ตอนที่ 1 สำนักเมฆาคีรี
หลี่เพ่ยเพ่ยวัย 16 ปี เป็คุณหนูตระกูลคหบดีจางที่ร่ำรวย บุตรสาวคนเดียวของจางไท่อิง ท่านพ่อของหลี่เพ่ยเพ่ย หลังจากแต่งงานจนจางไท่อิงตั้งครรภ์ได้สองเดือน บิดาของหลี่เพ่ยเพ่ยก็ตกหน้าผาตายไปอย่างไร้ร่องรอย ไร้ร่างศพ หลี่เพ่ยเพ่ยถูกเลี้ยงดูมาโดยท่านแม่เพียงลำพัง แต่ด้วยเป็ตระกูลที่ร่ำรวย จึงมักถูกคนนินทาลับหลังว่าเป็ลูกไม่มีพ่อ
หลี่เพ่ยเพ่ยชอบเดินเล่นที่ยอดเขาหลังคฤหาสน์ตระกูลจาง ไม่ชอบอยู่ในคฤหาสน์ เพราะบรรดาลูกพี่ลูกน้องต่างก็อิจฉานาง นางเป็ที่หมายปองของบุรุษมากมาย เพราะหลี่เพ่ยเพ่ยมีใบหน้าดุจดั่งไข่หงส์ ปากเป็กระจับสีชาดสด จมูกโด่งปลายรั้นเล็กน้อย ใบหน้าขาวใสอมชมพู คิ้วดกดำก้งโค้ง,โก้งโค้งเรียวงาม ลำคอขาวนวลปานหิมะ รูปร่างเพรียวเล็ก ทรวงอกกระชับอวบอิ่ม นางงดงามมากจนยากที่จะมีผู้เทียบเคียงได้
นางไม่ได้มีความสุขเวลาอยู่ภายในคฤหาสน์ กฎเกณฑ์มากมาย แถมลูกพี่ลูกน้องคนอื่นต่างดูถูกนาง นางจึงออกจากคฤหาสน์มานั่งเล่นมองท้องฟ้าที่ยอดเขาเกือบทุกวัน และจะกลับก็ต่อเมื่ออากาศเริ่มหนาวเย็น
“คุณหนูเ้าคะ ข้าน้อยว่าเรารีบกลับกันเถอะเ้าค่ะ อากาศเริ่มเย็นแล้วเ้านะเ้าคะ” เสี่ยวเอี้ยนสาวใช้เอ่ยขึ้นเมื่อเห็นคุณหนูของตนยืนเหม่ออยู่นานแล้ว หลี่เพ่ยเพ่ยค่อย ๆ หันหลังเพื่อที่จะกลับเข้าคฤหาสน์ เพราะอากาศเริ่มเย็นอย่างที่สาวใช้บอก
“ช่วยด้วย ช่วยข้าด้วย” หลี่เพ่ยเพ่ยสะดุดนิ่งชั่วขณะด้วยความใ ก็พยายามตั้งใจฟังอีกที เพื่อให้แน่ใจว่าตนฟังไม่ผิด แล้วหลี่เพ่ยเพ่ยก็ได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือชัดเจนขึ้น เป็เสียงของสตรีนางหนึ่ง
“คุณหนูเ้าคะ ข้าน้อยว่าเรารีบไปกันเถอะเ้าค่ะ เสียงผู้ใดก็ไม่รู้ ข้าน้อยเกรงว่าคุณหนูจะเป็อันตราย”
“ไม่ได้เสี่ยวเอี้ยน มีคนขอความช่วยเหลือ เราไม่อาจทิ้งผู้นั้นไว้แบบนี้ได้” หลี่เพ่ยเพ่ยเอ่ยออกมาอย่างเห็นใจ
“ช่วย... ด้วย” หลี่เพ่ยเพ่ยก้าวเท้าไปจนถึงขอบหน้าผา เมื่อก้มมองลงไป ก็เห็นสตรีนางหนึ่ง กำลังเกาะอยู่กิ่งไม้ที่ยื่นออกมาจากกลางหน้าผา ใบหน้าแม่นางผู้นั้นซีดเซียวเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและสิ้นหวัง กําลังร้องขอความช่วยเหลือ สตรีนางนั้นก็มองขึ้นมา้าริมหน้าผา และได้มองเห็นหลี่เพ่ยเพ่ย ทั้งรู้สึกประหลาดใจและดีใจเป็อย่างยิ่ง เสมือนมองเห็นทางรอดในความสิ้นหวัง
