บทที่5
จากนั้นพวกเขาทั้งสองก็พากันเดินผ่านร้านนั้นร้านนี้ เข้าออกนั่นนี่ไปเรื่อยเพื่อสำรวจดูว่ามีสิ่งใดน่าสนใจบ้างและอะไรเป็ที่นิยมอีกทั้งเปิดขายได้เรื่อยๆ บ้าง
“อาเหอ มีอีกที่หนึ่งที่ข้าอยากพาเ้าไป”
“ที่ใดรึ?”
“มันก็ไม่ใช่ที่ที่วิเศษหรือเกี่ยวกับการเดินสำรวจตลาดอะไรหรอก…เพียงแต่ข้ากับเ้าชอบแวะมาเล่นกันบ่อยๆ ก็เท่านั้น เผื่อเ้าจะนึกอะไรออกบ้างถ้าได้ไปที่นั่น”
จื้อจงอยากพาหนิงเหอไปที่ที่พวกเขาเคยชอบไปดู เผื่อหนิงเหอจะนึกอะไรได้บ้าง
“งั้นรึ…เอาสิ”
เขาไม่ปฏิเสธความหวังดีของจื้อจง แม้จะไม่ค่อยพูดอะไรแต่เขารู้ดีว่าจื้อจงเป็ห่วงเขาอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน
จื้อจงพาเขาเดินมายังที่ที่หนึ่ง มันเหมือนจะเป็หอตรวจอะไรสักอย่างที่สูงพอสมควร
“ที่นี่รึ?”
“ใช่ ที่นี่เป็หอตรวจตราเก่าที่ไม่ได้ใช้การแล้ว เห็นว่าจะทุบทิ้งเร็วๆ นี้แล้วด้วย ข้าเลยอยากพามาดู อาจจะเป็ครั้งสุดท้ายที่เราจะได้มาที่นี่กันก็ได้”
“อืม…งั้นเราก็ขึ้นไปกันเถอะ”
ทั้งเขาและจื้อจงพากันขึ้นไปบนหอนั่นทันที เมื่อขึ้นมาถึง้าสุดของหอที่เป็จุดไว้ใช้สำหรับตรวจตราเขาก็ต้องอุทานออกมาด้วยความประทับใจ เพราะมันมองเห็นรอบๆ เมืองได้เกือบทั่ว เห็นว่ามีอะไรอยู่ตรงไหนบ้าง เห็นกระทั่งวังหลวงที่อยู่ไกลลิบ เห็นหอสูงต่างๆ หมู่ตึกที่อยู่ติดๆ กันเป็กลุ่มอาคาร นี่สินะบรรยากาศและสถานที่ต่างๆ ของในนิยายที่เขาชอบ
จื้อจงเล่าว่าเมื่อก่อนตอนเด็กๆ เพราะไม่ค่อยมีเพื่อนเล่นและมักจะเล่นอยู่ด้วยกันเพียงสองคนบ่อยๆ พวกเขาชอบมาเล่นที่นี่ด้วยกัน เวลามองออกไปจากหอตรวจตราจะเห็นรอบๆ เมืองได้ชัดขึ้นพวกเขาชอบมองคนนั้นคนนี้และเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นไปทั่วซึ่งมันก็เพลินดีอยู่ไม่น้อย
“เมืองหลวงนี่กว้างใหญ่ชะมัด ขนาดมองจากตรงนี้ยังมองได้ไม่ทั่วเลย”
หนิงเหออดที่จะชื่นชมให้กับความกว้างใหญ่และอลังการที่เห็นตรงหน้าไม่ได้ คือมันกว้างใหญ่จริงๆ ไม่แปลกที่ในเื่ ลิขิตรักในห้วงฝัน จะดำเนินเื่อยู่ในเมืองหลวงของแคว้นฉีซะส่วนมาก เพราะมันมีทุกอย่างอยู่ที่นี่ทั้งหมดแล้ว
