บทที่ 39
ถ่างขาออก
ทันทีที่หัวโค้งลงต่ำ เย่เหลียงก็คุกเข่าลงไปกับพื้นด้วย นี่มันช่างโง่เง่าสิ้นดี
เขาเดาไม่ออกเสียด้วยซ้ำว่าใครมันอยู่ในเกราะเหล็กตรงหน้าเขานี่ เขารู้เพียงแค่ว่า การที่อีกฝ่ายบอกจะฆ่าเขานั้นไม่ใช่เรื่องตลกแน่ๆ
เย่เหลียงนั้นเคยมีเรื่องกับคนอื่นๆไว้เยอะ แต่เพราะว่าเขานั้นเป็นพี่ใหญ่ของตระกูลเย่ที่ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นใหญ่ในเมืองตงหลิงนี่ด้วยก็ได้ เพราะงั้นแล้วจึงไม่มีใครกล้าที่จะโต้กลับเขา
อย่างไรก็ตาม ในวันนี้ ชายผู้ที่พังประตูเข้ามาด้วยซากรถนั่น ดูเหมือนจะไม่ได้กลัวในตัวตนที่ยิ่งใหญ่ของเขาเลย แล้วไหนจะน้ำเสียงที่เปี่ยมไปด้วยจิตสังหารนั่น ฟังยังไงก็รู้ว่าอีกฝ่ายนั้นอยากจะฆ่าเขาเพียงอย่างเดียวเท่านั้น!
อู๋ตี้ยกมือขึ้นในขณะที่ดวงตาของเขานั้นก็เปล่งแสงสีแดงออกมาด้วย
ถ้าหากแขนนั่นตวัดลงมาล่ะก็ ด้วยแรงที่มากกว่า 30 เท่าของมนุษย์ปกติด้วยเกราะเทพเจ้าสงคราม A นั้น มันมากพอที่จะปัดเย่เหลียงให้กลายเป็นเนื้อเหลวๆได้ง่ายๆเลย
แต่ทันใดนั้นเอง เสียงร้องไห้ที่ดังมาจากชั้นบนนั้นมันทำให้เขายั้งมือเอาไว้
เสียงนั้นมันเปี่ยมไปด้วยความเศร้าเสียใจที่หาที่สุดไม่ได้
และเมื่อเสียงนั้นตกกระทบถึงหูของอู๋ตี้ มันก็เหมือนมีดนับร้อยทิ่มแทงใจเขา
“แกนี่มันเลวจริงๆ” เขาพูดด้วยเสียงเยือกเย็น
วินาทีต่อมา อู๋ตี้ก็จับแขนของเย่เหลียงและลากเขาขึ้นบันไดไปราวกับเป็นหมาที่ตายแล้วเสียอย่างนั้น
ในขณะนั้น เย่เหลียงนั้นกลัวสุดๆแล้ว หัวใจของเขามันแทบจะหยุดเต้น สมองมันชาไปหมดจนร่างกายเขาไม่ต่อต้านอะไรทั้งนั้นขณะโดนลาก
เมื่อมาถึงห้องนอนกลาง หลังเปิดประตูเข้าไปแล้ว อู๋ตี้ก็มองไปยังเตียงขนาดใหญ่ตรงกลาง ซึ่งบนเตียงนั้นมีหญิงสาวกำลังนั่งอยู่พร้อมกับจับเสื้อผ้าที่ขาดอยู่พร้อมๆกับปิดทรวงอกตนเองไปด้วย แต่ถึงจะเปิดขนาดนั้น ยังไงซะเธอก็ปกปิดผิวนวลขาวราวกับหยาดเหมันต์หลงฤดูไม่มิด แล้วไหนจะยังหยาดน้ำตาแห่งความน่าสงสารที่ไหลย้อยตามรูปหน้านั่นอีก
เธอคนนั้นคือเอ้อซีซี
เรือนร่างที่ขาวประดุจเนื้อครีมที่กำลังสั่นเพราะร้องไห้นั้น ยิ่งทำให้ความโกรธของอู๋ตี้มันปะทุขึ้นมากกว่าเดิมอีกหลายเท่านัก
ทางฝั่งเอ้อซีซีนั้น เมื่อเธอเห็นว่ามีใครเข้ามาเธอก็หยุดร้องไห้ไปพร้อมกับมองด้วยความงุนงงด้วย
นัยน์ตาที่แดงเพราะร้องไห้มองไปยังร่างที่สวมเกราะสีแดงชาดรวมถึงหน้ากากที่ดูน่ากลัวนั่น เธอก็เกิดวิตกกังวลขึ้นมา
อู๋ตี้นั้นลากเย่เหลียงด้วยมือข้างเดียวไปตามพื้น
*แผละ*
ในทันทีที่แขนนั้นคลายแรงลง ร่างของเย่เหลียงก็ถูกโยนไถลไปตามพื้นด้วย
“เจ้านี่ทำอะไรเธอบ้าง?”
