บทที่ 108 บุตรชายที่ไร้ค่า
ถึงคนสกุลหลี่จะรู้อยู่แล้วว่าคนของสำนักพระราชวังจะพากันมาที่จวนของพวกเขา ทั้งยังเตรียมพร้อมสถานที่รับรองแขกผู้มีเกียรติจำนวนมากเอาไว้ แต่พวกเขาก็ไม่ได้คิดเลยว่าแขกผู้มีเกียรติที่ว่านี้จะยกขบวนมากันทั้งห้องเครื่อง
นางกำนัลที่ปกติไม่ได้รับอนุญาตให้ออกจากพระราชวังตามอำเภอใจ ครานี้มากันเกือบร้อยชีวิตโดยองค์จักรพรรดิเป็นผู้อนุญาตให้เป็นกรณีพิเศษ แถมองค์จักรพรรดินีที่ให้ความสำคัญเรื่องนี้ก็ยังส่งนางกำนัลรับใช้ส่วนตัวมาที่ตระกูลหลี่เพื่อตรวจสอบสถานการณ์ด้วย
ราวกับทุกคนรู้ซึ้งถึงปัญหาที่เกิดขึ้น ผู้มากอำนาจไม่ได้รับรายงานแจ้งจากเจ้ากรมพิธีการ ก็ใช่ว่าจะไม่มีวิธีที่รับรู้ความเป็นไปที่เกิดขึ้น อีกอย่างเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องสำคัญมาก แม้แต่พระองค์ก็ยังส่งทหารคนสนิทไปยังหมู่บ้านต่างๆเพื่อหาวิธีกินของพิศดารเหล่านี้
ดังนั้นหลังจากที่รู้ว่าคุณชายหลี่อาจจะมีวิธี ทั้งคุณชายหลี่ผู้นี้ก็เคยต้อนรับตระกูลทงเป็นการส่วนตัวแล้วด้วย พวกเขาจึงให้ความสำคัญมากเป็นพิเศษ
หลี่ชิงหมินจะรู้ได้อย่างไรว่าพระราชวังจะเล่นใหญ่เล่นโตขนาดนี้ การเคลื่อนขบวนที่เต็มไปด้วยนางกำนัลมากมายมายังจวนสกุลหลี่สร้างความตื่นตระหนกให้กับผู้คนโดยรอบ ไม่ใช่แค่ชาวบ้านที่วิ่งมาดูการเคลื่อนไหวที่แปลกประหลาดนี้ แม้แต่พวกขุนนางระดับสูงกลางต่ำทั้งหลายก็ส่งคนมาตรวจสอบสถานการณ์เช่นกัน พวกเขาคิดว่าจวนสกุลหลี่กำลังทำเรื่องใหญ่โตขึ้นอีกแล้ว...
คนในจวนสกุลหลี่อึดอัดใจกันถ้วนหน้า อาหารที่เตรียมไว้ต้อนรับคนมีเพียงไม่กี่สิบที่เท่านั้น ยังดีที่นางกำนัลพวกนี้คล่องแคล่วมาก ตนเองเป็นแขกก็ยังมาช่วยในห้องครัว ทำอาหารเพิ่มอีกสองสามชนิด กลายเป็นงานเลี้ยงขนาดย่อมที่กินเงินในตระกูลหลี่ไปหลายพันเหรียญ....
