ผ่านมาสี่วันร่างกายของหลินเฟยเซียนเริ่มฟื้นตัวกลับมาแข็งแรงตามเดิม แม้จะกระเสือกกระสนเวลาที่ต้องดื่มยาอันแสนน่าสยดสยองก็ตาม วันนี้นางจึงออกมานั่งชมบรรยากาศอันแสนผ่อนคลายอยู่ที่ศาลาริมน้ำสักหน่อย โดยมีซูมี่คอยรับใช้อยู่ข้างกาย แม้จะเรียกว่ามาผ่อนคลายแต่ในสมองของนางหาได้เป็เยี่ยงนั้นไม่
"เฮ้ออ"
เสียงพ่นลมออกมาเฮือกใหญ่อย่างกลัดกลุ้มของหญิงสาว ทำให้ซูมี่ที่นั่งอยู่เบื้องล่างเอียงคอเล็กน้อยด้วยความสงสัยแต่มิกล้าที่จะไถ่ถามสิ่งใด
หญิงสาวเหม่อมองท้องฟ้าสีคราม พลางหวนย้อนกลับไปในยามที่บิดาของตนมาเยี่ยมเมื่อหลายวันก่อน
'ลูกยังอยากแต่งงานกับเยี่ยซีห่าวอยู่หรือไม่'
น้ำเสียงที่แฝงไปด้วยความกังวลใจของหลินชุนทำให้หลินเฟยเซียนเกิดความสงสัยในใจ
แม้จะพยายามนึกนามของบุรุษที่ชื่อเยี่ยซีห่าวเพียงใด แต่ในสมองกลับว่างเปล่า ไม่มีความทรงจำใดไหลเวียนเข้ามาในหัวของนางเลยแม้แต่น้อย นางจนปัญญาจึงได้เพียงเอ่ยถามผู้เป็บิดาด้วยใบหน้าเรียบนิ่งไร้ท่าทางพิรุธใดๆ เพราะกลัวเขาจะจับได้ว่าตนไม่ใช่หลินเฟยเซียน
'คนผู้นั้นคือใครกันเ้าคะ'
เขาจ้องมองนางครู่นึงแววตามิอาจคาดเดาความคิดได้
'คู่หมั้นเ้าอย่างไรเล่าลูกข้า'
'คะ..คู่หมั้นหรือ'
ใบหน้าของหญิงสาวยังคงเรียบเฉยเพราะไม่รู้ว่าควรจะตอบอีกฝ่ายอย่างไรดี
ดวงตาของหลินชุนไหววูบเล็กน้อย แต่ไม่ได้คิดอันใดมากเกี่ยวกับท่าทางที่แปลกไปของบุตรสาว เขาคิดว่าคงจะเป็ผลข้างเคียงจากยาพิษจึงทำให้นางหลงลืมไปคล้ายๆ กับคราแรกที่นางหลงลืมเขากระมัง
'อาการของเ้ายังไม่หายดี ไว้รอเ้าหายดีเราค่อยมาพูดคุยเื่นี้กันใหม่ พักผ่อนเถิดลูกรัก'
หลินชุนเอ่ยเสียงต่ำแต่แฝงไปด้วยความจริงจังพลางห่มผ้าให้นางอย่างอ่อนโยน แล้วเดินจากไป
กลับมา ณ ศาลาริมน้ำ
"เฮ้อออ"
หญิงสาวพ่นลมหายใจออกมาอีกครั้ง ตอนแรกนางก็คิดว่าอาจจะเป็เพราะร่างนี้ป่วยจึงไม่แปลกที่จะจดจำคนบางคนไม่ได้
อันที่จริงตอนนั้นนางหาได้สนใจคำพูดของหลินชุนมากนัก แต่เมื่อนึกได้ว่าร่างนี้มีคู่หมั้นแล้วก็อดกังวลไม่ได้ หลินเฟยเซียนพึ่งจะอายุเพียงสิบห้า ที่ที่นางจากมาตอนอายุเท่านี้นางยังเรียนอยู่เลย
"ซูมี่"
นางเรียกสาวใช้คนสนิทด้วยน้ำเสียงเข้ม ซูมี่รีบเงยหน้ามองคุณหนูของตนแล้วขานรับอย่างรวดเร็ว
"เ้าคะคุณหนู"
"เยี่ยซีห่าวใช่คู่หมั้นข้าจริงรึ ใยข้าจดจำบุรุษผู้นั้นมิได้"
สิ้นเสียงเอ่ยถามของผู้เป็นายทำเอาใบหน้าสาวใช้เหวอหนักอย่างไม่รู้ตัว
"คุณหนูจำคุณชายเยี่ยไม่ได้อย่างนั้นหรือเ้าคะ!"
