ยืนงงในดงอนาคต
คนที่โดนจู่โจมกอดยืนแข็งค้างแล้ว!
เอ่อคือกอดก็พอจะพยายามเข้าใจได้นะ แต่จรดริมฝีปากจูบเข้าที่ขมับนี่คือ?
เธอเป่นอะไร่เหร๋อ? // เสียงแพนเค้กลอยมา
“คะ คุณ” อ้าปากพะงาบๆไม่รู้จะพูดคำไหนหมือนกัน เจษลินทร์งุนงงไปหมดแล้ว
“ขอโทษ พอดีผมลืมตัวน่ะ”
ถึงจะตอบอย่างนั้น แต่ปัณณวิชญ์ก็อิดออดซะเหลือเกินกว่าจะปล่อยคนตรงหน้าได้
แววตาเป็ห่วงเป็ใยนั่นมันอะไรกัน? เจษลินทร์ได้แต่คิดแล้วก็สงสัย
“คุณเป็ยังไงบ้าง โอเครึเปล่า ผมโทรหาคุณตั้งหลายครั้งทำไมไม่รับโทรศัพท์หรือติดต่อมาบ้างเลย ไม่รู้เหรอว่ามีคนเป็ห่วง” ปัณณวิชญ์รัวใส่คนตรงหน้า
“เอ่อ ผมไม่ค่อยสบายน่ะ”
“เป็อะไร เจ็บตรงไหน หาหมอรึยัง” คนเด็กถามพลางมองสำรวจ เขารีบถอดถุงมือ มาจับกรอบหน้าคนตัวบางกว่าพลิกไปพลิกมา จนเ้าตัวขมวดคิ้วมุ่น
‘ไอ้อาการสนิทสนมขนาดนี้มันคืออะไรก๊อน? ไม่ใช่ว่าเราไม่ถูกกันรึยังไง?’
“ผ ผมไม่ได้เป็อะไรมาก แค่เหนื่อยอ่ะแต่ตอนนี้โอเคแล้ว” เจษลินทร์ตอบทั้งๆที่ยังทึ่มทื่ออยู่
“แน่นะ?”
เขาพยักหน้าหงึกหงัก ก่อนจะถามบ้าง
“ว่าแต่คุณมานี่มีธุระอะไรรึเปล่าครับ”
“ผมมาหาคุณไง ตามสัญญา”
“ตามสัญญา?”
“ก็คุณบอกว่า วันแรกที่คุณเข้าบริษัท คุณอนุญาตให้ผมมานั่งเฝ้าได้”
“นั่งเฝ้า?” ทำไมวะ ประโยคหลังเจษลินทร์ทำได้แค่เก็บไว้ในใจ
“อือ” อีกฝ่ายตอบรับหน้าตาชื่นบาน
เออะ ยิ้มอะไรขนาดนั้นล่ะพ่อคู้นนนน
เอ๋อแดกเป็เช่นไร วันนี้เจษลินทร์รู้ซึ้งแล้วฮะ
เขารู้สึกโคตรแปลกกับอาการแบบนี้ของปัณณวิชญ์
"แล้วคุณรู้ได้ไงว่าวันนี้ผมจะเข้าสตู"
"โทรถามเมื่อเช้านี้" ปัณณวิชญ์ตอบด้วยท่าทีสบายๆปนกวน
ร่างบางไม่รู้จะพูดหรือถามอะไรต่อ จึงเอ่ยชวนอีกคนเข้าสตู
“คุณจะเข้าข้างในมั้ย”
“ครับ!”
คนเด็กกว่าขึงขังตอบแล้วเดินตามเจษลินทร์ต้อยๆ
เมื่อเห็นเจษลินทร์เดินเข้าออฟฟิศ เด็กๆในสตูก็พากันดีใจยกใหญ่ เอ่ยถามสารทุกข์สุกดิบกันมากมาย เจษลินทร์ทำได้แค่ยิ้มรับเจื่อนๆ ถ้าว่ากันตามเวลาของเขา เขาก็เจอเด็กพวกนี้อยู่ทุกวัน พอมาวันนี้ทุกคนทำท่าทางราวกับไม่ได้เจอกันนานเขาทำตัวไม่ถูกแฮะ
ผู้ช่วยสาวคนเก่งวิ่งมาสวมกอดเขา พร้อมเบะปากเหมือนจะร้องไห้ พอผละจากกอดเธอก็กุมมือบอสของเธอไว้แน่น บ่งบอกถึงความเป็ห่วงและดีใจ
“งื้อ พี่เจษ พี่เจษดูซูบลงมาก เป็ยังไงบ้างคะ มิ้นท์และน้องๆทุกคนเป็ห่วงพี่มาก คุณพระคุณเ้าคุ้มครองนะคะ”
ปัณณวิชญ์ที่ยืนข้างๆเจษลินทร์กระแอมไอและใช้สายตาจิกจนหญิงสาวต้องปล่อยมือ
“ขอโทษค่ะ ลืมตัว ก็มิ้นท์ดีใจมากนี่นา”
ตัวเจษลินทร์น่ะไม่ได้ถือสาอะไรอยู่แล้ว ยังไงก็สนิทกันมาั้แ่มหาลัยเพราะมิ้นท์เป็น้องรหัสของเขา
แต่อาการของคนข้างๆเขานี่สิมันอะไรกัน?
