ฉินซูเม่ยตื่นไปส่งไป๋จิ้งถิงขึ้นรถั้แ่เช้าโดยไม่ได้ปลุกเด็กๆ เธอยืนโบกมือให้สามีจนรถของเขาแล่นออกไปจนมองไม่เห็น ส่วนหัวใจของไป๋จิ้งถิงเวลานี้กลับรู้สึกอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก ไม่เคยมีใครออกมาส่งเขาไปทำงานมาก่อน ตอนนี้เขาคิดว่าต้องรีบทำภารกิจให้เสร็จเพื่อที่จะได้กลับมาอยู่กับภรรยาและลูกๆ
“เหอะ...เพิ่งออกมาส่งพี่จิ้งถิงครั้งแรกก็ทำเป็ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ ฉันออกมาส่งเขาจนชินแล้ว” ซ่งเหวินหนี่พูดประชด หลังจากที่เธอไปก่อเื่หน้าอายไว้ที่โรงพยาบาล เธอก็ถูกพี่ชายสั่งกักบริเวณอยู่หลายวัน ถ้าไม่เพราะวันนี้พี่สะใภ้ไม่สบายจนมาส่งพี่ชายไม่ไหว เธอคงยังไม่ได้ออกมาจากห้อง ทีแรกเธอก็ดีใจที่ได้เห็นไป๋จิ้งถิง แต่พอเห็นว่ามีใครมาส่งเขา และเขายังยิ้มอย่างดีใจ เธอก็รู้สึกโกรธอย่างบอกไม่ถูก ‘ผู้หญิงบ้านนอกคนนี้มีดีอะไรกัน ทำไมพี่จิ้งถิงถึงไปชอบหล่อนได้’
ในเมื่อเคยทะเลาะกันมาแล้วครั้งหนึ่ง แต่อีกฝ่ายยังไม่สำนึก แถมยังมาพูดจาถากถางและคอยหาเื่อยู่ตลอด ฉินซูเม่ยก็ไม่คิดที่จะทนอีกต่อไป แค่ที่เธอไม่พูดอะไรตอนที่เชิญครอบครัวซ่งมาทานข้าวในวันพบกันครั้งแรกก็นับว่าเธอให้เกียรติซ่งเวินหนี่มากแล้ว ต่อไปนี้ก็อย่าหวังว่าเธอจะทนให้ใครมาพูดจาไม่ดีกับเธออีก “คุณเวินหนี่ ฉันเพิ่งย้ายมาอยู่กับจิ้งถิงได้ไม่นาน ครั้งนี้ฉันเพิ่งมาส่งเขาเป็ครั้งแรกก็ถูกแล้วไม่ใช่เหรอ อีกอย่าง ถ้าฉันจะดีใจที่ได้มาส่งสามีของตัวเองไปทำงานแล้วมันผิดตรงไหนคะ และไม่ใช่แค่ฉันนะคะที่ดีใจ สามีฉันก็ดีใจที่ฉันมาส่งเขาเหมือนกัน ไม่เหมือนคุณ มาส่งพี่ชายตัวเองไปทำงานแท้ๆ แต่กลับพูดเข้าข้างตัวเองว่ามาส่งสามีคนอื่นจนชิน ฉันถามจริงๆ เถอะค่ะ คุณรู้ทั้งรู้ว่าฉันเป็ภรรยาของไป๋จิ้งถิง แต่คุณยังมาพูดให้ฉันเข้าใจผิด คุณเจตนาอะไรกันแน่ อยากตีท้ายครัวฉันเหรอ”
ซ่งเวินหนี่ไม่คิดว่าฉินซูเม่ยจะพูดออกมาตรงๆ โดยไม่ไว้หน้าเธอแบบนี้ จริงอยู่ว่าคนในค่ายส่วนใหญ่จะรู้ว่าเธอแอบชอบไป๋จิ้งถิง แต่นั่นเป็เื่ก่อนที่ไป๋จิ้งถิงจะแต่งงาน จึงไม่น่าอายอะไรถ้าเธอจะคอยดูแลและคอยตามเขา แต่ตอนนี้ไป๋จิ้งถิงแต่งงานแล้ว หากเธอยังไม่ตัดใจแล้วยังไปทำลายความสัมพันธ์ของสามีภรรยา คนในค่ายจะมองเธอยังไง ถึงแม้ความตั้งใจของเธอคืออยากแย่งไป๋จิ้งถิงมาก็ตาม แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ควรที่ฉินซูเม่ยจะมาพูดให้เธออับอายแบบนี้
