ห้าวันต่อมา เื่ที่คาดไม่ถึงก็เกิดขึ้น
“พี่พราว มากรี๊ดช่วยปุ้ยหน่อย” ปรินดายิ้มกว้าง
“ทำไม? ทำไมต้องกรี๊ด”
“ท่านประธานบริษัทวินเนอร์รูปหล่อ วันนี้จะมาประชุมที่ออฟฟิศเราด้วยนะคะ” หญิงสาวประสานเข้าหากันแล้วกุมอก ลอยหน้าลอยตาคล้ายอยู่ในภวังค์ฝัน
“เพ้อใหญ่แล้ว เขาจะมาประชุมกับบอสเรารึเปล่า?”
“ไม่นะ คุณภัทรบอกว่าให้เราทุกคนเข้าร่วมประชุมด้วย”
ทุกคนยิ้มพร้อมพยักหน้า ั้แ่รู้ว่าบริษัทระดับมหาชนจะมาถือหุ้นในบริษัทที่พวกตนทำงานอยู่ พนักงานก็พากันอ่านข่าวเกี่ยวกับครอบครัวศราวุฒิกุลกันอย่างละเอียด
ปุ้ยตื่นเต้นมากกว่าทุกคน เธอเดินแวะเวียนไปร้านกาแฟของสกายกิฟต์ที่ตั้งอยู่ด้านหน้าบริษัทพร้อมกับสั่งกาแฟให้คนในสำนักงาน พอหิ้วกลับมาถึงก็ประกาศข่าวดีให้คนในออฟฟิศฟังอีกรอบ
“จริงเหรอปุ้ย?”
“จริงสิคะ เมื่อเช้าปุ้ยมาเป็คนแรก คุณภัทรเดินผ่านมาพอดีก็เลยสั่งปุ้ยให้บอกทุกคน” ใบหน้าของสาวน้อยเบิกบาน “นี่ค่ะ กาแฟ” เธอวางกาแฟที่เพื่อนร่วมงานฝากซื้อลงบนโต๊ะทำงาน ทุกคนจึงลุกเข้ามาหยิบเอา
สีหน้าของผักกาดดูไม่ค่อยดีนัก ยิ่งได้ยินคำพูดวิพากษ์วิจารณ์ถึงธนา สีหน้าก็ยิ่งคล้ำลง พราวพรายกับ
“พี่ผัก ทำหน้าแบบนั้นอีกแล้วนะคะ ทำตัวเหมือนเคยถูกท่านประธาน ธนาหักอก แล้วยังแค้นฝังหุ่นเลยนะคะ”
“ปะ เปล่าซะหน่อย” ผักกาดถึงกับอึ้ง
“หยอกๆ ค่ะ แหม ดูทำหน้าเข้า ใขนาดนี้ ทำซะปุ้ยคิดว่าเป็เื่จริง” ปุ้ยหัวเราะร่วน เธอเพิ่งเรียนจบ หลังจากที่ไปฝึกงานในบริษัทขายเครื่องคั่วกาแฟต่างประเทศที่มาเปิดสาขาในเมืองไทยเสร็จ จบการศึกษาเรียบร้อยปุ้ยก็ยื่นใบสมัครมาที่นี่และถูกว่าจ้างทันที เธอเพิ่งเข้ามาทำงานได้เพียงปีกว่าแต่ด้วยนิสัยร่าเริงแถมยังขี้ประจบอยู่หน่อยๆ ทำให้ปุ้ยได้รับความเอ็นดูจากรุ่นพี่ในที่ทำงานทุกคน
“ปุ้ย อย่าพูดแบบนี้นะ ถ้าคนอื่นได้ยินเข้า ผักจะเสียหาย พี่รู้ ปุ้ยอาจจะคิดว่าล้อเล่นแต่คนอื่นจะมองผักไม่ดี” พราวพรายหันไปดุสาวน้อยเบาๆ
ปุ้ยหน้าเสีย พอนึกถึงสถานภาพแม่เลี้ยงเดี่ยวของผักกาดก็ถึงกับรู้สึกผิด หญิงสาวรีบหันไปทางผักกาดพร้อมยกสองมือขึ้นไหวปะหลก “พี่ผัก ปุ้ยขอโทษนะคะ ปุ้ยคิดน้อยไปหน่อย ต่อไปปุ้ยจะระวังคำพูดให้มากค่ะ”
