ช่วงรุ่งอรุณของวันที่ 46 ของเกมส์แห่งสงคราม
***ปักษาผู้เป็นไท [เปอร์ไซด์]
“ฮ้าว~”
“ปี้~”
ทั้งหนูและออกไซด์ต่างส่งเสียงหาวลากยาวออกมากัน
“เช้าแล้วหรือ~ งืม~”
ช่างเป็นยามเช้าที่สดใสนัก
*โคร๊ก~*
เสียงท้องร้องคำรามได้ดังขึ้นมา
ตื่นปุ๊บหิวปั๊บ เป็นสัญญาณของสุขภาพที่ดีค่ะ~
ว่าแล้วก็ได้เวลาออกล่าเหยื่อหาอาหาร~
*เพล๊ง*
“อ๊ะ? ”
เกิดเสียงบางอย่างที่ฟังดูน่ากลัวดังขึ้นมาจากใต้กรงเล็บ
แล้วพอลองก้มลงไปมองดูถึงต้นตอของเสียงนั้น…
“หวาย แตกกระจายหมดเลย”
แท่นสีเขียวที่หนูใช้เกาะหลับนอนมาตั้งแต่เมื่อวาน มันได้พังลงมาเป็นชิ้น ๆ ไปแล้วละคะ
ดูเหมือนว่าพอหนูเริ่มกางปีกบิน เจ้าแท่งนี้ก็เสียสมดุลจนล้มลงมากระแทกพื้นค่ะ
นี่คงไม่ใช่ผิดของหนูหรอกใช่ไหมคะ?
ณ มิติแห่งทวยเทพ
“สงคราม [รอบนี้] เป็นพวกมันที่ถูกจัดการก่อนเป็นฝ่ายแรกอีกแล้วหรือนี่”
เทพเจ้าไร้หน้าพูดอย่างเบื่อหน่าย
“ครั้งนี้เป็นสงคราม [รอบที่เก้า] ใช่ไหมเทพไร้ขา? ”
“เอ๊ะ? ใช่แล้ว”
เหล่าเทพทั้งสามผู้สร้างและควบคุมกฏของโลกแห่งสงคราม ต่างเริ่มพูดคุยถึงทิศทางผลลัพธ์ของเกมส์แห่งสงครามรอบที่เก้ากัน
ใช่แล้ว โลกใบนี้ถูกสร้างสถานการณ์ให้มาทำสงครามกันถึงเก้ารอบแล้ว
คำพูดที่ว่าจะปลดปล่อยสู่สวรรค์ และจับผู้แพ้ลงสู่ขุมนรกที่ไม่มีวันได้ผุดได้เกิดนั้น คือคำโกหกของเทพทั้งสาม
พวกเขาไม่คิดที่จะปล่อยของเล่นไปจากมือตั้งแต่แรกอยู่แล้ว
คริสตัลแห่งชีวิตคือระบบที่เอาไว้ก่อร่างเนื้อขึ้นมาใหม่
วิญญาณจะถูกผูกติดกับกายเนื้อและคริสตัลของแต่ละเผ่า ไม่ว่าจะตายกี่สิบครั้ง ถ้าหากยังมีคริสตัลอยู่ ร่างวิญญาณก็จะได้ร่างเนื้อสำหรับใช้งานอยู่เรื่อยไป
แต่หากครัสตัลถูกทำลาย มันจะไม่มีการสร้างกายเนื้อขึ้นมาใหม่ แล้วคราวนี้ ถ้าหากถูกทำลายร่างเนื้อไป ก็จะเป็นความตายที่แท้จริงของโลกแห่งสงครามใบนี้
และเมื่อตายโดยที่ไม่สามารถไปเกิดที่คริสตัลได้ วิญญาณดวงนั้นก็จะไร้ที่สิงสู่ แล้วตกสู่ห้วงลึกอันไร้ที่สิ้นสุดของโลกใบนี้ไป
