หลังจากที่นลินพูดจบคีตาก็สลบไป
หญิงสาวรู้สึกตัวขึ้นและพบว่าตัวเองนอนเป็ลมอยู่ในตึก...
ตึกที่มืดและเต็มไปด้วยฝุ่น
ใยแมงมุมเกาะตามฝาผนังและยังมีเศษกระจกแตกตกอยู่ตามพื้นอีกด้วย
นี่มันตึกร้าง!!
คีตารู้สึกปวดหนึบตรงศีรษะจนต้องยกมือกุมมันเอาไว้นี่มันหมายความว่าอย่างไรกัน ?
เื่ที่เกิดขึ้นเมื่อครู่นี้คือความฝันงั้นหรือ? แต่ทำไมเธอถึงมานอนอยู่ที่นี่ล่ะ
จมอยู่กับความสับสนได้ไม่นานคีตาก็รู้สึกได้ถึงความรู้แสบจี๊ด ๆ ที่ปลางคางตัวเอง
หญิงสาวหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา เปิดกล้องหน้าเพื่อหาต้นเหตุของความแสบนี้
เธอพบว่าบริเวณปลายคางของตัวเอง มีรอยแผลโดนบาดด้วยของมีคมบางอย่าง
ยังไม่หมดเท่านั้น บริเวณคอยังมีรอยช้ำจากการโดนบีบอีกด้วย
ในขณะนั้นเองความทรงจำและความกลัวทั้งหมด
ก็แทรกซึมเข้าในร่างกายของเธอทุกกระเบียดนิ้ว
ที่นี่คือบริษัทผีสิงจริงๆสินะ
แล้วคุณทิชากับคุณพราวฟ้าล่ะพวกเขาไม่ใช่มนุษย์หรอกหรือ ?
หญิงสาวขนลุกทันที เมื่อคิดได้ว่าคนที่ยืนคุยกับเธอตั้งนานเป็ผีหมดทุกคน
อย่างไรก็ตามเธอมีเวลาแค่30นาทีเท่านั้น...
คีตาหันซ้ายขวาเพื่อมองหาทางออกจากตึกนี้
แต่มันมืดมากจนแทบจะมองไม่เห็นทาง
เธอกดโทรศัพท์เพื่อที่จะโทรขอความช่วยเหลือแต่..
“โธ่เว้ย ไม่มีสัญญาณอีก!!”
คีตาจิ๊ปากด้วยความหงุดหงิดใจเธอคงจะต้องฝ่าความมืดนี่ไปให้ได้ด้วยตัวเองแล้วจริงๆ
หญิงสาวลุกขึ้น ก่อนจะเดินกลับหลังหัน ไปในทางที่เธอคิดว่า น่าจะเป็ทางที่เธอเคยเดินตามคุณทิชามา
ทันใดนั้น โทรศัพท์มือถือในมือเธอก็สั่นแจ้งเตือนข้อความเข้า
คีตารีบก้มมองโทรศัพท์ด้วยจิตใจที่มีความหวังว่า
สัญญาณจะกลับมาใช้ได้อย่างเดิม
แต่แล้วความหวังเล็กๆ ของเธอก็ดับลงในชั่วพริบตา
เมื่อได้เห็นข้อความจากเบอร์แปลกหน้าที่ส่งมา
‘รีบวิ่งสิ…เพื่อนรัก’
‘00.29.58’
หลังจากนั้นโทรศัพท์เธอก็เข้าสู่โหมดจับเวลานับถอยหลังทันที
คีตาพยายามกดปิดล็อกหน้าจออีกทั้งยังกดปิดเครื่องก็ยังไม่ได้ผล
เวลาที่ลดลงเรื่อยๆทำให้สติของเธอเริ่มลดลงเช่นกัน
หญิงสาวหันซ้ายหันขวาแต่ก็ไม่มีแสงสว่างจากทางใด
สิ่งที่เธอคิดได้ในตอนนั้นมีเพียงอย่างเดียวคือวิ่ง...
วิ่งเท่านั้น!!!
ผ่านมาหลายนาทีคีตาเพิ่งรู้สึกตัวได้ว่า
เธอวิ่งวนเวียนอยู่ที่เดิมและยังไม่ได้ออกไปจากตรงนี้เลย
หญิงสาววิ่งลงบันได ก่อนที่เท้าจะเผลอสะดุดอะไรบางอย่าง
จนล้มหัวคะมำไปกับพื้น
คีตาตกจากบันไดราวสิบขั้น หนำซ้ำศีรษะยังกระแทกกับพื้น
เธอเอามือจับบริเวณที่รู้สึกเจ็บ ก็พบว่ามีเืออกจริงๆ
คีตาเอามือทุบกับพื้นด้วยความหงุดหงิดใจเป็อย่างมาก
ก้มดูเวลาก็พบว่าผ่านไปหลายนาทีแล้ว
แต่เธอยังไม่สามารถออกไปจากที่นี่ได้เลย
หญิงสาวพยายามลุกขึ้น
ทันใดนั้นโทรศัพท์มือถือในมือเธอก็สั่นแจ้งเตือนข้อความอีกครั้ง
‘ดูเหมือนว่าเธอจะยังไม่อยากออกไปจากที่นี่สินะเพื่อนรักเดี๋ยวฉันส่งตัวช่วยไปให้เธอเอง.’