"ได้โปรดแม่นาง โปรดช่วยข้าด้วยเถิด" แม่นางที่เกาะอยู่บนกิ่งไม้เอ่ยด้วยน้ำเสียงอิดโรย
"เ้ารอข้าประเดี๋ยว ข้าจะช่วยเ้าขึ้นมา…. เสี่ยวเอี้ยนเ้ารีบไปหาเชือกมาเถิด" หลี่เพ่ยเพ่ยเอ่ยกับแม่นางที่อยู่บนกิ่งไม้กลางหน้าผา และหันไปเอ่ยกับบ่าวรับใช้ของนางที่ข้างกาย
"เ้าค่ะคุณหนู ข้าน้อยจะรีบกลับมานะเ้าคะ" เสี่ยวเอี้ยนรีบวิ่งไปทางคฤหาสน์ตระกูลจางทันที
“เ้าตกไปอยู่ตรงนั้นได้อย่างไร” คุณหนูหลี่เพ่ยเพ่ยเอ่ยถามอย่างสงสัย
“ข้าถูกนำตัวมาขายที่หอนางโลม แต่ข้าไม่ยินดี ข้าจึงวิ่งหนีจนตกมาอยู่ตรงนี้ พวกคนงานในหอนางโลมต่างคิดว่าข้าตกหน้าผาตายไปแล้ว” แม่นางที่เกาะอยู่ที่กิ่งไม้กลางหน้าผาเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงอิดโรย
ในขณะที่รอบ่าวรับใช้ของตน หลี่เพ่ยเพ่ยก็ถูกจ้าวลู่ซือจับจ้องโดยที่นางไม่รู้ตัว จ้าวลู่ซือคือหญิงสาวชุดสีน้ำเงิน เท้าแตะเหยียบอยู่บนสายรุ้งกลางอากาศ มองมาที่หลี่เพ่ยเพ่ยพร้อมชื่นชมนางอยู่ภายในใจที่นางมีเมตตากับหญิงที่ติดอยู่กลางหน้าผา และเห็นว่านางดูมีพร์ไม่เลว แต่ถ้าจะพานางกลับสำนัก ก็ต้องพาหญิงสาวที่ติดอยู่กลางหน้าผาไปด้วย มิเช่นนั้นนางจะป่าวประกาศว่าข้าเป็คนจับแม่นางน้อยนี้ไป
ไม่นานนักหลี่เพ่ยเพ่ยก็ััถึงความเย็นะเืมาจากด้านหลัง รับรู้ถึงไอเย็นรอบตัวหนาวขึ้นกว่าเดิมเป็อย่างมาก หลี่เพ่ยเพ่ยเย็นจนตัวสั่นสะท้าน จึงค่อย ๆ เหลียวหลังกลับไปอย่างช้า ๆ จากนั้นก็ต้องตระหนกใ
หลี่เพ่ยเพ่ยเห็นหญิงสาวหน้าตางดงามดั่งเทพเซียน รูปร่างสูงสะโอดสะอง ปลายจมูกโด่ง ผิวละเอียดเนียน ั์ตาพาดเฉียงคล้ายหงส์ สุดสว่างเป็ประกาย เป็สาวสะคราญที่หาได้ยาก ราวกับนางเซียนมาจุติ แต่กลับมีใบหน้าซีดขาวเ็า อยู่ในชุดยาวสีน้ำเงิน ยืนอยู่ที่หน้าหลี่เพ่ยเพ่ยและจ้องมองมา แต่ไอเย็นะเืที่แผ่ออกมา จากร่างกายนางดูเหมือนราวกับว่านางเพิ่งตายแล้วฟื้นตื่นขึ้นมา นางมาั้แ่เมื่อใดหลี่เพ่ยเพ่ยไม่สามารถรับรู้ได้ รู้ตัวอีกทีร่างกายของหลี่เพ่ยเพ่ยก็รู้สึกหนาวเหน็บ จึงหันมามองอีกที นางก็มาปรากฏอยู่ข้างกาย
นางผู้เย็นะเืเพียงวาดแขนขึ้นเล็กน้อย แม่นางที่เกาะอยู่บนกิ่งไม้กลางหน้าผานั้นก็ลอยขึ้นมายืนอยู่ข้าง ๆ หลี่เพ่ยเพ่ยอย่างสภาพอิดโรย ปากแห้ง ผมเผ้ารุงรัง หลี่เพ่ยเพ่ยจึงรีบส่งกระบอกน้ำให้นางดื่ม