"ข้าบอกเ้าไปแล้ว"
นางเป็คนที่ไม่ชอบพูดอันใดพร่ำเพรื่อและมากความ น้ำเสียงแฝงไปด้วยความเหนื่อยหน่ายทำให้คนที่นั่งอยู่เบื้องล่างก้มหน้าหลบสายตาก่อนจะตอบออกมา
"บ่าวขออภัยเ้าคะ เป็อย่างที่คุณหนูกล่าวคุณชายเยี่ยคือคู่หมั้นของคุณหนูจริงๆ เ้าค่ะ"
"เช่นนั้นเ้าช่วยเล่าเื่ราวระหว่างข้ากับเยี่ยซีห่าวได้หรือไม่...ข้าขอความจริง"
หญิงสาวเพิ่มน้ำหนักเสียงตรงท้ายประโยค เพราะสาวใช้คนนี้นั้นยังคงเกรงกลัวว่านางจะทำโทษตน จนไม่กล้าอาจเล่าความจริงทั้งหมดก็เป็ได้
ผ่านไปหนึ่งเค่อ เมื่อฟังสาวรับใช้คนสนิทเล่าเื่ราวจบสิ้น หลินเฟยเซียนถึงกับยกมือกุมขมับพลางส่ายหัวเบาๆ ให้วีรกรรมที่แสนจะร้ายกาจและไร้ยางอายของร่างเดิม เด็กคนนี้ช่างเหมือนนางร้ายในนิยายที่ตนเคยอ่านเจอมิมีผิดเพี้ยน ไม่แปลกใจเลยถ้าเกิดว่าบุรุษทั้งหลายจะพากันเกรงกลัวนาง
ใจกล้าวางยาปลุกกำหนัดผู้อื่นแต่ตนกลับโดนเข้าเสียเอง โธ่ ์ ยาปลุกกำหนัดในที่แห่งนี้ช่างน่ากลัวเสียจริงไม่มีสิ่งใดแก้ได้นอกจากยาถอนพิษกับร่วมรัก!
แม้จะล่วงรู้ในสิ่งที่เกิดแล้วก็ตามแต่มันกลับไม่ใช่แค่เพียงเยี่ยซีห่าวคนเดียว เด็กสาวที่ชื่อหรงลี่อินหรือกระทั่งท่านอาแม่ทัพสหายคนสนิทของบิดาตนก็ด้วย บุคคลที่เกี่ยวข้องกับเยี่ยซีห่าวนางจำไม่ได้สักคนเดียว
นางเคยได้ยินมาว่าถ้าความรู้สึกของคนคนนึงได้ถูกกระทบกระเทือนอย่างรุนแรง อาจทำให้คนบางคนหลงลืมสิ่งๆ นั้นได้เช่นกัน นั่นแสดงว่าก่อนที่หลินเฟยเซียนจะสิ้นใจจิตใต้สำนึกของนางเกิดการปิดกั้นและต่อต้านทุกๆ อย่างที่เกี่ยวกับเยี่ยซีห่าวจนหมดไม่หลงเหลือความทรงจำใดๆ
ใน่ที่พักฟื้นอยู่ในเรือน นางเคยได้สำรวจรูปลักษณ์ของหลินเฟยเซียนอย่างละเอียดแล้ว ยอมรับว่าร่างที่นางมาอาศัยอยู่นั้นหาที่ติแทบไม่มี เพราะหลินเฟยเซียนเป็คนที่มีใบหน้าหวานราวกับตุ๊กตา คิ้วโก่งดังคันศร ดวงตากลมโต จมูกเชิดรั้นรับกับริมฝีปากอวบอิ่ม เอวบางไม่สูงไม่เตี้ย ยกเว้นก็ตรงหน้าอกที่ดูจะน้อยไปเสียหน่อย
นางรู้สึกเสียดายยิ่งนัก ร่างเดิมไม่น่าหุนหันพลันแล่นทำอะไรลงไปโดยหาได้ไตร่ตรองผลลัพท์ที่ตามมาไม่
