บทที่13. ถึงที่หมาย
ยามเช้าตรู่วันต่อมา รถม้าของครอบครัวเหยาเหยาก็ออกเดินทางกันต่อตลอดการเดินทางราบรื่นดีมากไม่พบเจอสิ่งใดให้ต้องกังวลใจหรือหวาดกลัวเลยสักนิดมันราบรื่นมากจนน่าใเลยทีเดียว ซึ่งก็คงไม่มีใครคาดคิดหรอกว่านั้นเป็เพราะคำอวยพรของท่านเทพที่อวยพรเหยาเหยาเมื่อตอนเข้าร่างรวมจิติญญาว่าให้พบเจอแต่ความโชคดีนั้นเองดังนั้นการเดินทางจึงมีแต่ความราบรื่นไม่พบเจออุปสรรคใดๆ ในการเดินทางเลย
แต่เพราะการเดินทางจากเมืองฉินไปเมืองซานไห่นั้นระหว่างทางไม่มีเมืองหรือหมู่บ้านให้แวะพักได้ นอกจากจุดพักรถม้าที่ทางการมาทำไว้ให้อย่างง่ายๆตามจุดต่างๆ ระหว่างเมืองหนึ่งไปอีกเมืองหนึ่งเท่านั้น ซึ่งเป็เพียงเพิงไม้เล็กๆที่รายล้อมไปด้วยป่าเขามากมายแต่โชคดีว่ายังมีกลุ่มพ่อค้ากองคาราวานที่เดินทางค้าขายสินค้าระหว่างเมืองให้เห็นบ้างปะปายดังนั้นครอบครัวเหยาเหยาจึงเหมือนมีเพื่อร่วมเดินทางไปด้วยนั้นเอง
ออกจากจุกพักรถม้าแล้วเดินทางต่ออีกเพียงวันเดียวก็เข้าสู่ตัวเมืองซานไห่และก็เหมือนเช่นเมืองฉินต้องต่อแถวเพื่อให้ทหารหน้าประตูเมืองตรวจคนก่อนรอไม่นานรถม้าของเหยาเหยาก็สามารถผ่านประตูเมืองไปได้อย่างราบรื่น กว่าจะเข้ามาในเมืองได้ก็ล่วงเข้าสู่ยามโหย่ว(17.00 – 18.59) นับว่าเป็เวลาที่ชาวบ้านคนธรรมดาเช่นพวกเขาไม่ควรออกไปข้างนอกดังนั้นทุกคนจึงตัดสินใจที่จะเข้าพักโรงเตี้ยมกันก่อน
เมืองซานไห่นั้นเป็เมืองเล็กๆกิจการการค้าขายต่างๆ มีไม่มากนัก ส่วนใหญ่จะเป็ร้านรวงเล็กๆพอให้ชาวเมืองได้ซื้อหาข้าวของกันส่วนร้านใหญ่ๆก็มีบ้างแต่ไม่เยอะมากและสิ่งที่ขึ้นชื่อของเมืองซานไห่นั้นมีอยู่อย่างหนึ่งก็คือเื่สมุนไพรทั้งยังเป็สมุนไพรปราณอีกด้วยอีกทั้งมีโรงประมูลของหอวิหคเพลิงซึ่งมีสาขาอยู่ทั่วทุกเมืองในแคว้นโจวแห่งนี้ ตั้งอยู่ที่ตัวเมืองซานไห่ด้วยจึงพอทำให้ครึกครื้นขึ้นมาอยู่บ้างยามที่มีการจัดประมูลของล้ำค่าขึ้น
