คู่หมั้นเยว่ซิน
การฝึกตนของชิงเถาช่วงนี้ถือว่าเป็นไปด้วยความราบรื่นมีเวลาเต็มที่ให้ได้ใช้สอยกิจการเป็นไปด้วยดีลูกค้าทั้งขาประจำขาจรก็มีเอาเงินตรามาให้ครอบครัวนางทุกวันและไม่ใช่เพียงตัวชิงเถาที่ขยันฝึกตน แต่ทั้งครอบครัวนางล้วนตั้งใจฝึกเป็นอย่างมากแล้วยังลามไปถึงคนงานที่ยังได้รับอานิสงค์ได้รับโอกาสฝึกกันไปทั่วหน้าจนตอนนี้ตระกูลเจี้ยนเฉิงจากตระกูลค้าขายทั่วไปได้ควบตระกูลการฝึกตนไปแล้วด้วย ถึงแม้ว่ามิได้แข็งแกร่งเหมือนอย่างตระกูลใหญ่ๆทั้งหลาย อย่างน้อยก็พอที่จะรักษาตนปกป้องคนรอบข้างได้ระดับหนึ่งทีเดียว
ผ่านมาสามเดือนแล้วสำหรับการค้าถุงผ้าเพิ่มพื้นที่คนใหญ่คนโตที่เงินหนาพอก็มีมันไปเสริมบารมีแล้วหลายคนด้วยราคาที่ซื้อพื้นที่สร้างโกดังเก็บของได้เป็นหลังๆแต่หากก็ยังต้องการเจ้าถุงพกพาใบเล็กๆ กันทั้งนั้นผู้คนล้วนอิจฉาคนงานระดับหัวหน้าของตระกูลเจี้ยนเฉิงที่ได้รับถุงผ้าเพิ่มพื้นที่ไว้ใช้กันหลายคน
“พี่ใหญ่พี่ชายเจียงมาหาหรือเจ้าคะ”ชิงเถาเอ่ยถามลี่ถิงผู้เป็นพี่สาวที่พิ่งจะเดินเข้ามาในห้องทำงานของที่ร้านอาหาร
“คุณชายเจียงเพียงแวะถามไถ่ตามประสาคนรู้จักเท่านั้นมิใช่ว่าคุณชายมาหาเสียเมื่อไหร่” ลี่ถิงตอบออกมาเพราะนางและเจียงลู่เหวินเมื่อครู่ได้พูดคุยกันเล็กน้อยเท่านั้น
“เช่นนั้นหรือเจ้าคะ”ชิงเถาตอบรับยิ้มๆ นางยังยิ้มไปถึงเยว่ซินที่สบตากับนางอยู่อย่างเข้าใจความหมายเพราะเยว่ซินนางก็รู้เห็นด้วยกับเรื่องเจียงลู่เหวินและลี่ถิงซึ่งตัวนางเองนี่แหละที่เป็นอีกคนหนึ่งที่คอยสนันสุนนเรื่องของคนทั้งคู่
“ใช่สิคุณชายก็คงจะมาทำธุระแถวนี้”ลี่ถิงตอบออกมาแล้วจึงเดินเลี่ยงไปนั่งโต๊ะทำงานของตนเอง แล้วดูบัญชีต่อทันที
“อืม”สองสาวชิงเถาและเยว่ซินมองหน้ากันยิ้มๆพวกนางพอใจมากที่เจียงลู่เหวินมาเจอกับลี่ถิงบ่อยๆ แบบนี้อีกไม่นานลี่ถิงก็คงจะชอบเขาแบบไม่รู้ตัวเช่นเดียวกัน
“แล้วพี่เยว่ซินล่ะเจ้าคะเมื่อไหร่จะมีคนรักมาให้ข้าได้รู้จักบ้าง” ชิงเถาเอ่ยถามออกมาด้วยรอบยิ้มพี่สาวทั้งสองของนางโตพอจะออกเรือนได้แล้ว นางจึงอดที่จะแซวเรื่องชายหนุ่มมิได้
“พี่หรอไม่มีหรอก ไม่รู้ว่าทั้งชาติจะได้เจอเขาไหม” เยว่ซินเอ่ยออกมาเบาๆ สีหน้านางอยู่ๆก็หมองลง นี่ชิงเถานางทำอะไรผิดกันเนี่ย แย่จริง
“เอ่อพี่เยว่ซินข้าขอโทษนะเจ้าค่ะ ข้าไม่คิดว่าท่านจะเศร้าขนาดนี้”ชิงเถาเอ่ยออกมาเสียงเครียด เมื่ออยู่ๆ ก็ดึงอีกคนเข้าเรื่องแบบนี้