พวกเขาตื่นเต้นมากกับผลลัพธ์ที่คุณชายหลี่จะนำเสนอ ทุกคนแทบจะนั่งไม่ติดอยู่แล้ว ดังนั้นเมื่อพวกเขาเข้ามาได้เพียงครึ่งชั่วโมงเท่านั้น เจ้ากรมพิธีการที่กำลังรอผลลัพธ์อยู่ก็เร่งให้หลี่ชิงหมินนำของออกมา
ดีที่ชิงหมินทำแป้งเอาไว้จำนวนมาก ถึงเวลาเพียงแค่ต้มน้ำและแบ่งใส่ถ้วยเล็กให้คนละ 2-3 ชิ้นเท่านั้น กลิ่นของหวานลอยโชยเข้าจมูกของทุกคน ไม่มีสีประหลาดอย่างน้ำเหลืองน้ำหนองของหนอนตัวใหญ่เช่นที่พวกนางกำนัลทำ
แถมน้ำหวานในถ้วยเป็นหลักก็ยังมีให้เลือก 2 แบบ แบบแรกเป็นสีขาวข้น และอีกแบบเป็นสีน้ำตาลอ่อนๆ ในขณะที่ “ตัวหนอน” นั้นยังคงรูปแบบน่ารังเกียจเหมือนกับหนอนทั่วไป แต่กลับมีสีม่วงผสมน้ำเงินอ่อนเฉกเช่นที่คนของกลุ่มการค้าสกุลทงพูดถึง
“นี่คือขนมหวานที่ข้าพูดถึง แม้จะไม่รู้ว่ามันถูกต้องตามที่สกุลทงต้องการหรือไม่ ทว่ารสชาติไม่ได้แย่มากนัก”
หลี่ชิงหมินอธิบายให้ทุกคนฟัง เขายังไม่ได้เล่าถึงวิธีการทำโดยตรง ปล่อยให้คนเข้าใจผิดคิดว่าเป็นหนอนอย่างที่พวกเขาพูด เห็นสีหน้ากระอักกระอ่วนของพวกนางกำนัลแล้ว ชิงหมินยังรู้สึกว่ามันน่าขบขันอยู่นิดหน่อย
ไม่รู้ว่านางกำนัลเหล่านี้มีความทรงจำที่เลวร้ายเช่นไรกับหนอนตัวใหญ่ที่พวกนางพยายามปลุกปั้นเพื่อที่จะเปลี่ยนมันมาเป็นขนมหวาน
สกุลทงบอกว่าหนอนที่พวกเขากินนั้นอวบอ้วนและหนุบหนับ เหมือนกับว่าได้กินเข้าไปทั้งตัว แต่รสชาติที่กินนั้นอร่อยมาก พวกนางทำเช่นไรก็ไม่อาจจะทำให้หนอนเหล่านั้นรสชาติอร่อยได้เลย อย่างมากก็พยายามคงความสดใหม่เอาไว้เพื่อความหนุบหนับ แต่จนแล้วจนรอด...ไอ้ความหนุบหนับที่ว่านั่น เป็นตัวกระตุ้นให้พวกนางอาเจียนออกมาได้อย่างดี
พวกนางทำใจกันอยู่พักใหญ่ แม้แต่เจ้ากรมพิธีการที่ลังเลก็สูดลมหายใจเข้าลึกแล้วรีบจ้วงตักตัวหนอนเข้าปาก หลับหูหลับตาเคี้ยว ในขณะที่มือของเขาเตรียมจอกสุราที่สกุลหลี่นำออกมาต้อนรับรอท่า
“หืม?” ดวงตาของชายชราเบิกกว้างขึ้น มองไปรอบๆด้วยความประหลาดใจและสับสน
นางกำนัลหลายคนที่อยู่ที่นั่นเองก็มีท่าทางเหมือนกัน เดิมทีพวกนางไม่ต้องการจะเคี้ยวหนอนอ้วนเหล่านี้ แต่เมื่อจำใจกินเข้าไปคำแรก ปากของพวกนางก็ไม่สามารถหยุดได้อีกต่อไป
“นี่....นี่ไม่ใช่หนอนจริงๆ ไม่สิ! มันเหมือนหนอนเพียงภายนอก แต่มันไม่ใช่หนอน มันเป็นขนมที่ทำจากแป้ง แต่...มันก็มีความเหมือนหนอน ข้า....ข้าไม่เข้าใจ แต่มันอร่อยมาก”
