จิ่นฮวาตื่นขึ้นมาในยามเช้า รู้สึกสดชื่นขึ้น หลังจากได้นอนพักอย่างเต็มอิ่มมาทั้งคืน จึงลุกขึ้นออกมายืดเส้นยืดสายหน้าบ้าน เห็นบิดากำลังนั่งสานไม้ไผ่เป็ตะกร้าใส่ของ ที่ได้ชาวบ้านช่วยสอนให้ และรับซื้อในราคาใบละ 15 อีแปะ
“มีอะไรให้ข้าช่วยหรือไม่เ้าคะท่านพ่อ” จิ่นฮวาเดินไปหาบิดาแล้วเอ่ยถาม
“ไม่ต้องหรอกลูก เ้าพึ่งฟื้น นั่งพักก่อนนะ แค่นี้พ่อทำเองได้” จิ่นฮวาจึงนั่งลงบนแคร่ไม้ไผ่ข้างๆ บิดาอย่างจนใจ
“ข้าหายดีแล้วเ้าค่ะท่านพ่อ แล้วท่านแม่กับจิ่นหยางล่ะเ้าคะ” นางบอกบิดาแล้วถามหามารดาและน้องชาย เพราะมองหาทั่วบริเวณหน้าบ้านแล้วไม่เห็นทั้งสองคน
“แม่กับน้องเ้าทำอาหารอยู่ในครัว อีกเดี๋ยวคงเสร็จ” หลินซานหยางยิ้มให้บุตรสาวแล้วตอบนาง
“งั้นข้าไปช่วยท่านแม่นะเ้าคะ” นางเอ่ย แล้วลุกไปทางห้องครัวอย่างร่าเริง หลินซานหยางมองตามบุตรสาวแล้วยิ้มตาม ั้แ่นางฟื้นขึ้นมาดูสดใสและแข็งแรงขึ้นมาก
ไม่นานสามแม่ลูกก็ยกข้าวต้มและผัดผักป่าออกมาจากในครัว ทุกคนจึงทานอาหารที่แคร่หน้าบ้าน แล้วแยกย้ายกันทำงานของตัวเอง
บิดาสานตะกร้า มารดาเก็บจานไปล้าง ส่วนนางถูกไล่ให้ไปนอนพัก ‘โถ่ท่านพ่อท่านแม่ ข้านอนมาห้าเดือนเต็มๆแล้ว ไม่อยากนอนแล้วเ้าค่ะ’ นางได้แต่บ่นในใจไม่ได้เอ่ยออกมา เพราะรู้ดีว่าบิดามารดาห่วงนางแค่ไหน
จินฮวาเข้ามาในบ้าน แต่ก็ไม่ได้ไปนอนที่เตียง นางมานั่งที่เก้าอี้ข้างหน้าต่าง แล้วคิดทบทวนว่าจะเอาอย่างไรต่อกับชีวิตนี้ดี นางต้องทำให้ชีวิตครอบครัวนางดีขึ้นให้ได้ ก่อนอื่นก็เื่ปากท้อง อาหารที่กินเมื่อเช้าเป็เพียงข้าวต้มใส่เกลือเล็กน้อย กับผัดผักจืดๆ ถ้าให้กินแบบนี้ทุกวันคงไม่ไหว ‘เราทำอะไรกับเื่นี้ได้บ้างนะ’
“ป่าหมอกอาถรรพ์ แค่ชื่อก็น่ากลัวแล้ว” นางพึมพำกับตัวเองเบาๆ พลางนึกถึง ตอนก่อนที่ท่านเทพพฤกษาจะส่งนางเข้าร่าง
“ครอบครัวนางลำบากมากเลยนะคะ ท่านเทพคิดว่าฉันจะเอาชีวิตรอดได้สักกี่วันกัน” จิ่นฮวาบ่น นางเคยอ่านนิยายข้ามภพมาบ้าง คนที่ข้ามภพมาต้องมีพลังเทพๆ สิ แต่นางไม่เห็นมีอะไรเลย
“ข้าจะให้พรแก่เ้า ให้เ้าสามารถเข้าไปในป่าหมอกอาถรรพ์ชั้นกลางได้ โดยที่ทั้งสัตว์ป่า และสัตว์อสูรไม่ทำอันตรายเ้า ดีหรือไม่” เทพพฤกษาเสนอ