"เ้าทั้งสองมีนามว่าอะไร" เสียงพูดของแม่นางชุดสีน้ำเงินเรียบเฉยและเ็า ไม่ต่างจากสีหน้าของนางแม้แต่น้อย
"ข้านามว่าหลี่เพ่ยเพ่ย" หลี่เพ่ยเพ่ยเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงหวาดกลัวและสั่นเครือ
"ข้านามว่าหลินหยวน…. ขอบคุณแม่นางที่ช่วยข้าไว้" หลินหยวนเอ่ยขอบคุณด้วยน้ำเสียงเคารพนับถือ พร้อมผสานมือคารวะไปยังแม่นางผู้มาใหม่ซึ่งมีลักษณะคล้ายนางเซียน
นางไม่พูดไม่จา ก็ยกมือวาดแขนขึ้นเล็กน้อย ปรากฏเป็ลมสายสีรุ้งขึ้นมา ทำให้ร่างกายของหลี่เพ่ยเพ่ยกับหลินหยวน ลอยขึ้นราวกับยืนบนสายรุ้งเคลื่อนที่ไปในท้องฟ้า จากนั้นก็หายลับตาไป เหลือไว้แต่หน้าผาที่อยู่เบื้องล่าง
ไม่นานนัก แม่นางผู้เ็าก็ได้หยุดเคลื่อนไหว แล้วสายสีรุ้งก็หายไป และปล่อยร่างหลี่เพ่ยเพ่ยกับหลินหยวนลงบนธรณีเวิ้งว้างกว้างใหญ่ที่ยอดเขาสูง หลี่เพ่ยเพ่ยมองไปรอบ ๆ ก็เห็นเพียงูเาคีรีบรรพตซ้อนกันเป็ชั้น ๆ อยู่รอบ ๆ เมฆหมอกลอยคลออยู่กลางนภากาศ มีลำน้ำสายเล็กที่ไหลจากูเา มองลงไปด้านล่างก็เห็นเพียงป่าไม้ไพรวัน สถานที่แห่งนี้ต้องมิใช่ที่ที่มนุษย์จะปีนป่ายขึ้นมาถึงบนยอดนี้ได้อย่างเป็แน่ มองเห็นอาศรมสวยงาม ล้อมรอบทิวเขา ดูงดงามน่าตื่นตาตื่นใจเป็อย่างยิ่ง
ถ้าข้าคิดจะหนีหน้าจะมีหนทางเดียวคือ โดดยอดเขานี้ลงไป ดูแล้วข้าน่าจะหมดหนทางหนี คงต้องอยู่ที่นี่ไปชั่วชีวิต อีกอย่างบรรยากาศที่นี่ไม่เลวเลย ทั้งงดงามเหมือนอยู่บนแดน์ กลับไปที่คฤหาสน์ตระกูลจางก็ไร้ความสุข สู้อยู่ที่นี่ตายเอาดาบหน้าเสียดีกว่า หลี่เพ่ยเพ่ยเพียงคิดภายในใจ
“ศิษย์พี่จ้าว ท่านกลับมาแล้ว... แล้วนางสองคนคือผู้ใดกัน” บุรุษหนุ่มชุดเหลืองผสานมือคารวะแม่นางผู้เ็าท่านนั้น
"จางเจิ้น เ้าพานางสองคนนี้ไปที่ห้องพักด้วย พวกนางคือศิษย์ใหม่ที่ข้าพามา" ศิษย์พี่จ้าวเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย พลางเหาะเหินจากไป การที่เห็นแม่นางผู้นั้นเหาะเหินเดินอากาศ ทั้งหลี่เพ่ยเพ่ยและหลินหยวนต่างมองนางอย่างตื่นตาตื่นใจทั้งเลื่อมใสศรัทธา
