“อันใดนะ นึกมิถึงว่าจะปลิดชีพตนเองเสียแล้ว?!”
เก๋อจือที่กลับลงสู่พื้นดินเห็นสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออกของลาถีเท่อพลันหลุดหัวเราะออกมาเสียแล้ว เบื้องหน้าเด็กหนุ่มเผ่าหมานคือศพของนักธนูผู้หนึ่ง มุมปากปรากฏฟองสีขาว เห็นทีคงจะกินยาเล่นแร่แปรธาตุที่ให้ถึงตายในทันที
“...มิใช่จารชนที่ถูกพบเจอตัวเสียหน่อย ต้องทำเพียงนี้เชียวหรือ? คุณชายน้อยเช่นข้ายังคิดอยากเอ่ยถามสาเหตุอยู่บ้าง”
“...ข้าว่านะเก๋อจือ เจ้าลืมไปแล้วว่าที่นี่มีชื่อว่าอันใดใช่หรือไม่?”
โม่จ้านหันกลับไปมองอาคารหลังเล็กที่ลุกไหม้ก่อนส่งสายตาให้เจียนั่ว
“หรือคิดว่าตนเองเผาเจ้าโจรกระจอกสามคนนั้นได้ก็เท่ากับเก่งกาจไร้เทียมทาน ถึงกับลดความระมัดระวังตัว?”
เจียนั่วพยักหน้า เขาเดินเข้าไปใกล้ก่อนยกมือขึ้นสะบัดก้อนน้ำแข็งออกไป หลงเหลือไว้เพียงซากปรักหักพังระเกะระกะที่ยังคงมีควันลอยออกมา ส่วนนักธนูทั้งสามคนที่หนีไม่พ้นได้ถูกเผาเป็นเถ้าถ่านไปพร้อมกับตัวอาคารเสียแล้ว เพื่อมิให้ส่งผลกระทบต่ออาคารหลังอื่นๆ ควรจะรีบดับไฟเข้าไว้
โม่เจ๋อเอ่อร์เคยบอกกับตน ยามอีกฝ่ายใช้พลังเวทธาตุน้ำแข็ง มิรู้ว่าเพราะเหตุใดการขับเคลื่อนพลังธาตุจำต้องใช้พลังวิญญาณมากกว่าผู้อื่นหลายเท่า ดังนั้นระหว่างการต่อสู้หากประหยัดแรงได้ก็จงประหยัดเอาไว้
“...ใช่ที่ใดกัน สถานที่ที่จอมเวทผู้ยิ่งใหญ่อย่างหม่าจี๋ย่ายังแทบเอาชีวิตไม่รอด ข้าจะกล้า...”
เก๋อจือเอ่ยไม่เต็มปากเต็มคำทันใด เมื่อครู่ตนเพิ่งได้หน้า รู้สึกค่อนข้างอิ่มอกอิ่มใจมิน้อยจริงๆ เพียงแต่วาจาของโม่เจ๋อเอ่อร์จี้จุดยุทธศาสตร์ เด็กหนุ่มผมแดงถึงกับสั่นเทาก่อนกลับสู่โลกแห่งความเป็นจริงทันที
ยามหม่าจี๋ย่าหนึ่งในสามจอมเวทผู้ยิ่งใหญ่ได้มาทำการบรรยายภายในโรงเรียนเคยเล่าเรื่องในอดีตเรื่องหนึ่ง จอมเวทผู้ยิ่งใหญ่ชื่อเสียงเลื่องลือท่านนี้เคยลอบเข้าไปในตรอกขี้เถ้า ยามกลางวันกำจัดโจรกระจอกไปจำนวนมิน้อย คิดว่าหลังเข้าพักในโรงเตี๊ยมยามดึกทุกสิ่งคงจะเรียบร้อย เพียงแต่กลับนึกมิถึงว่าจะมีนักรบร่างกายกำยำติดอาวุธครบมือบุกเข้าไปในห้องกลางดึก เงื้อขวานใหญ่ฟันไปยังเตียงโดยมิเอ่ยสิ่งใดมากความ หากมิใช่เพราะหม่าจี๋ย่าร่ายวงเวทย์เตือนภัยล่วงหน้า เกรงว่าตำนานของจอมเวทคงต้องจบชีวิตลงที่นี่เสียแล้ว
นับแต่นั้นเป็นต้นมา ทุกครั้งที่มาทำการบรรยายภายในโรงเรียน หม่าจี๋ย่ามักเอ่ยเตือนเหล่านักเรียนว่าห้ามเข้าใกล้ตรอกขี้เถ้า ความอันตรายของตรอกขี้เถ้าจึงถูกแพร่งพรายจากปากของเหล่านักเรียน กลายเป็นเรื่องถกเถียงระหว่างการจิบน้ำชาหลังมื้ออาหารของผู้คนจำนวนมิน้อย
“...ประเดี๋ยวก่อน โม่เจ๋อเอ่อร์ เจ้าอย่าบอกนะว่าตรอกขี้เถ้าก็มีทหารองครักษ์...”