หลังจากพูดคุยถามไถ่กับเด็กๆกันพอสมควรแล้ว ก็ได้ฤกษ์เข้าสู่โหมดทำงานเสียที
ในระหว่างที่เจษลินทร์ทำงาน ปัณณวิชญ์ก็นั่งเฝ้าอย่างที่เ้าตัวบอกจริงๆ ไม่ได้รบกวนหรือเรียกร้องอะไร แค่นั่งอยู่เฉยๆ เล่นเกมของเ้าตัวในโทรศัพท์ แถมยังบริการชงกาแฟให้เจษลินทร์อีกด้วย
แน่นอนคำถามมากมายเต็มหัวเจษลินทร์ไปหมด ผ่านไปหนึ่งปี เขากับปัณณวิชญ์สนิทกันขนาดนี้เชียว? ปัณณวิชญ์ที่ไม่ชอบหน้าเขาอ่ะนะ ใช่คนเดียวกันแน่เหรอวะ?
แต่จะคิดเื่นั้นเยอะก็ไม่ได้ เพราะเจษลินทร์ต้องสนใจเื่งานก่อน
ถ้าว่ากันตามเวลาปัจจุบันก็ประมาณครึ่งปีสินะ ที่เขาต้องอัปเดตข้อมูลใหม่ใส่เมมในหัว
.
.
.
“วันนี้คุณอยากกินอะไร เลือกเลยนะผมเลี้ยงเอง” ปัณณวิชญ์เอ่ยกับเจษลินทร์หลังจากเ้าตัวเสร็จงาน
ดูเอาเถิด เฝ้าทั้งวันแล้วยังเลี้ยงข้าวด้วย เจษลินทร์ที่งงจนเหนื่อย จนเลิกตั้งคำถามกับตัวเองแล้วตีเนียนตามน้ำไปก่อน
“ถ้ามีคนเลี้ยงก็ต้องชาบูแล้วล่ะ หน้าปากซอยมีอยู่ร้านนึงอร่อยมาก”
“โอเคครับ”
คราแรกคนโตกว่าดูเงอะงะกับปฏิกิริยาของปัณณวิชญ์ แต่พอไม่คิดอะไรมาก ก็เหมือนได้เพื่อนเพิ่มมาอีกหนึ่งคน เขาจึงมีท่าทีเป็กันเองมากขึ้น
“นี่คุณ น้ำจิ้มมันต้องใส่น้ำมันงากับกระเทียมเข้าไปด้วยมันถึงจะอร่อย ลองดู” เ้าของมือเรียวปรุงน้ำจิ้มสูตรไม่เผ็ดแล้วยื่นให้ปัณณวิชญ์ เขาบังเอิญจำได้ว่าอีกฝ่ายไม่กินเผ็ด
"อร่อยจริงด้วยแฮะ” คนเด็กกว่าตอบหลังจากลองชิมดู
“ใช่มะ อ่ะนี่! กุ้งร้านนี้ดึ๋งสุด ดึ๋งจนนึกว่ากินลูกปิงปองอ่ะเอาจริง ผมยกให้คุณก่อนเลยนา”
“แล้วสรุปมันกินได้มั้ย ถ้าจะดึ๋งขนาดนั้น”
“กินได้สิคุณ อย่าทำเป็ไม่เห็นค่าได้ป้ะ ผมอุตส่าห์เสียสละให้นะ”
“ขอบคุณมาก ซึ้งใจจริงๆที่คนตะกละอย่างคุณยอมยกให้ผมกินก่อน”
เออะ ถึงจะญาติดีกันแล้วแต่วาจาเชือดเฉือนแดกดันยังอยู่สินะ เจษลินทร์ค่อนขอดในใจ
“ใช่ เพราะผมให้คุณกินกุ้งแค่ตัวเดียว ที่เหลือผมจะจัดการเอง” คนโตกว่าเอ่ยพร้อมเบะปาก
