ตัดมาอีกด้านหนึ่งที่ชั้น 11 แวมไพร์สองตนชายหญิงได้เข้าต่อสู้กับคนแห่งหน่วยอักษร O ที่ร่างกายของเขาไม่ได้เหมือนเดิมอีกต่อไป ตอนนี้แขนของเขาเปลี่ยนไปมีพังผืดคล้ายกับสัตว์เลื้อยคลานครีบอันใหญ่งอกขึ้นมาที่แขน สีเขียวอ่อนราวกับสีของกบปรากฏให้เห็นอย่างเด่นชัด ใบหน้าที่ปากยื่นออกมาเล็กน้อย ส่วนขาที่เหมือนกับเท้าของมนุษย์แต่ก็มีพังผืดที่นิ้ว เล็บที่ผุดออกมานั้นไม่ยาวและแหลมคมอย่างมาก ทั้งสามคนเข้าต่อสู้กันอย่างดุเดือดลูกเตะจากฝั่งซ้ายและขวาตรงเข้าไปยังใบหน้าของ O แต่แขนทั้งสองข้างของเขาปัดป้องไว้ได้ทั้งหมด เป็ลีลาการต่อสู้ที่ดูมีชั้นเชิงยิ่งนักการหายใจของทั้งสองแวมไพร์เริ่มรดต้นคอสถานการณ์ดูเป็ต่อสำหรับ O มากเลยทีเดียว เสมือนว่าเขาได้รับการฝึกมาเป็อย่างดี ฝ่ายแวมไพร์ก้าวหลบได้ทั้งหมดแต่ดูเหมือนว่าไม่พ้นซะทีเดียว การผลัดกันรับสู้เป็ไปอย่างเดือดระอุความเป็นักสู้ที่ไม่ยอมแพ้ซึ่งกันและกันช่างน่าตื่นตาตื่นใจ ฟอเรนซ่าเหวี่ยงแขนขวาสลับกับการก้มลงไปเตะที่ขาของO
O ผงะและล้มลงยังไม่ทันจะคิดอะไรได้ต่อ ขาขวาของเฟลลิกก็ร่วงลงมาหวังจะย่ำใส่หน้าของเขา O กลิ้งหลบด้วยปฏิกิริยาความรวดเร็วและหลบไปได้อย่างหวุดหวิด เขาพยายามลุกขึ้นมาและเอามือทั้งสองกุมประกบตั้งการ์ด เขากรีดิัของสองแวมไพร์ไปหลายแผลแต่แวมไพร์ก็งอกอวัยวะออกมาได้ในทุกครั้งถึงจะไม่ในทันทีแต่อวัยวะเ่าั้ก็งอกออกมาจันเหมือนไม่มีาแเกิดขึ้น มีเสียงหอบแฮ่ก ๆ ออกมาบ้าง แต่การต่อสู้ได้ทิ้งไว้แต่รอยเืเท่านั้น การผลัดการรุกรับสลับไปมาอย่างดุเดือด แต่ในวินาทีนั้นได้มีเื่ไม่คาดฝันเกิดขึ้น อยู่ดี ๆ O ก็สลัดครีปออกมาอย่างฉับพลัน เป็อาวุธลับที่คาดไม่ถึงทำให้เฟลลิกกระเด็นออกไปทันที
ฉึก!!
ฟอเรนซ่าเห็นเช่นนั้นก็ได้แต่ยืนตะลึงหน้าซีดกว่าเดิม เธอเห็นอีกสิ่งที่แยกออกมาจากตัวเฟลลิกนั่นคือสิ่งที่ทำให้เธอแสดงสีหน้าที่ใเป็อันมาก หากคิดว่าสีผิวของแวมไพร์นั้นซีดอยู่แล้วก็น่าใกว่าที่สีหน้าของเธอยังสามารถซีดเผือกลงไปได้อีก
กรี๊ดดด!!