เก๋อจือสะดุ้งตกใจทันใด มองไปทางโม่จ้านอย่างค่อนข้างใจฝ่อ โม่จ้านยกยิ้มชั่วร้ายพลางพยักหน้า เก๋อจือพลันร้องโหยหวนออกมาก่อนโผเข้าในอ้อมกอดของลาถีเท่อ
“ข้าทำไปก็เพื่อเจ้า เจ้าไปคุยกับพวกเขาเอง! คุณชายน้อยอย่างข้าไม่ถนัดเรื่องการสื่อสารกับผู้อื่น!”
“หากเป็นในเมืองธรรมดาทั่วไป สร้างภัยและความตื่นตระหนกให้ประชาชนเช่นนี้ กองทหารองครักษ์ของเมืองจะต้องจับเจ้าไปไต่สวนอย่างแน่นอน”
โม่จ้านยักไหล่ หันกลับไปมองบุรุษร่างสูงใหญ่สองคนที่กำลังเดินเข้ามาช้าๆ คนทั้งสองสวมชุดเครื่องแบบสีดำ มือข้างขวาวางลงบนกระบี่พกข้างเอวพลางจดจ้องพวกโม่จ้านด้วยสายตาเย็นชา โม่จ้านหันไปส่งสัญญาณให้ลาถีเท่อว่ามิต้องเป็นกังวลก่อนจะเดินเข้าไปพร้อมกับคลี่ยิ้มบาง
อีกฝ่ายชะงักฝีเท้าลง สายตาฉายแววใคร่ครวญคล้ายกำลังมองพิจารณาเด็กหนุ่มตรงหน้า
โม่จ้านยกมือขึ้น ชี้ไปทางอาคารที่ถูกเผาจนเสียหาย จากนั้นนำนิ้วกลางกับนิ้วโป้งสีกันไปมาอยู่ตรงหน้าทหารองครักษ์ครู่หนึ่ง
อีกฝ่ายแค่นเสียงเย้ยหยันแฝงความหมายคลุมเครือ ภายในสายตากลับฉายแววประหลาดใจก่อนยื่นนิ้วออกมาสองนิ้ว มือซ้ายของโม่จ้านล้วงเข้าไปในถุงเงินข้างเอว ควานไปมาครู่หนึ่งพลันกำเหรียญทองกองเล็กขึ้นมาวางลงบนมือที่กำลังแบออกของอีกฝ่าย อีกฝ่ายหุบฝ่ามือลองชั่งน้ำหนัก เมื่อมั่นใจว่าจำนวนไม่ผิดพลาดจึงชี้ไปทางซากปรักหักพังระเกะระกะเช่นกัน จากนั้นพาทหารองครักษ์อีกคนเดินจากไปอย่างวางก้าม
ครั้นโม่จ้านหันกลับพลันเผยรอยยิ้มเช่นผู้ชนะ ทั้งสามคนที่เหลือมองดูทุกขั้นตอน กระนั้นยังคงมิเข้าใจว่าแท้จริงแล้วเกิดสิ่งใดขึ้น โม่จ้านเดินเอื่อยเฉื่อยมาข้างกายของเจียนั่วพลางโอบไหล่ของอัศวินเอาไว้ มิหนำซ้ำยังฉีกยิ้มเผยฟันขาวอย่างไม่สุภาพ
“ข้าเช่าที่ดินผืนนั้นแล้ว ขอเพียงซ่อมแซมอาคารให้ดีภายในเวลาที่กำหนดก็จะถือว่าไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น”
ลาถีเท่อกับเก๋อจือสบตากัน เผยสีหน้า ‘ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้’ ออกมา เจียนั่วขมวดคิ้ว จดจ้องโม่จ้านอย่างแน่วแน่ โม่จ้านสบสายตาของเจียนั่วพลางควงลิ้นเลียริมฝีปาก สามารถทำให้อัศวินสะอิดสะเอียนได้สำเร็จ
ตนคาดเดาได้ตั้งแต่ต้นแล้วว่าจะต้องเกิดเหตุวิวาทภายในตรอกขี้เถ้า ดังนั้นจึงได้เอ่ยถามวิธีรับมือจากซีนั่วเอาไว้ล่วงหน้า ผลคือได้นำมาใช้การอย่างที่คิดเอาไว้ไม่มีผิด
“ขอเพียงไม่ส่งผลกระทบต่อวัฏจักรตามปกติของตรอกขี้เถ้า ไม่ว่าพวกเราจะกำจัดพวกเขาหรือพวกเขากำจัดพวกเรา ทหารองครักษ์ของตรอกขี้เถ้าก็จะไม่เข้ามายุ่งมากนัก เหรียญเงินจำนวนนั้นนอกจากเงินค่าเช่าที่ดินยังมีเงินค่าไหว้วาน”
เก๋อจือพยักหน้าคล้ายเข้าใจแต่ไม่เข้าใจพลางมองไปยังตรอกที่อยู่ห่างออกไปไม่มาก เหล่าผู้สัญจรสีหน้ารีบร้อน บรรดาร้านค้าก็เริ่มเปิดกิจการต่อไป คล้ายกับเมื่อไม่กี่ชั่วยามก่อนหน้านี้ไม่มีผิด
“จะว่าไปก็น่าแปลก ทั้งๆ ที่ตรอกขี้เถ้าอนุญาตให้สังหารผู้ชิงทรัพย์ ทว่าเหตุใดมองดูแล้วกลับให้ความรู้สึกเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันอย่างน่าประหลาด...”