“ใช่…ขนาดพวกเราเองก็อยู่กันเกือบขอบของเมืองหลวงแล้วนะ ข้ายังมองเห็นกำแพงเมืองหลวงลิบๆ เลย”
จื้อจงบอกพร้อมกับชี้ไปที่กำแพงเมืองที่อยู่ไกลลิบๆ จริงๆ
“จริงด้วย อ่ะ นั่น…หอนั่น”
พอมองไปอีกด้านเขาก็เห็นหอสูงที่ดูสูงมากๆ เมื่อเทียบกับสิ่งก่อสร้างที่อยู่ที่นี่ ทั้งยังอยู่บนยอดเขาด้วย และไกลขนาดนี้เขาก็ยังมองเห็นมันอีก ถ้าไปดูใกล้ๆ จะใหญ่ขนาดไหนกัน
“รู้รึว่าหออะไร”
ลักษณะแบบนี้เขาก็คิดออกอยู่แค่ที่เดียว แม้จะมีบรรยายอยู่ต้นเื่เล็กน้อยว่ามีลักษณะแบบไหนแต่ก็เป็หอที่ถูกพูดถึงเป็่ๆ อยู่ในนิยายบ่อยๆ เพราะตัวเอกหลายตัวเข้าไปในหอนี้กันเกือบทุกคน
“ใช่หอนภาหรือไม่”
“จำได้ด้วยรึ หรือว่านึกอะไรออก”
จื้อจงดีใจคิดว่าหนิงเหอจะคิดอะไรออกบ้าง แต่ก็ไม่ใช่…
“ไม่ๆ ข้านึกไม่ออก เพียงแต่มันอยู่ในหัวข้าเท่านั้น ข้าพูดตามความรู้สึก”
“อ่อ…”
“อาจื้อ เ้าไม่ต้องห่วง แม้ความจำข้าจะไม่กลับมาแต่เราก็สร้างมันขึ้นมาใหม่ได้ เพราะอย่างไรข้าก็คือข้ามิใช่รึ”
“…อื้ม”
จื้อจงมองหนิงเหอ ใช่เขาเป็ห่วงหนิงเหอในเื่นี้ แต่พอคิดแบบที่หนิงเหอบอก ถ้าจำไม่ได้ก็แค่สร้างใหม่ อย่างไรคนตรงหน้าเขาก็คืออาเหอของพวกเขาอยู่ดี จากนั้นก็ยิ้มและพยักหน้ารับ
ส่วนหนิงเหอก็ยิ้มตอบและชวนเปลี่ยนเื่เพื่อไม่ให้จื้อจงกลับไปคิดมากอีก เขาชี้ไปที่หอนภาอีกครั้งและถาม
“หอนภานั่น…เ้าเคยอยากเข้าไปบ้างหรือไม่”
เห็นแต่ละครั้งที่มีบรรยายเกี่ยวกับหอนภาทุกครั้งมักเกี่ยวกับอาวุธหรือของวิเศษบ้างล่ะ หยกเพิ่มระดับบ้างล่ะ และทุกอย่างนี้ล้วนมีมูลค่าทั้งนั้น มันจึงทำให้เขารู้สึกสนใจเป็อย่างมาก ติดอย่างเดียวเื่พลังของเขาที่มันต่ำเตี้ยเสียเหลือเกิน
“ถามว่าอยากหรือไม่ก็อยากแหละ แต่ด้วยพลังแค่นี้ ถ้าข้าเข้าไปคงตายั้แ่ประตูทางเข้ากระมัง”
จื้อจงตอบตามจริง มันไม่ง่ายที่จะเข้าไป
“อืม…นั่นสิ แต่ก็น่าเสียดายเนอะ ถ้าพวกเราเก่งกว่านี้คงไปหาผลประโยชน์ในนั้นออกมาได้”
หนิงเหอคิดไม่ต่างกัน มันก็จริงแหละ พลังระดับสองเข้าไปก็คงถูกอสูรในนั้นฆ่าตายั้แ่ทางเข้ากระมัง แต่ถ้าระดับพลังสี่ขั้นต้นอันนี้น่าจะได้ เพราะเห็นว่าพวกตัวเอกก็เข้าไปด้วยระดับพลังสี่ขั้นสูงกันทั้งนั้น