หรือนางจะปล่อยเื่ของเยี่ยซีห่าวผ่านไปเลยดี ในเมื่อหลินเฟยเซียนคนเก่าก็ไม่อยู่แล้ว อีกอย่างนางคือหลินเฟยเซียนคนใหม่ ในครั้งที่เป็รติชานางก็มิได้สนใจบุรุษอยู่แล้วใยต้องมานั่งถอนหายใจให้กับผู้ที่ร่างเดิมไม่อยากจดจำด้วยเล่า ฟังจากซูมี่เล่าแล้วเขาก็ไม่ได้เป็บุรุษที่นิสัยดีมากมายขนาดนั้นเสียหน่อย
เมื่อคิดได้ดังนั้นนางก็ยกยิ้มพลางแค่นหัวเราะ 'หึ หึ' ออกมาราวกับพึงพอใจในการตัดสิ้นใจครั้งนี้ของตนเป็อย่างมาก
หลินเฟยเซียนประเดี๋ยวยิ้ม ประเดี๋ยวเศร้า ประเดี๋ยวก็ทำหน้าเรียบเฉย ทำให้ซูมี่ที่อยู่ใกล้นางเริ่มค่อยๆ ถอยห่างจากผู้เป็นายออกมาทีละนิดๆ เพราะกลัวว่าคุณหนูของตนอาจจะเป็เหมือนดังวันวาน
"ซูมี่เ้าเป็อันใด ใยออกห่างจากข้าเยี่ยงนั้น"
"ปะ เปล่าเ้าคะ แหะๆ "
นางมองเด็กสาวที่ยิ้มเก้อเขิน หญิงสาวส่ายหน้าเบาๆ อย่างเหนื่อยใจกับเด็กน้อย พลางยกยิ้มออกมาก่อนจะเอ่ยสั่งนาง
"ดีงั้นเ้าจงเตรียมตัวไว้"
"คุณหนูจะไปที่ใดหรือเ้าคะ"
"ข้าว่าจะออกไปเดินเล่นที่ป่าดอกท้อหลังจวน ข้าจำได้ว่าคราที่ข้าป่วยเ้าเคยบอกว่าจะพาข้าไปชมมิใช่รึ"
"บ่าวจำได้เ้าค่ะถ้าคุณหนูอยากไป เดี๋ยวบ่าวจะพาไปนะเ้าคะ"
หลินดฟยเซียนรู้สึกตื่นเต้นไม่น้อยที่จะได้ถือโอกาสไปยืดเส้นยืดสาย ได้มาอยู่ในที่แปลกตาทั้งทีจะปล่อยให้เวลาล่วงเลยไปเปล่าๆ ได้เช่นไรกัน นางจำได้ว่าตอนนางเป็รติชา ไม่ค่อยมีเวลาออกไปเที่ยวที่ใดมากหนัก ทำงานเช้าค่ำจนไม่มีเวลาดูแลเอาใจใส่ตัวเองเลย หญิงสาวรู้สึกเสียดายเป็อย่างมากฉะนั้นนางจึงจะขอผ่อนคลายสักหน่อยในร่างนี้
ซูมี่พานางออกมาทางประตูหลังของจวน จากนั้นก็เดินลัดเลาะไปตามทางเท้าเล็กๆ มาเรื่อยๆ จนในที่สุดสายตาของร่างบางก็ไปสะดุดเข้ากับกลีบดอกท้อที่ลอยละลิ่วรอบๆ ราวกับปุยเมฆ หญิงสาวเบิกตากว้างพลางมองไปรอบๆ บริเวณนั้น ที่มีต้นท้อหล่ายล้อมและดอกท้อสีชมพูบานอยู่เต็มกิ่งก้านไปหมด
งดงามยิ่งนางเคยเห็นแต่ในรูปถ่ายได้มาเจอของจริงเช่นนี้ถือว่าคุมนัก ร่างบางหลับตาพริ้มพลางสูดดมกลิ่นหอมอ่อนๆ ที่ลอยอบอวลชวนให้รู้สึกสดชื่น พลันเกิดมีความคิดหนึ่งแวบเข้ามา จึงเอ่ยสั่งซูมี่นำตระกร้าสานที่สาวใช้นำติดมือมาด้วยไปเก็บดอกท้อที่บานบริเวณรอบๆ มา