จิ่นฮวาตาวาวขึ้นอย่างสนใจ
เทพพฤกษาเล่าว่า ป่าแห่งนี้อุดมสมบูรณ์มาก ชาวบ้านที่นี่อาศัยล่าสัตว์ กับเก็บสมุนไพรขาย ในแถบป่าชั้นนอกเพื่อดำรงชีพ แต่ไม่สามารถผ่านม่านหมอกเข้าไปยังป่าชั้นกลางได้ เพราะที่นั่นมีสัตว์อสูรอาศัยอยู่ คนที่หลงเข้าไป ไม่เคยได้กลับออกมา ล้วนถูกสัตว์อสูรทำร้าย
แต่พวกมันก็ไม่สามารถผ่านม่านหมอกนั้นออกมายังป่าชั้นนอกได้เช่นกัน ชาวบ้านจึงเข้าไปในป่าชั้นนอกได้อย่างปลอดภัย ป่าชั้นกลางนั้น นอกจากสัตว์อสูรแล้วยังมีสมุนไพรล้ำค่าจำนวนมาก เพราะไม่มีใครเข้าไปได้ มันจึงไม่เคยถูกนำออกมา
และท่านเทพยังเตือนว่า ห้ามให้นางเข้าไปยังป่าชั้นในเป็อันขาด ณ ใจกลางป่านั่นเป็ที่สถิตของเทพัผู้ปลีกวิเวกไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับใคร จึงลงจาก์มาบำเพ็ญอยู่ที่นี่ ห้ามเข้าไปรบกวนเขาเด็ดขาด
จิ่นฮวาพยักหน้ารับทราบ
“ขอบคุณเ้าค่ะ แล้วไม่มีของวิเศษหรือพลังต่อสู้เทพๆ อะไรพวกนี้ให้ฉันบ้างหรือคะ แหะๆ” จินฮวายังขออีก
“เ้านี่โลภจริง” เทพพฤกษากล่าวพร้อมเข็กหัวนางเบาๆ “พลังแต่กำเนิดของเ้าก็มากพออยู่แล้ว ข้าไม่ให้อะไรเพิ่มแล้ว ไม่เช่นนั้นจะผิดกฏ์”
เขาก็อยากช่วยนางให้มากกว่านี้อยู่หรอก แต่ตอนนี้นางเป็มนุษย์ การที่เทพเซียนมายุ่งเกี่ยวกับชะตามนุษย์มากเกินไป จะส่งผลกระทบต่อกงล้อแห่งโชคชะตา อาจเกิดเื่วุ่นวายขึ้นได้ แค่เขาแอบนำนางลงมาจุติ ก็เสี่ยงมากพอแล้ว ‘พ่อช่วยเ้าได้แค่นี้จริงๆ ลูกรัก’
……………
‘อืม เข้าป่าเหรอ ตอนนี้ข้าพึ่งฟื้น ท่านพ่อท่านแม่คงไม่ยอมให้เข้าป่าแน่’ จิ่นฮวานิ่งคิด
‘ท่านเทพบอกว่าข้ามีพลังแต่กำเนิดนี่นา พลังของข้างั้นหรอ ต้องทำยังไงนะ’ จิ่นฮวาลองหลับตาแล้วตั้งสมาธิเหมือนที่นางในภพนี้เคยฝึกตอนยังเด็ก แต่ไม่เคยสำเร็จ
เมื่อนางเริ่มดำดิ่งสู่ห้วงสมาธิ ก็เริ่มััพลังปราณจากธรรมชาติรอบตัว ชักนำมันเข้าสู่ร่างกายหมุนวนผ่านเส้นชีพจรต่างๆ แล้วชักนำมาเก็บไว้ที่จุดตันเถียน นางจดจ่ออยู่สักพัก ‘ไม่สลาย รวบรวมได้แล้ว’ จิ่นฮวาตื่นเต้นยินดีมาก
เมื่อสงบสติได้นางก็ทำสมาธิต่ออีกสักพัก แล้วจึงลืมตาขึ้น นางรวบรวมพลังปราณได้แล้ว เพราะไม่ต้องส่งพลังปราณไปหล่อเลี้ยงจิติญญาที่แยกจากกัน จึงทำให้นางสามารถฝึกฝนพลังปราณและพลังธาตุได้แล้ว
