ก่อนจะไปทำงานโรงเลี้ยงม้าก็ถูกเจี้ยนกั๋วเรียกเอาไว้เสียก่อน เขาพานางกำนัลคนหนึ่งเข้ามา
“ใครหรือเจี้ยนกั๋ว”
“นี่ชิวหลี่ ต่อไปนี้นางจะเป็นางกำนัลส่วนตัวของเ้า จะตามไปดูแลเ้าทุกที่”
“นี่ท่าน ไม่ต้องทำถึงขนาดนี้ก็ได้”
“คารวะพระสนม ข้าน้อยชิวหลี่ต่อไปนี้ข้าจะดูแลพระสนมให้ดีที่สุดเพคะ”
ฉันเข้าใจเจี้ยนกั๋วเป็ห่วงจึงต้องทำแบบนี้ ได้แต่รับความหวังดีเขาเอาไว้ ฉันเองก็ไม่เคยมีนางกำนัลส่วนตัวมาก่อน
“ ต่อไปนี้ข้าขอฝากตัวให้เ้าดูแลด้วยนะชิวหลี่”
จากนั้นฉันก็พาชิวหลี่ออกจากตำหนักหลงเจี้ยน เพื่อที่จะไปที่โรงเลี้ยงม้า วันนี้อากาศด้านนอกสดใส ถือว่าอากาศดีมากในรอบหลายวัน
เดินใกล้จะถึงโรงเลี้ยงม้า ก็เจอกับกระรอกตัวน้อย ที่กำลังแกะกินถั่วอยู่บนพื้นดิน โรงเลี้ยงม้าอยู่ใกล้กับสนามฝึก ส่วนใหญ่มักจะไม่มีคนมา นอกจากจะมีบัญชาจากฮ่องเต้มาฝึกซ้อมเท่านั้น
“ ไม่มีคนเลยชิวหลี่ ฮ่องเต้คงจะรับสั่งกับเหล่าทหารแล้วหล่ะ ว่าข้าจะมาทำหน้าที่แทน”
“ เดี๋ยวข้าน้อยจะไปเอาหญ้ามาให้นะเพคะ พระสนมจะได้ให้อาหารพวกมันเลย”
“ ขอบใจเ้ามากชิวหลี่ ข้าฝากด้วยล่ะ”
ชิวหลี่เดินออกไปกลางทุ่งหญ้า ที่พระราชวังจะปลูกหญ้าไว้เป็อาหารม้าจำนวนมาก โดยที่ม้าจะได้กินหญ้าสดทุกวัน ฉันยืนมองชิวหลี่ที่กำลังตัดหญ้าอยู่ไกลๆ
ฉันจึงถือโอกาสเดินสำรวจรอบๆ ดันไปสะดุดตากับตำหนักหนึ่งที่อยู่ไม่ไกลจากโรงเลี้ยงม้ามากนัก ฉันเดินออกมาคนเดียวโดยที่ไม่บอกชิวหลี่
ตำหนักนี้ตั้งอยู่ไกลไม่เหมือนกับตำหนักอื่นๆ ด้านหลังเดินทะลุไปถึงวังหลัง ห้องเครื่อง โรงซักล้างได้ หรือว่าที่นี่คือตำหนักเย็นเหมือนในซีรีย์จีน
ฉันมองดูรอบๆ แล้ว เหมือนจะไม่มีใครอาศัยอยู่ อ๊านั่นไงมีนางกำนัลด้วย ฉันจึงเดินเข้าไปทัก
“ นี่คือตำหนักของใครหรือ ข้าเพิ่งจะเคยเห็น”
“ ทูลพระสนมนี่เป็ตำหนักเฉินตี้ เป็ตำหนักที่เอาไว้ฝึกฝนเหล่านางสนมที่จะเข้าถวายตัวกับฮ่องเต้เพคะ แต่พระสนมเหม่ยเหมย ฮ่องเต้ทรง ให้งดเว้นได้เพคะ“
“ อ๋อ ข้าเข้าใจล่ะ แบบนี้เองข้าจึงไม่เคยเห็นตำหนักนี้ แล้ว เ้ามาทำความสะอาดบ่อยไหม”
“ นานๆ ทีเพคะ”
คุยกับนางกำนัลคนนั้นเสร็จเรียบร้อยจึงปล่อยนางให้ไปทำงาน ส่วนฉันเดินย้อนกลับมาหาชิวหลี่ ที่เพิ่งจะตัดหญ้าเสร็จ
ฉันกับชิวหลี่ช่วยกัน เติมน้ำและป้อนข้าวให้ม้าทุกตัวจนเสร็จ เรานั่งพักเหนื่อยกันที่ศาลาริมน้ำ ชิวหลี่อาสาไปยกอาหารมาให้ฉัน
