เพียงไม่นานหนึ่งเดือนก็ผ่านไปอย่างรวดเร็ว วันงานเลี้ยงในราชวังมาถึงแล้ว วันนี้หรงเยว่ซีถูกปลุกขึ้นจากเตียงั้แ่ดวงตะวันยังโผล่ไม่พ้นขอบฟ้า เมื่อเปิดหน้าต่างด้านนอกดูแม้ท้องฟ้าจะยังมืดมิด แต่ทั่วทั้งจวนหรงก็สว่างไสวด้วยโคมไฟเสียแล้ว
หรงเยว่ซีรู้สึกหงุดหงิดั้แ่ตอนตื่น ความจริงต้องบอกว่าเขารู้สึกหงุดหงิดมาหลายวันแล้ว
สาเหตุก็เกิดจากเขาไม่เคยฝันถึงการพลิกผ้าห่มระหว่างเขากับไป๋เทียนอี้เพียงครั้งเดียวและก็ไม่ฝันอีกเลย แม้จะพยายามหลับทั้งกลางวันกลางคืนขนาดไหนก็ตาม อารมณ์ของเขาใน่นี้จึงค่อนข้างแปรปรวน
"ทำไมต้องรีบปลุกข้าขึ้นมาด้วย กว่าจะถึงเวลาเริ่มงานก็อีกตั้งหลายชั่วยาม"
พวกเ้ารู้หรือไม่ ว่าหลังจากที่ข้าเฝ้ารอมานานในที่สุดก็ได้ฝันถึงไป๋เทียนอี้อีกครั้ง แต่กลับถูกปลุกขึ้นมาอาบน้ำประทินโฉม
ในความฝันของเขา ไป๋เทียนอี้กำลังโน้มร่างแกร่งคร่อมร่างของเขาอยู่พอดี!
พวกเ้าช่างขัดจังหวะคืนวสันต์ของข้าจริงๆ!
"เป็คำสั่งของนายหญิงขอรับคุณชายรอง"
เสี่ยวเว่ยหน้าซีดเผือดรีบเอ่ยขึ้นทันที แม้จะรู้ว่าคุณชายรองนั้นไม่เคยอารมณ์ร้ายหรือทำร้ายบ่าวไพร่ แต่เนื่องจากได้รับการฝึกฝนจากนายท่านและคุณชายใหญ่ จึงมักจะมีกลิ่นอายของความดุดันแฝงอยู่รอบตัว
ยามไม่ยิ้มแย้มหรือพูดด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบ ผู้ฟังมักถูกรู้สึกกดข่มตามธรรมชาติ
"อือ จะทำอะไรก็รีบทำเข้า อย่าส่งเสียงดังก็พอ"
"ขอรับ"
"เ้าค่ะ"
เสี่ยวเว่ยและบ่าวหญิงอีกสามคนลอบมองหน้ากันแล้วเม้มปากแน่น พยายามขยับตัวให้เบาเสียงน้อยที่สุดขณะขัดผิวของคุณชายรองที่นั่งหลับตาเอนหลังพิงถังไม้อยู่
ยามคุณชายรองอารมณ์ไม่ดีเช่นนี้ ช่างดูดุดันและเร่าร้อนยิ่งนัก
บ่าวทั้งสี่คนเม้มปากด้วยใบหน้าแดงก่ำจากความเขินอายที่ไม่เคยชินเลยสักครั้ง เมื่อต้องเข้ามาปฏิบัติยามคุณชายอาบน้ำแต่งตัว
มือของพวกนางลูบไล้กล้ามเนื้อที่ตึงแน่นบนร่างกายของผู้เป็นายพร้อมวาดฝันเอาไว้ ว่าหากคุณชายไม่ได้ออกเรือนภายในอายุยี่สิบปี คุณชายรองจะหันมามองสตรีอย่างพวกนางบ้าง
มีสามีเป็เกอแล้วอย่างไร หากได้สามีเช่นคุณชายรอง แม้จะมีศักดิ์เป็เพียงเมียบ่าว ก็นับว่า์เมตตาพวกนางแล้ว!