"คุณหนูจะเอาไปทำสิ่งใดรึเ้าคะ"
"ประเดี๋ยวกลับไปเ้าก็รู้ ไปเก็บดอกงามๆ ทางโน่นสิซูมี่ บริเวณนี้ยังมิค่อยส่งกลิ่นหอมนัก"
นางเอ่ยพลางชี้ไปทางต้นท้อต้นที่ห่างจากพวกนางประมาณ*หนึ่งลี้
"เ้าคะ บ่าวจะรีบไปรีบกลับนะเ้าคะ"
"ค่อยๆ เก็บเถิดข้ามาเพื่อเดินเล่นมิได้รีบร้อนอันใด"
"ทราบแล้วเ้าคะ"
รับคำเสร็จเด็กสาวจึงรีบเดินไปอย่างคล่องแคล้ว
ระหว่างรอหลินเฟยเซียนจึงเริ่มเดินสำรวจบริเวณนั้นไปพลางๆ ก่อนจะมาหยุดยืนอยู่ตรงกำแพงสูงแห่งหนึ่งที่ไม่คุ้นตาทำให้หญิงสาวอดสงสัยไม่น้อย
'นี่จวนผู้ใดกัน นึกว่าบริเวณนี้จะมีแค่ของบิดาตนเสียอีก'
พรึ่บ พรึ่บ
ดวงตากลมโตเลื่อนสายตาไปสังเกตเห็นกิ่งไม้ใหญ่ข้างกำแพงกิ่งหนึ่งกำลังสั่นไหวราวกับมีบางอย่างบนนั้น นางคิดว่าอาจจะเป็กระรอกั์จึงได้เดินเข้าไปดูใกล้ๆ อย่างสนใจ แต่นางกลับต้องผิดหวัง
"นั่นลิงใช่หรือไม่"
หญิงสาวเงยหน้ามองต้นไม้ที่อยู่เหนือศรีษะพลางเอ่ยถามกับตนเองเบาๆ ราวกับรำพึงรำพัน
นางมองเด็กชายตัวเล็กผิวขาวคล้ายซาลาเปาก้อนอายุน่าจะราวๆ หกหนาวในชุดสีน้ำเงินกำลังตัวสั่นเกาะกิ่งไม้แน่นราวกับลูกแมวที่ปีนขึ้นได้แต่หาทางลงไม่ได้
ทั้งสองสบตากันพอดิบพอดี นางจึงไม่รีรอบที่จะยิ้มอย่างเป็มิตรให้ผู้อยู่้า แต่สิ่งที่นางได้รับมากลับเป็สายตาหวาดกลัวแทน หญิงสาวไม่แปลกใจนักเพราะเด็กส่วนใหญ่เวลาพบเจอคนแปลกหน้าก็จะมีอาการเช่นนี้เป็เื่ธรรมดา
"เ้าลิงน้อยขึ้นไปอยู่บนนั้นได้เยี่ยงไร ไม่กลัวตกรึ"
"..."
ไร้เสียงตอบรับใดๆ หญิงสาวยิ้มเจื่อนๆ ออกมาอีกครั้ง นางช่างมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีกับเด็กๆ เก่งเสียจริง
"อยากลงมาหรือไม่"
นางไม่ยอมแพ้น้ำเสียงหวานเอ่ยถามอีกครั้ง เด็กน้อยไม่ตอบเช่นเดิม มีเพียงพยักหน้าหงึกๆ ให้
ว่าแล้วเชียวปีนขึ้นไปได้แต่ลงไม่ได้ ถ้ากลัวความสูงแล้วเ้าเด็กน้อยนี่จะปีนขึ้นไปใย เมื่อคิดเช่นนั้นนางก็อดขำให้กับวีรกรรมของคนตัวเล็กไม่ได้
"เช่นนั้นพี่สาวคนนี้จะช่วยเ้าเอง"
"ยะ..อย่างไร"
นางยกยิ้มมุมปากอย่างอดไม่ได้เมื่อเห็นร่างเล็กส่งสายตาแป๋วขอบตาแดงก่ำราวกับจะร้องไห้มองลงมา
"พี่สาวผู้นี้จะรับเ้าไว้เ
"..."