คีตาเบิกตาโตทั้งหวาดกลัวและสับสนนลินคิดจะทำอะไร
เธอไม่อยากได้ตัวช่วยอะไรทั้งนั้น !!
“ไม่!!ไม่เอาตัวช่วยอะไรทั้งนั้น!! ได้โปรดเถอะ...ปล่อยฉันไป!!!”
เธอะโไป หวังจะให้นลินได้ยิน
และดูเหมือนว่าคำขอของเธอจะสมหวัง
แต่ก็ไม่ใช่เื่ที่น่ายินดีเท่าไหร่เพราะหลังจากที่เธอะโไปแล้ว
สิ่งที่ย้อนกลับมาคือเสียงหัวเราะอันบ้าคลั่งของนลิน
คีตาตัวสั่นด้วยความกลัว
“นลิน!!เธออยู่ที่นี่ใช่ไหม? ปล่อยฉันออกไปเดี๋ยวนี้นะ!!”
ไม่นานนักโทรศัพท์ก็แจ้งเตือนข้อความเข้าอีกครั้ง
‘เตรียมตัวรับของขวัญจากฉัน...เพื่อนรัก’
หญิงสาวพยายามทำเป็ไม่สนใจข้อความที่ส่งมา
เธอจำใจเดินหาทางออกด้วยข้อเท้าที่ปวดระบมของเธอ
เพราะผลจากการตกบันไดเมื่อครู่
‘00.15.36’
เหลือเวลาอีกไม่มากแล้ว...
ในขณะที่คีตาพยายามหาทางออกอยู่นั้น
เธอก็ได้ยินเสียงบางอย่างกำลังใกล้เข้ามา
เธอรู้ด้วยสัญชาตญาณทันทีว่ามันไม่ใช่สิ่งดีๆแน่นอน
‘ครืด...ครืด...’
เสียงเหมือนคนเดินลากเท้ากำลังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ
คีตาไม่แม้แต่จะคิด ที่จะยืนอยู่กับที่
เธออยากจะวิ่ง แต่เธอไม่สามารถรู้ได้ว่าเสียงคนเดินมันมาจากทางไหน
เสียงครืดดังอยู่รอบๆตัวเธอ จนไม่สามารถหาทางหนีได้
เป็ไงเป็กัน...คีตาคิดในใจ
ก่อนจะออกตัววิ่งโดยสุ่มทางไปเรื่อยๆ
เพราะไม่มีเวลาที่จะมานั่งคิดแล้ว
แต่ไม่ว่าเธอจะวิ่งออกมาไกลขนาดไหน
เสียงเดินลากเท้านั่น ก็ดังลั่นอยู่ในโสตประสาทของเธอ
จนคีตาเริ่มอยากจะร้องไห้ขึ้นมาแล้วจริงๆ
ในหัวเธอตอนนี้นึกถึงหน้าตาลูกชาย
ที่อยู่ที่บ้านของเธอ หวังว่าจะมีใครสักคนช่วยเธอได้บ้าง
ใครไม่อยากมีชีวิตรอดบ้างล่ะไม่มีใครอยากตายหรอก
“แม่ครับ...”
“กรี้ด!!”
คีตาเหมือนได้ยินเสียงดีนลูกชายเธอเรียกหา
“ดีน...นั่นดีนหรอลูก?”
“แม่ครับ...”
เธอหยุดวิ่งและพยายามมองเข้าไปในความมืด
เสียงเรียกและเสียงลากเท้ายังร้องประสานกันอย่างดี ไม่มีท่าทีว่าจะหยุด
จนกระทั่งตัวต้นเหตุของเสียงเ่าั้ ก็ปรากฏตัวขึ้นต่อหน้าเธอ
คีตาเบิกตาโต ก่อนจะกรีดร้องออกมาด้วยความหวาดกลัว
เพราะคนที่เดินออกมาไม่ใช่ลูกของเธอ
แต่กลับเป็เด็กผู้ชายอีกคนที่นลินอ้างว่าเป็ลูกชายฝาแฝดของเธอ
ที่ตายไปั้แ่ในท้อง
ใช่...เธอเคยท้องลูกแฝดมันคือเื่จริง
แต่เมื่อหลายปีก่อนเธอและสามีเกิดอุบัติเหตุทางรถ
จนทำให้เธอเสียลูกชายไปคนนึง
มันเป็เื่ปาฏิหาริย์ที่ลูกแฝดของเธออีกคนนึง
ไม่ได้รับาเ็ตรงไหนเลย และรอดชีวิตจนเติบโตมาได้ขนาดนี้
เธอจะไม่ยอมปักใจเชื่อเด็ดขาดว่านั่นคือลูกของเธอ
เขาตายไปแล้ว ไม่มีทางที่จะมายืนอยู่ตรงนี้ได้
แต่นลินก็ตายไปแล้วเหมือนกัน...