“ก็คงได้แค่ฝันแหละ พ้นอายุสิบห้าสิ้นปีนี้พวกเราก็เข้าไปในนั้นกันไม่ได้แล้ว อีกอย่างจะได้ผลประโยชน์หรือความตายกลับมาอันนี้ก็ไม่แน่”
เขามีโอกาสกันแค่ปีนี้ ซึ่งมันเป็ไปได้ยากที่พลังระดับสองอย่างพวกเขาจะเข้าไปแล้วรอดกลับมา
“อืม…”
พวกเขาเลิกสนใจหอนภานั่นและดูอย่างอื่นกันต่อ เขาอยู่บนหอตรวจตราเก่ากันอีกพักใหญ่ก่อนจะพากันลงมาด้านล่าง จากนั้นก็แวะกินอาหารตามร้านข้างทางอีกนิดหน่อยและมาปิดท้ายที่โรงน้ำชาเล็กๆ แห่งหนึ่งซึ่งอยู่ท้ายตลาด ตรงนี้ผู้คนไม่เยอะมากแต่ก็ยังพอมีให้เห็น ทั้งยังมีลูกค้าจรที่ไม่เหมือนคนในเมืองอยู่อีกเล็กน้อยด้วย
“เถ้าแก่ ขอชาหนึ่งชุด ซาลาเปาสองลูก”
“ได้ๆ รอสักเดี๋ยวขอรับ”
พูดจบเถ้าแก่ก็รีบไปจัดการให้ทันที ระหว่างนั้นก็มีชาวบ้านเดินผ่านไปมาบ้างเล็กน้อยบ้างก็หยุดสนทนาเมื่อเจอคนรู้จักมักคุ้น อย่างเช่นหญิงสาวสูงวัยสองคนตรงหน้าร้านที่เขากำลังนั่งอยู่ตอนนี้
‘นี่ๆ เ้ารู้หรือไม่คุณหนูเล็กของสกุลอี้จะแต่งงานเร็วๆ นี้ล่ะ’
‘กับคุณชายใหญ่สกุลลั่วน่ะรึ’
‘ไม่ใช่ๆ กับคุณชายเล็กต่างหาก ที่สกุลลั่วเปลี่ยนตัวเ้าบ่าวกะทันหันน่ะสิ’
‘เอ๋ เป็เช่นนั้นรึ แล้วเหตุเป็เช่นนั้นไปเล่า หรือว่ามีเื่ใดกัน’
‘นี่…รู้แล้วอย่าไปบอกใครล่ะ’
‘เห็นบ่าวในจวนสกุลอี้บอกมาว่า คุณหนูฟางมี่ถูกมอมเหล้าโดยคุณชายเล็กไท่ชิงและถูกล่วงเกินน่ะสิ พอคุณหนูฟางมี่เสียหายแบบนั้นเลยจำต้องเปลี่ยนเ้าบ่าวกะทันหันเช่นนี้’
‘ตายจริง เื่ขายหน้าเช่นนี้คุณชายลั่วก็ช่างทำไปได้ แต่ก็น่าสงสารคุณหนูอี้นะ แล้วอย่างไรต่อรึ’
ข้าว่าถ้าจะกระซิบกันดังขนาดนี้อย่าบอกว่ามันเป็ความลับเลยดีกว่านะท่านป้าทั้งสอง
“ป้าสองคนนั้นน่ะมั่วแล้ว คนที่ถูกมอมเหล้าวางยาน่ะคือคุณชายเล็กสกุลลั่วต่างหาก”
“หือ เ้ารู้เื่นี้กับเขาด้วยรึ”
“ข้ารู้มากกว่านั้นอีก มานี่ข้าจะเล่าให้ฟัง”
เขาขยับเข้าใกล้จื้อจงตามสัญญาณมือที่เ้าตัวกวักเรียก
“คุณหนูเล็กสกุลอี้ ชื่อของนางคือฟางมี่ เดิมทีนางน่ะสนใจคุณชายเล็กลั่วไท่ชิงอยู่ แต่คุณชายไท่ชิงดันสนใจคุณหนูใหญ่อี้ฟางจิน และคุณหนูใหญ่ฟางจินก็ดันสนใจคุณชายใหญ่ลั่วเทียนไท่ ส่วนคุณชายใหญ่เทียนไท่ก็ดันมาสนใจคุณหนูเล็กฟางมี่น่ะสิ”
“โอ๊ะ พี่น้องสองตระกูลสลับคู่กันรึ?”