ถูกกักขังในความมืด รอคอยจนกว่าจะถึงวันที่พวกเทพทั้งสามจะหยิบดวงวิญญาณออกมาเล่นเกมส์สงครามรอบใหม่อีกครั้ง
แน่นอนว่าพวกเขาย่อมไม่ลืมที่จะลบความทรงจำในแต่ละรอบของเกมส์ออกไปก่อน
เทพทั้งสามทำเช่นนี้ซ้ำมาถึงเก้ารอบแล้ว
และแปดรอบที่ผ่านมา มีเพียงแค่ฝ่ายมนุษย์เพียงฝ่ายเดียว ที่สามารถยืนหยัดได้ถึงวินาทีสุดท้าย
หรือก็คือมีแค่มนุษย์เท่านั้น ที่สามารถรบชนะติดต่อกันมาได้ถึงแปดรอบ
และเหมือนกับทุกรอบที่ผ่านมา ฝ่ายโพรแคริโอตมักจะเป็นผู้ที่ถูกทำลายคริสตัลเป็นเผ่าแรกเสียทุกครั้ง
ณ ช่วงเวลาเดิม สถานการณ์เดิมไม่ต่างกัน ราวกับกำลังดูภาพย้อนหลังที่คุ้นเคย
“ทั้งแปดรอบที่ผ่านมา ยังไม่เจอทางแยกที่ชัดเจนเลยนะ ถึงจะแตกต่างบ้างในเนื้อหา แต่ภาพรวมยังคงเช่นเดิมเสียทุกครั้งเลย”
“แต่ครั้งนี้พวกเขาทำได้ดี เพราะสามารถรอดพ้นจากการโดนลูกหลงของสงครามวันแรกมาได้”
สงครามพันธมิตรในครั้งนี้ได้เกิดขึ้นซ้ำมาแล้วถึงแปดรอบเช่นกัน
และทั้งแปดรอบนั้น มันจะจบลงด้วยชัยชนะของกองทัพพันธมิตร โดยมีสองเผ่าที่พ่ายแพ้ไปคือเผ่าโพรแคริโอตและเผ่าอาร์โธร์โพดา
เผ่าโพรแคริโอตที่เสียคริสตัลไปนั้น พวกมันพยายามแบ่งตัวเป็นจำนวนมากเพราะหวาดกลัวจะสูญสิ้นเผ่าพันธุ์ สุดท้ายเลยทำให้วิญญาณตัวเองถูกฉีกขาด แล้วกลายเป็นตัวเชื้อโรคที่ไร้ซึ่งสติปัญญาไป
ส่วนเผ่าอาร์โธร์โพดานั้น หลังจากที่ถูกทำลายครัสตัล ก็จะกลายเป็นทาสของเผ่าอื่น ๆ
พวกเขาที่ไม่อาจเกิดใหม่ได้ ไม่อาจให้กำเนิดทายาทได้ สุดท้ายจึงยอมทุกอย่างเพื่อให้พวกกองทัพพันธมิตรไว้ชีวิตพวกเขา จนกลายเป็นทาสสงครามไปอย่างน่าเวทนา
นี่คือชะตากรรมของทั้งสองเผ่าจากทั้งแปดรอบที่ผ่านมา
“สงครามรอบที่เก้าคงไม่ต่างจากทุกครั้ง ช่างน่าเบื่อจริงนะเทพไร้ขา เทพไร้แขน”
เทพไร้หน้าพูดด้วยน้ำเสียงที่เบื่อหน่าย
“อืม…”
แต่เทพไร้แขนกลับคิดต่างออกไป
“ไม่ใช่หรอก ครั้งนี้… น่าจะเจอทางแยกแล้วละ”
“ทำไมถึงคิดเช่นนั้นละเทพไร้แขน? ”
“พวกเผ่าปักษาคือเหตุผล… ดูนั่นสิ พวกมันกำลังเตรียมกองทัพที่จะบุกพวกมนุษย์แล้ว และคงเริ่มในวันพรุ่งนี้”