"โอ้ ซีเอ๋อร์ของแม่วันนี้ช่างงดงามเสียจริง" ลู่ซือฟางที่กำลังรอบุตรทั้งสามของตนเองกับสามีเอ่ยขึ้น
ลู่ซือฟางไม่ได้โกหก เป็ความจริงที่บุตรเกอของนางนั้น หากแต่เป็ความงดงามแบบบุรุษ
ลู่ซือฟางมองลูกชายคนรองด้วยแววตาเป็ประกาย นึกดีใจที่นางเชื่อฟังลูกชาย ไม่ได้เลือกผ้าสีชมพูให้กับเขา แต่เลือกเนื้อผ้าสีเขียวโทนเข้มแทน ซึ่งช่วยขับเน้นให้หรงเยว่ซีดูอ่อนโยนมากขึ้นรับกับรูปร่างสูงใหญ่และใบหน้าขาวของอีกฝ่าย
"ขอบคุณขอรับท่านแม่ ท่านแม่ก็งดงามเช่นกันขอรับ เหมาะสมกับท่านพ่อที่หล่อเหลาราวกับคู่์สร้าง"
ลู่ซือฟางยกชายแขนเสื้อขึ้นปิดใบหน้าของตัวเองเมื่อได้ฟังคำพูดยกยอของลูกชาย สองแก้มเห่อร้อนขึ้นสีแดงอย่างเห็นได้ชัด
"ก็ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกลูก เ้าก็ปากหวานเกินไปแล้ว"
หรงซีฮ่าวหลุบตามองแขนของตัวเองที่ถูกภรรยาบิดจนิัขึ้นสีแดงเพราะแก้เขินจากคำพูดของบุตรคนรอง รีบพูดขัดทั้งสองคนทันที เมื่อบุตรชายอีกสองคนมาถึงแล้ว
"เอาล่ะ พวกเราไปทานข้าวรองท้องกันก่อนเถิด ในงานเลี้ยงแม้จะมีอาหารเลิศรสก็จริง แต่ส่วนมากจะเน้นไปที่ของว่างมากกว่าข้าว ไม่มีคนไปกินจริงจัง หากไม่กินอะไรไปก่อนพวกเ้าจะปวดท้องได้"
"ขอรับท่านพ่อ"
หรงฮุ่ยจวิน หรงเยว่ซี และหรงลู่หานขานรับท่านพ่อ จากนั้นจึงถอยตัวหลบไปด้านข้างให้บิดามารดาของตัวเองเดินนำไปยังห้องทานอาหารก่อน
หรงเยว่ซีแง้มม่านข้างรถม้าเพื่อดูบรรยากาศภายในเมืองที่ร่อนข้างคึกคักโดยเฉพาะทางเดินรถม้า ที่เต็มไปด้วยรถม้าจากจวนขุนนางต่าง ๆ ที่กำลังเดินทางเข้าวังหลวงไปด้วยกันอย่างเป็ระเบียบ
นอกจากขบวนรถม้าจะค่อนข้างแน่นแล้ว ชาวบ้านทั้งสองฝั่งก็มีออกมามองขบวนรถม้าเหล่านี้ด้วย
ั้แ่วันที่ทะลุมิติมาที่โลกนี้ นี่เป็ครั้งแรกที่เขาได้ก้าวออกจากนอกจวนหรง
จากความทรงจำแล้วของหรงเยว่ซี ตลาดในเมืองไม่ค่อยน่าเดินเท่าไหร่สำหรับเ้าตัว
ข้อปฏิบัติของเกอและสตรีผู้เป็ลูกหลานของขุนนางที่ยังไม่แต่งงานจำเป็ต้องสวมผ้าคลุมปิดบังใบหน้าครึ่งล่างเมื่อออกไปด้านนอกจวนของตัวเอง