แล้วชื่อนี่ก็คุ้นๆ ทั้งนั้น มิใช่ตัวละครหลักในนิยายหรอกรึ!
“ใช่ ฝ่ายชายเป็ผู้สู่ขอ เดิมมีแม่สื่อมาแจ้งที่จวนสกุลอี้ว่าคุณชายสกุลลั่วชอบพอคุณหนูเล็กบ้านนี้ คุณหนูเล็กไม่ทันได้สืบสาวว่าเป็คุณชายคนไหนก็รีบตอบตกลง เพราะคิดว่านางกับคุณชายไท่ชิงใจตรงกัน ที่ไหนได้เป็คุณชายเทียนไท่ซะงั้น แต่ก็ไม่ทันแล้วตอบตกลงไปก็เหมือนเป็การหมั้นหมายกันไปแล้ว ด้วยความที่ไม่อยากผิดใจกับพี่สาวด้วย เลยวางแผนกับพี่สาวของตน มอมเหล้าคุณชายไท่ชิงแล้วก็รวบหัวรวบหางเสียเลยและมันก็ได้ผล ทำให้การแต่งงานกับคุณชายเทียนไท่เป็อันถูกยกเลิก พี่สาวตนก็เดินหน้าเกี้ยวคุณชายใหญ่ต่อได้ ส่วนนางก็ได้คุณชายเล็กมา เป็อันจบ”
“โอ้โห….เ้าเล่าเสียละเอียดอย่างกับเ้าไปอยู่ใต้เตียงคุณหนูอี้เลยนะอาจื้อ!!!”
‘จริง! เ้าเด็กนี่รู้เยอะอย่างกับไปอยู่ใต้เตียงแม่นางผู้นั้นดังว่า น่าสนใจๆ’
อยู่ๆ ก็มีเสียงดังขึ้นข้างหู เขาเลยรีบหันไปมองด้วยความใ
“เห้ย!? ใหมด!”
เป็สตรีวัยกลางคน แต่งกายด้วยชุดผ้าไหมชั้นดีสีดำสนิท นางหันมามองเขาด้วยความใไม่ต่างกันเท่าไหร่นัก ก่อนที่สีหน้าใจะเปลี่ยนเป็สีหน้าประหลาดใจ จากนั่นก็เผยรอยยิ้มออกมาเล็กน้อย…แต่มันเป็ยิ้มที่น่ากลัวแปลกๆ อย่างไรเขาก็บอกไม่ถูกเหมือนกัน
“คนรู้จักเ้ารึอาจื้อ!?”
เขารีบหันไปถามอาจื้อ เล่นโผล่มาด้านหลังเขาแบบนี้อาจื้อก็น่าจะเห็นและบอกเขาก่อนสิ แต่ต่อให้เป็คนรู้จักกันยังไงแต่มายืนแอบฟังคนอื่นคุยกันโต้งๆ แบบนี้ก็เสียมารยาทอยู่นะ
“ใคร? เ้าเป็อะไรอยู่ๆ ก็ะโเสียงดัง ข้าใหมด”
จื้อจงถามด้วยความสงสัย ที่อยู่ๆ หนิงเหอก็ะโออกมาและทำท่าทางแปลกๆ พร้อมกับมองไปด้านหลังตนเอง
“ก็นาง….! อ้าว หายไปไหนแล้ว?”