“แม่ครับ แม่...”
“ออกไปนะ อย่าเข้ามาใกล้ฉัน!!”
คีตามองดูเด็กผู้ชายที่อยู่ในสภาพมีร่องรอยการขาดของศีรษะและคอ
ดวงตาเลื่อนลอยจ้องมองมาที่เธอและปากยังเรียกหาเธอไม่หยุด
เธอทำใจไม่ได้จริงๆ ที่จะต้องมองคนที่หน้าเหมือนลูกชายตัวเอง
อยู่ในสภาพแบบนั้นสุดท้าย
แล้วเธอก็ต้องออกตัววิ่งอีกรอบ ทั้งน้ำตาที่เกิดจากทั้งความสงสารและความกลัว
และมันยิ่งน่ากลัวมากกว่าเดิม
เมื่อในคราวนี้เธอเห็นกับตาว่าผีเด็กผู้ชายคนนั้น
วิ่งตามเธอมาเช่นกันด้วยไปหน้าที่นิ่งเฉย
แต่ขากลับก้าวเร็ว จนน่าผวา
‘00.13.52’
นลินได้โปรดเถอะ...อย่าทำอย่างนี้กับฉันเลย...
ฆ่าฉันให้ตายคงจะยังรู้สึกทรมานน้อยกว่านี้อีกหลายเท่า
คีตาได้แต่พร่ำของร้องในใจ
เธอวิ่งมาไกลพอสมควรจนสุดท้าย
แล้วเธอก็ดันวิ่งมาพบกับทางตันจนได้
ไม่มีทางออกแล้ว...
คีตาหอบหายใจอย่างแรงเธอหันไปมองรอบๆ
ก็พบว่าตัวเองวิ่งเข้ามาในห้องบางอย่างที่ทั้งมืดและเหม็นอับ
แทนที่เธอจะรีบวิ่งหนีไป
แต่เธอกลับวิ่งไปปิดประตูห้องและล็อคกุญแจอย่างแ่า
แทนก่อนจะนั่งหลบมุมอยู่ในความมืด
“แฮ่ก...แฮ่ก”
เธอหอบหายใจด้วยความเหนื่อย
และความรู้สึกเจ็บที่เท้าก็แปร๊บเข้ามาในโสตประสาท
ไม่นานนักเธอก็รู้สึกถึงการเคลื่อนไหวข้างนอกห้อง
เสียงร้องเรียกหาเธอและเสียงลากเท้า...
“แม่ครับ...แม่อยู่ไหน...”
คีตายกมือมาปิดปากกลัวว่าผีเด็กคนนั้นจะได้ยินเสียงเธอ
กลัวแม้กระทั่งว่าเสียงหายใจของเธอ
จะเผลอไปกระทบโสตประสาทของผีเด็กคนนั้นเข้า
เสียงลากเท้าดังมาจนถึงหน้าห้องของเธอก่อนที่จะหยุดลง
เธอรู้สึกได้ว่าเด็กคนนั้นยืนอยู่หน้าห้อง
“อยู่ในนี้หรือเปล่านะ?”
‘ปัง ปัง !!’
เสียงเคาะประตูจากข้างนอก
ยิ่งทำให้คีตาปิดปากตัวเองแน่นเข้าไปอีก
เธอร้องไห้เงียบๆเพราะความกลัว มองดูนาฬิกาที่ค่อยๆ
นับถอยหลังไปเรื่อยๆ ด้วยหัวใจที่เต้นระส่ำ
เธอจะต้องตายจริง ๆใช่ไหม ? มันสมควรแล้วจริงๆ
ใช่ไหมที่เธอเป็ต้นเหตุที่ทำให้นลินต้องตาย
เพียงเพราะความอิจฉา และความไม่รู้จักคิดของเธอเอง
ไม่นานนักเสียงจากข้างนอกก็เงียบไป
คีตาถอนหายใจด้วยความโล่งใจ
เธอคิดว่าเขาน่าจะเดินผ่านไปแล้ว เพราะไม่รู้ว่าเธออยู่ในนี้
แต่แล้วความหวังของเธอก็พังทลายอีกครั้ง
เมื่อเสียงโทรศัพท์มือถือแจ้งเตือนหมดเวลา
“กริ๊ง กริ๊ง!!!”
เธอรู้สึกอยากจะกรี้ดออกมาสักหลายพันครั้ง
ให้พอกับจังหวะนรกนี่
เธอหันไปทางหน้าต่างก็พบว่าเด็กผู้ชายคนนั้น
ยังอยู่ข้างนอกนั่นและเขากำลังจ้องหน้าเธออยู่!!
“ปึง ปึง ปึง!!!!”
“แม่ครับ!!! เปิดประตูให้ผมหน่อย!!!!”