หลังจากที่ไป๋ซวนจากไปแล้ว เหม่ยเจียงที่อยู่ไม่ไกลก็แสดงสีหน้าเ็าออกมา
“ คิดว่าที่นี้คือจวนตระกูลไป๋หรืออย่างไร ถึงได้กล้าที่จะมาแสดงท่าทีเช่นนี้ ถ้าหากไม่ใช่เพราะนายน้อยห้ามเอาไว้ บ่าวคงสังหารสารเลวนั้นไปแล้ว ” เหม่ยเจียงกล่าวออกมาด้วยความไม่พอใจ
หยวนิเย่ครุ่นคิดก่อนที่จะออกคำสั่งให้กับเหม่ยเจียงทันที
“ ไปที่หมู่บ้านผิงอันแล้วก็บอกให้ฟ่างหรู่กับเหมินจ้าวมาที่นี้ ” หยวนิเย่กล่าว
“ บ่าวรับคำสั่ง ” เหม่ยเจียงกล่าวจบนางก็หายตัวไปทันที
ณ จวนตระกูลไป๋
เมื่อทุกๆคนเห็นใบหน้าที่บวมเป่งของไป๋ซวนก็แสดงสีหน้าใจากนั้นก็เต็มไปด้วยความโกรธแค้น
“ ท่านไป๋ซวนใครกันที่กล้าทำเช่นนั้นกับท่าน? ”
คนในตระกูลไป๋พากันถามด้วยความเป็ห่วง เนื่องจากตัวตนของไป๋ซวนนับว่าอยู่ในอันดับต้นๆของตระกูลไป๋
ไม่นานไป๋ซวนก็มาถึงห้องทำงานของไป๋หยู่กง
เมื่อไป๋ซวนเข้าไปในห้องทำงานของไป๋หยู่กง สีหน้าของเขาก็เต็มไปด้วยความเคียดแค้น
“ ท่านผู้นำ ท่านจะต้องล้างแค้นให้กับข้า ” ไป๋ซวนกล่าวด้วยน้ำเสียงโกรธแค้น
ไป๋หยู่กงที่กำลังอ่านเอกสารอยู่ก็เงยหน้าขึ้นมาก่อนที่สีหน้าของเขาจะเต็มไปด้วยความประหลาดใจก่อนที่จะขมวดคิ้วด้วยความไม่พอใจ
“ ไม่ใช่ว่าข้าสั่งให้เ้าไปที่จวนฮวาสุ่ยแล้วก็สั่งให้เ้าเด็กที่ชื่อหยวนิเย่เลิกยุ่งกับซีเอ๋อร์ของข้าไม่ใช่หรือ แล้วทำไมหน้าของเ้าถึงได้บวมแบบนั้นกัน? ” ไป๋หยู่กงถามด้วยความสงสัยปนประหลาดใจ
“ ท่านผู่นำมันเป็อย่างนี้ ” ไป๋ซวนเล่าเื่ที่เกิดขึ้นในจวนฮวาสุ่ยให้กับไป๋หยู่กงฟัง
สีหน้าของไป๋หยู่กงเต็มไปด้วยความประหลาดใจแล้วก็สงสัย
“ เ้าจะบอกว่าจู่ๆตัวเ้าเองก็ทำตามที่เ้าเด็กหยวนิเย่สั่งงั้นหรือ? ” ไป๋หยู่กงถามขึ้นพลางขมวดคิ้วแน่น
“ เป็เช่นนั้นขอรับท่านผู้นำ ” ไป๋ซวนกล่าว
“ อย่างนั้นมันก็น่าจะมีปัญหาแล้ว ” ไป๋หยู่กงพึมพำออกมา
“ มีปัญหา? ” ไป๋ซวนแสดงสีหน้าสงสัยก่อนที่เขาจะทบทวนสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอีกครั้ง จากนั้นสีหน้าของเขาก็กลายเป็จริงจังขึ้นมา
“ ดูเหมือนว่าเ้าจะเข้าใจถึงปัญหาแล้วสินะ ” ไป๋หยู่กงกล่าวขึ้น
“ ขอรับท่านผู้นำ ในตอนนั้นข้าขาดสติไปจึงทำให้ไม่ทันได้คิดถึงเื่นี้ ” ไป๋ซวนกล่าวพร้อมกับถอนหายใจ