“ใคร?”
“แม่นางชุดดำที่มายืนอยู่ข้างหลังข้าเมื่อครู่นี้ไง พอข้าหันมาถามเ้าหันไปอีกทีนางก็ไม่อยู่แล้ว”
“อาเหอ…ข้าไม่เห็นใครเลย ตรงนี้มีแค่ข้ากับเ้าสองคนเท่านั้น”
พอได้ยินแบบนั้นอยู่ๆ ก็รู้สึกขนลุกขึ้นมาทันที…อาจื้อไม่น่าโกหกเขา เขาเชื่อ แล้วสิ่งที่เขาเห็นและได้ยินเมื่อครู่ล่ะ เขาควรเชื่อไปในทิศทางไหนดี…จอมยุทธ ผู้มีพลังพิเศษ หรือ….ผี! เพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรก เื่พี่สาวสองคนนั้นก็ด้วยที่ชอบผลุบๆ โผล่ๆ มาให้เขาเห็นอยู่บ่อยครั้งและก็หายตัวไป พอถามอาจื้อ อาจื้อก็มักจะตอบว่าไม่เห็นใครหรือผู้ใดเลยตลอด…นี่มันไม่ตลกแล้ว!
“ชะ…ช่างเถอะ กลับมาเื่ที่เราคุยกันเมื่อครู่ดีกว่า”
เขาตัดบทก่อนจะชวนกลับเข้าบทสนทนาก่อนหน้านี้ทันที
“อืม เ้าหน้าซีดๆ ไม่เป็อะไรแน่นะ”
“ไม่ ข้าไม่เป็อะไร ว่าแต่ทำไมเ้าถึงได้รู้ลึกขนาดนี้ล่ะ”
“อ่อ ก็พี่อิ่งอิงที่โรงครัวน่ะสิ นางเป็ญาติกับบ่าวประจำตัวคุณหนูเล็กสกุลอี้ ตอนกลับบ้านครั้งล่าสุดนางได้คุยกับพี่สาวผู้นี้ พี่สาวนางก็เล่าให้ฟังเสียหมด วันนั้นข้ากำลังจะไปทำงานที่ลานซักล้างเห็นพี่อิ่งอิงเข้าพอดีเลยชวนคุย คุยไปคุยมานางก็หลุดเล่าเื่นี้มาให้ฟังซ้ำยังบอกว่า อย่าไปบอกคนอื่นด้วย แต่ข้าก็ไม่ได้บอกใครอื่นเลยนะนอกจากเ้านี่ล่ะ เพราะเ้าไม่ใช่คนอื่น”
“เ้านี่จริงๆ เชียว เื่ที่ไม่น่ารู้ก็รู้ไปเสียหมด แต่ว่าก็ว่าเถอะ หญิงสาวสมัยนี้ก็น่ากลัวเอาเื่เหมือนกันนะ ถึงกับมอมผู้ชายเพื่อให้ได้มาขนาดนี้”
นึกว่าจะมีแต่ในละครที่โลกเก่าของเขาเสียอีก นับว่าแรงใช้ได้เลย
แต่ที่เขาสนใจเื่ของคุณหนูตระกูลอี้กับคุณชายตระกูลลั่วเพราะมันเป็ตัวละครหลักอีกทั้งยังเกี่ยวกับเถียนถิงตัวละครที่เขาชอบด้วย ในอนาคตหนึ่งในคนพวกนี้จะเป็ต้นเหตุทำให้เถียนถิงแท้งลูก…เขาจะหาทางจัดการเื่นี้ได้มั้ยนะ
“นี่ยังนับเป็เื่ธรรมดาๆ เื่ที่ข้ารู้มามียิ่งกว่านี้อีก ไม่ใช่แค่พวกคุณหนูหรือหญิงสาวหรอกนะพวกคุณชายน้อยหลายๆ คนก็มีที่ร้ายๆ แบบนี้น่ะ”
จื้อจงว่าต่อ
“โอ้ ข้าเชื่อแล้วว่าเ้านี่แหละอาจื้อที่สุดยอดยิ่งกว่าป้าข้างบ้าน!”