เจ้ากรมพิธีการไม่รู้ว่าเขาควรจะพูดอะไรออกมาดี ความรู้เรื่องอาหารของเขามีไม่มาก เป็นเพียงคนที่ชอบกินคนหนึ่งเท่านั้น อาจจะพอวิเคราะห์สิ่งต่างๆได้ ไม่ถึงกับดีมากมายเท่ากับเหล่านางในห้องเครื่อง เมื่อคิดว่าที่ผ่านมาตนเองกินหนอนแล้วเป็นอย่างไร เขาก็รู้สึกเหมือนว่าสิ่งนี้เรียกว่าอาหารของสวรรค์มากกว่า
“สิ่งนี้เป็นการทำจากแป้งที่ผสมกัน มันทำให้ตัวแป้งเหล่านี้เกิดความหนุบหนับเช่นที่ตระกูลทงให้คำนิยาม ถึงจะไม่รู้ว่ามันคือขนมหวานชนิดเดียวกันที่สกุลทงกล่าวว่าทำจากหนอนหรือไม่ แต่ข้ามั่นใจว่าขนมหวานชนิดนี้จะต้องเอาชนะใจกลุ่มการค้าสกุลทงได้อย่างแน่นอน”
“หากเป็นสินค้าเดียวกันก็ถือว่าพวกเราทำได้ยอดเยี่ยม แต่ถ้าไม่ใช่...พวกเราก็จะทำให้สกุลทงประทับใจในขนมหวานนี้จนไม่สามารถคิดถึงขนมหวานที่พวกเขาเคยกินมาก่อนได้”
หัวหน้านางกำนัลในห้องเครื่องกล่าวขึ้นอย่างมั่นใจ นางมองไปยังเด็กหนุ่มสกุลหลี่ผู้ที่ไม่ได้มีความสามารถในการปรุงอาหาร ต่างจากเหล่านางกำนัลที่ถูกคัดเลือกมาเป็นอย่างดีให้ทำงานในห้องเครื่องชั้นต้นเหล่านี้ พวกนางล้วนแต่มีทักษะที่เกี่ยวข้องกับการปรุงอาหารทั้งนั้น
แม้ว่าหลี่ชิงหมินจะไม่มีทักษะที่ยอดเยี่ยม แต่เขายังสามารถรังสรรค์ขนมหวานที่แปลกแต่น่าสนใจนี้ออกมาได้ พวกนางรู้ว่ายังมีหลายจุดที่เป็นข้อบกพร่อง กระนั้น...จุดเหล่านี้ยังพัฒนาต่อได้ และมันจะทำให้ขนมหวานนี้กลายเป็นขนมที่ผู้คนไม่สามารถลืมได้ลง
“คุณชายหลี่ ด้วยความช่วยเหลือของท่าน ข้าในฐานะเจ้ากรมพิธีการ และเหล่าตัวแทนจากห้องเครื่องถือว่าติดหนี้บุญคุณท่านแล้วหนึ่งครั้ง ภายภาคหน้าหากมีอันใดให้ช่วยเหลือ ท่านสามารถเรียกหาข้าได้เลย หากไม่ผิดกฎของอาณาจักรหรือเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้องต่อศีลธรรมอันดี ข้าจะช่วยเหลือท่านอย่างแน่นอน”
เจ้ากรมพิธีการรับปากอย่างแข็งขัน เหล่านางกำนัลในห้องเครื่องก็พยักหน้าอย่างเห็นด้วยเช่นกัน พวกนางต้องทนทุกข์เพื่อหาขนมหวานที่ทำจากหนอนมามากเท่าไร ตลอดหลายวันที่ผ่านมา...ถ้าไม่ใช่เพราะคุณชายหลี่ เวลานี้ไม้โบยขนาดใหญ่คงทาบมาที่หลังของพวกนางเพื่อเตรียมการโบยที่รุนแรงแล้ว