ความจริงแล้วข้อบังคับนี้ผ่อนปรนกว่ารัชสมัยก่อนหน้ามากแล้ว ที่ทั้งเกอและสตรีทุกนางที่ยังไม่ออกเรือนไม่เว้นแม้แต่ชาวบ้านธรรมดาจำต้องสวมหมวกผ้าปิดบังใบหน้าเสียด้วยซ้ำ
หลังจากฮ่องเต้พระองค์ใหม่ขึ้นครองราชย์เหมือนพระองค์้ายกเลิกข้อปฏิบัตินี้ทั้งหมด ให้สตรีและเกอไม่ต้องปิดบังใบหน้ายามอยู่นอกจวน แต่ว่าก็ได้รับการคัดค้านจากขุนนางหลายส่วนที่กังวลเกี่ยวกับลูกหลานของตนที่เป็เกอและสตรี
กฎข้อนี้จึงบังคับใช้กับเหล่าลูกหลานของขุนนางเท่านั้น
นี่คือความยุ่งยากเื่ที่หนึ่ง หรงเยว่ซีเคยมาเที่ยวเล่นกับเสี่ยวเว่ยหลังจบการฝึกร่างกายกับพี่ชายหนึ่งครั้ง เพราะหรงเยว่ซีที่ร่างกายกำยำเมื่อต้องใส่ผ้าคลุมหน้าจึงดูแปลกแยกจากเกอคนอื่น ด้วยที่หยกข้างเอวนั้นเป็สัญลักษณ์ของจวนแม่ทัพหรง คนนั้นเหล่านี้จึงได้รู้ว่าหรงเยว่ซีเป็บุตรเกอของแม่ทัพหรงที่ไม่เคยเห็นหน้าค่าตามาก่อนเนื่องจากมักเก็บตัวอยู่แต่ในจวน
หลังจากนั้นข่าวลือที่ว่าบุตรเกอตระกูลหรงมีรูปร่างอัปลักษณ์ผิดแปลกจากเกอผู้อื่นจึงค่อยๆ กระจายออกไปในหมู่ขุนนางจนถึงชาวเมืองซีฉินที่มักชื่นชอบเื่การนินทาเพราะถือว่าเป็สิ่งที่บันเทิงใจอย่างหนึ่ง
หรงเยว่ซีคนก่อนมาเดินตลาดแค่ครั้งนั้นครั้งเดียว จากนั้นก็ไม่มาเหยียบที่นี่อีกเลย เวลาทั้งหมดใช้ไปกับการหมกตัวฝึกซ้อมอยู่ที่จวนกับท่านพ่อและพี่ชายน้องชายเพราะรำคาญสายตาของผู้อื่น
ซึ่งก็น่ารำคาญจริงๆ นั่นแหละ เขาที่ไม่อยากให้คนมาคอยมองเหมือนตัวเองเป็ของแปลกก็เลยี้เีออกไปด้านนอกเช่นกัน
นิสัยของเขาไม่ใช่คนที่มีจิตใจใฝ่รู้อยากสำรวจสิ่งแวดล้อมหรือผู้คนอะไรขนาดนั้น
ชีวิตก่อนเป็นักเขียนที่เก็บตัวอยู่แต่ในห้องอย่างไร ชาตินี้ก็เป็เหมือนเดิม แค่ไม่ได้แต่งนิยายกับไม่มีนิยายบันเทิงใจให้อ่าน
เรียกว่าใช้เวลาไปกับการนอนเหมือนชดเชยในชาติที่แล้วก็ว่าได้
่นี้รู้สึกว่าก้อนขนมปังหกก้อนที่ท้องเริ่มจะนิ่มขึ้นมาบ้างแล้วแฮะ
ถือว่าเป็พัฒนาการที่ดี หรงเยว่ซีจึงตั้งมั่นว่าจะี้เีแบบนี้ต่อไป!