“จริงอยู่ว่าทุกรอบการปะทะระหว่างของมนุษย์กับปักษานั้น มักเกิดขึ้นหลังจากสงครามพันธมิตร เพียงแค่ว่ารอบที่เก้าเกิดขึ้นเร็วกว่าปกติ คงไม่ต่างจากเดิมเท่าไหรหรอกมั้ง? ”
“ไม่ มันแตกต่างอย่างสิ้นเชิงเลยเทพไร้หน้า”
เทพไร้แขนโต้แย้งอีกครั้ง
“รอบที่เก้านี้… พวกเผ่าปักษามันรับรู้ถึงอันตรายของเผ่ามนุษย์ได้ตั้งแต่วันแรก ถึงไม่รู้ว่าเป็นเพราะความหวาดกลัจากทั้งแปดรอบนั้น มันได้ฝั่งลึกลงไปในวิญญาณของพวกมันแล้วหรืออย่างไร แต่พวกปักษาก็ได้ส่งเจตจำนงอันตรายของเผ่ามนุษย์ มาสู่รอบที่เก้าเป็นผลสำเร็จได้อย่างที่เห็น”
เหตุการณ์ที่เผ่ามนุษย์ถูกเผ่าปักษาโจมตีในวันแรกนั้น พึ่งจะมีในสงครามรอบที่เก้าเป็นครั้งแรก
“ถึงจะรู้ว่าอันตราย แต่ถ้าไม่ชนะ ผลลัพธ์ก็ไม่ต่างกันหรอก ข้าไม่เห็นว่ากองทัพขยะของเผ่าปักษา จะสามารถเอาชนะเทคโนโลยีของมนุษย์ ณ ตอนนี้ได้เลยนะ”
“แต่ข้าว่าต่าง เพราะผลลัพธ์ของการกระทำเพียงเล็กน้อย มันอาจนำมาซึ่งทางแยกที่ยิ่งใหญ่ได้”
เทพไร้แขนพูดด้วยน้ำเสียงที่ตื่นเต้นขึ้น
“เอาละ พวกเรามาเฝ้าดูผลลัพธ์ของสงครามรอบที่เก้าต่อกันเถอะ”
***นักรบไร้นินทรา [สเลบ]
“สเลบ เจ้าทำได้ดีมาก”
“ขอบคุณสำหรับคำชมครับท่านองค์ราชินี
ในที่สุดองราชินีทั้งห้าก็รักษาตัวจนมีแรงกลับมาบัญชาการต่อได้อีกครั้ง
ที่ห้องบัญชาการรบฉุกเฉิน ซึ่งสร้างอย่างเร่งด่วนอยู่ภายในห้องโถงคริสตัลนั้น มีเพียงแค่ผมกับองค์ราชินีแฟตอยู่เพียงสองคนเท่านั้น
ส่วนคนอื่น พวกเขากำลังไปจัดทัพเตรียมรับมือศัตรูอยู่
“กลยุทธ์ของเจ้าเมื่อวานช่างน่าตกใจนัก แม้แต่ฉัน ยังไม่สามารถคิดแผนการเช่นนั้นออกมาได้เลย”
“กล่าวเกินไปแล้ว กระผมเพียงแค่ใช้กับดักที่ท่านราชินีเตรียมเอาไว้ เอามาสานต่อก็เท่านั้นเองครับ”
“เจ้าช่างถ่อมตนยิ่งนัก สเลบ… เจ้ามีความเห็นยังไงกับแนวทางการรบหลังจากนี้บ้าง? ”
ราชินีแฟตถามความเห็นจากผมด้วยน้ำเสียงที่สุภาพมาก ผิดกับทุกทีที่ชอบด่าเป็นชุดใส่ผม
อืม… สมองของท่านมีไปกระแทกที่ไหนเข้าหรือเปล่าเนี่ย?