"พวกเ้าช่างโชคดีนัก สำนักเมฆาคีรี 50 ปีจะรับศิษย์ครั้งหนึ่ง ครั้งนี้ศิษย์พี่จ้าวลู่ซื่อได้เ้ามาสองคน เ้าหมั่นฝึกวิชาไว้" จางเจิ้นชายหนุ่มชุดเหลืองเอ่ยขึ้น พร้อมหยิบยื่นถุงห่อผ้าให้ หลี่เพ่ยเพ่ยกับหลินหยวนคนละถุง
"ท่านคือ…" หลี่เพ่ยเพ่ยเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเกรงใจ
"พวกเ้าเรียกข้าศิษย์พี่จาง ข้ามีนามว่าจางเจิ้น... ส่วนผู้ที่พาพวกเ้ามานั้น นางคือศิษย์พี่หญิงจ้าวลู่ซือ...เอาล่ะพวกเ้าตามข้ามา" ชายหนุ่มชุดเหลืองเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ทำให้แม่นางทั้งสองรีบคารวะศิษย์พี่จางเจิ้น
หลี่เพ่ยเพ่ยกับหลินหยวนเดินตามบุรุษชุดยาวสีเหลือง ไปตามทางที่ทอดไปสู่ยอดเขา อันล้อมรอบไปด้วยทิวทัศน์ดุจดั่งแดน์ ต้นไม้รูปร่างแปลกตาที่ไม่เคยพบเห็นมาก่อนเติบโตขึ้นอยู่ทุกที่ และเสาหินสูงต่ำไม่เท่ากันเรียงกันหลายเสาในลานกว้าง ท่ามกลางบรรยากาศรายล้อมราวกับภาพวาดที่สวยงาม มีตึกอาศรมหลังใหญ่โตหลังคาทำจากหยกเขียว ตั้งโดดเด่นอยู่ท่ามกลางกลุ่มเมฆหมอกบนยอดเขาอีกยอดหนึ่ง
“ศิษย์พี่จาง เรือนนั้นคือเรือนอะไร” หลี่เพ่ยเพ่ยเอ่ยถามอย่างใคร่รู้ พลางมองด้วยสายตาชื่นชมอาศรมนั้นที่ดูหรูหราสวยงาม
“นั่นคืออาศรม อาศรมหลังใหญ่ตรงกลางนั้น เป็ของท่านเ้าสำนัก ท่านเก็บตัวอยู่สิบกว่าปีแล้ว ั้แ่ท่านลงเขาไปหลายเดือน กลับมาท่านก็เก็บตัวจนบัดนี้ก็ยังไม่ออกมาเลย.... ส่วนอาศรมซ้ายขวา เป็ของอาจารย์ทั้งสอง....เอาล่ะพวกเ้าต้องตั้งใจฝึกฝนตามตำราพวกนี้ อีกสามเดือนให้หลังศิษย์พี่จ้าวลู่ซือจะทดสอบพวกเ้าด้วยตัวนางเอง” ศิษย์พี่จางเอ่ยอธิบายด้วยน้ำเสียงเป็กันเอง
"ศิษย์พี่จางข้าต้องฝึกอะไรบ้างหรือ" หลี่เพ่ยเพ่ยเดินตามพลางถามสิ่งที่ไม่เข้าใจออกมา
"พวกเ้าต้องฝึกเบื้องต้นรวบรวมลมปราณ ส่งผ่านทั่วร่าง เพื่อทะลวงชีพจร เพิ่มระดับไปเรื่อย ๆ จนบรรลุการเป็เซียน การบรรลุการเป็เซียนนั้นไม่ง่ายเลย ข้าฝึกมา 50 ปี ยังอยู่เพียงขั้นรวบรวมลมปราณขั้นต้น"
"เซียน…. เซียนมีจริง ๆ หรือศิษย์พี่จาง" หลินหยวนเอ่ยถามด้วยสายตางุนงงและสับสน
"เมื่อครู่เ้าก็เห็นแล้วศิษย์พี่จ้าวลู่ซือนางสวมชุดสีน้ำเงิน นางเก่งมาก นางฝึกมา 200 ปีนางอยู่ในระดับรวบรวมลมปราณชั้นกลาง ระดับ 9 เมื่อพวกเ้ามีบุญวาสนาได้พบเจอศิษย์พี่จ้าว พวกเ้าก็อยู่ที่นี่เพื่อฝึกฝนเถิด” ศิษย์พี่จางเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนและเป็มิตร