“ไม่ใช่เช่นนั้นหรอกพี่แค่คิดไปถึงคนๆ หนึ่งเท่านั้น” เยว่ซินเอ่ยปลอบอีกคนออกมา
“เช่นนั้นหรอเจ้าคะอย่างไรข้าก็รู้สึกผิดอยู่ดีเช่นนั้นเย็นนี้ข้าทำขนมแบบใหม่ให้ท่านทานจะได้อารมณ์ดี ดีไหมเจ้าคะ”ชิงเถาถามอกมา นางปลอบใครไม่ค่อยจะเป็นเช่นนั้นก็หาเรื่องอื่นมาเบี่ยงเบนความสนใจแล้วกันนะ
“ได้สิพี่จะรอนะ” เยว่ซินตอบรับด้วยสีหน้ายิ้มแย้มกว่าเดิม เพียงแค่นี้นางก็ดีใจแล้วแค่มีคนยังห่วงใยนาง
กลับมาถึงจวน ตอนนี้คนอื่นๆนั่งหน้าเครียดกันอยู่ที่ห้องโถง จิ้นสิงกับนางลี่จูสีหน้าเพียงจริงจังขึ้นมาแต่ที่เครียดจัดเห็นจะเป็นเยว่สือที่นั่งอยู่ด้วยกันพวกเขามีเรื่องอะไรกันแน่ถึงได้นั่งนิ่งเงียบอยู่แบบนี้
“ท่านพ่อท่านแม่ ข้ากลับมา พวกท่านเป็นอะไรหรือเจ้าคะ เจ้าด้วยเยว่สือหน้าตึงเชียว”ชิงเถาที่เดินเข้ามาหวังจะเอ่ยบอกกล่าวแต่ก็ต้องสงสัยที่ทั้งสามมีสีหน้าแปลกไป
“คือว่า”นางลี่จูที่เห็นบุตรสาวทั้งสามกลับมาแล้วจึงยิ้มตอบรับไปแต่นางก็ไม่รู้ว่าจะเริ่มเรื่องที่ชิงเถาถามอย่างไรดี
“ว่าอย่างไรเจ้าคะ”ชิงเถาเร่งถามอีกรอบ มีเรื่องอะไรก็ควรปรึกษากันเหมือนที่ผ่านมาสิจะมาเศร้าเพียงลำพังทำไม
“เจ้าชงหยวนกลับมาแล้ว”เยว่สือที่นั่งก้มหน้า จู่ๆ ก็เอ่ยขึ้นมาเสียงดัง จนทำให้อีกคนที่ได้ยินตกใจหนักเลยทีเดียว
‘ตุบบบ’ เสียงตะกร้าที่บรรจุผ้าผืนสวยรอบใหม่เข้ามาหลังว่าจะมาให้นางลี่จูได้ชื่นชมด้วยกัน
“พี่เยว่ซิน”ลี่ถิงกับชิงเถาเอ่ยออกมาอย่างตกใจพวกนางรีบเข้าไปประชิดตัวดูว่านางเป็นอะไรหรือไม่ ที่อยู่ๆ ก็คล้ายคนหมดแรงไปทั้งๆที่เมื่อครู่ก็เดินเข้ามาด้วยกันดีๆ
“เดี๋ยวข้าเก็บให้เจ้าค่ะ”ชิงเถาก้มเก็บผ้าขึ้นมา ก่อนจะเดินไปนั่งสบทบกับคนอื่นๆ ทันที
“แล้วเมื่อครู่ใครคือชงหยวนหรือเยว่สือ”ลี่ถิงที่ได้เมื่อครู่อดจะถามออกมาไม่ได้
“เอ่อคือว่า” เยว่สือเขาก็ไม่อยากจะพูดถึงเหมือนกัน
“ชงหยวนคู่หมั้นของพี่เองล่ะ” เยว่ซินที่หายตกใจจึงตอบออกมา ที่นางตกใจเป็นหลายๆอาการรวมกัน ไม่รู้ว่าเพราะดีใจหรืออะไรกันแน่ มันผสมกันไปหมด
“คู่หมั้น”สองพี่น้องอดจะอุทานออกมาไม่ได้ เรื่องนี้พวกนางไม่เคยจะได้ยินมาก่อนหน้านี้เลย