ท่อนส่วนหัวของแวมไพร์ร่างสูงที่ปลิวไปอีกทาง เป็ส่วนหัวแค่ประมาณส่วนดวงตาขึ้นไป แต่การเฉือนเพียงแค่นั้นก็มากพอให้ เฟลลิกร่างกายค่อยๆ สลายหายไป เป็วินาทีเดียวกับที่ O โดนจ้วงที่ท้องทะลุด้วยแขนของฟอเรนซ่าเช่นกัน เธอดึงแขนออกมาโดยไม่ลังเลทำให้เืสีแดงจำนวนมากกระเด็นเซ็นซ่าน ทะลักออกมาจากทรวงอกของอสูรกาย O ทำให้เขาค่อยๆ สิ้นชีพและกลายร่างกลับมาเป็มนุษย์ในทันที สิ้นสุดเสียงการต่อสู้นั้นลงได้มีอีกเสียงแทรกเข้ามาเช่นกัน
เสียงร้องไห้และหยดน้ำตาของฟอเรนซ่าไหลรินลงมา
“ฮือ...ฮือ นายทำดีที่สุดแล้วเฟลลิก...”
“ไม่ต้องห่วงแวมไพร์อย่างพวกเรา จะต้องเป็เผ่าพันธุ์เพียงหนึ่งเดียวที่จะเหลือรอด เราจะสานต่อเจตนารมณ์นั้นเอง!!”
เธอพูดด้วยเสียงอันแหลมและหนักแน่น เต็มเปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่นเพื่อส่งให้ถึงเพื่อนเธอที่สิ้นชีพไปแล้ว
ที่ชั้นใต้ดินชั้นที่ 3 เป็ที่ที่กว้างสุดลูกหูลูกตาลึกและกว้างพอ ๆกับสนามฟุตบอลขนาดย่อมในนั้นมีห้องโถงใหญ่อยู่ ตัวห้องสีขาวประดับไปด้วยหลอดไฟจำนวนมากและเรียบง่าย ที่กลางห้องปรากฎภาพของแท่งคริสตัลขนาดใหญ่ภายในเห็นชัดได้ว่ามีโลงศพโลงหนึ่งอยู่ มีหน่วยป้องกันอารักษ์ขาสวมชุดสีขาวถืออาวุธปืนรูปร่างแปลกๆ ล้อมอยู่มากมายประหนึ่งว่าจะปกป้องสิ่งที่ตั้งอยู่เื้ั และที่ปลายกระบอกปืนได้มีแสงสีม่วงที่ดูเข้มข้นจนเห็นเป็เส้นยาวลากไปถึงประตูใหญ่ เป็บาเรียห่อหุ้มทุกคนในที่นั้น ทรงครึ่งวงกลมของแสงสีม่วงเห็นได้อย่างชัดเจน
ใช่แล้ว!!! มันคือ ปืนยิงรังสีUVเข้มข้นสูงที่แวมไพร์คงมิอาจต้านทานและฝ่าเข้ามาได้
ที่ชั้นสองการฟาดฟันใส่กันดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วขอบเขต หน่วยอักษรที่ทุกคนกลายร่างเป็อสูร กำลังฟาดฟันใส่แวมไพร์ฝรั่งเศสตนนั้นอย่างดุเดือด
“ย๊าก ฮ่า ฮ่า ๆ ”
คีเลี่ยนกำลังสนุกและหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง เพราะการต่อสู้ดำเนินไปด้วยความได้เปรียบของคีเลี่ยน ทุกสิ่งที่พุ่งตรงใส่ลำตัวมันนั้น ถูกปัดออกด้วยมือเปล่าที่มีอานุภาพอันร้ายกาจของคีเลี่ยน หน่วยอักษรทั้งสามเืท่วมไปทั้งตัว โดยที่พวกเขาไม่มีเวลาสังเกตด้วยซ้ำว่าเกิดาแตรงไหนบ้าง การหายใจของทั้งสามถี่ขึ้นกล้ามเนื้อของอสูรกายเทียมเต้นกระตุกด้วยความเหนื่อยล้า หมัดเปล่าของคีเลี่ยนเป็แรงกระแทกที่ไม่ธรรมดาเลย อักษร B ที่มีลักษณะเหมือนกับเสือนั้นได้หันหน้าไปพูดกับเพื่อนทั้งสองที่มีลักษณะเหมือนงูและนกว่า