“ใครรึป้าข้างบ้าน นางก็รู้เื่เยอะเหมือนกันกับข้ารึ?!”
ถ้าเป็ป้าข้างๆ บ้านที่พวกเขาอยู่ในตอนนี้เขาก็รู้จักหมดแล้วนะ อีกทั้งยังไม่มีใครรู้เยอะเท่าเขาด้วย พวกท่านป้าเ่าั้ยังชอบมาถามเื่นั้นนี้กับเขาอยู่บ่อยๆ เลย จื้อจงคิด...
“ทำไมเ้าอยากรู้จักรึ”
“ใช่น่ะสิ เผื่อจะคุยกันถูกคอ”
“ฮ่าฮ่าฮ่า ช่างป้าข้างบ้านเถอะเ้าคนนี้นี่ อยากรู้ไปเสียหมด ไม่แปลกใจทำไมเ้าถึงได้รู้เยอะขนาดนี้”
บางทีจื้อจงก็คงไม่ได้คิดอยากรู้จริงๆ หรอกแต่ที่จื้อจงรู้มาอาจจะเกิดจากความบังเอิญด้วยในหลายๆ ครั้ง คงถามไปแบบพวกเ้าหนูจำไม ถามแบบตาใสไม่ได้คิดร้ายอะไร ฝ่ายตรงข้ามก็คงเผลอเล่าออกมาโดยไม่รู้ตัว เขาว่าน่าจะเป็แบบนี้เพราะตอนนี้เขาเองก็อยากจะเล่าเื่ป้าข้างบ้างให้คนตรงหน้าเขาฟังแล้วเหมือนกัน
‘ป้าข้างบ้านช่างน่าสนใจ ข้าเองก็อยากรู้จักนางเหมือนกัน’
อยู่ๆ เสียงของสตรีชุดดำที่เขาได้ยินก่อนหน้านี้ก็ดังขึ้นมาที่ข้างหูเขาอีกครั้ง ตอนนี้ััได้แล้วว่าเสียงมันเย็นและก้องกว่าคนปกติทั่วไปอยู่หลายส่วน จากที่เมื่อครู่พยายามทำใจคิดในแง่ดีฟังอาจื้อเล่าเื่อื่นจนรู้สึกขำไปด้วย พอได้รับรู้ถึงเสียงของสตรีชุดดำอีกครั้งเขาก็ยิ้มค้างกลางอากาศทันที ขนหัวนี่พร้อมใจกันลุกพึ่บพับ รู้ตัวเลยว่าเก็บทรงไม่อยู่ ยิ่งมองอาจื้อที่ไม่มีท่าทีว่าเห็นใครอยู่ข้างๆ หรือด้านหลังเขาก็ยิ่งมั่นใจในความคิดของตัวเองเข้าไปอีก ทำไมเขาต้องมาเจออะไรแบบนี้! นี่ไม่ใช่นิยายสยองขวัญนะเว้ยเห้ย!
“อาจื้อ ข้าว่าเรารีบกินรีบกลับกันเถอะ เดี๋ยวพวกท่านแม่จะรอ”
“อื้อ”
พวกเขานั่งจิบชากินซาลาเปากันเรียบร้อยก็แวะซื้อขนมติดไม้ติดมือกลับไปฝากมารดาทั้งสองก่อนจะรีบพากันกลับบ้านทันที
----------------------------------------------------------
สรุปน้องหลงเข้ามาอยู่ในนิยาย ลิขิตรักในห้วงความหลอน ค่ะ 555+
ขอบคุณที่ติดตาม และขอบคุณสำหรับทุกคอมเม้มทุกกำลังใจนะคะ ^3^ จุฟๆ
รักและคิดถึงคนอ่านเสมอค่ะ