เสียงของอู๋ตี้นั้นแหบพร่าและสั่นเทา เขานั้นสูญเสียความน่าเกรงขามที่เคยมีมาแล้ว
นั่นเพราะว่าตอนนี้ หัวใจของเขากำลังร้อนรน ถึงแม้ว่าตอนนี้จะยังอดทนอดกลั้นได้ แต่จริงๆมันก็เกือบจะถึงจุดที่พร้อมจะระเบิดออกมาแล้ว
เอ้อซีซีนั้นยังคงจำเสียงของอู๋ตี้ไม่ได้ ดวงตาที่แดงก่ำนั้นยังคงมองเขาด้วยความหวาดกลัวสลับกับมองเย่เหลียงบนพื้นด้วยความสั่นเทา
“ฮือออออออ ข-เขาทำร้ายฉัน ฮือออออออ”
ก่อนที่จะได้พูดจบ เอ้อซีซีก็อดไม่ได้ที่จะร้องไห้ออกมาอีกครั้ง
เมื่อตอนที่คิดถึงว่าเย่เหลียงทำอะไรกับเธอนั้น เขาเองก็แอบกลัวสิ่งที่คิดอยู่เหมือนกัน แต่เมื่อเห็นเอ้อซีซีร้องไห้ไม่หยุดแบบนี้ อู๋ตี้ก็ทนไม่ได้อีกต่อไป
ในความคิดของเขานั้น เอ้อซีซีต้องถูกเย่เหลียงข่มขืนไปแล้วแน่ๆ ไม่งั้นเธอคงไม่ร้องห่มร้องไห้ด้วยความเจ็บปวดขนาดนี้หรอก
มือขวาของเขายกขึ้นและพุ่งตรงไปยังหน้าผากของเย่เหลียงหมายจะตบให้คว่ำในทันที
“ไม่! ไม่นะ! ฉันยังไม่ได้ทำอะไรเธอเลยนะพี่ชาย!!”
ด้วยความกลัวตายที่วิ่งแล่นเข้ามา เย่เหลียงก็รีบร้องออกมาให้ไว
ฝ่ามือที่หุ้มด้วยเกราะหนานั้นหยุดลงในทันที โดยที่ระยะห่างของมันกับหัวของเขานั้นมีเพียง 5 เซนติเมตรเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม ถึงมือจะหยุดแล้วแต่แรงลมที่โดนซัดเข้ามาก็ปะทะเข้ากับใบหน้าของเย่เหลียงอย่างจังจนผมของเขาชี้ฟูไปหมด บนใบหน้าของเย่เหลียงตอนนี้มันแทบจะกลายเป็นน้ำไปแล้ว
เพียงแค่ลมที่เกิดจากการหวดยังทรงพลังขนาดนี้ ไม่ต้องคิดต่อเลยว่าถ้าโดนมือนั่นตบเข้ามาจริงๆที่หน้าผากจะเป็นยังไง บางทีเขาอาจจะกลายเป็นก้อนเลือดได้เลย
แม้มันจะเกิดขึ้นไปแล้ว หากแต่ในใจของเย่เหลียงก็ยังรู้สึกสั่นสะท้านอยู่ ทั่วทั้งร่างมันชาไปหมดราวกับโดนไฟช็อตไปทั้งตัว
“นายพูดอะไรนะ?” คำถามที่ฟังดูเย็นชาดังออกมาจากปากของอู๋ตี้
“ฉ-ฉันบอกว่าฉันยังไม่ได้ทำอะไรเธอทั้งนั้น แค่ฉีกเสื้อ แล้วก็...แล้วก็ พี่ใหญ่ก็โผล่มา...”
เย่เหลียงตอบด้วยความซื่อสัตย์พร้อมกับเสียงที่สั่นเท่า นี่น่ะอาจจะเป็นโอกาสสุดท้ายที่จะทำให้เขารอดชีวิตแล้ว
“เรื่องจริงงั้นเหรอ?”
อู๋ตี้หันไปถามเอ้อซีซีเพราะเขานั้นยังไม่เชื่อเย่เหลียง
เธอแหงนหน้ามองขึ้นมาในครานั้น ถึงแม้ว่าใบหน้าสวยนั้นจะยังมีน้ำตาอยู่เต็มทั้ง 2 แก้ม แต่เธอก็ยังมองไปยังชายลึกลับตรงหน้าเธอก่อนจะพยักหน้ารับ
หัวใจของอู๋ตี้ได้รับการผ่อนปรนแล้ว โชคดีจริงๆ อย่างน้อยเขาก็ไม่ได้มาสายเกินไป
แต่กระนั้นเขาก็คงจะปล่อยเย่เหลียงไปง่ายๆไม่ได้ ไม่งั้นแล้วในอนาคตอาจจะต้องเจออีกฝ่ายก่อเรื่องยุ่งยากให้อีกแน่ ดังนั้นมันต้องมอบบทเรียนกันหน่อย!