ปัณณวิชญ์ยกยิ้มพลางส่ายศีรษะเอ็นดูในความตะกละนี้
“เอ๊ะ คุณก็ยิ้มเก่งนี่ นึกว่าจะทำหน้านิ่งเป็อย่างเดียวซะอีก”
“พูดเหมือนเพิ่งเคยเห็นครั้งแรกงั้นแหล่ะ” ปัณณวิชญ์ว่า
“อ่า นั่นสินะ ใครมันจะยิ้มไม่เป็กัน” เจษลินทร์ว่าพร้อมทำหน้าเจื่อนๆ แล้วหันมาจดจ่อกับอาหารอันโอชะ แถมยังไม่วายนำเสนอเมนูต่างๆให้คนตรงหน้าเพื่อลดอาการเกร็ง จนฝ่ายนั้นต้องเอ่ยปราม
“กินไม่ทันแล้วคุณ”
“ฮ่าฮ่า งั้นเหรอ ค่อยๆกินแล้วกันนะ” ตอบอย่างอารมณ์ดีแล้วหัวเราะน้อยๆจนคนมองต้องยิ้มตาม
พอเห็นเจษลินทร์ยิ้มปัณณวิชญ์ก็รู้สึกเบาใจไปมากโข
“เห้ยนาย บางทีนายก็จ้องเกินไป เรารู้ว่าเราหน้าตาดี แต่ไม่ต้องจ้องขนาดนี้ก็ได้ป้ะ” เจษลินทร์แกล้งเอ่ยท้วง
“ก็คุณยิ้ม”
“ปกติผมก็ยิ้มเก่งอยู่แล้วนะ”
“แต่ไม่ใช่่หลังนี้แน่ๆ” ปัณณวิชญ์บอก
“ทำไม ผมเป็อะไรงั้นเหรอ?มันแย่มากมั้ย?”
“ผมก็ไม่รู้ว่ามันแย่มากมั้ย เพราะคุณไม่เคยบอกอะไรผมเลย รู้แค่่หนึ่งอาทิตย์ก่อนที่คุณจะออกจาก ‘ที่นั่น’ คุณไม่ยิ้ม และ…ร้องไห้”
คำว่าที่นั่น ปัณณวิชญ์ใช้แทนเรือนจำ เพราะเขาไม่อยากพูดถึงอีก
‘งั้นที่แม่กับจันทร์บอกว่าพอออกจากที่นั่นมาเขาก็เศร้าซึมไปเลย ก็คงเป็มาั้แ่ตอนนั้นสินะ’ เจษลินทร์คิดในใจ
“อ่า งั้นเหรอ”
“บอกผมได้มั้ย มันเื่อะไร” คนเด็กกว่าถามด้วยสีหน้าจริงจัง
'ก็อยากจะบอกอ่ะนะ แต่จะให้บอกอะไรก่อน ตัวเขาเองยังไม่รู้เลยจ้า'
“ช่างมันเถอะคุณ ผมไม่เคยบอกคุณนั่นอาจเพราะมันไม่ได้สำคัญแหล่ะมั้ง” เจษลินทร์เลือกตอบคนละอย่างกับความคิด
“ผมรู้ว่าสำหรับคุณเราอาจจะไม่ได้สนิทกันมากขนาดนั้น แต่ผมอยากให้คุณรู้ไว้ ว่าคุณไว้ใจผมได้ จริงๆนะ”
‘อ่าว สรุปเราสนิทกันหรือไม่สนิทกันวะเนี่ย?’ เจษลินทร์ตั้งคำถามกับตัวเองเป็ครั้งที่แปดพันห้าร้อยเก้าสิบเก้าของวันนี้
“อ่า ขอบคุณครับ ไว้ถ้าผมคิดว่ามันสำคัญแล้วจะบอกคุณแล้วกันนะ” เจษลินทร์ตอบแล้วทำเป็สนใจอาหารต่อ ทั้งที่ตัวเขาเริ่มอิ่มแล้ว
ทำไมเขาต้องทำตัวไม่ถูกเพราะสายตาของเด็กนี่กันนะ?