ไม่จำเป็นต้องขอวิธีและวัตถุดิบในการทำขนมหวานนี้ ในห้องเครื่องย่อมมีผู้ที่มีความสามารถในการวิเคราะห์องค์ประกอบของวัตถุดิบในอาหารจานนั้นๆอยู่แล้ว หลักการทำงานคล้ายๆกับของชิงหมิน ทว่าถ้าเป็นเรื่องอาหาร พวกนางจะได้รับรายละเอียดที่มากกว่า
หลังจากได้ในสิ่งที่ต้องการแล้ว เหล่านางกำนัลก็พากันยกขบวนจากไปด้วยรอยยิ้มที่มีความสุข ในขณะที่นางกำนัลผู้รับใช้ส่วนพระองค์ก็รีบกลับไปรายงานถึงสถานการณ์ที่คลี่คลายนี้เช่นกัน ทิ้งเอาไว้เพียงเจ้ากรมพิธีการที่กำลังร่ำสุราอย่างสบายใจกับผู้นำตระกูลหลี่เท่านั้น
“ไม่คิดเลยว่าตระกูลหลี่จะโชคดีขนาดนี้ ช่างน่าอิจฉาเป็นอย่างยิ่ง บุตรชายของท่านนั้นดีทุกคน จะบุตรคนโต บุตรคนรอง หรือแม้แต่บุตรคนเล็ก อีกทั้งบุตรชายคนเล็กของท่านนั้นคล้ายกับบุตรชายคนรองของข้ามาก ร่างกายอ้อนแอ้นไม่สมกับเป็นบุรุษ เวลานี้มีคนมากมายต้องการสู่ขอเขาไปเป็นภรรยา...”
“แต่บุตรชายของข้าไม่เอาไหน ไม่เหมือนกับคุณชายหลี่คนเล็กที่มีพรสวรรค์มาก ปล่อยเขาไปแต่งงานคงจะเป็นการโยนลงไปให้เหล่าอสรพิษกัดกินเป็นอาหารว่างเท่านั้น”
“พรสวรรค์ของเขาไม่ได้ดีอะไร สามารถทำได้แค่ “เต้นรำ” อย่างเดียวเท่านั้น นอกจากให้ความบันเทิงแล้วก็ไม่สามารถทำสิ่งอื่นได้อีก ข้าพยายามจะให้เขาเข้ามาทำงานอยู่ในพระราชวัง กลายเป็นหนึ่งในนางรำร่วมกับการแสดงอื่นๆ แต่...มันเป็นเรื่องยากที่ร่างกายของบุรุษจะเหมาะสมกับการแสดงเช่นนี้”
“ขนาดตัวของเขาค่อนข้างใหญ่เมื่อเทียบกับพวกสตรี ครั้นเมื่ออยู่ในกลุ่มการแสดงจะกลายเป็นแปลกประหลาดไปเลย มันทำให้การแสดงดูเละเทะและไม่เหมาะสม ครั้นจะให้เขาทำการแสดงคนเดียวก็ไม่ได้อีก คนขี้ขลาดเช่นเขาจะกล้าขึ้นลานแสดงเพียงลำพังได้อย่างไร”
“สุดท้าย นอกจากเขาจะสร้างความบันเทิงให้คนในตระกูลแล้ว เขาก็ไม่สามารถทำอันใดได้อีก ข้าจนปัญญาที่จะช่วยเหลือเขาแล้ว ตอนนี้มีทางเลือกเดียวนั่นก็คือ...พยายามหาคู่ครองที่ดี แต่งเขาเข้าไปเป็นอนุภรรยาผู้อื่นแล้วให้อยู่อย่างเงียบสงบมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ วิธีนี้จะทำให้เขาไม่เจอกับปัญหาอื่นๆในอนาคต แต่...ก็อย่างที่บอก หากข้าเลือกจวนไม่ดีให้กับเขาแต่งเข้าไป สุดท้ายจะกลายเป็นส่งเขาเข้าสู่นรก”