“ใช่เขาคือคู่หมั่นของพี่เอง แต่ไม่คิดว่าจะได้เจอเขาอีก” เยว่ซินเอ่ยมาเสียงเบาชงหยวนที่เป็นคู่หมั้นของนางคนนี้หายหน้าหายตาไปหลายปี ด้วยเขาเป็นหลานของหมอชราผู้หนึ่งที่เคยมาพักพึงอยู่ที่หมู่บ้านนางหลายปีพอถึงช่วงเวลาหนึ่งก็ออกเดินทางไปพร้อมกับหลานชายแต่ว่าตอนนั้นผู้เป็นปู่ของชงหยวนและปู่ของเยว่ซินตอนนั้นได้สัญญากันไว้ว่าเมื่อหลานโตขึ้นจะให้ตบแต่งกันซึ่งก็ถือไว้ว่าเป็นสัญญาหมั้นหมายทางใจของทั้งสองครอบครัวนั่นเอง
“แล้วตอนนี้เขาอยู่ที่ไหนหรือเยว่สือ”เยว่ซินถามน้องชายออกมา เขาไปเจอชงหยวนที่ไหนกัน ทั้งๆพวกเขาก็ไม่เจอกันทั้งแต่อายุ 11 ตอนนี้ก็ผ่านมา 6ปีแล้ว
“ในเมืองนี้หล่ะขอรับตอนแรกข้าก็จำเขาไม่ได้ แต่ไม่คิดว่าชายผู้นั้นจะเขาจะทักข้าก่อน”เยว่สือเริ่มพูดถึงเหตุการณ์ที่ได้เจอกับอีกคนออกมาให้ฟังเมื่อได้เจอจนแน่ใจว่าอีกฝ่ายเป็นใครแล้ว พวกเขาจึงได้พูดคุยกันนานพอสมควรจนรู้เรื่องราว ว่าตอนนี้ชงหยวนผู้นี้เดินทางมาที่เมืองหลวงอย่างโดดเดี่ยวด้วยขาดญาติมิตร ปู่ที่เป็นหมอชราที่เป็นที่พึ่งสุดท้ายก็ได้จากไปเมื่อหนึ่งปีก่อนเขาจึงได้กลับมาที่หมู่บ้านสองพวกเยว่ซินเคยอยู่เมื่อครึ่งปีก่อนแต่ได้ข่าวว่าครอบครัวนางผู้เป็นย่าก็ได้จากไปแล้วส่วนหลานทั้งสองก็มีคนรับไปเลี้ยงเขาจึงไม่ได้ออกตามหาต่อ ด้วยกลัวว่าจะไปทำให้นางลำบากใจเอาได้ แต่ว่าตัวเขาเองก็ไม่ได้มาตัวเปล่าด้วยติดตามผู้เป็นปู่หลายปีจึงเรียนรู้วิชาแพทย์และสมุนไพรมาตลอดและพอมีเงินเก็บอยู่บ้าง จึงได้ตัดสินใจเข้ามาหางานในเมืองหลวงแห่งนี้ซึ่งได้งานอยู่ที่โรงหมอแห่งหนึ่ง
“แล้วตอนนี้เขา”เยว่ซินเอ่ยถามออกมา นางไม่กล้าถามต่อ แต่ผู้เป็นน้องชายรู้ดีว่านางจะเอ่ยถามอะไร
“เขายังรอท่านอยู่ถึงได้กลับมาหาที่หมู่บ้านอย่างไรขอรับ” เยว่สือตอบออกมาด้วยตั้งแต่ตอนเด็กเขาไม่ค่อยชอบหน้าอีกคนเท่าไหร่ เพราะอะไรๆก็ดูเหมือนชงหยวนผู้นี้จะเก่งไปเสียหมด พวกเด็กจึงล้วนชอบเขากันทั้งนั้นเขาก็เลยแปลกแยกไม่ชอบหน้าคู่หมั้นของพี่สาวคนนี้ตั้งแต่นั่นมาแต่ก็อดเห็นใจเขาไม่ได้ที่ชีวิตก็ไม่ได้ต่างจากพวกเขามากนักแถมยังแย่กว่าอีกที่ต้องอยู่ตัวคนเดียว
“เช่นนั้นหรือ”เยว่ซินเอ่ยออกมาเสียงแผ่ว ถึงแม้นางจะคิดว่าชาตินี้จะไม่เจอหน้าอีกฝ่ายอีกแล้วแต่ก็ใช่ว่าไม่มีมีนึกถึงเขาเลย ไม่รู้ว่าเขาต้องเดินทางไปที่ไหนบ้างจะลำบากแค่ไหน จะลืมนางแล้วหรือยัง ไม่คิดว่าวันนี้เขาก็กลับมาแล้ว
“จะเอาเช่นไรต่อดีลูก”จิ้นสิงเอ่ยถามออกมา เขาปล่อยให้นางเป็นคนตัดสินใจเองว่าจะเอาเช่นไร
“ข้าขอเวลาคิดก่อนแล้วกันเจ้าค่ะ”เยว่วอนเอ่ยตอบออกมา ก่อนจะขอตัวกลับห้องตนไปเพื่อคิดทบทวน