“เธอพูดอะไร! ฉันเห็นพี่จิ้งถิงเป็พี่ชายมาตลอด อีกอย่างพี่จิ้งถิงกับพี่ชายของฉันก็เป็สหายกัน ฉันมาส่งเขาก็เป็เื่ธรรมดา มีแต่เธอเท่านั้นล่ะที่คิดไม่ดีกับฉัน” ซ่งเวินหนี่รีบปฏิเสธ
“ถ้าคุณไม่ได้คิดอะไรกับสามีฉันจริงๆ ก็ดีสิคะ ฉันไม่ใช่คนหูเบาและขี้ระแวงอะไรนักหรอก แต่ฉันเป็ประเภทไม่ชอบความรำคาญ เพราะถ้ามีใครมาสร้างความรำคาญให้ฉันมากๆ เข้า ฉันก็อาจจะลงไม้ลงมือกับคนคนนั้นได้”
“คนบ้านนอก! เอะอะอะไรก็ใช้แต่กำลัง”
“ก็เพราะคนบางคนไม่ควรค่าที่จะพูดจาดีๆ ด้วยยังไงล่ะคะ”
ภรรยานายทหารที่มาส่งสามีต่างก็ยืนดูเหตุการณ์อย่างสนใจ บางคนจำได้ว่าฉินซูเม่ยกับซ่งเวินหนี่เคยมีปัญหากันมาก่อนแล้ว ครั้งนั้นซ่งเวินหนี่เป็คนไปหาเื่ฉินซูเม่ยก่อน และครั้งนี้ก็เป็ซ่งเวินหนี่ที่มาหาเื่ฉินซูเม่ยก่อนเช่นกัน ทุกคนจึงเข้าใจแล้วว่าซ่งเวินหนี่ยังไม่ตัดใจจากผู้กองไป๋จึงพยายามมาหาเื่ภรรยาของเขา แต่พฤติกรรมอย่างการเข้าไปแย่งสามีคนอื่นไม่ใช่สิ่งที่ใครจะยอมรับได้
เมื่อเห็นสายตาของแต่ละคนมองมาที่เธออย่างสงสัย บางคนถึงกับทำหน้าดูถูก ซ่งเวินหนี่ก็ไม่ยืนอยู่ตรงนั้นแล้ว เธอรีบวิ่งกลับบ้านไปด้วยความอับอาย
“คุณฉินคะ” ภรรยานายทหารที่ยืนอยู่บริเวณนั้นเรียกฉินซูเม่ย “ฉันชื่อหวงซูซาน สามีของฉันเป็ทหารในสังกัดของผู้กองไป๋ค่ะ”
“สวัสดีค่ะ ฉันชื่อฉินซูเม่ย คุณเรียกฉันว่าพี่ซูเม่ยก็ได้” ฉินซูเม่ยยิ้มทักอีกฝ่ายอย่างมีมารยาท
“ขอบคุณค่ะพี่ซูเม่ย ถ้างั้นพี่เรียกฉันว่าซูซานก็ได้นะคะ”
ฉินซูเม่ยพยักหน้ารับ “ว่าแต่เธอเรียกฉันไว้ทำไมเหรอ”
หวงซูซานพูดอย่างเกรงใจ “ฉันเห็นพี่ใช้เศษผ้าตัดชุดให้เด็กๆ ใส่ เอ่อ...ถ้าฉันจะรบกวนให้พี่ช่วยสอนฉันหน่อยจะได้ไหมคะ”
ฉินซูเม่ยมองการแต่งกายของหวงซูซานก็เข้าใจ ในยุคนี้มีใครไม่ประหยัดกินประหยัดใช้บ้าง “ได้สิ ่บ่ายฉันว่าง เธอเตรียมอุปกรณ์เย็บผ้าแล้วก็เศษผ้าที่จะใช้ไปหาฉันที่ห้องพักได้เลย แต่...”