ทบทวนความจำจากตำราที่นางเคยอ่าน พลังธาตุของนาง คือธาตุแสง มีพลังในการฟื้นฟูรักษา ธาตุไฟเหมาะแก่การต่อสู้ และหลอมโอสถ ธาตุพฤกษาเหมาะแก่การหล่อเลี้ยงพืชิญญา และส่งเสริมด้านการหลอมโอสถเช่นกัน (คนที่มีธาตุพฤกษามักจะถูกซื้อตัวไปดูแลหล่อเลี้ยงสมุนไพรที่มีพลังิญญาให้สำนักต่างๆ ที่ปลูกสมุนไพรไว้ใช้ปรุงโอสถ สมุนไพรที่มีพลังิญญาจะมีสรรพคุณสูงกว่าสมุนไพรธรรมดา) ‘พลังของข้านี่เทพสุดๆ อย่างที่ท่านเทพว่าไว้จริงๆ ด้วย คิกๆๆ’ จิ่นฮวานึกถึงพลังตนเองแล้วหัวเราะคิกคักอยู่คนเดียว
‘หากเข้าไปเอาสมุนไพรล้ำค่าจากป่าชั้นกลางออกมาได้ รวมกับพลังธาตุแสง และความรู้ด้านการแพทย์ทั้งสองชาติภพของข้า อาจจะรักษาท่านพ่อได้’ จิ่นฮวาคิดอย่างมีความหวัง ‘ต้องรีบฝึกฝนแล้ว’
หลังจากทบทวนดีแล้ว จิ่นฮวาจึงบอกข่าวดีกับบิดามารดา ว่านางฝึกปราณได้แล้ว แต่ยังไม่ได้บอกเื่ที่ว่าอาจรักษาท่านพ่อได้ เพราะนางก็ไม่มั่นใจ จึงไม่อยากให้ความหวัง หากทำไม่ได้ทุกคนจะเสียใจ
“ท่านพ่อท่านแม่เ้าคะ ข้าสามารถรวบรวมพลังปราณได้แล้วเ้าค่ะ” จิ่นฮวาบอกอย่างยินดี
“จริงหรือ ดี ดีมาก ดีจริงๆ ลูกพ่อหายแล้ว ไหนมาให้พ่อดูหน่อย” จิ่นฮวาจึงขยับเข้าไปใกล้บิดา ยื่นแขนให้บิดาจับที่ข้อมือ จากนั้นหลับตาโคจรพลังปราณรวบรวมที่จุดตันเถียน เหมือนตอนที่ฝึกเมื่อเช้า หลินซานหยางจึงจับจุดชีพจรที่ข้อมือบุตรสาว แล้วส่งพลังปราณของตนเองเข้าไปตรวจสอบ เมื่อแน่ในแล้วจึงปล่อยมือ และเอ่ยกับภรรยาอย่างยินดี
“ลูกเรารวบรวมปราณได้แล้วจริงๆ” ทุกคนมองหน้ากันแล้วยิ้มให้กันอย่างมีความสุข
จิ่นฮวาจึงถามบิดาเกี่ยวกับการฝึกฝนพลังปราณธาตุต่างๆ นางอยากเริ่มฝึกแล้ว
บิดาของนางนั่นมีธาตุไฟ แต่เขาเลือกสายต่อสู้มิใช่หลอมโอสถ วิชาสายอัคคีเขาสามารถสอนนางได้
ส่วนมารดามีธาตุพฤกษา แต่พลังไม่สูงนักอยู่ในระดับปานกลางนางสามารถสอนวิชาพื้นฐานสายพฤกษาแกบุตรสาวได้ แต่ธาตุแสงนั้นเป็ธาตุพิเศษต้องเข้าสำนักศึกษาหรือหาซื้อตำรา ราคาแพงมาฝึก จึงต้องพักไว้ก่อน เพราะครอบครัวนาง ไม่มีเงิน
‘ต้องหาวิธีสร้างรายได้ให้ครอบครัวแล้ว’ จิ่นฮวาคิดอย่างมุ่งมั่น