“พวกเราควรชิงโจมตีไปที่อาวุธของศัตรูก่อนครับ”
“หมายถึงอาวุธที่ร้ายแรงของพวกปีศาจน้อยตามที่เจ้ารายงานมาใช่ไหม? ”
“ใช่ครับ ถึงอาวุธที่กระผมเห็นมานั้นมีพลังรุนแรงมากกว่า แต่ที่พวกมันนำมาใช้ในสงครามครั้งนี้ ก็มีอนุภาพมากพอถล่มทั้งปราสาทหลังนี้ได้แล้วครับ”
กองกำลังที่เหลืออยู่ของพวกเรามีเพียงสี่แสนนายเท่านั้น
ทหารที่รอดชีวิตจากเมื่อวานนั้น มีบางส่วนที่ทนพิษจากบาดแผลไม่ไหว แล้วตายลงไปในช่วงกลางดึกไป
และด้วยแผนการลอบโจมตีที่ล้มเหลวไม่เป็นท่าจากเมื่อคืนที่ผ่านมา เลยทำให้สถานการณ์ปัจจุบันเลวร้ายมากยิ่งขึ้น
อาวุธที่ได้มาจากการลอบโจมตี มีเพียงแค่หยิบมือเดียวเท่านั้น
อีกทั้งการลอบสังหารผู้บัญชาการยังล้มเหลวด้วย
ผมไม่เชื่อว่าการโจมตีที่อุกอาจของคอมมิว จะสามารถสังหารระดับผู้บัญชาการลงได้ตามอย่างที่ปากพูด
ทั้งที่สั่งเอาไว้แล้วว่าอย่าส่งคนไปเยอะ เพราะเดียวมันจะเด่นเกินไปนะ
ผมมองและใช้งานคนไม่เป็นเอง
“เนื่องจากการลอบโจมตีเมื่อคืนผิดพลาดหลายอย่าง อาวุธที่ควรมีไว้ในมือ จึงมีไม่เพียงพอดำเนินแผนการโจมตีเพื่อป้องกันครับ”
แผนการเดินคือการใช้กลยุทธ์ป้องกันเต็มสูบอยู่บนตัวปราสาท แล้วใช้อาวุธอันทรงพลังของจอมมารตอบโต้กลับไป
“เนื่องจากอาวุธที่ใช้ตอบโต้มีน้อยกว่าที่คิด กระผมจึงขอเสนอให้โจมตีโดยเน้นไปที่อาวุธของศัตรูแทนกองทัพครับ”
ศัตรูมีกองทัพอากาศ หากอาวุธที่ร้ายแรงมีไม่เพียงพอ นั่นย่อมหมายถึงไม่สามารถป้องกันการโจมตีจากภาคพื้นอากาศได้
หญ้าเมาที่เอาไว้ใช้รมควันเองก็หมดแล้วเช่นกัน
ไม่เหลืออะไรเอาไว้ให้เผาสำหรับรมควันพวกที่บินอยู่บนฟ้าอีกต่อไปแล้ว
ดังนั้นการเน้นทำลายอาวุธศัตรู แล้วล่อให้ศัตรูบุกเข้ามาในดินแดนใต้ดินของพวกเรา มันคงเป็นการฉลาดกว่า
ถ้าศัตรูอยากจะทำลายครัสตัลของพวกเรา ยังไงพวกมันก็ต้องบุกลงมาในเส้นทางใต้ดินที่คับแคบแห่งนี้
“ขอบคุณสำหรับความเห็นนะสเลบ”
ดูเหมือนว่าราชินีแฟตจะยอมรับความเห็นของผม
“งั้นผมขอตัว”
ตอนนี้สมควรแก่เวลาออกรบแล้ว
“เดียว! ”
แต่ราชินีแฟตกลับส่งเสียงรั้งตัวผมเอาไว้
เธอจ้องมาที่ใบหน้าของผมด้วยดวงตาสีแดงแวววาว