แต่ซานไห่นั้นเป็เมืองปิดเพราะเมืองไม่ได้ตั้งอยู่ในเส้นทางสายหลักในการเดินทางสัญจรของผู้คนในแคว้นโจวต้องเป็การตั้งใจเดินทางมาที่นี่เท่านั้นผู้คนถึงจะมากัน จึงทำให้เป็เมืองที่ไม่ค่อยมีผู้คนพลุกพล่านมากมายเช่นเมืองอื่นๆนับว่าสงบมากเลยทีเดียว แต่สงบเงียบเกินไปก็ทำให้ถูกละเลยความสำคัญแม้ท่านเ้าเมืองจะพยายามคิดวิธีให้เมืองเป็ที่สนใจแต่ก็ไม่ได้ผลมากนักส่วนใหญ่พวกพ่อค้าแม่ค้าก็มักไปลงทุนเปิดร้านทำการค้าในเมืองที่เจริญกันมากกว่าดังนั้นในแต่ละปีเมืองซานไห่จึงได้งบมาพัฒนาเมืองน้อยนิดยิ่งนัก
“เราพักกันที่นี่ก่อนแล้วพรุ่งนี้ค่อยออกเดินทางกันต่อ”ลู่ฮันเอ่ยบอกทุกคนก่อนจะรับกระบอกน้ำที่ผสมน้ำผึ้งหยกของเหยาเหยาเพื่อเอาไปให้เ้ากูกูกับเ้าจูจูกินซึ่งกูกูเป็ชื่อเ้าม้าตัวสีดำสนิทส่วนเ้าจูจูเป็ชื่อเ้าม้าตัวสีน้ำตาลแดงที่เหยาเหยาตั้งให้นั้นเองพอถามว่าเหตุใดจึงตั้งชื่อเช่นนี้เ้าตัวน้อยก็ตอบทันทีว่า
“จำง่ายเ้าก่ะ” พร้อมยิ้มแป้นใส่ตอนนี้เหยาเหยาก็เริ่มมีเนื้อมีหนังขึ้นแล้วแก้มนุ่มนิ่มทั้งขาวทั้งกลมจนเริ่มจะย้วยแล้ว เพราะได้กินน้ำผึ้งหยกที่มีสรรพคุณบำรุงร่างกายนั้นยิ่งทำให้เ้าตัวน้อยน่ารักมากขึ้นไปอีก
“เหยาเหยามาหาแม่ก่อนเดี๋ยวแม้จะเปลี่ยนผ้าพันแผลที่หัวให้ก่อนนอน”แผลเริ่มหายดีแล้วมองแทบไม่เห็นรอยแผลด้วยซ้ำคิดว่าอีกวันสองวันนี้ก็น่าจะหายสนิทดี
“เ้าก่าา” ตอบรับอย่างเชื่อฟังพร้อมวิ่งปรู๊ดดดดเข้ามาหาอย่างรวดเร็ว
“อย่าวิ่งเร็วนักเดี๋ยวล้ม”
“เ้าก่า”เฟยเฟยได้แต่ส่ายหัวและอมยิ้ม นับแต่เริ่มหายดีเป็เช่นคนปกติบุตรสาวของนางก็ร่าเริงอย่างมากเลยทีเดียว ทั้งยิ้มทั้งหัวเราะได้ตลอดขี้เล่นเป็ที่สุด
ตอนนี้สุขภาพของทุกคนดีขึ้นมากอย่างเห็นได้ชัดเรียกว่าแข็งแรงมากจนเกินไปเสียด้วยซ้ำพลังช่างเหลือล้นโดยเฉพาะท่านพ่อจากที่แข็งแรงอยู่แล้วก็ยิ่งแข็งแรงมากขึ้นไปอีกส่วนท่านแม่ก็ผิวพรรณงดงามผุดผ่องดูเนียนนุ่มน่าััอย่างมากแม้ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอย่างปุบปับแต่นับว่าค่อยๆ เป็ค่อยๆ ไป ตัวเหยาเหยายังชอบเข้าไปนั่งให้ท่านแม่กอดเลยและนางยังแอบเห็นว่าท่านพ่อแอบมองผิวท่านแม่บ่อยๆ ด้วยล่ะ กิ กิ
ส่วนพี่ใหญ่ก็หายป่วยแล้วทั้งยังดูตัวสูงขึ้นมาอีกนิดหน่อย พี่รองที่เมื่อสองสามวันก่อนทำท่าจะป่วยตอนนี้ก็ไม่มีอาการใดๆ แล้ว ทั้งยังแข็งแรงกินเก่งมากขึ้นด้วย