“แต่อะไรเหรอคะ” หวงซูซานกังวลขึ้นมาทันทีเพราะคิดไปว่าฉินซูเม่ยอาจจะขอให้เธอจ่ายค่าวิชา ถ้าเป็อย่างนั้นเธอคงไม่มีปัญญาจ่าย
ฉินซูเม่ยไม่รู้ว่าอีกฝ่ายคิดอะไร แต่เธออยากบอกข้อจำกัดของเธอ “ฉันสอนเธอทำได้นะ แต่ฉันไม่สะดวกที่จะรับคนอื่นเข้ามาอีก ถ้าเธอเรียนวิธีใช้เศษผ้ามาตัดชุดจากฉันไปแล้ว เธอสามารถไปสอนคนอื่นต่อได้ พอดีว่าฉันต้องดูแลเด็กๆ ฉันคงไม่มีเวลามาสอนพวกเธอทีละหลายคน”
หวงซูซานถอนหายใจโล่ง “ฉันก็นึกว่าเื่อะไร ได้สิคะ ฉันจะมาเรียนกับพี่แค่คนเดียว ถ้าใครอยากเรียน ต่อไปฉันจะไปสอนพวกเขาเอง แต่ก็ดีที่พี่บอกฉันก่อนนะคะ ความจริงแล้วยังมีอีกหลายคนที่อยากมาขอให้พี่สอนพวกเธอ”
“อย่างนั้นฉันก็ฝากเธอให้ไปขอโทษพวกเขาและอธิบายเหตุผลให้พวกเขาฟังแทนฉันด้วยนะ”
ฉินซูเม่ยกำลังคิดอยู่ว่าเธอจะสานสัมพันธ์กับครอบครัวของนายทหารในค่ายได้ยังไง ั้แ่เธอย้ายมาอยู่ที่ค่าย เธอก็รู้จักแค่ฉั่วหลิวอิง ซ่งเวินหนี่ และพี่สะใภ้เจิ้งเท่านั้น และสามคนนั้นก็เป็คนที่เธอไม่อยากคบค้าสมาคมด้วยมากที่สุด ดีที่หวงซูซานเข้ามาหาเธอก่อน
ฉินซูเม่ยใช้เวลาอยู่กับเด็กๆ และสอนหวงซูซานตัดเสื้อผ้าใน่บ่าย เป็อย่างนี้อยู่สามวัน พอเข้าวันที่สี่ เธอจึงชวนเด็กๆ ทำซาลาเปากระต่ายน้อยไปฝากจูเสี่ยวหลิน
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
“คุณป้าหลิวอิงครับ คุณป้าอยู่บ้านไหมครับ” ไป๋เจ๋อชิงเคาะประตูไปด้วยและเรียกฉั่วหลิวอิงไปด้วยอย่างใจร้อน เขาอยากให้เสี่ยวหลินได้กินซาลาเปากระต่ายน้อยขณะที่มันยังร้อนอยู่ เขารู้ว่าเสี่ยวหลินชอบซาลาเปากระต่ายน้อยที่สุด
ฉั่วหลิวอิงเดินมาเปิดประตูบ้านอย่างไม่พอใจ แต่เธอไม่ได้เปิดประตูออกกว้าง เพียงแค่แง้มประตูออกมาพูดเท่านั้น
“พวกเธอมาที่นี่ทำไม”
“ผมเอาซาลาเปากระต่ายน้อยมาฝากเสี่ยวหลินครับ” ไป๋เจ๋อชิงตอบ
“ไม่ต้องหรอก ฉันมีปัญญาหาของกินให้เด็กคนนั้น ไม่ต้องลำบากให้พวกเธอหามาให้” ฉั่วหลิวอิงปฏิเสธ