“ถ้ายื้อแบบนี้เราต้องเสียเปรียบจนพ่ายแพ้แน่นอน...... นาย2คนต้องถ่วงเวลาเปิดช่องว่างให้ฉันแล้วล่ะ ใช้แผนที่เราคุยกันมา ยาแค่10 แคปซูลคงไม่พอเป็แน่”
อักษร C กับ V ฟังดังนั้นแล้วก็ะโไปคนละทางคนหนึ่งเข้าไปทางด้านหลัง ส่วนอีกคนกระโจนเข้าด้านหน้าคีเลี่ยน แล้วง้างกรงเล็บของตนใส่แวมไพร์หนุ่มอย่างบ้าคลั่ง B ฉีดยาด้วยความรวดเร็วแล้วผงะขึ้นมามองก็ได้แต่ตะลึงงันเพราะอสูรกายร่างงูที่อยู่ด้านหลังคีเลี่ยนนั้นได้ถูกขาของคีเลี่ยนปักเข้าไปในทรวงอก ส่วนเพื่อนด้านหน้าที่เป็อสูรนกได้ถูกมือของคีเลี่ยนแทงทะลุหน้าเช่นเดียวกัน ด้วยความที่ต้องปรับสภาพจิตใจเพื่อให้ต่อสู้ได้เขาจึงไม่ลังเลเพื่อเข้าไปต่อสู้กับคีเลี่ยนต่อ จึงได้เค้นกำลังทั่วร่างด้วยกำลังใจที่อยากชนะอันไร้ขีดจำกัด ร่างเสือนั้นมีกล้ามเนื้อที่ใหญ่ขึ้นกว่าเดิม แก้มที่มีลายของเสือลายพาดกลอน ดวงตาอันแดงฉานราวกับเม็ดทับทิมเข้มหูที่มนและแหลมขึ้น หลังฉีดยาทำให้เขาดูตัวใหญ่กว่าเดิมอีก2 เท่า กรงเล็บเปลี่ยนเป็สีแดงมีผลึกเหมือนอำพันงอกขึ้นมา ดูน่าเกรงขามราวกับเป็จ้าวป่าเลยทีเดียว
ตู้ม!!
เสียงร่างของคีเลี่ยนกระเด็นไปกระแทกกับผนังเสียงดังสนั่นหวั่นไหว เสือตัวนั้นกระชั้นชิดเข้ามาตรงหน้า เสียงก้องกังวานดังไปถึงผืนดินเลยทีเดียว ซากอิฐและปูนทับล้อมอยู่บนร่างคีเลียน เสียงซากเหล่านั่นกระเด็นไปคนละทิศละทาง คีเลี่ยนลุกขึ้นมาปัดฝุ่นที่ตัวแล้วหันมาพูดว่า
“ไม่เลวนี่ ที่ทำให้ข้าผู้นี้เจ็บได้ จริง ๆ ก็ไม่อยากใช้เท่าไหร่หรอก สงสัยฉันคงต้องใช้มาจกับแกแล้วล่ะ”
หลังจากพูดเสร็จก็มีแสงสีแดงเปล่งประกายออกมาห่อหุ้มที่มือของคีเลี่ยนทั้งสองข้าง มันเปล่งแสงออกมาแล้วก็หายวับไป หลังจากนั้นก็ปรากฏสนับมือสีดำที่มือของแวมไพร์หนุ่ม แง่ของสนับมือมีรูปหัวกะโหลกที่มีเขี้ยวงอกปรากฏออกมา มันเป็อาวุธที่เกิดจากพลังของแวมไพร์ มาจเป็เวทเรียกเสริมอาวุธ มีหลายอย่างด้วยกัน เฉพาะแวมไพร์ระดับ S ขึ้นไปถึงจะใช้ได้ ซึ่งแวมไพร์ที่ต่อสู้อยู่ชั้นบนขึ้นไปคือแวมไพร์สามตนได้แก่ วาคีน เฟลลิก ฟรอเรนซ่า อยู่ที่ระดับ A หัวหน้านำทีมระดับ B และลูกน้องระดับ Cเท่านั้น
ของคีเลี่ยนเป็สนับมือที่มีอานุภาพการทำลายล้างสูงนั่นเอง
ซูม!!