หลังจากปาร์ตี้ชาบูจบลง เจษลินทร์ชวนอีกคนเดินเล่นเพื่อย่อยอาหาร เพราะเห็นว่ามีร้านค้าเปิดใหม่หลายร้านเลยทีเดียว อยากจะชมดูสักหน่อยว่าหนึ่งปีผ่านไปแถวมีอะไรเปลี่ยนแปลงบ้าง แต่ว่าคนคนนั้นยังอยู่นะไม่ต้องสืบ ( ̄ー ̄)
พอได้เดินสำรวจดูนั่นนี่ก็พบว่าหลายสิ่งหลายอย่างเปลี่ยนไปเยอะเลย
แม้กระทั่งคนข้างๆเขาก็เช่นกัน
“คุณจำที่ผมเคยบอกก่อนหน้านี้ได้มั้ย” ปัณณวิชญ์เอ่ยทำลายความเงียบ หลังจากที่ทั้งสองเดินจนสุดถนนมาถึงสวนสาธารณะ
“อ่า คุณคงไม่ได้คุยกับผมแค่เื่เดียวหรอกใช่มั้ย” เจษลินทร์เลือกตอบเลี่ยงๆไป
แน่นอนว่าเขาจำอะไรไม่ได้อยู่แล้ว ไม่สิ ไม่ใช่ว่าจำไม่ได้ แต่ไม่รู้เลยต่างหากล่ะ
“ที่ผมเคยบอกคุณว่า ผมมีเื่จะบอกคุณน่ะ”
“อ่อ อือจำได้ๆ เื่อะไรเหรอ” เจษลินทร์เอ่ยเออออตามน้ำ
“ผมรู้แล้ว ว่ารอยแผลเป็ที่หัวไหล่ของคุณ คุณได้มันมาเพราะอะไร”
“หา? รอยแผลเป็ที่ไหล่ผมเหรอ? คุณรู้ได้ยังไงว่าผมมีแผลเป็ตรงนั้น แถมรู้ที่มาด้วย?”
“คุณนี่ก็แปลก ผมเห็นแผลเป็คุณั้แ่หนึ่งปีก่อนโน่นไง ส่วนสาเหตุของรอยแผลเป็ เพราะคุณไปช่วยเด็กตกน้ำไว้ใช่มั้ย?”
เจษลินทร์ทำตาโต ทั้งอึ้งทั้งงว่าปัณณวิชญ์รู้เื่นี้ได้ยังไง?
เขาเป็หมอดูปลอมตัวมาป้ะเนี่ย?
เพราะเื่ราวที่ปัณณวิชญ์พูดถึง มันผ่านมานานจนเจษลินทร์เองก็แทบจำไม่ได้แล้วเหมือนกัน...
-ย้อนไปเมื่อสิบหกปีก่อน –
่ปิดเทอมฤดูร้อนตอนมอหนึ่งพ่อแม่พาสองแฝดไปเยี่ยมญาติที่ต่างจังหวัด และค้างที่นั่นประมาณหนึ่งสัปดาห์เห็นจะได้
เจษลินทร์จำได้ว่าตอนนั้นเขาตื่นตาตื่นใจกับที่นั่นมาก เพราะเติบโตมาในกรุงเทพไม่เคยได้เห็นอะไรแบบนั้น ไม่ว่าจะเป็สถาณที่ที่เป็หมู่บ้านตามชนบท ท้องทุ่งนาและห้วยหนองคลองบึง กอปรกับอากาศดีๆนั่นอีก
ญาติของแม่ทำนาเป็หลัก เจษลินทร์และจิรากรจึงได้วิ่งเล่นว่าวในท้องนาเป็ครั้งแรกอีกด้วย มันสนุกมาก!