“อืม พี่ไม่โกรธหรอก แต่ก็เหมือนพี่พราวบอกนั่นล่ะ เราอาจจะรู้กันว่าปุ้ยแค่หยอก แต่คนอื่นได้ยินเข้าคงไม่ดี”
“ขอบคุณค่ะพี่ผัก”
วรภัทร พิมพ์ประทานสั่งอยู่หัวโต๊ะในห้องประชุมเล็ก พนักงานในออฟฟิศที่ถูกเรียกตัวเข้าประชุมมียี่สิบคน
“พวกคุณเกี่ยวข้องกับการทำงานในภาพรวมของบริษัท ผมอยากให้แต่ละคนเล่าให้คุณธนาฟังถึงส่วนงานที่แต่ละคนรับผิดชอบ เพราะต่อไปบริษัทของเราจะเริ่มกระจายสาขาให้ทั่วกรุงเทพและปริมณฑล”
วรภัทรอธิบายอยู่ราวสิบห้านาที พนักงานหน้าออฟฟิศก็เข้ามารายงานว่าท่านประธานบริษัทวินเนอร์เดินทางมาถึงแล้ว
“คุณผัก สไลด์กับข้อมูลตรวจสอบเรียบร้อยแล้วนะ”
ผักกาดพยักหน้ารับ “เรียบร้อยค่ะ ดิฉันเช็คสองรอบแล้ว”
“ดีครับ” วรภัทรหันไปทางพนักงานที่ยืนรอ “ไปเชิญคุณธนากับเลขามาได้เลย”
ทุกคนอดไม่ได้ที่หันหน้าไปดูนอกผนังกระจก ร่างสูงสง่าในเสื้อยืดสีน้ำตาลอ่อนทับด้วยสูทสีน้ำตาล เดินนำหน้าเลขานุการสองคนเข้ามาในห้องประชุม หญิงสาวครึ่งห้องเผลอยิ้มน้อยๆ ออกมา ไม่เพียงแค่ท่านประธานที่หล่อเหลาแต่เลขานุการหนุ่มด้านหลังก็หล่อคล้ายดาราเกาหลี ส่วนเลขาสาวก็ตกเป็เป้าสายตาของหนุ่มพนักงานที่เหลือ
“สวัสดีครับคุณธนา เชิญครับ” วรภัทรลุกจากเก้าอี้หัวโต๊ะแล้วผายมือเชิญให้ธนานั่งเก้าอี้ด้านขวาเพราะจะได้เห็นจอภาพถนัดมือ ส่วนเขาก็นั่งถัดไป
ธนากล่าวทักทายวรภัทรเสร็จก็ปรายตามองไปดูผู้หญิงที่ยืนอยู่หน้าคอมพิวเตอร์พกพาด้านหลัง เขารู้สึกคล้ายกับเคยเห็นหน้าเธอมาก่อนแต่นึกไม่ออกว่าเคยเห็นที่ไหน?
ผักกาดสบตากับธนาเพียงแวบเดียว เธอก็พยายามหลบสายตาเขา มือของเธอกำเข้าเบาๆ รู้สึกถึงเหงื่อที่ซึมออกมาในฝ่ามือ หญิงสาวเสไปมองหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่เปิดเตรียมเอาไว้
ธนาเห็นท่าทางของผักกาดแล้วขมวดคิ้ว ผู้หญิงที่พบเขาหากไม่พยายามสบสายตาก็เขินอายแต่พนักงานหญิงคนนี้ทำเหมือนเขาติดหนี้เธอแล้วไม่ยอมจ่าย สุดท้ายเขากลายเป็คนที่เ้าหนี้รังเกียจ
“คุณธนารับเครื่องดื่มอะไรดีครับ?”
ธนายิ้มน้อยๆ “มาถึงบริษัทจำหน่ายเครื่องคั่วกาแฟกับเมล็ดกาแฟ ผมก็คงต้องขอชิมกาแฟสักถ้วยครับ”
“ชอบแบบไหนล่ะครับ?”