“ถ่างขาออก” น้ำเสียงเย็นชาเอ่ยขึ้นอีกครั้ง
“เอ๊ะ?” เย่เหลียงสงสัย
“ถ่างขา!”
ได้ยินดังนั้นเย่เหลียงก็ไม่กล้าที่จะขัดขืนอะไร เขาที่นั่งอยู่กับพื้นนั้นรีบถ่างขาออกทันที จากนั้นอู๋ตี้ก็ง้างเท้าไปด้านหลัง และทันใดนั้นก็เตะเข้าไปที่เป้าของอีกฝ่ายทันที!
“อุ่ก!?”
เสียงแห่งความเจ็บปวดกระอักขึ้นาภายในลำคอของเย่เหลียง ใบหน้าของเขาซีดเซียวไปในทันที สองมือกุมเป้าในขณะที่สติก็หลุดลอยออกไปในทันที
“หลังจากนี้นายจะได้ไม่เป็นภัยต่อสาวๆอีก”
พูดจบอู๋ตี้ก็หยิบเอาผ้าห่มจากเตียงและคลุมร่างของเอ้อซีซีไว้ก่อนจะอุ้มเธอขึ้นมาในอ้อมแขน
ตัวเธอเองก็ไม่รู้ว่าทำไม ถึงแม้ว่าเธอจะกลัวชายลึกลับที่อยู่ตรงหน้าเธอก็ตาม แต่เธอก็ไม่ได้ต่อต้านเขา กลับกันในใจลึกๆ เธอกลับรู้สึกปลอดภัยที่ได้อยู่ในอ้อมแขนของเขาเช่นนี้ด้วย
อู๋ตี้เดินไปยังหน้าต่างสไตล์ฝรั่งเศสที่แตกกระจายไปแล้วพร้อมๆกับเอ้อซีซีในอ้อมก่อน จากนั้นก็กระโดดขึ้นสูงจนกลายเป็นดาวหางสีแดงและหายวับไปในที่สุด
หลายนาทีต่อมา
“พี่เย่!” เสียงหญิงสาวดังขึ้น
ประตูของห้องนอนกลางนั้นถูกเปิดอีกครั้งพร้อมกับสาวสวยคนหนึ่งที่เดินเข้ามา
ตั้งแต่ที่เธอเข้ามาในคฤหาสน์แห่งนี้แล้ว เย่เหลียงก็จับเธอไปไว้ในห้องนอนห้องอื่น
และเมื่ออู๋ตี้ถล่มคฤหาสน์แห่งนี้ด้วยรถหรูนั้น ซูหลี่เหยาก็เข้าใจว่านั่นคือแผ่นดินไหว เพราะงั้นแล้วด้วยความที่เธอเองก็เป็นหญิงสาวที่ไม่ได้กล้าหาญอะไร เธอจึงวิ่งไปหลบอยู่มุมหนึ่งของห้องนอนนั้นและขดตัวเองกลมเพื่อปกป้องตนเอง
กระทั่งแรงสั่นสะเทือนนั้นหยุดลง เธอเองก็ไม่ได้ลุกขึ้นมาทันที ร่างเล็กนั้นยังคงขดตัวเองไว้ในอ้อมแขนของตนพร้อมกับสั่นด้วยความหวาดกลัว
ไม่นานนัก เธอก็ได้ยินเสียงของประตูห้องข้างๆถูกเปิด เมื่อนั้นเธอจึงค่อยๆสงบจิตสงบใจและย่องออกจากห้องนอนไป
ด้วยความระมัดระวัง หญิงสาวแนบตัวไปกับมุมหนึ่งของประตูและมองเข้าไปด้านใน เธอเห็นทุกๆสิ่งที่ชายลึกลับในชุดเกราะสีแดงทำกับเย่เหลียง เธอเห็นมันอย่างชัดเจน
อย่างไรก็ตาม ซูหลี่เหยาเองก็จัดว่าเป็นคนที่ฉลาดมากๆคนหนึ่ง เธอไม่ได้แสดงตนออกไปในตอนนั้น แต่รอจนกระทั่งชายลึกลับนั่นออกไปพร้อมกับเอ้อซีซี และทิ้งช่วงไว้อีกนิดหน่อยจึงผลักประตูเพื่อเข้าไปดูอาการเย่เหลียง
ในตอนนี้เย่เหลียงหมดสติไปแล้ว และที่บริเวณเป้าของเขาเอง แม้จะมีกางเกงในขวางกั้นอยู่แต่ก็ยังสามารถเห็นได้ว่าบริเวณต้นขาของเขานั้นมีเลือดไหลอยู่ เลือดที่ผสมกับของเหลวข้นขาวหนืดๆ
ซูหลี่เหยาค่อยๆนั่งลงไปใกล้ๆกับจุดที่ของเหลวนั้นไหลออกมา
จบสิ้นแล้ว ชีวิตของเขาน่ะ โดนเตะอัดเป้าไปขนาดนั้น อนาคตกลับมาเดินปกติได้ก็ดีแค่ไหนแล้ว ไม่ต้องหวังเรื่องจะกลับไปฟันหญิงเลย เจอสาวๆมาส่ายสะโพกอยู่ต่อหน้านกเขาจะขันไหวหรือเปล่าก็ไม่รู้
แล้วในเมื่อเรื่องมันเป็นแบบนี้ โอกาสที่จะได้ไปอยู่จุดสูงสุดของตระกูลเย่ของเธอมันจะยังเหลืออะไรอีกหรือไง?