วันที่สามของการอยู่บ้านญาติ เจษลินทร์วิ่งเล่นกับเด็กๆแถวนั้นจนเหนื่อยเลยเผลอหลับไปใน่บ่าย พอตื่นขึ้นมาก็ไม่เห็นพ่อแม่และแฝดแล้ว ถามจากป้าจงที่เป็เ้าของบ้าน ได้ความว่าพวกเขาพากันเดินไปดูทุ่งนา เห็นว่าเจษนอนอยู่เลยไม่อยากปลุก
เจษลินทร์จึงมุ่งหน้าตามไป คราแรกป้าจะขี่จักรยานไปส่งแต่เขาอยากเดินเล่นๆชมบรรยากาศไปเรื่อยๆ อีกอย่างทุ่งนาของป้าจงก็อยู่ท้ายหมู่บ้านไม่ไกลนัก เขาจึงขอเดินไปเอง
จากบ้านเดินไปที่นาก็น่าจะประมาณหนึ่งกิโลเมตรกว่าๆ และต้องเดินผ่านบึงน้ำใหญ่ของหมู่บ้านด้วย
“ชะ ช่วยด้วย!!” เสียงหนึ่งดังมาจากทางบึงน้ำ
เจษลินทร์รีบวิ่งไปตามต้นเสียง เห็นเด็กผลุบๆโผล่ๆอยู่ในน้ำ
เขาตัวชาวาบนิ่งงันไปหลายอึดใจ ในหัวสมองคิดว่าจะทำอย่างไรดี ความจริงเจษลินทร์ว่ายน้ำเป็แหละ แต่ทว่าเมื่อหนึ่งปีก่อนหน้านี้เขาเคยจมน้ำเกือบตาย ทำให้กลัวและไม่กล้าลงน้ำอีกเลย
จะวิ่งกลับเข้าไปในหมู่บ้านใช้เวลาเยอะเกินไป จะะโให้คนช่วย ก็มองไม่เห็นใครเลย
เจษลินทร์ขาสั่นเดินเข้าไปใกล้บึงเรื่อยๆ เขากลัวน้ำมากแต่ตอนนี้ก็กลัวเด็กตรงหน้าจมน้ำหายไปมากเหมือนกัน
สุดท้ายเขาตัดสินใจะโลงไปช่วยเด็กน้อย
...และช่วยได้สำเร็จ
แต่ในจังหวะที่เจษลินทร์กำลังจะขึ้นจากน้ำ ไม่ทันสังเกตว่ามีกิ่งไม้แหลมอยู่ตรงนั้นจึงทำให้โดนครูดเข้าที่หัวไหล่ลากเป็ทางยาว
“ฮือ พี่เืออก” เด็กคนนั้นร้องไห้ทันทีที่เห็นเืของเจษลินทร์ แผลก็ลึกเอาเื่อยู่ ถึงจะเจ็บแต่เจษลินทร์ก็ยิ้มออกมา กอดและปลอบเด็กตรงหน้า เดาว่าน้องคงใมากทั้งเื่จมน้ำแล้วยังเห็นเืเขาอีก
“พี่ไม่เจ็บครับ ไม่เป็ไรหรอกแค่นี้ไกลหัวใจ นักรบย่อมมีาแหน่า”
“ไม่จริง อยู่ใกล้หัวใจนิดเดียวเอง ดูจิ” เด็กตัวขาวอวบแก้มย้วยๆพูดพลางชี้ไปที่ไหล่ข้างซ้ายของคนโตกว่า
เจษลินทร์หัวเราะ ก่อนจะพาเ้าเด็กอ้วงที่ยังคงร้องไห้อยู่เดินกลับเข้าหมู่บ้าน
ญาติๆพากันแตกตื่นกันใหญ่ที่เห็นเจษลินทร์เืออก แถมเปียกมะล่อกมะแล่กพร้อมกับเ้าเด็กตัวอ้วนอีก เขาโดนพาไปโรงพยาบาลทันทีและแน่นอนโดนเย็บไปหลายเข็มตามระเบียบ
สองวันหลังจากนั้น เจษลินทร์เห็นเ้าเด็กแก้มย้วยคนเดิมมาแอบด้อมๆมองๆ เขาเลยเดินเข้าไปหา
“ไงเรา มาแอบดูอะไร”
“พี่ใจดีเจ็บมากมั้ย” เ้าเด็กชี้มือขาวป้อมของตัวเองมาที่ไหล่ของคนโตกว่า
"พี่ใจดีเหรอ?"