ฉันจึงบอกนางไปว่าจะเดินอยู่ใกล้ๆ แถวนี้รอ ด้วยความที่ ไม่ได้มีโอกาสมาแถวนี้บ่อย ฉันจึงเดินไปเรื่อยๆ ดันไปสะดุดเข้ากับที่นึง ฉันล้มลงไป ที่นี่เป็พื้นที่ไม่เท่ากันจึงทำให้สะดุดล้มได้
‘เหม่ยเหมย เหม่ยเหมย’
เสียงพี่ฮุ่ยเจียงเรียกฉัน ฉันหันมองทางไหนก็ไม่เจอนางคงพูดมาแต่เสียง
‘ว่ายังไงพี่ฉันเจ็บขามากเลย โอ้ย ขาฉันจะหักไหมเนี่ย’
‘ข้าจำที่นี่ได้ ข้าจำได้แล้ว’
ทันทีที่พี่ฮุ่ยเจียง พูดแบบนั้นออกมา ฉันดีใจมาก เพราะว่ามันเป็เบาะแสแรกที่จะได้ แต่ว่าที่นี่ห่างไกลนัก แล้วพี่ฮุ่ยเจียงมาทำอะไรที่นี่
‘ไหนพี่เล่ามาสิ ฉันรอฟังอยู่’
‘ข้าถูกผลักลงในบ่อน้ำ ข้าจำได้แล้ว วันนั้น ฉันอยู่ที่ตำหนักตรงหน้านั่น  แต่หลังจากนั้นฉันไม่รู้แล้วรู้ตัวอีกที ก็อยู่ที่บ่อน้ำตรงนี้แล้วถูกผลักลงไป’
‘บ่อน้ำตรงไหนฉันไม่เห็นจะมีบ่อน้ำอยู่ตรงนี้เลย’
‘อันนี้แหละคือสิ่งที่เ้าจะต้องไปสืบ มาเมื่อกี้ตรงที่เ้าสะดุดเคยเป็บ่อน้ำมาก่อนหรือเปล่า แต่ค่าแน่ใจว่ามันอยู่ตรงนี้พอมาถึงที่ตรงนี้ ฉันเห็นร่างตัวเองอยู่ข้างตายนั่น’
‘นี่พี่พูดจริงใช่มั้ย ฉันขนลุกไปทั้งตัวแล้ว ไม่อยากเชื่อว่าจะมีคนกล้าทำอะไรแบบนี้ในวังด้วย’
ฉันจำ พื้นที่ตรงนี้ไว้ แล้วเดี๋ยวจะกลับไปถามเจี้ยนกั๋ว แต่ก็น่าแปลกใจมาก เพราะว่าบริเวณนี้ไม่ค่อยมีบ่อน้ำอยู่เลยถ้าจะตักน้ำให้ม้าก็จะต้องไปตักไกลถึงลานฝึกเลยทีเดียว
แล้วอีกอย่างนึงจากที่ฉันเคยเจอพี่ฮุ่ยเจียงครั้งแรก ประกอบกับที่บอกว่า ถูกทิ้งลงน้ำ ฉันก็เชื่อ เพราะรูปร่างหน้าตานั้น เหมือนคนจมน้ำจริงๆ
‘พี่ฮุ่ยเจียง ยังอยู่ไหม’
‘ข้ายังอยู่’
‘แล้วพี่เห็นหน้าคนที่ผลักพี่ตกลงไปไหม เป็ผู้หญิงหรือผู้ชาย’
‘เป็ผู้หญิงแต่ข้าไม่เห็นหน้านาง’
‘พระสนมหรือฮองเฮาหรือเปล่า’
‘ข่าวว่าเป็ฝีมือใครคนใดคนนึงแต่ว่าพวกนางไม่ได้ลงมือเอง’
ฉันว่าเื่ นักฆ่าที่ถูกส่งมาฆ่าฉัน ก็คงเป็ฝีมือสองคนนี้แน่นอน หรือไม่ถ้าฉันได้มาอยู่ที่ ตำหนัก เฉินตี้ ก่อนที่จะได้แต่งตั้งสนม ก็อาจจะถูกฆ่าตาย ทิ้งไว้แถวนี้ก็ได้
เพราะว่าเวลามาอยู่ที่ตำหนักเฉินตี้ คงถูกฆ่าได้ง่ายกว่า ตำนานอยู่ห่างไกลขนาดนี้ไม่มีใครมาช่วยได้ทัน เป็แน่
คนลงมือถือว่าฉลาดมาก แต่ว่าอยากรู้ว่าพวกนางบอกฮ่องเต้ว่าอย่างไร ที่พี่ฮุ่ยเจียงหายไป