“ฉันรู้ว่าคุณกับฉันไม่ถูกกัน แต่ฉันขอพบเสี่ยวหลินหน่อยได้ไหมคะ พี่ต้าเจียงฝากให้ฉันมาหาเธอบ่อยๆ น่ะค่ะ” ฉินซูเม่ยพูดขึ้น
“ฉันไม่รู้ว่าสามีฉันไปพูดอะไรกับเธอ แต่ตอนนี้เสี่ยวหลินอยู่ในความดูแลของฉัน และที่นี่คือบ้านของฉัน ฉันไม่อนุญาตให้เธอเข้ามา พวกเธอกลับไปเถอะ” ฉั่วหลิวอิงพูดจบก็ปิดประตูบ้านทันที
ฉินซูเม่ยกำลังจะพาเด็กๆ กลับ หวงซูซานที่อยู่ห้องพักตรงข้ามกับห้องพักของฉั่วหลิวอิงก็เปิดประตู “พี่ซูเม่ยมาที่ห้องฉันก่อนค่ะ”
ฉินซูเม่ยพาลูกทั้งสองคนเข้ามาในห้องพักของหวงซูซาน “เจ๋อชิง ลูกพาน้องไปนั่งเล่นกับลูกของคุณน้าซูซานก่อนนะจ๊ะ แม่กับคุณน้าขอคุยธุระกันก่อน”
“ได้ครับ” ไป๋เจ๋อชิงจูงมือน้องสาวไปเล่นกับลูกของหวงซูซานอย่างรู้ความ
“พี่ซูเม่ยสอนลูกได้ดีจริงๆ เลยนะคะ ก่อนหน้าที่พี่จะมา เจ๋อชิงกับเจียวเจียวไม่ใช่แบบนี้เลย พี่เจิ้งเหยากับซ่งเวินหนี่สอนพวกเขาไม่ดีเลยค่ะ สองคนนั้นสอนให้เจ๋อชิงกับเจียวเจียวทำร้ายเพื่อนคนอื่นด้วย เด็กๆ แถวนี้เลยไม่มีใครอยากเล่นกับพวกเขา” หวงซูซานบอก
“เื่นั้นอย่าไปพูดถึงมันเลย ยังไงตอนนี้เด็กๆ ก็อยู่ในความดูแลของฉัน ฉันต้องสอนแต่สิ่งดีๆ ให้เขาอยู่แล้ว ว่าแต่เธอเถอะ เรียกฉันมาทำไมเหรอ”
“ฉันเกือบลืมไปเลย คืออย่างนี้ค่ะ เมื่อวานฉันได้ยินเสียงร้องไห้ของเสี่ยวหลิน และได้ยินเสียงคุณหลิวอิงด่าเสี่ยวหลินยกใหญ่เลยค่ะ แต่วันนี้ฉันกลับไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย มันน่าแปลกมากเลยนะคะ” หวงซูซานเปลี่ยนมาเป็กระซิบ “ทุกครั้งที่พี่ต้าเจียงออกไปปฏิบัติภารกิจ คุณหลิวอิงก็มักจะทำร้ายเสี่ยวหลินอยู่ตลอด ครั้งนี้ฉันคิดว่าเสี่ยวหลินคงถูกคุณหลิวอิงทำร้ายอีกแน่ๆ เลยค่ะ”
“แต่เราเข้าไปในห้องนั้นโดยพลการไม่ได้ด้วยสิ” ฉินซูเม่ยได้ยินก็เริ่มกังวล ในชาติที่แล้วมีข่าวแม่เลี้ยงทำร้ายลูกเลี้ยงจนเสียชีวิตอยู่หลายคดี เธอไม่อยากให้จูเสี่ยวหลินต้องมาเจอเื่ร้ายแบบนั้น
