มองดูคล้ายถุงกระดาษใบใหญ่ๆที่พวกเด็กๆ ชอบเอาไปเขียนหน้าตาบิดๆ เบี้ยวๆ แล้วก็เอามาสวมหัวเล่นไม่มีผิดจมูกของเขาค่อนข้างใหญ่ส่วนใบหูที่อยู่ใต้เรือนผมหนาสีน้ำตาลแกมเทานั้นแทบไม่ต่างจากจานรองถ้วยมันคล้ายกับหุ่นไล่กาที่กลายร่างมาเป็คนเช่นนั้น ฉันคงแสดงความรู้สึกบางอย่างออกมาเขาจึงปล่อยมือลง...
“บ้านอยู่ตรงข้างหน้าเลยป่าสนไปหน่อย...ไม่เกินร้อยหลา”พูดจบเขาก็หันหลังเดินจากไปด้วยฝีเท้าที่ไม่มั่นคงเท่าไรนักขณะเดียวกันสุนัขตัวใหญ่ก็กระโจนออกมาจากราวป่า วิ่งตามเขาไปติดๆ ฉันรู้สึกอับอายกับความไร้มารยาทของตัวเองอย่างที่สุดจึงร้องตามหลังเขาไปว่า
“ขอบคุณมากนะคะ”
เขาเพียงแต่ยกมือขึ้นโบกรับโดยไม่ได้หันหน้ามามองราวกับเขาไม่หวังที่จะเห็นฉันแสดงความรู้สึกต่อเขาดีขึ้นกว่าในตอนแรก
เมื่อเดินเข้าไปในห้องครัวมิสซิสกรีฟก็โบกไม้โบกมือวุ่นวาย ตำหนิความเขลาของฉันที่ทำให้ตัวเองหลงทางได้ถึงขนาดนี้เห็นได้ชัดว่านางไม่มีวันเชื่อเด็ดขาดว่าฉันก็เป็นักผจญภัยคนหนึ่ง
“เพราะมัวแต่ไปหลงทางอยู่เลยทำให้เสียเวลาไปตั้งมาก...”ฉันตบกระเป๋าเสื้อและกางเกง
“ตายแล้ว...!”
“อะไรหรือคะ?”
“ฉันทำสมุดโน้ตหาย”
“ก็เลยไม่มีอะไรมาแสดงเหตุผลหรือคำอธิบายว่าเพราะอะไรถึงได้หลงทางสินะคะ”
“เห็นจะไม่มีแล้วละค่ะ”ฉันตอบเสียงอ่อย
“มิสเตอร์ลีบอกว่าค่ำวันนี้เขาจะลงมาร่วมทานอาหารด้วยนะคะฉันว่าคุณไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่ได้แล้วละค่ะเดี๋ยวฉันจะเอาน้ำชาตามขึ้นไปให้”
“มิสเตอร์ลี...ใครกันคะ?”ที่ถามเพราะฉันรู้จักแต่มิสเตอร์ครอมพ์ตัน
“อ๋อก็มิสเตอร์ครอมพ์ตันนั่นแหละค่ะฉันเรียกท่านว่ามิสเตอร์ลีมาั้แ่ตอนที่ท่านอายุสิบสี่แล้วละค่ะ”มิสซิสกรีฟวางถาดน้ำชาลงบนเคาน์เตอร์
“เขาเป็ยังไงบ้างคะ?”
มิสซิสกรีฟเดินไปหยุดอยู่ตรงอ่างเปิดก๊อกน้ำร้อนอยู่ ใบหน้าของนางสะท้อนอยูในกระจกหน้าต่างที่มืดดำทำให้ฉันเห็นคิ้วที่ขมวดมุ่น ขณะนางใช้ความคิดเลือกสรรคำตอบอยู่
“คุณอยากรู้ว่ารูปร่างหน้าตาท่านเป็ยังไงหรือเขาคล้ายใครยังงั้นใช่ไหมคะ?”
“ฉันอยากรู้จักนิสัยใจคอเขามากกว่าค่ะเพราะเื่รูปร่างหน้าตาอีกไม่กี่นาทีข้างหน้านี้ฉันก็คงจะได้เห็นแล้ว”
ฉันอดคิดไปถึงการเผชิญหน้ากับใครบางคนในป่าโปร่งที่เพิ่งผ่านมาเมื่อครู่ใหญ่ไม่ได้มันมีอะไรบางอย่างในความบังเอิญนั้น ที่คล้ายจะหลอกหลอนฉันอยู่
“มิสเตอร์ลีเป็คนดีเหลือเกินฉันคิดว่าการใช้คำนี้อธิบายถึงเขาคงไม่ผิดหรอกท่านไม่เคยแสดงอารมณ์หรือความรู้สึกออกมาให้ใครเห็นเลยเป็คนรักสงบไม่ช่างพูดหรอกค่ะ”
“แล้วเขาทำมาหากินอะไรล่ะคะที่ถามนี่ไม่ช่อะไรหรอกนะคะฉันอยากรู้จักคนที่จะเป็แบบก่อนที่จะเขียนรูปเขาเท่านั้นและฉันก็ไม่อยากรู้เื่ต่างๆ เหล่านี้จากปากของเขาเองด้วยผู้ที่แวดล้อมหรือคนใกล้ชิดมักให้รายละเอียดเกี่ยวกับเื่พวกนี้ได้ดีกว่าเสมอ”