“...โม่เจ๋อเอ่อร์ แท้จริงแล้วเจ้ารู้สิ่งใดบ้าง? เหตุใดจึงทำท่าทางราวกับคุ้นเคยกับสถานที่แห่งนี้อย่างมาก?”
เจียนั่วขมวดคิ้วอีกครั้ง โม่เจ๋อเอ่อร์วางมาดราวกับรู้ลู่ทางเป็นอย่างดี ทว่าก่อนมาถึงกลับมิเคยเผยให้ตนรู้แม้แต่น้อย
โม่จ้านคลี่ยิ้มพลางแบมือยักไหล่ “ก่อนมาที่นี่ สิ่งที่ข้ารู้มิได้มากไปกว่าในรายงานสักเท่าใด”
“เพียงแต่สถานที่แห่งหนึ่งที่อนุญาตให้ฆ่าฟันกันได้สามารถเจริญรุ่งเรืองถึงขั้นนี้ จะมีสภาพยุ่งเหยิงได้อย่างไรกัน? ทั้งตลาดมืด ทั้งการปกครองตนเองและอาณาจักรภายในอาณาจักร...ไม่ว่าจะขาวหรือดำ ขอเพียงดินแดนแห่งหนึ่งสามารถพัฒนาขึ้นมาได้ จะต้องมีกฎระเบียบเป็นของตนเองอย่างแน่นอน”
โม่จ้านก้าวเท้าเดินไปข้างหน้าพลางนำมือไพล่หลังอยู่บนตรอกอย่างเอ้อระเหย คนทั้งสามเดินตามอยู่ด้านหลังมิต่างกับนักเรียนเดินตามอาจารย์และคอยตั้งใจฟัง
“ในดินแดนสีเทาเช่นนี้ มาตรการที่ผู้ปกครองประกาศลงมาจะต้องไม่ละเอียดนัก กฎที่มิได้เขียนเป็นลายลักษณ์อักษรที่เหล่าประชาชนต่างยอมรับเพราะปฏิบัติสืบต่อกันมายาวนานต่างหากจึงจะเป็นแรงขับเคลื่อนที่คงสภาพวัฏจักรของสังคมให้ดำเนินต่อไป ผู้ที่กล้ามาที่นี่ย่อมมิใช่คนดีอันใด และจุดประสงค์ของกฎที่มิได้เขียนเป็นลายลักษณ์อักษรก็คือ ‘ผลประโยชน์’ ”
“หากกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งสังหารผู้คนจำนวนมาก ส่งผลกระทบต่อผลประโยชน์ของคนส่วนมาก เช่นนั้นจำต้องถูกกฎที่มิได้เขียนเป็นลายลักษณ์อักษรกำจัดจนสิ้นซาก ในทางกลับกัน หากส่งผลกระทบต่อคนเพียงกลุ่มน้อย เช่นนั้นการจะยังคงอยู่หรือไม่จำต้องดูศักยภาพ นี่ก็คือสิ่งที่เรียกว่าอนุญาตให้ฆ่าฟันกัน เพียงแต่เมื่อดูแล้วกลับเป็นข้อเท็จจริงที่มีขั้นมีตอน”
ลาถีเท่อกับเจียนั่วต่างจมเข้าสู่ห้วงความคิด เก๋อจือพยักหน้าอย่างคล้ายจะเข้าใจแต่ไม่เข้าใจ โม่จ้านหัวเราะออกมาก่อนจะดีดนิ้ว
“ถึงแม้คำเล่าขานด้านนอกจะเกินจริงไปบ้าง ทว่าโดยส่วนมากแล้วเป็นความจริง ผู้มาใหม่จะถูกจับตามองได้ง่าย เพราะการที่พวกเขาลงมือกับผู้มาใหม่จะไม่ส่งผลต่อผลประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ภายในตรอกขี้เถ้า หากผู้มาใหม่มีความสามารถมากพอจนทำให้ผู้ลอบสังเกตการณ์จำต้องชั่งใจ หลังเชือดไก่ให้ลิงดู แน่นอนว่าไม่มีผู้ใดกล้ารนหาเรื่อง”
“หรือจะบอกว่า เมื่อครู่ยามที่ข้าครุ่นคิดอยู่ครึ่งค่อนวันว่าจะโอ้อวดความสามารถหรือไม่ ยังทำให้ผู้อื่นตื่นตระหนกตกใจกลัวไปด้วย?” เก๋อจือเลิกคิ้วข้างหนึ่ง
“ถูกต้อง มื้อเย็นจะเพิ่มน่องไก่ให้เจ้าหนึ่งข้าง” โม่จ้านยักไหล่ “ข้าน้อยเผยทรัพย์สินโดยมิทันระวังจนเป็นการชักนำแมลงวันเข้ามา คุณชายน้อยเก๋อจือจึงต้องลำบากเสียแล้ว”