ความรู้สึกเศร้าสลดนั้นมันก่อตัวและแพร่กระจายไปในใจของซูหลี่เหยา
สายตาของเธอนั้นจ้องมองไปยังของเหลวสีขาวและสีแดงที่อยู่ระหว่างขาของเย่เหลียงแบบตาไม่กะพริบเลย และทันใดนั้นแววตาของเธอก็เป็นประกายขึ้นอีกครั้ง แถมคราวนี้เธอยังดูบ้าคลั่งขึ้นมาอีก
และในจังหวะต่อมา ซูหลี่เหยาก็ทำเรื่องที่ไม่มีใครคาดคิดขึ้นมา
เธอเริ่มปลดกระโปรงที่รัดเอวเธอเอาไว้ให้หลวมๆ จากนั้นก็เดินไปยืนคร่อมช่วงล่างของเย่เหลียงไว้เหมือนกำลังเข้าห้องน้ำอยู่
นิ้วเรียวสองนิ้วค่อยๆบรรจงสัมผัสไปบนของเหลวสีแดงและสีขาวนั้นพร้อมๆกับกอบโกยมันออกมาให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
เมื่อได้ตามที่ต้องการแล้ว เธอก็ใช้มืออีกข้างของเธอดึงชั้นในสีขาวสะอาดลงมาเพื่อไม่ให้มันมาขัดขวางสิ่งที่เธอจะทำต่อไปนี้
ซูหลี่เหยาค่อยๆสอดมือที่มีของเหลวสีแดงและสีขาวนั้นเข้าไปใต้กระโปรงของเธอ เธอทำมันอยู่หลายต่อหลายครั้ง และขณะที่ทำเอง สีหน้าของเธอก็ดูมีความสุขสุดๆด้วย
เธอทำมันจนกระทั่งของเหลวเหล่านั้นไม่มีเหลืออยู่เลย
จากนั้นซูหลี่เหยาก็ค่อยๆยืนขึ้นในท่าที่เหมือนว่าเธอกำลังประคับประคองลูกของเธออย่างระมัดระวังไปด้วย สองมือนั้นกำชับช่วงล่างไว้อย่างดีที่สุด
มองไปยังสองนิ้วที่มีของเหลวนั้นไหลย้อยเป็นสายและหยดลงพื้นไปหยดถึงสองหยด สีหน้าของเธอก็ดูทุกข์ใจ
ร่างบางหันไปมองเตียงขนาดใหญ่แล้วจึงทิ้งตัวลงไปนอนบนพื้นข้างๆ ใช้ขาสองข้างพาดขึ้นไปบนเตียง ท่าดังกล่าวนั้นมันทำให้เธออยู่ในสภาพแปลกๆ ราวกับว่าเธอกำลังยืนกลับหัวอยู่อย่างนั้นแหละ
และด้วยสาเหตุนั้น มันทำให้ภาพตอนนี้ดูแปลกไม่น้อยเลย หญิงสาวที่ขาอยู่บนเตียงขณะที่ตัวอยู่บนพื้น และถัดจากเธอก็เป็นร่างของชายหนุ่มที่มีเลือดไหลอยู่ที่เป้ากางเกงโดยไม่ได้สติ
ยิ่งไปกว่านั้น จู่ๆหญิงสาวก็ลุกขึ้นมายืนอยู่ข้างๆเขาก่อนจะหัวเราะออกมา
“พี่เย่ ไม่ต้องกลัวไปนะ ฉันจะดูแลลูกของพี่เอง ถึงพี่จะหมดสมรรถภาพไปแล้วแต่ฉันก็ไม่รังเกียจหรอก เรามาเป็นครอบครัวเดียวกันในอนาคตดีกว่าเนอะ ฮ่าๆๆๆ!”