รถม้าของเหล่าขุนนางทั้งหลายสามารถขับเข้าไปได้แค่ลานจอดรถม้าของวังหลวง หลังจากนี้จนถึงส่วนที่จัดงานเลี้ยงจำเป็จะต้องเดินเท้าเข้าไป
วันนี้เกอและสตรีที่ยังไม่ได้ออกเรือนสามารถถอดผ้าคลุมหน้าออกได้ ไม่จำเป็ต้องใส่เดินในงาน เมื่อได้ยินข้อกำหนดนี้หรงเยว่ซีก็เบ้ปากในใจทันที เขาก็นึกแล้วเชียวว่าทำไมจู่ๆ ถึงมีงานเลี้ยงเกิดขึ้นในวังหลวง ที่แท้ก็เป็งานรวมสตรีและเกอชั้นสูงมาให้ฮ่องเต้ดูตัวเลือกเข้าวังหลังนี่เอง
เมื่อลงมาจากรถม้าหรงเยว่ซีก็ถูกขนาบข้างด้วยหรงฮุ่ยจวินกับหรงลู่หาน
ทั้งสามคนเดินตามท่านพ่อกับท่านแม่ที่เดินนำอยู่ ส่วนบ่าวประจำตัวของแต่ละคนก็เดินตามหลังพวกเขาอีกที
ดวงตาดอกท้อของหรงเยว่ซีสอดส่องสายตามองหาแม่ทัพไป๋ แต่มองซ้ายขวาก็ไม่เห็นจึงกระซิบถามพี่ชายของตัวเอง
"ต้าเกอ แม่ทัพไป๋ยังมาไม่ถึงหรือขอรับ"
หรงฮุ่ยจวินเอ่ยตอบน้องชาย "เทียนอี้มาถึงงานั้แ่เช้าแล้ว เวลานี้คงช่วยดูแลความเรียบร้อยของงานอยู่ ทำไมเ้าจึงถามถึงเทียนอี้ล่ะ"
"ไม่มีอะไรขอรับ ข้าเห็นหัวหน้าตระกูลแม่ทัพคนอื่นแต่ไม่เห็นแม่ทัพไป๋ จึงได้ถามดูเท่านั้น" หรงเยว่ซีหลบเลี่ยงสายตาที่มีความสงสัยของพี่ชาย
เมื่อได้คำตอบแล้วเขาก็เดินชมนกชมไม้ต่อ ทำตัวไม่สนใจต่อสายตาของคนรอบข้างที่จ้องมองมายังเขาจนร่างกายแทบจะทะลุอยู่แล้ว
หรงเยว่ซีได้เรียนรู้ความจริงที่น่าทึ่งบางอย่างมาจากเสี่ยวเว่ย ซึ่งก็คือใบหน้าของเขานั้นมีการผสมผสานความหล่อเหลาและความงามที่ละเอียดอ่อนอย่างลงตัว เหล่าสตรีและเกอที่มองมายังเขาจึงแฝงความชื่นชอบอยู่หลายส่วนและส่งสายตาเชื้อเชิญอยากสนิทสนมด้วย แต่เมื่อตระหนักในเพศของเขา สายตาของอีกฝ่ายจึงเปลี่ยนไปกลายเป็ดูถูกและกดข่มที่เขาไม่เป็ไปตามมาตรฐานของเกอ
คนเหล่านี้ก็แปลก สวยเกินตัวเองก็อิจฉา แตกต่างจากคนอื่นก็รังเกียจและดูถูก
คนพวกนี้ช่างมีจิตใจคับแคบเสียจริง
หรงเยว่ซีเพิกเฉยต่อสายตาของคนเหล่านี้ เขาหันไปมองการแสดงออกของครอบครัวตัวเอง ถึงได้เห็นว่าใบหน้าของทุกคนนั้นนิ่งเรียบ แววตายามตวัดไปยังคนที่ลอบนินทาเขานั้นน่ากลัวอย่างยิ่ง คนเ่าั้จึงมิกล้าอ้าปากพูดมากความอีก ท่านพ่อเองก็มุมปากกระตุกอยู่หลายรอบเช่นกัน หากที่นี่ไม่ใช่วังหลวง มิแคล้วคงได้มีการปะทะฝีปากกันบ้าง
ฝ่ามือหยาบกร้านของพี่ชายและน้องชายเกาะกุมมือที่อยู่ใต้แขนเสื้อตัวยาวของเขาแน่นราวกับกำลังส่งผ่านความมั่นใจมาให้เขา
หัวใจของหรงเยว่ซีอบอุ่นเมื่อรับรู้ว่าในครอบครัวของเขากำลังปกป้องความรู้สึกของเขาอยู่