“ผมแอบไปชิมลาเต้ของสกายกิฟต์มาเกือบทุกสาขา มีเพียงสาขานี้ที่ยังไม่เคยลอง เอาลาเต้ร้อนก็แล้วกันครับ” ใบหน้าคมคายคลี่ยิ้มน้อยๆ
พนักงานหญิงของสกายกิฟต์ดวงตาเป็ประกาย หลายคนอดไม่ได้แอบหันไปสบตากัน โดยเฉพาะปุ้ยถึงกับแอบยื่นมือไปต้นขาหยิกพราวพรายใต้โต๊ะ
ธนากวาดตามองพนักงานที่นั่งอยู่สองฟากของโต๊ะประชุมแบบโค้งทีละคนวนไปจนถึงคนสุดท้ายคือผักกาด แต่เธอเอาแต่จ้องจอคอมพิวเตอร์เพื่อตรวจสไลด์ที่เธอต้องบรรยาย
ธนาหันไปพยักหน้าให้กับวรภัทร “เริ่มได้เลยครับ จะได้ไม่เสียเวลา”
วรภัทรหันไปมองผักกาด “ถ้าพร้อมแล้ว เริ่มได้เลยครับ”
“ค่ะ” ผักกาดลุกขึ้นยืน เธอสวมเสื้อชุดสูทกางสีน้ำตาลคล้ายกับธนาราวกับนัดกันเอาไว้ หญิงสาวสบตากับธนาเล็กน้อย “ดิฉันทักษพร เรียกสั้นๆ ว่าผักก็ได้ค่ะ”
ในหัวของธนาวนเวียนไปด้วยคำถาม เขาอยากรู้ว่าตนเองเคยเห็นหน้า ทักษพรคนนี้ที่ไหน? แต่....ยิ่งคิดก็ยิ่งปวดหัว เขาหันไปมองวรภัทรก็เห็นว่าฝ่ายนั้นกำลังมองผู้หญิงตรงหน้าเขาอยู่เช่นกัน จากสายตาผู้ชายด้วยกัน ธนาพอดูออก วรภัทรให้ความสนใจทักษพรมากกว่าลูกน้อง
“บอสครับ กาแฟครับ” ณัฐวุฒิวางถ้วยกาแฟและแก้วน้ำลงตรงหน้า
ธนาจึงพยายามหันมาสนใจแก้วกาแฟก่อนที่เขาจะปวดหัวมากไปก็นี้ ชายหนุ่มยกแก้วกาแฟที่ทำรูปหัวใจซ้อนกันสวยงามขึ้นแตะริมฝีปาก
ผักกาดเริ่มบรรยายข้อมูลของการบริหารร้านกาแฟพร้อมเปิดสไลด์ที่ทำไว้อย่างน่าสนใจไปเรื่อยๆ จากนั้นก็ผลัดให้พนักงานคนอื่นๆ ขึ้นมานำเสนอข้อมูล ธนากับณัฐวุฒิป้อนคำถามเกี่ยวกับการแก้ปัญหาในบริษัทสกายกิฟต์ไปพอสมควร การประชุมผ่านไปราวสองชั่วโมงก็จบสิ้น
“หล่อ รวย ดูดี สมแล้วที่เป็ทายาทมหาเศรษฐี” ปุ้ยประสานมืออมยิ้มมองตามแผ่นหลังของกลุ่มคนที่เดินขึ้นรถตู้คันใหญ่สีดำ
“ใช่ๆ ท่านประธานก็หล่อ เลขาก็งานดี เลือกไม่ถูกเลย” เสียงที่ดังขึ้นด้านหลังทำเอากลุ่มคนด้านหน้าหันหลังกลับไปมอง
“ป้าน้ำ ปล่อยให้พวกหนูเถอะค่ะ ขอร้อง”
แม่บ้านประจำออฟฟิศหัวเราะออกมา “ก็ป้าเห็นพวกหนูพากันเพ้อหนักเลยนี่ แต่ว่าคนจากบริษัทใหญ่ดูดีจริงๆ เลขาผู้หญิงก็สวยยังกับดารา”
“ใช่ๆ” ทุกคนส่งเสียงเซ็งแซ่
พราวพรายตบมือเรียกให้ทุกคนกลับเข้าสำนักงาน “ไปทำงานต่อได้แล้ว ยังไม่เลิกงานนะ”
“พี่พราวได้เวลาไปรับลูกแล้ว ขอเวลาสิบห้านาทีนะคะ” ผักกาดละล่ำละลัก เธอมีภาระต้องไปรับลูกชายแก้มยุ้ยที่โรงเรียนอนุบาลหน้าปากซอย่บ่ายสาม
ผักกาดขี่มอเตอร์ไซด์ไฟฟ้าไปหน้าปากซอย ผู้ปกครองกำลังเลี้ยวรถต่อแถวกันเข้าไปรับเด็กน้อย เธอจอดจักรยานไฟฟ้าที่มีที่นั่งเด็กอยู่ด้านหน้าแล้วลงไปแจ้งชื่อลูกชาย ไม่นานนักเ้าตัวน้อยก็ถูกครูจูงมือป้อมออกมาส่ง
“แม่ครับ มาช้าจัง”
***********