ผิวของเธอเริ่มแผ่ไอร้อนออกมาให้เห็น
“สเลบ… ฉัน.. ฉันนะ”
ผมรู้สึกได้
รู้สึกได้ถึงอารมณ์อันร้อนแรงของท่านองค์ราชินี
“สเลบ…ฉันนะ รู้---”
และความร้อนแรงนั้นก็มีเป้าหมายมาที่ตัวผม
“---รู้สึก ... ว่าแกช่างขี้เกียจยิ่งนัก! มัวยืนบื้ออะไรอยู่! รีบไสตูดไปออกรบได้แล้ว! อย่าคิดว่าวางกลยุทธ์เก่งแล้วจะมาอู้งานได้นะยะ! ”
ใช่แล้ว เป็นอารมณ์ร้อนแรงที่เต็มไปด้วยโทสะอะนะ
ผมรีบวิ่งออกมาข้างนอกห้องโดยทิ้งองค์ราลินีที่ใบหน้าเริ่มเป็นสีแดงเอาไว้ที่ข้างหลัง
“ยังมัวอ้อยอิ่งที่หน้าห้องอีก! รีบไปแนวรบได้แล้วไป! ”
ให้ตายสิ ยัยป้านี่ยังปากเสียไม่เปลี่ยนเลยวุ้ย
อยากเปลี่ยนไปรับใช้องค์ราชินีท่านอื่นจริง ๆ ว้อย
***ราชินีแห่งความหยาบคาย [แฟต]
สเลบมันวิ่งออกไปไกลแล้ว
ให้ตายสิ เพราะบรรยากาศพาไปแท้ ๆ ฉันเลยเกือบหลุดพูดออกไปว่า “ช่วยมาเป็นองค์ราชาของฉันทีเถอะ”
เกือบไปแล้ว ถ้าพูดออกไป ฉันคงเข้าหน้ามันไม่ติดแน่นอน
ฉันเลยทำเนียนด่ามันแทน
ยังไงคนฉลาดอย่างสเลบคงไม่รู้สึกผูกใจเจ็บที่โดนด่าอยู่แล้วละ
หวังว่าจะเป็นแบบนั้นอะนะ
***นักรบสมองกล้าม [เอรีส]
“กองทัพทุกนายเตรียมพร้อมรบ! ”
“โอ๊ว! ”
เสียงคำรามสงครามของคุณทอมได้ดังกู่ก้อง
กองทัพจากทั้งสี่ทิศเริ่มเตรียมพร้อมที่จะบุกโจมตีในวันที่สองกันแล้ว
ฉันเห็นเผ่ายักษ์จำนวนหนึ่งเริ่มลงไปเตรียมสร้างสะพาน
และอีกส่วนหนึ่งกำลังเตรียมตัวรบจากบนหลังมังกรที่บินบนฟ้า
เผ่ามนุษย์นกกางปีกบินทะยานไปทั่วฟ้าเช่นกัน
พวกภูติแสงเองก็บินว่อนพร้อมกับร้องเพลงอย่างเริงร่า
ช่างเป็นภาพการรวมทัพหลากเผ่าพันธุ์ที่ดูแปลกตายิ่งนัก
“รู้สึกคุณเคยกับภาพนี้จัง”
“เธอคงเห็นมาจากภาพหนังสือนิยายสักเรื่องละมั้ง? ”
แอร์บาส์รตอบข้อสงสัยให้กับฉัน
แต่ฉันมั่นใจว่านี่ไม่ใช่ภาพจากหนังสือนิยาย
ฉันรู้สึกราวกับว่าเคยผ่านเหตุการณ์ที่คล้ายแบบนี้มาแล้ว
“ทหารปืนใหญ่ เตรียม---”
คุณทอมที่ขี่เพกาซัสบินอยู่บนท้องฟ้า ได้คำรามก้องออกมาอีกครั้ง
แต่ก่อนที่เขาจะได้ทันสับดาบลงมาเพื่อเป็นสัญญาณยิงปืนใหญ่
*บรึ้ม! *
เสียงปืนใหญ่ก็ได้คำรามลั่นขึ้นดังขึ้นมาก่อน