“เอาอย่างนี้ไหมคะ ฉันจะคอยสังเกตให้ก็แล้วกัน ถ้าวันพรุ่งนี้ฉันยังไม่ได้ยินเสียงเสี่ยวหลินหรือยังไม่เห็นคุณหลิวอิงพาเสี่ยวหลินออกมาข้างนอก ฉันจะรีบไปบอกพี่เลย”
“ถ้างั้นต้องรบกวนเธอด้วยนะซูซาน” ฉินซูเม่ยจับมือหวงซูซานไว้ “เสี่ยวหลินเป็เด็กน่าสงสาร ฉันไม่อยากให้เกิดเื่ไม่ดีขึ้นกับเธอ”
“ฉันรู้ค่ะ ฉันกับสามีเคยพูดเื่นี้กันอยู่บ่อยๆ พวกเราสงสารเสี่ยวหลินกับพี่ต้าเจียง แต่ก็อย่างว่าล่ะนะคะ เื่ของครอบครัวคนอื่น เราจะเข้าไปยุ่งได้ยังไง”
คืนนั้นฉินซูเม่ยนอนไม่หลับทั้งคืน เธอลุกขึ้นมาดื่มน้ำก็แล้ว หาหนังสือขึ้นมาอ่านก็แล้ว ทำความสะอาดบ้านและขนเสื้อผ้าทั้งหมดออกมาซักก็แล้ว แต่เธอก็ไม่รู้สึกเหนื่อยและยังนอนไม่หลับอยู่ดี มองดูนาฬิกาก็เห็นว่าใกล้จะหกโมงเช้า เธอจึงไปอาบน้ำแล้วเตรียมตัวทำอาหารไว้ให้เด็กๆ แต่ประตูหน้าห้องก็ถูกเคาะรัวๆ ฉินซูเม่ยรู้สึกใจหายอย่างบอกไม่ถูก
“พี่ซูเม่ย พี่รีบเปิดประตูเร็วค่ะ” เสียงหวงซูซานะโเรียก
ฉินซูเม่ยรีบไปเปิดประตู “เกิดอะไรขึ้นหรือเปล่า”
“ฉันได้ยินเสียงเสี่ยวหลินร้องไห้ค่ะ หลังจากนั้นฉันก็ได้ยินเสียงคุณหลิวอิงกรีดร้อง ฉันเคาะประตูห้องนั้นอยู่นานแต่คุณหลิวอิงก็ไม่มาเปิดประตู เราไปขอความช่วยเหลือจากใครให้ไปดูที่ห้องนั้นดีไหมคะ” หวงซูซานน้ำตาไหล “เสียงร้องไห้ของเสี่ยวหลินน่าสงสารมากเลยค่ะ พี่ซูเม่ย ฉันกลัวว่าจะเกิดเื่ไม่ดีกับเสี่ยวหลินแล้วค่ะ”
ฉินซูเม่ยไม่มีทางเลือก เธอไปเคาะห้องแล้วเรียกเจิ้งเหยา อีกฝ่ายคงได้ยินที่เธอกับหวงซูซานคุยกันั้แ่แรกแล้ว ประตูจึงถูกเปิดออกอย่างรวดเร็ว
“พี่สะใภ้เจิ้ง ฉันฝากพี่ช่วยดูเจ๋อชิงกับเจียวเจียวทีนะคะ ฉันขอไปดูเสี่ยวหลินสักหน่อย”
“ฉันจะดูแลเด็กๆ ให้ เธอรีบไปดูเสี่ยวหลินเถอะ” แม้เจิ้งเหยาจะไม่พอใจฉินซูเม่ย แต่เมื่อนึกไปถึงจูเสี่ยวหลิน เธอก็ไม่อยากให้เกิดเื่ไม่ดีขึ้นกับเด็กหญิงน่าสงสารคนนั้น