ใบหน้าที่เคยก้มต่ำลงของหรงเยว่ซีจึงเชิดขึ้นอย่างกล้าหาญ ไม่สนใจสายตาตัดสินตัวตนของเขาจากคนนอกที่น่ารำคาญพวกนี้
หลังเดินจากลานจอดรถม้ามาได้เกือบเค่อหนึ่งก็ได้เห็นสถานที่จัดงานเลี้ยงอันหรูหราเบื้องหน้าของเขา นางกำนัลและขันทีล้วนแต่งตัวอยู่ในระเบียบเรียบร้อยคอยต้อนรับผู้มาร่วมงานด้วยใบหน้ายิ้มแย้มเป็อย่างดี ขุนนางฝ่ายทหารได้นั่งอยู่ใกล้ชิดกัน เรียงจากตระกูลจางที่ซึ่งเป็ญาติใกล้ชิดของฮ่องเต้ ถัดมาเป็ตระกูลไป๋ ตระกูลหรง ปิดท้ายด้วยตระกูลลู่ซึ่งเป็ญาติกับตระกูลของหรงเยว่ซี
อีกฝั่งหนึ่งของพระที่นั่งทั้งสองสำหรับฮ่องเต้และไทฮองไทเฮาที่ยังคงว่างเปล่าอยู่ เป็ของเหล่าขุนนางฝ่ายปกครองซึ่งในความทรงจำของหรงเยว่ซีนั้นว่างเปล่ามาก
ระหว่างนั่งรอเวลาของเสด็จของฮ่องเต้ ก็มีเหล่านางรำของราชสำนักร่ายรำเพิ่มสีสันให้กับงานเลี้ยง ควบคู่กับของว่างแสนอร่อยจากห้องเครื่องของวังหลวงที่หรงเยว่ซีตื่นตามากเพราะมีรูปร่างสวยงามวิจิตรจนเขาประทับใจ
หรงเยว่ซีเห็นเกอและสตรีบางคนลุกออกจากที่นั่งพร้อมบ่าวส่วนตัวก็กระซิบถามท่านแม่ทันทีว่าพวกนางลุกไปไหนกัน
ลู่ซือฟางตอบลูกชายของนางว่า ยามที่วังหลวงส่งเทียบเชิญให้เหล่าขุนนางได้มีการทาบทามว่าขุนนางตระกูลใดอยากส่งบุตรของตนแสดงความสามารถพิเศษต่อหน้าพระพักตร์ของฮ่องเต้ก็สามารถส่งรายชื่อรวมถึงการแสดงของบุตรหลานได้ ทางวังหลวงจะคอยอำนวยความสะดวกเื่อุปกรณ์และสถานที่ที่ใช้ในการเตรียมตัว ลำดับการแสดงก็เรียงตามรายชื่อที่ส่งก่อนหลัง
สิ่งที่หรงเยว่ซีคาดเดาเอาไว้เป็จริง ว่างานเลี้ยงของวังหลวงในครั้งนี้คือการคัดเลือกฮองเฮาและสนมให้ฮ่องเต้ ทั่วทั้งแคว้นเองก็คงคาดเดาได้เหมือนกัน หลายตระกูลที่มีความหวังว่าจะได้เกี่ยวดองกับเชื้อพระวงศ์ก็ไม่พลาดที่จะส่งบุตรหลานของตนแสดงความสามารถเพื่อจะต้องตาต้องพระทัยฝ่าาของพวกเขา
หรงเยว่ซีโล่งอกที่มารดาของเขาไม่ได้บังคับให้เขาต้องแสดงความสามารถพวกนั้น
ตามความคิดของหรงเยว่ซี แม้ว่าเขาจะมีรูปร่างไปตามค่านิยมของเกอที่นี่และเก่งกาจด้านศาสตร์ศิลป์เพียงใดก็ไม่คิดเอาตัวเองเข้าไปเกี่ยวพันกับสายเืน้ำเงินอันสูงศักดิ์ที่จะดึงดูดเื่ราวชวนปวดหัวมาเข้าตัวแน่นอน
ไม่ต้องนึกไปไกล ดูกรณีของฮ่องเต้องค์ปัจจุบันเขาก็รู้สึกขนลุกทันที
ให้เป็ภรรยาของฮ่องเต้งั้นเหรอ ไม่มีทางตำแหน่งหนึ่งเดียวที่เขาวาดหวังไว้คือตำแหน่งฮูหยินไป๋ของแม่ทัพไป๋เทียนอี้เท่านั้น!
"ท่านแม่ ข้าขอไปเดินชนสวนบุปผาได้หรือไม่ แล้วข้าจะรีบกลับมา ที่เนอะคนเยอะวุ่นวายจนข้ารู้สึกเวียนศีรษะ หากได้ออกไปสูดอากาศด้านนอก น่าจะดีขึ้นขอรับ"