หลินเฟยเซียนผายมือทั้งสองข้างราวกับนกที่กำลังจะโบยบินแล้วเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น ทำให้เด็กน้อยรู้สึกใและไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่เพิ่งได้ยิน
นางกะระยะเอาไว้แล้วว่าความสูงแค่ประมาณ*สิบห้าฉื่อ นับว่าไม่สูงมากมายนักนางพอจะรองรับคนตัวเล็กที่อยู่บนต้นไม้นั้นโดยที่กระดูกไม่หักได้อย่างแน่นอน
"ท่านมิได้หลอกข้าใช่ไหมหรือไม่"
"ใยข้าต้องหลอกเ้าด้วยเล่า แต่ถ้าอยากอยู่บนนั้นต่อไปข้าก็มิได้ว่าอันใด"
เอ่ยจบนางก็รีบหมุนตัวก้าวเท้าห่างออกมาช้าๆ ก่อนจะได้ยินเสียงะโใสกังวานรั้งนางไว้
"ไม่! ได้โปรดช่วยข้าด้วยขอรับ"
หลินเฟยเซียนยกยิ้มอย่างพอใจอีกครั้งก่อนจะเดินกลับมาหาเด็กน้อย
"เ้าว่าอันใดนะ ข้ามิค่อยได้ยิน"
"ได้โปรดช่วยข้าลงไปนะขอรับ"
"เช่นนั้น…ลงมาเถิด"
นางผายมือทั้งสองออกอีกครั้งพร้อมกับกดเท้าลงบนพื้นอย่างมั่นคง ก่อนจะเอ่ยเรียกผู้ที่อยู่้าด้วยแววตาและรอยยิ้มที่อ่อนโยน เด็กน้อยกลั้นหายใจแล้วทิ้งตัวลงมาหาผู้เบื้องล่างพลันหลับตาปี๋
หมับ!!
"ฮึบ!!! รับได้แล้ว"
หลินเฟยเซียนรับเด็กน้อยที่ทิ้งตัวลงมาด้วยแรงทั้งหมดที่มี นางแปลกใจเล็กน้อยเพราะคิดว่าเด็กน้อยจะหนักมากกว่านี้ แต่ไม่คิดว่าจะเบาราวกับขนนกหรือนางคิดไปเอง
"โอ่วเ้าลิงน้อยตัวเ้าหนักไม่เบาเสียจริง ฮ่าๆ "
นางเอ่ยเยาผู้ที่ยังคงหลับตาปี๋อยู่ในอ้อมกอดของนางก่อนจะหัวเราะออกมาอย่างพอใจ ทำให้ผู้ที่อยู่ในอ้อมแขนมีอาการฝึดออกเล็กน้อย นางจึงปล่อยเ้าลิงน้อยให้เป็อิสระ เด็กน้อยก้มหน้าก้มตาเอ่ยถามนางด้วยน้ำเสียงกังวลปนหวาดกลัว
"ท่านเจ็บหรือไม่ขอรับ!"
"ไม่เลยอย่าได้กังวล เก่งมากนะเ้าลิงน้อยเ้าเก่งมาก"
นางเอ่ยน้ำเสียงสดใสกล่าวชมอีกฝ่ายพร้อมกับให้กำลังใจเพราะคิดเขาคงจะกำลังจิตตกไม่น้อย และอดไม่ได้จึงยกมือขึ้นไปลูบหัวอีกฝ่ายเบาๆ เขาสะดุ้งเล็กน้อยแต่หาได้หลีกเลี่ยงนางไม่ นางลูบหัวเขาอยู่ชั่วอึดใจก่อนจะดึงมือกลับ ช่างเป็เด็กที่แปลกเสียจริง
"ขอบคุณมากขอรับ"
"ช่างเถิด เห็นหรือไม่ว่าพี่สาวไม่ได้หลอกเ้าเลย ว่าแต่เ้าชื่ออะไรแล้วใดจึงได้ไปอยู่ข้างบนนั้นกัน"
"คุณหนู! อยู่ที่ใดเ้าคะ"
ระหว่างที่นางรอฟังคนตัวเล็กอย่างใจจดใจจ่อแต่แล้วก็มีแว่วเสียงะโของซูมี่ดังขึ้นมาจากด้านหลังของนาง นางจึงหันไปตามสัญชาตญาณ