ลูกกระสุนปืนใหญ่จำนวนยี่สิบนัดได้ลอยตรงมาทางฝั่งของพวกฉัน
“กรี๊ด!? ”
ม้าปีศาจของฉันตื่นตกใจเพราะแรงสั่นสะเทือนที่ไม่คาดคิด
มันยกสองขาหน้าขึ้น จนเกือบทำให้ฉันหล่นลงมา
กลุ่มควันสีดำขนาดเล็กได้พวยพุ่งขึ้นมาบนยอดกำแพงทางทิศตะวันตกที่พวกเราอยู่
โชคดีที่กระสุนทั้งยี่สิบนัดร่วงใส่พื้นที่โล่ง จึงทำให้ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บกัน
“ปืนใหญ่ที่ถูกขโมยไปเมื่อคืนตามรายงานเรอะ หน่วยปืนใหญ่ ยิงโต้กลับ! ”
พวกเรายิงสวนด้วยกระสุนปืนใหญ่ที่มีจำนวนมากกว่าอย่างล้นหลาม
กระสุนปืนใหญ่ชุดแรกจำนวนห้าร้อยนัดได้ยิงถล่มปราสาทศัตรูจนเสียหายไปถึงหนึ่งในสิบ
“ชุดที่สอง ยิง! ”
ระหว่างที่ปืนใหญ่ชุดแรกบรรจุกระสุน ปืนใหญ่ชุดที่สองก็ได้ถูกยิงออกไป
แล้วต่อด้วยชุดที่สาม ชุดที่สี่
ยิงอย่างต่อเนื่องวนไปเรื่อยไม่รู้จักจบสิ้นเช่นนี้
และในตอนที่พวกเรายิงปืนใหญ่ชุดที่หกออกไปนั้น
*บรึ๊ม! *
กระสุนปืนใหญ่ของศัตรูก็เริ่มยิงสวนกลับมาอีกครั้ง
และมันพลาดเป้าไปอย่างไม่น่าให้อภัย
“หยุดยิง! ”
หลังจากยิงถล่มไปได้ราวสิบนาที ปราสาทของศัตรูก็เริ่มมีสภาพที่ไม่น่าดู
พื้นที่กว่าครึ่งได้ถูกถล่มทำลายทิ้งไปแล้ว
แต่กลับไม่มีการส่งกำลังออกมาต่อต้านจากศัตรูเลย
“คงเปลืองกระสุนเปล่าแล้วละ”
ฉันพูดกับตัวเอง
การที่ศัตรูไม่สนใจปราสาท แสดงว่าฐานทัพที่แท้จริงนั้นอยู่ใต้ดิน
พวกเราคงต้องบุกลงไปหาพวกมันในใต้ดินนั้น
“อีกไม่นานจะได้ลุยแล้วสินะ”
ฉันบ่นกับตัวเองพร้อมกับมองไปที่กองทัพของพวกยักษ์
เนื่องจากไม่มีการต่อต้านด้วยธนูของศัตรู จึงทำให้การสร้างสะพานเป็นไปอย่างราบรื่น
ส่วนการถล่มปราสาทนั้น ตอนนี้พวกหน่วยรบทางอากาศกำลังรับหน้าที่ต่อ
แล้วฉันก็ได้เห็นเรื่องน่าตกใจบางอย่าง
“เวทมนต์!? ”
ปีกของภูติแสงเริ่มเปล่งแสงสว่างออกมา
ลมพายุขนาดใหญ่ได้ปรากฏขึ้นตรงหน้าพวกภูติแสง ก่อนจะควงสว่านกระหน่ำใส่ปราสาทของศัตรู
“เวทมนต์! แอร์บาส์ร เห็นนั้นมั้ย!? เวทมนต์ละ! ”
ฉันแทบไม่อยากเชื่อสายตาว่าเวทมนต์จะมีอยู่จริง
พวกภูติแสงที่มักปรากฏในเทพนิยายนั้น พวกมันสามารถใช้เวทมนต์ได้จริง ๆ ด้วย!