" 200 ปี คนเราจะอยู่ได้ยืนยาวเช่นนี้ได้อย่างไร แถมศิษย์พี่จ้าวหน้าตางดงามดั่งเทพเซียน ดูอายุไม่ต่างจาก 20 ศิษย์พี่หญิงอายุ 200 กว่าปีจริง ๆ หรือ ศิษย์พี่จางท่านไม่ได้ล้อข้าเล่นใช่ไหม" หลินหยวนเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงตกตะลึง ราวกับไม่อยากจะเชื่อกับสิ่งที่เพิ่งได้ยินเมื่อครู่
"เ้าลองทายดูว่าข้าอายุเท่าไหร่" ศิษย์พี่จางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงหยอกล้อ
"30 ได้กระมัง" หลินหยวนเอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้มกว้างออกมา
"ข้าฝึกมา 50 ปีแล้ว ข้าอายุ 68 เพิ่งจะทะลวงชีพจรยกระดับลมปราณขั้นต้นระดับแรกเอง" ศิษย์พี่จางเอ่ยด้วยน้ำเสียงผิดหวังกับตัวเอง
ไม่นานนักทั้งสามก็เดินมาหยุดอยู่ที่หน้าห้อง ขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่นัก ภายในห้องประกอบไปด้วยหนึ่งโต๊ะ หนึ่งเตียง หนึ่งตู้ ดูเรียบง่ายเป็ระเบียบและสะอาดสะอ้าน
“ดูแล้วพร์ของพวกเ้าทั้งสองไม่เลวเลย หวังว่าเ้าจะสามารถเข้าสู่ขั้นรวบรวมลมปราณได้ในเร็ววัน… นี่ห้องของเ้า” ศิษย์พี่จางเจิ้นหันมามองที่หลี่เพ่ยเพ่ย
"ศิษย์พี่จางเจิ้น ข้ามีนามว่าหลี่เพ่ยเพ่ย" หลี่เพ่ยเพ่ยเอ่ยขึ้น ก่อนที่ศิษย์พี่จางจะเดินจากไป เพื่อส่งหลินหยวนที่ห้องถัดไป หลี่เพ่ยเพ่ยจึงปิดประตูลงกลอน แล้วจัดข้าวของเครื่องใช้ และดูห่อกระเป๋าที่ศิษย์พี่จางได้มอบให้
ภายในห่อกระเป๋านอกจากชุดยาวสีขาว ยังมีหนังสือเล่มเล็กเล่มหนึ่ง ที่หน้าปกเขียนว่า 'กฎของสำนักเมฆาคีรี' เล่มหนาอีกหนึ่งเล่มด้านหน้าปกเขียนว่า 'ตํารารวบรวมลมปราณขั้นต้น' หลี่เพ่ยเพ่ยเปิดอ่านตำราหนาทั้งเล่ม พร้อมทำความเข้าใจ ก่อนที่จะฝึกฝนตามตำราที่ได้สอนไว้ การไปถึงขั้นที่หนึ่งของการรวบรวมลมปราณ ดูเหมือนจะไม่ยากเท่าไรนัก
แต่ศิษย์พี่จางเจิ้นท่านนั้น กลับใช้เวลา 50 ปีในการฝึกไปถึงขั้นลมปราณขั้นต้น งั้นก็คงจะไม่ง่ายอย่างที่คิดเอาไว้ ในตำราได้บันทึกไว้ว่าการรวบรวมลมปราณ เป็การดูดซับพลังงานจาก์ ผืนดิน และธาตุปราณบริสุทธิ์ เพื่อเปลี่ยนแปลงร่างกายให้รากฐานที่สมบูรณ์ของร่างกายแข็งแกร่ง และสามารถใช้วิชาเซียนต่าง ๆ ไม่ว่าจะต่อสู้ ปรุงยา ควบคุมสัตว์วิเศษ และอีกมากมาย