เสียงหมัดคีเลี่ยนกระทบกับอุ้งเท้าของ B จนเกิดแรงสั่นะเืแหวงอากาศไปจนทั่วอาณาบริเวณ
ย้ากกก
เสียงของ B ร้องะโออกมาอย่างบ้าคลั่งพร้อมกับพุ่งตัวกระหน่ำฟาดฟันกับคีเลี่ยนอีกครั้ง แต่ในครั้งนี้ในทุกหมัดที่บรรจงปล่อยออกไปของแวมไพร์หนุ่มนั่นได้ทำให้เืและรอยชำเกิดขึ้นกับหมัดและใบหน้าของB คีเลี่ยนระดมกำปั้นใส่โดยไม่ให้หยุดพักหายใจ อสูรเสือที่เข้ามาปะทะกับหมัดนั้นและสู้อย่างสุดกำลังที่ตนจะปล่อยพลังออกไปได้ เป็เืนักสู้อย่างแท้จริง กลิ่นคาวเืฟุ้งไปทั่วไม่รู้ว่าทีลอยล่องอยู่แถวนี้เป็ฝุ่นที่เกิดจากการถล่มของกำแพง หรือเป็ควันจากอุณหภูมิที่ร้อนระอุจากการต่อสู้ของทั้งสองกันแน่ จากนั้นไม่ถึงเสี้ยววิก็มีสิ่งหนึ่งที่มีรูปร่างเป็ยาวกระเด็นลอยไปทางด้านข้างของการต่อสู้
นั่นมัน!! แขนคนที่มีลายพาดกลอนและกรงเล็บเป็แขนของB อย่างเห็นได้ชัด ส่วนอีกหนึ่งสิ่งที่กระเด็นไปจนติดกำแพงของอีกฟากคือร่างของB นั่นเอง เืไหลนองออกมาจนท่วมบริเวณหากใครเดินเข้ามา ณ ที่นี้ต้องได้กลิ่นเืที่คละคลุ้งจำนวนมากนี้อย่างแน่นอน
ตึก ตึก ตึก
คีเลี่ยนเดินอย่างสบายใจลงไปที่บันไดชั้นล่างโดยไม่แยแสอสูรตนนั้นที่กลับมาเป็คนเลย
“ปล่อยให้เืออกตาย... แบบนั้นมันน่าสนุกกว่าเป็ไหนๆ หึ ๆ ๆ ๆ”
เสียงค่อย ๆ ดังลงมาที่ละขั้น ทีละขั้นทีละชั้น ผู้คนในห้องเกิดอาการหวาดระแวง ความกลัวตายกลายเป็ความหนาวเหน็บทั่วทั้งร่าง ตัวสั่นงัก ๆ อย่างเห็นได้ชัด
“พะพวกเราฝึกกันมาแล้วนี่ ถึงเราจะไม่เคยออกสนามเลยก็เถอะ... แต่ถ้าเราร่วมกันต่อต้านเราก็สามารถชนะมันได้ อย่าได้...ไปกลัวมัน”
เป็น้ำเสียงอันหวาดกลัวของหัวหน้าชุดป้องกันที่ไม่เคยพุ่งรบกับแวมไพร์เลยสักครั้ง
เมื่อเสียงเดินหยุดลงตรงหน้าประตูทุกสิ่งพลันเงียบลงจนไม่อาจเดาว่าอะไรจะเกิดขึ้น
ตู้ม!!