***นักรบไร้นินทรา [สเลบ]
*บรึ๊ม! *
“ทุกหน่วยถอนกำลัง! ปราสาทจะทนไม่ไหวแล้ว รีบลงไปเส้นทางใต้ดินด่วน! ”
ผมกับลูกน้องอีกหนึ่งร้อยคนนั้น กำลังเดินภายในเส้นทางของปราสาทที่คัดแคบกันอยู่
ผมยังอ่อนหัดจริง ๆ นั่นละ
ถึงจะยึดอาวุธศัตรูมาใช้ แต่ถ้าใช้ไม่เป็นก็ไร้ค่า
พวกเราไม่สามารถใช้มันยิงให้เข้าเป้าได้เลยแม้แต่นัดเดียว
และการบรรจุกระสุนใหม่ยังทำได้ช้ามาก
อีกทั้งยังเกิดอุบัติเหตุอย่างกระสุนระเบิดคาอาวุธอีกด้วย
“โชคดีที่ราชินีแฟตสั่งให้ทุกคนประจำการใต้ดิน ไม่ใช่ที่ปราสาท”
กองทัพส่วนใหญ่ต่างประจำการอยู่ที่เส้นทางวงกตใต้ดินกันแล้ว
ปราสาทขนาดใหญ่ที่ไร้ผู้คนนั้น มันไม่มีค่าอะไร ดังนั้นจะถล่มเท่าไหรก็เชิญทำไปเถอะ
“ (สเลบ เริ่มแผนการน้ำวนได้) ”
“ (รับทราบ) ”
ผมรีบพาทหารไปที่เส้นทางระบายน้ำของเมือง
อุโมงค์ใต้ดินขนาดใหญ่ใต้ผืนเมือง มีกำแพงหินขนาดใหญ่อุดปิดเอาไว้อยู่
“เปิดกำแพงระบายน้ำได้”
รอกขนาดยักษ์ได้ถูกหมุนจากแรงของมดทาสจำนวนห้าสิบคน
มันเป็นหินที่หนักขนาดนั้นนั่นละ
น้ำปริมาณมหาศาลได้ไหลทะลักเข้ามาสู่ทางระบายน้ำใต้ดินที่กว้างกว่างหนึ่งร้อยเมตรแห่งนี้
แบบนี้เพียงแค่นาทีเดียว น้ำที่ขังอยู่ในเมืองข้างบนคงแห้งเหือดหมดแน่
เอาละ ได้เวลาย้ายเวทีต่อสู้มาที่ใต้ดินแล้วสินะ
***ยักษาแห่งปฐพี [บานา]
กองทัพที่รับหน้าที่สร้างสะพาน คือกองทัพของแคนตาลูปกับเชอรี่
ถึงกองทัพของพวกเขาจะเสียหายไปมากจากกับดักของศัตรู แต่พวกเขาก็ยังมีกำลังพลเหลือรอดกลับมาได้หยิบมือหนึ่ง
ดังนั้นพวกเขาจึงเสนอตัวแก้มือรับภารกิจเสียงตายในแนวหน้าอย่างการสร้างสะพานเชื่อมฝั่งด้วยตนเอง
กองทัพจำนวนที่เหลือเพียงห้าพันคนของขุนนางแคนตาลูป กับทหารช่างอีกห้าพันคนของขุนนางเชอรี่นั้น กำลังใกล้ที่จะถึงพื้นดินตรงฐานของปราสาทฝ่ายศัตรูแล้ว
ไม่มีการต่อต้าน และไม่มีการวางกำลังพลปรากฏให้เห็น
ดูก็รู้แล้วว่ามีกับดักวางเอาไว้
“ขุนนางแอปเปิ้ลเลือดเย็นชะมัดยาด”
เพราะรู้อยู่แล้วว่าจะมีกับดัก ขุนนางแอปเปิ้ลจึงใช้กองทัพที่เหลือน้อยนิดของแคนตาลูปกับเชอรี่ในฐานะของหมากที่ทิ้งได้