เด็กอ้วนพยักหน้าจนแก้มสั่นแล้วเอ่ยต่อ
"แม่บอกว่าพี่ใจดีมาก พี่เจ็บมากใช่มั้ย"
“ไม่เจ็บมากหรอก”
“แต่แม่บอกว่าต้องได้เย็บเลยนะ ไม่เจ็บเลยเหรอ”
“อ่า ความจริงก็เจ็บนิดหน่อย แต่พอทนได้ ตอนนี้ไม่ค่อยเจ็บแล้วด้วย เซ็งก็แต่มันจะเป็แผลเป็นี่แหละ”
“แผลเป็คืออะไร?” เด็กน้อยเอียงคอจนแก้มย้วยไปข้างนึง เจษลินทร์เห็นก็อดไม่ได้ หยุมแก้มนุ่มๆนั่นไปหนึ่งที
“แผลเป็ก็คือ เวลาเราเป็แผลแล้วพอแผลหายมันก็จะทิ้งร่องรอยไว้ เพื่อเตือนว่าคราวหลังอย่าซนอีกไงครับ ว่าแต่เราเถอะ วันนั้นไปทำอะไรที่นั่นคนเดียวหืม แอบไปเล่นน้ำเหรอ รู้รึเปล่าว่ามันอันตราย”
เ้าเด็กหน้าง้ำงอรีบอธิบายว่าไม่ได้แอบเล่นน้ำ วันนั้นเขาวิ่งตาม ‘เ้าโบ้’ หมาน้อยของเ้าตัวไป เพราะโดนเด็กในหมู่บ้านแกล้งจุดประทัดแล้วโยนใส่ เ้าโบ้ใเลยวิ่งเตลิดไปจนถึงบึงน้ำแล้วไถลร่วงลงน้ำ เ้าเด็กจะไปเอาหมาขึ้นมาแต่ตัวเองดันพลัดตกไปเองเสียได้
เจษลินทร์พยักหน้ารับรู้ เขาได้รู้อีกว่าเ้าเด็กตุ้ยนุ้ยตรงหน้าอายุน่าจะราวๆ9-10ขวบไม่ใช่คนที่นี่ แค่มาเที่ยวบ้านญาติตอนปิดเทอมเหมือนกัน คงเพราะเป็เด็กต่างถิ่นเลยโดนเด็กในหมู่บ้านแกล้งเอา
เจษลินทร์พูดคุยกับเด็กน้อยอีกหลายประโยค แม่ของน้องแก้มอ้วงก็มาตามกลับบ้าน
เหตุการณ์ในครั้งนั้นทำให้เขาหายกลัวน้ำไปเลยแฮะ
“คุณ คุณ” ปัณณวิชญ์เอ่ยเรียกเจษลินทร์ที่เหม่ออยู่
“อ้ะ โทษทีคุณ คิดอะไรเพลินไปหน่อย ว่าแต่คุณรู้ได้ยังไงเื่แผลเป็ของผมกับเื่ทั้งหมดนั่นน่ะ”
ปัณณวิชญ์ยิ้มมุมปาก สายตาเขาดูมีประกายขึ้นมา
หน้าแบบนี้คืออะไรอีกน้อ?
จากที่เจษลินทร์เคยคิดว่าปัณณวิชญ์จะมีหน้าเดียว แต่ตอนนี้เห็นเขาเปลี่ยนสีหน้าหลากหลายซะเหลือเกิน
“ผมจะไม่รู้ได้ไง ก็ผ-”
Rrrrrrrrr Rrrrrrrrrrr
เสียงโทรศัพท์ของคนโตกว่าดังขึ้นก่อนที่ปัณณวิชญ์จะทันได้พูดจบประโยค
“แป๊บนะคุณ” เจษลินทร์เอ่ยขอตัวไปรับโทรศัพท์
ปัณณวิชญ์จึงพยักหน้าให้
“โทษทีคุณ พอดีที่ร้านแม่ผมมีปัญหานิดหน่อยอ่ะ เมื่อกี้คุณพูดถึงไหนแล้วนะ”
“อ่า เอาไว้คุยวันหลังก็ได้ คุณรีบกลับไปดูแม่ก่อนเถอะ” ปัณณวิชญ์ตอบเพราะเห็นสีหน้าเจษลินทร์ดูกังวลไม่น้อย
"งั้นก็ได้ครับ อ้อ! ขอบคุณสำหรับอาหารนะครับ" ว่าพร้อมยกยิ้มกว้าง
“แล้วผมจะทักไปนะ ตอบด้วย”
“ครับ ผมไปนะ คุณก็ขับรถดีๆ”
ปัณณวิชญ์พยักหน้ารับอีกครั้ง เจษลินทร์จึงได้ขับรถออกไป
ฝ่ายคนเด็กกว่ามองตามรถคันนั้นจนลับตาแล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่
ไว้หาโอกาสเหมาะๆคุยเื่นี้อีกทีแล้วกัน
TBC
โอ๊ย มันเป็คันแข่วเนาะ จะพูดอะไรกันก็โดนขัดคอไปซะหม๊ดดดดด // อย่าทุบไร้ท์นะค่าบ
ติชมกันเข้ามาได้เสมอค่ะ ถ้าเห็นคำผิดแจ้งได้น้า
- LOVE -