เสียงดังสนั่นหวั่นไหวของประตูบานใหญ่ที่น่าจะหนักราว 1 ตันได้กระเด็นเข้ามาทางที่ผู้คนยืนถือปืนอยู่ ทุกคนกระเด็นเซ็นซ่านทันที ถึงแม้จะเห็นสิ่งที่ลอยมาเบื้องหน้าแต่ก็มีอาจเบี่ยงตัวหลบให้พ้นจากประตูบานมหึมานี้ได้ เศษซากร่างกายผู้คนกระจายไปทั่วห้องกลิ่นเืที่เตะจมูกและเสียงโหยหันของผู้าเ็
อ๊ากกก โอ้ยยยย โอย......
ดังสลับกันไปมาอย่างน่าเวทนาที่สุด คีเลี่ยนไม่รอช้าะโใส่ผู้รอดชีวิตอย่างสนุกสนานเขาใช้มือเปล่าของเขาสังหารทุกคนจนสิ้นเสียงโหยหวนนี้
“นึกว่าจะสนุกกว่านี้ซะอีก สุดท้ายก็มีดีกันแค่นี้”
ใบหน้ายิ้มแย้มของเขาบอกอาการสนุกสนานภายในใจเขาได้เป็อย่างดี
“ไอ้โลงบ้านั่นเหรอ ที่กักขังจอมราชันย์ของพวกเรา ขนาดมีหน่วยอักษรคุ้มกันประจำถึงสามคนทั้ง ๆ ที่งานน่าจะล้นมือในฝั่งยุโรปแล้วแท้ๆ ก็คงจะเป็ของจริงล่ะมั้งนะ”
เขาพุ่งตัวออกไปโดยใช้แรงขาอันมหึมาของเราดีดเท้าออกไป ลอยอยู่กลางอากาศเพื่อย่นระยะทางเพื่อไปลงที่โลงศพที่มีคริสตัลล้อมอยู่ภายนอก เขายืนมองขณะที่มืออีกข้างล้วงกระเป๋ากางเกง มีสิ่งหนึ่งติดมืออกมาจากกระเป๋ากางเกงนั้น บรรจงเทของเหลวที่บรรจุอยู่ในขวดที่มีฝาปิดจุกด้วยไม้โอ๊คลงไปเป็ของเหลวสีแดงข้นค่อยๆ ย้อยลง
เพล้ง!! เสียงดังที่เหมือนผลึกแก้วที่ค่อยแตกกระจายนี้
เศษคริสตัลค่อยไหลลงสู่พื้นดินด้วยแรงโน้มถ่วงของโลก ปรากฏแค่โลงศพสีดำประดับด้วยเพชรพลอยมากมายอยู่บนโลง ข้างโลงศพมีป้ายอักษรทองคำสลักไว้ว่า เคาท์ หลอด แม๊กซิมิเลี่ยน
“จะเปิดที่นี่หรือจะแบกกลับไปเปิดที่ฐานดี ตามคำสั่งวิสกี้ให้พากลับไปฐานก่อน แต่การยียวนพวกนั้นก็น่าจะเป็อะไรที่สนุกดีมากกว่า”
คีเลี่ยนพูดด้วยน้ำเสียงที่ตื่นตะลึง ก่อนจะนำใบหน้าอันขาวซีดไปแนบที่ฝาโรงศพ
ตู้ม!! เสียงดังสนั่นหวั่นไหวพร้อมกับมีมืออันเย็นเฉียบแหวกทะลุงโลงออกมา ตรงดิ่งมายังคอของคีเลี่ยน มือนั้นกำคอของเขาไว้อย่างแ่าแม้คีเลี่ยนพยายามดิ้นให้หลุดหรือเอามือดึงอย่างสุดแรงก็ไม่สามารถทำให้คลายพันธนาการของมือนั้นออกได้เลยแม้แต่น้อย
“เ้ามีนามว่าอะไร แล้วนี่ข้าโดนจองจำมานานเท่าใดแล้ว?”