เมื่อได้ร่ำสุรากับผู้ช่วยชีวิต เจ้ากรมพิธีการที่มีอายุมากแล้วก็พร่ำบ่นเกี่ยวกับปัญหาของตนเองออกมาอย่างไม่อายใคร เขามองไปที่หลี่ชิงหมิน บุรุษผู้นี้วาสนาดีเหลือเกิน ไม่ใช่เพราะเขาถูกท่านแม่ทัพเลือกให้กลายเป็นฮูหยินใหญ่หรือได้รับการพระราชทานตำแหน่งฮูหยินขั้น 1 แต่นี่เป็นเพราะเขาวาสนาดีจากความสามารถของเขาต่างหาก
ไม่ว่าจะเป็นการทำผงชาพิเศษที่ผู้คนในอาณาจักรต่างเฝ้าถึง การทำถุงหอมเพื่อการค้ากับกลุ่มการค้าสกุลทง แล้วยังมีทักษะในการประเมิน ความรู้ความสามารถนี้ยังช่วยให้กองทัพทำยาอัมพาตขึ้นมาได้ด้วย ต่อให้เขาแต่งงานเข้าจวนสกุลแม่ทัพแล้วอีกฝ่ายหมดใจ แต่เชื่อเถอะว่าความสามารถเช่นนี้...แม้จะถูกใบหย่าโยนลงหัว เขาก็จะออกมาอยู่ข้างนอกด้วยตนเองอย่างแข็งแกร่ง
มีเงินมีทอง หาซื้อทาสและข้ารับใช้ได้มากมาย ต่อให้ถูกติฉินนินทาให้ต้องอับอายจากคนภายนอก ทว่า....เขาจำเป็นต้องใส่ใจหรือ?
เขาเพียงอยากให้บุตรชายของตนเองมีวาสนาดีได้ครึ่งหนึ่งของอีกฝ่ายเท่านั้น แต่เส้นทางที่บุตรชายของเขาได้รับมาจากสวรรค์นั้นก็คือการกลายเป็นคนไร้ค่า!
“ท่านอย่าได้กล่าวหนักเช่นนั้นเลย บุตรชายของท่านก็มีพรสวรรค์ในแบบของตนเอง ในอนาคต...หากได้คู่ครองที่ยอดเยี่ยม เขาจะต้องอยู่อย่างสงบสุขได้แน่” ผู้นำตระกูลหลี่ไม่สามารถทำสิ่งใดได้นอกจากจะต้องปลอบประโลมอีกฝ่าย
“เฮ้อ...” เจ้ากรมพิธีการเข้าใจดีว่านี่เป็นคำพูดเพื่อให้เขาสบายใจเท่านั้น การจะหาคู่ครองที่ยอดเยี่ยมนั้นยากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทร หากบุตรชายของเขาสามารถเข้าทำงานในกรมพิธีการได้ กลายเป็นนักแสดงชั้นใน ชีวิตของเขาก็คงจะราบรื่นกว่า อย่างน้อยๆ ทุกวันก็ไม่มีใครตำหนิได้ว่าเอาแต่กินและนอนในจวนของผู้อื่น
บุรุษกับสตรีต่างกัน สตรีนั้นมีหน้าที่ให้กำเนิดบุตรแก่วงศ์ตระกูล ทว่าบุรุษทำเช่นนั้นไม่ได้ ดังนั้นพวกเขาไม่สามารถอยู่ติดจวนได้อย่างเดียว การออกไปทำงานนอกจวนเมื่อมีโอกาสยังเป็นหน้าที่ของบุรุษทั้งหลาย ยิ่งถ้าเข้าไปเป็นเพียงอนุภรรยาที่ไม่มีแม้แต่หน้าที่ดูแลบัญชีของจวน พวกเขาจะอยู่อย่างสงบสุขได้อย่างไร
“บุตรชายของท่านชื่นชอบการร่ายรำหรือไม่?” ชิงหมินไม่ได้ดื่มสุรากับพวกเขา แต่เพราะตัวตนของเขาเป็นคนพิเศษ ดังนั้นจึงได้รับคำสั่งจากบิดาให้นั่งร่วมวงอยู่ด้วย