ปัญหาที่ว่าคือใครกันที่สามารถบังคับให้ตัวเขาที่เป็ถึงเหนือยุทธ์ต้องทำตามคำสั่งได้ แถมเขายังไม่สามารถควบคุมร่างกายของตัวเองได้อีกด้วย แสดงว่าหยวนิเย่คนนี้จะต้องไม่ใช่คนธรรมดาอย่างแน่นอน มันจะต้องมีความลับบางอย่างที่จวนฮวาสุ่ยนั่น อย่างเช่นมีตัวตนระดับเหนือยุทธ์อยู่ที่นั้นด้วย
“ จับตาดูจวนฮวาสุ่ยให้ดีโดยเฉพาะหยวนิเย่คนนั้นด้วย ” ไป๋หยู่กงกล่าว
“ ข้าจะทำตามคำสั่งทันที ” ไป๋ซวนพยักหน้าด้วยความจริงจัง
หลังจากที่ไป๋ซวนออกไปแล้วไป๋หยู่กงก็ลุกขึ้นยืนพร้อมกับมองออกไปนอกหน้าต่าง
“ ดูเหมือนว่าเื่ที่บ่าวรับใช้ของจวนฮวาสุ่ยระดับปราชญ์ยุทธ์สามารถควบคุมตัวตนระดับจักรพรรดิยทุธ์ได้จะเป็เื่จริง เพราะแม้แต่ไป๋ซวนก็ยังถูกควบคุมร่างกายเหมือนกัน ดูเหมือนว่าข้าจะต้องไปตรวจสอบดูอย่างละเอียดแล้วล่ะ ” ไป๋หยู่กงพึมพำออกมา
วันต่อมา
ที่สวนดอกไม้
หยวนิเย่กำลังนั่งดื่มชาพร้อมกับอ่านตำรา
ห่างออกไปไม่ไกลก็มีชายวัยกลางคนสองคนกำลังเดินเข้ามาที่สวนดอกไม้พร้อมกับมีเหม่ยเจียงนำทาง
เมื่อชายวัยกลางคนมาถึง ทั้งสองก็โค้งคำนับให้กับหยวนิเย่
“ ทำความเคารพนายน้อย ”
ทั้งสองคนนี้คือฟ่างหรู่และเหมินจ้าว
ทั้งสองเป็ผู้าุโของหอเฟิงเซียงที่มีความแข็งแกร่งในระดับเซียนยุทธ์
หยวนิเย่ปิดตำราและกล่าวขึ้นว่า “ หลังจากนี้พวกท่านพักอยู่ที่นี้คอยดูแลจวนฮวาสุ่ย ”
“ น้อมรับคำสั่งนายน้อย ” ทั้งสองกล่าวพร้อมกัน
พวกเขาไม่มีความสงสัยกับคำสั่งของนายน้อยแม้แต่นิดเดียว ขอเพียงแค่นายน้อยสั่งมาพวกเขาก็พร้อมที่จะทำตามคำสั่งทุกอย่าง อีกอย่างในอดีตถ้าหากพวกเขาไม่ได้นายน้อยช่วยเหลือก็อาจจะตายไปแล้ว เพราะฉะนั้นพวกเขาจึงตัดสินใจที่จะยกชีวิตของตนให้กับนายน้อยให้กับหอเฟิงเซียงที่นายน้อยเป็ผู้สร้างขึ้น
นอกจากนี้นิสัยของท่านผู้นำและนายน้อยก็นับว่าเป็กันเองมากแถมยังให้ความเคารพพวกเขาด้วย แม้ว่าพวกเขาจะเป็เพียงผู้ติดตามเท่านั้น ทำให้ตัวตนระดับสูงของหอเฟิงเซียงให้ความเคารพและเชื่อมั่นในตัวของท่านผู้นำและนายน้อยอย่างมาก
“ เอาล่ะพวกท่านไปพักผ่อนก่อนแล้วกัน เหม่ยเจียงเ้าไปจัดการที่พักให้กับพวกท่านแล้วด้วย ” หยวนิเย่กล่าว