เอาเถอะ พวกมันอยากบ้าบุกแบบไม่สนใจคำสั่งเองนี่ ถือว่าเป็นบทลงโทษที่ดีแล้วละ
จะว่าไป ความจริงแล้วข้าเองก็เกือบบุกไปโดยไม่สนใจคำสั่งอีกคนเหมือนกันนี่นะ ฮะ ฮะ ฮะ
“...บานา กระแสน้ำดูแปลก ๆ หรือเปล่านั่น? ”
“เริ่มแล้วเรอะ? ”
แครอทที่ยืนอยู่ข้างกายข้าได้เอยออกมาเช่นนั้น
จากบนยอดกำแพงทางทิศเหนือแห่งนี้ สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน ว่าน้ำที่ขังอยู่ในเมืองกำลังเคลื่อนไหว
มันเริ่มหมุนวนเป็นกระแสคลื่นที่รุนแรงขึ้น
“พวกมัน… ระบายน้ำออกเพื่อสร้างเป็นน้ำวน!? ”
น้ำวนขนาดยักษ์ได้ปรากฏขึ้นที่กลางเมืองของศัตรู
กระแสน้ำนั้นถูกดูดจมลงไปในผืนดิน
เกลียวคลื่นที่ไม่ควรปรากฏขึ้นนั้น ได้พัดพาทุกสิ่งให้จมลงไปในน้ำวน
ทั้งอาคารดิน บ้านเมืองของพวกมันเอง
รวมไปถึงสะพานชั่วคราวที่พวกขุนนางเชอรี่กับแคนตาลูปพึ่งสร้างขึ้นมาด้วย
กระแสน้ำได้พัดจนสะพานพังทลายลงมา
ทหารจำนวนหนึ่งหมื่นคนได้ถูกพัดไปกับกระแสน้ำ
ขุนนางเชอรี่กับแคนตาลูปเองก็ถูกดูดกลืนจมหายไปเช่นกัน
“...มีกับดักจริง ๆ ด้วย”
ดีแล้วที่ไม่บ้าส่งกองทัพไปเยอะ ไม่งั้นคงเกิดความสูญเสียเป็นจำนวนมากแน่
ระดับน้ำได้ลดลงอย่างรวดเร็วจนเห็นผืนดินปรากฏขึ้นตรงหน้า
เส้นทางบุกได้ถูกเปิดออก
“ถึงจะเป็นแผนที่ทำลายสะพานและกำลังพลส่วนหนึ่งของพวกเรา แต่แบบนี้ไม่ใช่ว่าเป็นการเพิ่มความสะดวกในการบุกหรอกหรือ? ”
ข้าพึมพำกับตัวเอง
แผ่นดินผืนกว้างตรงหน้านี้ จะสามารถทำให้กองทัพพันธมิตรของพวกเราบุกเข้าตีปราสาทได้จากทุกทิศทาง
แบบนี้สู้ปล่อยให้พวกเราบุกมาจากเส้นทางของสะพานอันคับแคบ มันจะไม่ป้องกันง่ายกว่าหรอกหรือ?
“ไม่ใช่แบบนั้นหรอกบานา เจ้าพวกนี้มันมุดดินได้ไม่ใช่หรือยังไง? ”
ในตอนนั้นเองที่ขุนนางแอปเปิ้ลชี้ทางสว่างให้ข้า
“หรือว่า…”
“ใช่แล้วละ”
ขุนนางแอปเปิ้ลชี้ตรงไปที่ปราสาทของศัตรู แต่ไม่ใช่ข้างบน แต่เป็นตรงฐานของปราสาทนั้น
“ศัตรูมันกำลังเชื้อเชิญให้พวกเราเข้าไปในรังใต้ดินของพวกมันยังไงละ”