เมื่อได้ยินเกี่ยวกับความสามารถของบุรุษผู้นั้น เขาก็รู้สึกสนใจขึ้นมา อันที่จริง...เขากำลังนึกถึงตัวละครอีกตัวที่จะเป็นประโยชน์ต่อนางเอกซือซือของเรื่องหลังจากที่นางติดตามมาเป็นฮูหยินใหญ่ของจวนสกุลหวงแล้ว และบุรุษผู้นั้นก็ได้รับการแนะนำโดยซือซือเพื่อให้สามารถเข้ารับหน้าที่ทางราชการได้
ตัวเขากลายเป็น “นายรำ” อยู่ในกองสังคีตของกรมพิธีการ ทั้งยังกลายเป็นคนที่โดดเด่นอย่างมากในคณะการแสดงของพระราชวังนี้ องค์จักรพรรดิได้ทอดพระเนตรการแสดงของเขาครั้งแรกและประทับใจในทันที หลังจากนั้นยังแต่งตั้งให้เขาเป็นสนมผู้หนึ่งของตนเอง
ซือซือที่เป็นผู้แนะนำเส้นทางการเป็น “นายรำ” แก่เขา สามารถใช้เส้นสายจากบุรุษผู้นี้ โดยอีกฝ่ายให้คำมั่นว่าจะทำทุกอย่างที่นางขอโดยไม่มีข้อยกเว้น ต่อให้เป็นเรื่องผิดเช่นไรก็จะไม่สนใจทั้งสิ้น ทว่า...คำขอนี้จะใช้ได้เพียงครั้งเดียวตลอดชีวิตของนาง นางยังจำเป็นต้องทบทวนให้ดีเสียก่อน
นางเอกของเรื่องได้ใช้เขาเพื่อทำงานสำคัญบางอย่างเบื้องหลังของพระสนมตัวประกันจนทำให้อีกฝ่ายพลาดท่าแล้วถูกจัดการเสียเอง อย่างไรก็ตาม...ในฐานะนายรำแล้ว การที่เขาต้องทำเรื่องเช่นนั้นถือเป็นความเสี่ยงครั้งใหญ่ ต่อมา...เมื่อเขาได้ทำงานชิ้นนั้นเสร็จสิ้นแล้ว ทั้งสองคนก็ไม่มีบทบาทที่ทำให้วนเวียนมาเจอกันอีก
อย่างที่บอกไปก่อนหน้านี้ ชีวิตของซือซือนั้นไม่เคยมีใครหวังดีต่อนางอย่างแท้จริง มีเพียง 2 คนในเรื่อง หนึ่งคือพระเอกจอมวายร้ายที่เป็นปีศาจได้กับทุกคน มีเพียงนางเอกที่เป็นข้อยกเว้นเท่านั้น และสอง... ก็คือพระรองเช่นเขา ที่รับบทเป็นม้าเป็นวัวให้อีกฝ่ายใช้งานได้ตามใจปรารถนา
แค่นายรำผู้นี้ไม่หันดาบมาใส่ซือซือหลังจากถูกใช้งานที่อันตรายถึงชีวิตก็ถือว่าเป็นบุญหัวแล้ว ตอนที่อ่านบทเกี่ยวกับการสอบสวนเขา ชิงหมินยังกลัวว่าคนที่โดนทรมานตลอด 2 วัน 2 คืน จะเปลี่ยนความรู้สึกดีๆมาเป็นความเกลียดชังอยู่เลย
โชคดีที่เขาเป็นคนรักษาคำพูด คำสัญญาที่ให้ไว้ เมื่อทำงานจบไปหนึ่งครั้งก็ถือว่าหลังจากนี้ไม่มีติดค้างอีก ไม่ว่าจะบุญคุณหรือความแค้น
ซึ่งชิงหมินกำลังคิดว่าบุรุษที่จะมาเป็น “ไพ่ลับ” ในมือของเขา เผื่อว่าวันหนึ่งเขาจะดวงซวยรับกรรมแทนนางเอก ยังอาจจะใช้แผนการเดียวกับเจ้าตัวเพื่อเอาตัวรอดได้
…………………………………………………….