'ซูมี่คงเก็บดอกท้อเสร็จแล้วกระมังเห็นทีนางจะไปแล้ว แต่ก่อนกลับคงต้องไปส่งเด็กผู้นี้เสียก่อน'
"เอาล่ะเ้าลิง...น้อย เอะหายไปที่ใดแล้วเล่า"
ทันทีที่นางหันกลับมาหาคนตัวเล็กกลับพบเพียงความว่างเปล่า หรือนางจะเจอกับผีสางในป่าแห่งนี้เข้าให้แล้ว! หญิงสาวกระพริบตาปริบๆ ก่อนจะเพ่งมองไปรอบๆ แต่ก็ไม่พบสิ่งใด แม้จะแปลกใจแต่นางหาได้กลัวไม่ เพราะถ้าอีกฝ่ายเป็ผีถึงอย่างไรตัวนางเองนั้นก็ไม่ต่างอะไรจากิญญาเช่นกันเพียงแค่หายใจได้เท่านั้น
"แฮ่กๆ คุณหนู..มาทำอะไรตรงนี้เ้าคะ บ่าวตามหาจนทั่วเลย"
ซูมี่วิ่งทะเล่อทะล่าเข้ามาด้วยอาการหอบพลางถอนหายใจออกมาเปาะหนึ่งคล้ายโล่งใจที่พบนายของตนเสียที
"เปล่าหรอก ขอโทษด้วยข้าเดินเพลินไปหน่อยเรากลับกันเถิด"
หญิงสาวยิ้มบางๆ ให้ซูมี่ก่อนจะหยิบตะกล้าในมือของเด็กสาวมา พร้อมกับเป็ฝ่ายเดินนำออกไป ซูมี่ได้แต่เกาหัวแกรกๆ อย่างไม่เข้าใจท่าทางของผู้เป็นายจึงสาวเท้าตามไปอย่างเร็วเมื่อเห็นคุณหนูของตนเดินออกไปไกลแล้ว
หลินเฟยเซียนเดินจากไปโดยหารู้ไม่ว่ามีสายตาของใครบางคนได้กำลังจับจ้องการกระทำต่างๆ ของนางอยู่้าของกำแพง
"เอ่อร์เก่อเหตุใดจึงพาตี่ตี๋ออกมาเยี่ยงนั้นเล่าขอรับ" เด็กน้อยเอ่ยถามผู้เป็พี่ชายที่กำลังอุ้มตนอยู่ด้วยใบหน้างุนงงปนสงสัย
"ถามราวกับว่าเ้ามิรู้จักนิสัยของสตรีผู้นั้น"
"แต่นางพึ่งจะช่วยตี่ตี๋"
เมื่อได้ยินคำพูดของน้องชายที่แสนจะไร้เดียงสาเกินไป ยิ่งทำให้เขาได้แต่ยกมือขึ้นมาลูบหัวทุยของเด็กน้อยเบาๆ ด้วยความเอ็นดู พร้อมกับตอบเสียงเรียบแต่แฝงไปด้วยความรู้สึกตำหนิอีกฝ่าย
"เ้ารู้ได้อย่างไรว่าการที่นางช่วยเ้ามิได้มีสิ่งใดแอบแฝงอยู่"
เด็กน้อยไม่ตอบอันใดได้แต่ก้มหน้างุดลง ทำให้เขาถอดถอนใจเบาๆ เขามองดูเหตุการณ์อยู่ตลอด แต่ไม่คิดว่าสตรีผู้นั้นจะช่วยน้องชายตนไว้จริงๆ เขาคิดว่านางจะหลอกให้เด็กน้อยะโลงมาแล้วแสร้งว่ารับไม่ทัน แต่ถึงอย่างไรความดีครั้งเดียวก็ไม่อาจมาลบล้างสิ่งที่นางเคยทำไว้กับตี่ตี๋ของเขาได้
"กลับกันเถิด ถ้าเ้ายังหนีเรียนเช่นนี้อีกเอ่อร์เก่อจะไม่ช่วยเ้าแล้ว"
"มิกล้าแล้วขอรับ!"
เมื่อได้ยินคำพูดที่ดูจริงจังของอีกฝ่าย เด็กน้อยก็รีบข่านรับออกมาด้วยแววตาที่แน่วแน่ จากนั้นเขาจึงพาเ้าซาลาเปาที่อยู่ในอ้อมแขนะโข้ามกำแพงเข้าจวนไป
............................................
*1 ลี้ = 500 เมตร
*1 ฉื่อ = 22.7 - 23.1 เิเ