เสียงอันเย็นเฉียบด้วยโทนเสียงต่ำแสดงอารมณ์สะท้อนที่เยือกเย็นสุขุมรอบคอบและอำมหิตในขณะเดียวกัน ซึ่งได้จ้องมองมาโดยไร้ซึ่งสีหน้า แม้ผู้ที่เก่งกาจอย่างคีเลี่ยนก็เกิดความรู้สึกยำเกรง เปลี่ยนจากอารมณ์สนุกสนานตลอดเวลาไปเป็อารมณ์หวาดกลัวโดยสิ้นเชิง อุณหภูมิร่างกายที่เย็นอยู่แล้วได้ลดต่ำลงไปอีก
“ข้าคือคีเลี่ยนแห่ง 7 สัตย์ภูติวาจา ข้า...ขออภัยต่อท่านเป็อย่างมากที่ต้องรบกวนการพักผ่อนของท่าน แต่ตอนนี้แวมไพร์แบ่งเป็หมู่เป็พวกจนไม่อาจรวมใจกันเป็หนึ่งเดียวได้ เราเลยอยากได้ผู้นำเพื่อรวบรวมแวมไพร์ให้เป็ปึกแผ่นอีกครั้งหนึ่ง”
คีเลี่ยนตอบด้วยความยำเกรง มีรอยยิ้มอันบิดเบี้ยวเจือน ๆ ปรากฎขึ้นมา
“ข้าถามว่ากี่ปี ไม่ได้ถามหาเหตุผลที่ปลุกข้า แล้วสามผู้ยิ่งใหญ่นอกจากข้า พวกมันยังอยู่กันครบไหม?”
แม๊กซิมิเลี่ยนกล่าว
“น่าจะราว 700 ปีได้ขอรับ ผู้ยิงใหญ่อีกสองคนตั้งกลุ่มออกไปเพื่อแย่งอำนาจ โดยมีพวกเราสัตย์ภูติวาจา ได้รวมตัวกันแล้วแยกออกมาโดยหวังว่าท่านจะรวมความเป็ปึกแผ่นได้อีกครั้งดังในครั้งอดีต”
คีเลี่ยนตอบ
“เอาเถอะ... ยังไงตอนนี้ข้าก็หิวเืสาว ๆ มากด้วย ไม่ไหว ๆ ที่นี่มีแต่เืผู้ชายอันจืดชืด แค่ได้กลิ่นก็อยากจะอ้วก เ้าพาข้าออกไปก็แล้วแล้วค่อยมานั่งคุยกัน”
อดีตผู้ยิ่งใหญ่แห่งแวมไพร์พูดกับคีเลี่ยนพร้อมกับเอามือแตะใบหน้าอันซีดเซียวพร้อมกับลูบไล้แผลเป็ที่แก้ม
คีเลี่ยนได้เดินนำทางและพาแม๊กซิมิเลี่ยนไปที่รถตู้ เป็การย่างก้าวผ่านศพมากมายรายทาง เป็ภาพที่น่าเวทนาสำหรับพวกเขาเ่าั้ยิ่งนัก เป็ค่ำคืนที่วินาศสันตะโรเศษควันและฝุ่นมากมายลอยฟุ้งในอากาศ ที่เท้าก็ประปรายไปด้วยเศษกระจกและหลอดไฟ บางคนตายทั้งที่ยังไม่ได้หลับตาด้วยซ้ำ กลิ่นควันผสมเืนี้เป็อะไรที่น่ากระอักกระอ่วนอย่างยิ่ง
“นี่คือท่านผู้นั้นเหรอ รีบขึ้นรถเถอะค่าท่าน...”
ฟอเรนซ่าที่มายืนรอที่ข้างรถตู้ได้กล่าวเชิญชวนให้ขึ้นรถ
“วาคีนกับเฟลลิกล่ะ?”