ส่วนเหยาเหยาตัวน้อยก็มีแก้มกลมมากขึ้นพุงเริ่มป่องขึ้นมาทั้งยังตัวขาวขึ้นมากจึงตัวขาวดูนุ่มนิ่มไปหมดน่ารักน่ากอดมาเลยมีเดียวจะมีก็แต่เื่พูดไม่ชัดสักที บางคำชัดบ้างไม่ชัดบางสลับกันไปหมดแต่ดูเหมือนว่าท่านพ่อท่านแม่และพี่ชายทั้งสองคนจะชอบเวลานางพูดไม่ชัดเช่นนี้เพราะยามนางพูดไม่ค่อยชัดทีไรมักจะได้รับรอยยิ้มมันเขี้ยวและสายตาเอ็นดูกลับมาตลอดบางครั้งก็เหมือนทุกคนจะทนไม่ไหวต้องเข้ามาจับมาบีบแก้มนางเล่นเหยาเหยามีความสุขมาก มากที่สุดที่ได้อยู่เช่นนี้กับทุกคนเลย
และแล้ววันต่อมารถม้าของครอบครัวเหยาเหยาก็เดินทางมาจนถึงหมู่บ้านป่าหยกปราณจนได้เ้าม้ากูกูกับจูจูค่อยๆ ชะลอฝีเท้าลงเมื่อมาถึงทางเข้าหมู่บ้านที่หน้าทางเข้าหมู่บ้านนั้นมีกระท่อมไม้หลังเล็กๆ ตั้งอยู่คนที่อยู่ในกระท่อมเป็ชาย 2คนเมื่อเห็นว่ามีแขกมาเยือนหมู่บ้านชายคนหนึ่งก็เดินเข้ามาหาที่รถม้าทันที
“พวกเ้าจะเข้ามาในหมู่บ้านป่าหยกปราณเช่นนั้นหรือ”เมื่อชายผู้นั้นเดินมาหยุดข้างรถม้าก็เอ่ยถามขึ้นอย่างไม่ได้ประสงค์ร้ายแต่อย่างใดเพียงแต่้าสอบถามเท่านั้น
“ใช่ขอรับ”
“มาเยี่ยมญาติหรืออย่างไร? ต้องขออภัยหากข้าถามมากไป เพียงแต่หมู่บ้านป่าหยกปราณนั้นมีกฎว่าไม่อาจรับคนนอกเข้ามาอยู่ได้ถาวรได้ข้ามีหน้าที่คัดกรองคนก่อนจะเข้าหมู่บ้านจึงต้องสอบถามเ้าเสียก่อนน่ะน้องชาย”
“ไม่เป็ไรขอรับตัวข้าชื่อว่าลู่ฮันและที่นี่เป็บ้านเดิมของมารดาข้าขอรับครอบครัวข้าจึงคิดจะย้ายมาอยู่ที่หมู่บ้านป่าหยกปราณกันทั้งครอบครัว”
“อืมหากเป็บ้านเดิมของมารดาเ้าเช่นนั้นข้าจะพาเ้าไปบ้านท่านผู้นำหมู่บ้านเพื่อตรวจสอบกันก่อนมาเถิดเดี๋ยวข้าพาไปเอง”
“ขอบคุณพี่ชายมากขอรับ”
“ไม่เป็ไรข้านามว่าจางตงเ้าเรียกข้าว่าพี่จางก็ได้”
“ขอรับพี่จาง”ลู่ฮันรับคำก่อนจะคิดไปถึงข้อความในจดหมายที่ท่านแม่เขียนไว้ว่าให้แสดงแหวนหยกให้คนที่นี่ก็จะสามารถเข้าอยู่ที่หมู่บ้านนี้ได้
“เช่นนั้นท่านขึ้นมานั่งกับข้าเถิดขอรับ”จางตงพยักหน้าก่อนจะขึ้นไปนั่งข้างๆ ลู่ฮันตรงที่นั่งข้างคนขับ จากนั้นก็บอกทางไปที่บ้านท่านผู้นำหมู่บ้านทันที
เหยาเหยาที่ได้ยินการสนทนาของท่านพ่อกับท่านลุงจางตงผู้นั้นมาตลอดก็ได้แต่คิดว่าหมู่บ้านนี้มีอันใดกันนะเหตุใดจึงดูลึกลับต้องคัดกรองคนที่จะเข้าอยู่มาถึงเพียงนี้กันอืมเอาไว้ไปถึงบ้านผู้ใหญ่ก็คงได้รู้…..