“ท่านเขียนหนังสือนะคะ...ก็เขียนนิยาย...แต่งเื่ราวต่างๆอะไรทำนองนั้นละค่ะซึ่งท่านสามารถทำได้ดีทีเดียวฉันคิดว่าท่านเขียนหนังสือเพื่อความสนุกแล้วก็ขายได้เงินมาพร้อมๆ กันแต่บอกตามตรงว่าในชีวิตนี้ท่านไม่จำเป็ต้องหาเงินสักเพนนีก็สามารถอยู่ได้อย่างสบายแล้วละค่ะ” นางไหวไหล่เบาๆ ราวจะบอกว่าสิ่งที่นางพูดอยู่นั้นมันเป็เพียงเศษเสี้ยวแห่งความเป็จริงในชีวิตของเ้านาย
“ไปอาบน้ำเตรียมตัวได้แล้วค่ะ”
เมื่อขึ้นมาถึงชั้นบนฉันอดแวะเวียนชมภาพเหมือนของบุคคลในตระกูลครอมพ์ตันที่รายเรียงอยู่บนผนังไม่ได้มันเป็ความชื่นชมยินดีแบบเด็กๆ ที่ได้เห็นชื่อที่จารึกอยู่บนแผ่นทองเหลืองเล็กๆที่ล้วนแล้วแต่เป็ชื่อบรรพบุรุษในตระกูล อาทิ อัลเฟร็ด มิลเลอร์ 1723, อีซีเกียล ในปี 1752,อีซีเกียลคนที่ 2 ในปี 1767 เป็ต้น
บุคคลในตระกูลครอมพ์ตันซึ่งอยู่ในศตวรรษที่สิบแปดล้วนแล้วแต่นั่งในท่าเดียวกัน เสื้อผ้ามีสีสันออกทางเข้มอาทิ น้ำเงิน น้ำตาลและบางคนก็ใช้สีครีมฉันชอบงานของอีซีเกียล เพราะเขาจะให้สีที่มีความลึกมากกว่าคนอื่นๆจะเห็นได้ชัดว่าสไตล์การเขียนรูปของเขามีอิทธิพลของการวาดภาพแบบดัชท์อย่างสูง
ผลงานชิ้นแรกเป็ภาพรวมของครอบครัวครอมพ์ตัน ซึ่งประกอบด้วยพ่อ แม่และลูกชายสามคนที่อายุั้แ่สามขวบไปจนถึงเจ็ดขวบ ส่วนรูปที่สองยังเป็บุคคลในครอบครัวเดียวกันนั้นแต่เป็การเขียนในอีกสิบห้าปีต่อมาซึ่งจะประกอบด้วยลูกสะใภ้และพวกหลานๆที่นั่งรวมกันอยู่ตรงปลายเท้าของท่านประมุขฉันพยายามนับจำนวนลูกชายของตระกูลเทียบกับภาพแรกปรากฏว่ามีคนหนึ่งหายไป...
โต๊ะอาหารที่ยาวและค่อนข้างแคบถูกจัดไว้สองที่คือหัวกับปลายโต๊ะคั่นด้วยเชิงเทียนเปลวเทียนไหววูบเมื่อฉันเดินผ่านเ้าของบ้านยังไม่ปรากฏตัวซึ่งทำให้ฉันออกจะเกรงใจถ้าจะต้องนั่งลงเพียงลำพังแต่ก็ไม่รู้ว่าจะทำอะไรได้ดีกว่านั้นฉันจึงใช้วิธีเดินไปหยุดอยู่ตรงหน้าต่างทอดสายตาออกไปในท่ามกลางราตรีแสงไฟสาดสว่างอยู่ตรงลานเฉลียงที่กวาดปุยหิมะออกจนสะอาดมีม้ายาวเหล็กดัดที่ใช้นั่งเล่นตั้งอยู่สองข้างลานเฉลียงนั้นลวดลายของเหล็กดัดเป็ช่อกุหลาบฝีมือช่างละเอียดอ่อนสวยงามเหลือเกิน
ขณะเดียวกันนั้นฉันได้ยินเสียงนาฬิกาตีบอกเวลาสองทุ่มตรงฉันเดินไปรอบๆห้องรับประทานอาหารที่จัดขึ้นไว้อย่างเป็งานเป็การชื่นชมเครื่องถ้วยจานที่ทั้งแบบและลวดลายโบราณที่จัดเป็ชุดตั้งโชว์ไว้แล้วก็เลื่อนสายตามองไปยังภาพวาดที่ประดับอยู่บนผนังห้องและตอนที่มองเลยภาพไปนั้นฉันก็เหลือบไปเห็นสมุดโน้ตเล่มของฉันที่หายไปนั่นเองวางอยู่ตรงข้างจานอาหารตรงที่นั่งของฉันฉันลูบคลำหน้าปกแล้วก็เปิดออกแผ่นกระดาษที่คั่นไว้เปียกชื้นส่วนรูปหุบเขาที่สเก็ตช์ไว้ เป็รอยด่างด้วยเกล็ดหิมะ
“ผมคิดว่า...ถึงยังไงมันก็ยังเป็รูปที่สวยมากทีเดียว”ลีแลนด์ ครอมพ์ตันเอ่ยขึ้นเมื่อเดินเข้ามาในห้อง
“ขอบคุณมากค่ะแต่นี่มันเป็เพียงการร่างความคิดไว้หยาบๆ เท่านั้น”
ก่อนหน้านี้ฉันเดาอยู่แล้วในใจว่าเ้าของบ้านที่ฉันมาพักจะต้องเป็คนเดียวกับผู้ชายคนที่ฉันได้พบในป่าดังนั้นฉันจึงสามารถอำพรางความใไว้ได้แเีเมื่อต้องเผชิญหน้ากับเขาอีกครั้ง