คีเลี่ยนถาม
“เฟลลิกตายแล้วแต่วาคีนไม่รู้ว่าเป็หรือตายเ้านั่นบอกตอนเดินทางมาว่าจะกลับเอง แต่นี่ก็ใกล้เวลาที่หน่วยสมทบของพวกมันจะมาแล้วพวกเรารีบไปกันเถอะ”
ฟอเรนซ่ากล่าวด้วยน้ำเสียงอันแสนเบาและเศร้าสร้อย
คีเลี่ยนพยักหน้าและแวมไพร์ทั้ง 3ขึ้นรถตู้และสตาร์ทรถโดยมีฟอเรนซ่าเป็ผู้ขับรถ รถตู้สีดำได้เคลื่อนตัวทะยานออกไปอย่างรวดเร็ว
บรื้นนน !! เสียงรถเคลื่อนตัวไปข้างหน้าแล้วหายวับเข้าถนนปะปนกับรถอีกมากมาย
ทิ้งความพินาศของศูนย์ปราบปรามแวมไพร์แห่งนี้ไว้เื้ั...
หลังาขนาดย่อมของทั้งสองฝ่ายจบด้วยความพ่ายแพ้อันย่อยยับของหน่วยปราบปรามแวมไพร์ กำลังเสริมมาถึงแต่ก็สายเกินไปที่จะช่วยเหลือผู้เคราะห์ร้าย มีคนเสียชีวิตในเหตุการณ์ดังกล่าวทันทีถึง 423 คน าเ็อีกเกือบร้อยที่สาหัสก็เกินกว่าครึ่ง ความเสียหายครั้งนี้ใหญ่หลวงจนกระทรวงความมั่นคงโลกและองค์กรปราบปรามแวมไพร์สำนักงานใหญ่ต้องส่งเ้าหน้าที่มาตรวจสอบ ว่าเหตุที่การป้องกันอันแ่าของหน่วยงานแห่งนี้ทำไมถึงได้ถูกทำลายลงอย่างง่ายดาย บุคลากรมืออาชีพจากหน่วยอักษรเสียชีวิตไปถึง3 คน ประเมินมีผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์ครั้งนี้แค่47 คนเท่านั้น หนึ่งในนั้นมีหน่วยที่พายุสังกัดอยู่รอดมาได้แค่ 3 คนเท่านั้น พายุเองก็ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลเช่นกัน
“นี่แกคิดว่าเอาชนะฉันได้ แล้วจะสืบหาความจริงเื่ที่ตามหามาทั้งชีวิตได้งั้นรึ?”
เสียงวาคีนดังในหัวของพายุตอนนี้ชายหนุ่มคิ้วเข้มผู้นี้ได้ตกอยู่ในภวังค์แห่งความฝัน
“ฉันก็ไม่ได้คิดว่าตัวเองเก่งกาจอะไรขนาดนั้นหรอกนะ... ที่เอาชนะมาได้มันก็เป็แค่ความบังเอิญเท่านั้นแหละ แล้วคนชื่อแฟรงค์อะไรนั่นฉันจะไปตามหาได้ที่ไหนล่ะ?”
วาคีนหันมายิ้มให้พายุแล้วภาพของแวมไพร์ผมขาวก็หายไปในความมืด
“เดี๋ยวก่อนอย่าพึ่งหนีกันไป... ฉันยังมีเื่จะถามอีกมากมายเลย อย่าไปนะอย่าไป หยุดก่อนขอร้อง”
นั่นคือคำพูดสุดท้ายในนิทราของชายหนุ่มคนนี้ ก่อนที่เปลือกตาของพายุจะค่อย ๆ เปิดออกอย่างช้าๆ เขาชูมือขึ้นจากท่านอนด้วยท่าแบมือค้างไว้อย่างนั้น แล้วเอามือลงมาแปะไว้ที่หน้าด้วยความสะลึมสะลือแบบที่คนพึ่งจะตื่นพึงจะเป็กัน