“ ขอรับนายน้อย ”
ไม่นานทั้งสามคนก็เดินจากไป
ส่วนหยวนิเย่ก็หรี่ตาลงก่อนที่จะครุ่นคิดอะไรบางอย่าง
“ ถ้าหากข้าจำไม่ผิด ที่ภายในพระราชวังของราชวงศ์เยว่มีเมล็ดของต้นกระจ่างฟ้าอยู่ ถ้าหากข้าได้มันมาก็จะทำให้กองกำลังของข้าแข็งแกร่งขึ้นอย่างรวดเร็ว ” หยวนิเย่พึมพำ
ต้นกระจ่างฟ้าเป็ต้นไม้พิเศษชนิดหนึ่งที่จะออกผลกระจ่างฟ้าออกมา ซึ่งผลของมันสามารถนำมาปรุงโอสถกระจ่างฟ้า ซึ่งโอสถชนิดนี้จะทำให้คนที่อยู่ในระดับขอบเขตมนุษย์ทะลวงขั้นได้หนึ่งขั้นทันที เพียงแต่มันสามารถใช้ได้เพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้น และใช้ได้แค่ขอบเขตมนุษย์เท่านั้น ขอบเขต์ขึ้นไปไม่สามารถใช้ได้
นอกจากนี้ต้นกระจ่างฟ้าจะต้องเติบโตอยู่ในพื้นที่ที่มีพลังิญญาที่หนาแน่นมากๆ และถ้ายิ่งมีพลังิญญามากก็จะยิ่งเติบโตได้อย่างรวดเร็ว
เพียงแต่ต้นนี้ใช้เวลายี่สิบปีในการเติบโตและใช้เวลาอีกห้าปีในการออกผล หรือก็คือต้องใช้เวลาอย่างน้อยยี่สิบห้าปีในการออกผล
ในนิยายกล่าวไว้ว่า เสวียนปิงหยุนปลูกต้นกระจ่างฟ้าไว้ที่ยอดเขาบูชาเทพ ซึ่งบนยอดเขานี้มีพลังงานิญญาหนาแน่นที่สุดในอาณาจักรแสงจันทร์ แม้ว่าจะต้องใช้เวลายี่สิบห้าปีในการเติบโตและออกผล แต่มันก็ทำให้อาณาจักรแสงจันทร์แข็งแกร่งขึ้นมาก
เพราะกองทัพของอาณาจักรแสงจันทร์พากันกินโอสถกระจ่างฟ้าแล้วก็ทำให้พวกเขาทะลวงขั้นได้หนึ่งขั้น ถ้าหากตัวตนระดับบรรพจารย์ยุทธ์แสนคนกินโอสถกระจ่างฟ้าคนละหนึ่งเม็ด พวกเขาก็จะกลายเป็ตัวตนระดับปราชญ์ยุทธ์ในทันที ด้วยความแข็งแกร่งระดับปราชญ์ยุทธ์นับว่าสร้างความได้เปรียบในาได้มากกว่าเดิมหลายร้อยเท่า
แม้ว่าในนิยายจะบอกกล่าวเพียงคร่าวๆแต่มันก็ทำให้หยวนิเย่เข้าใจดีเลยสำหรับเมล็ดกระจ่างฟ้านี้
ส่วนเหตุผลที่เสวียนปิงหยุนไม่นำเมล็ดของต้นกระจ่างฟ้าไปด้วยก็เพราะ มันเสียเวลา แถมขอบเขตมนุษย์ในทวีประดับสูงพวกเขาก็เป็เพียงแค่ชาวบ้านทั่วไปเท่านั้น มันไม่คุ้มกับเวลาที่เสีย
“ ด้วยค่ายกลกลั่น์ของข้า มันจะทำให้ต้นกระจ่างฟ้าเติบโตได้อย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเหตุผลใดก็ตามข้าจะต้องนำเมล็ดกระจ่างฟ้ามาให้ได้และต้องโดยเร็วที่สุด ” หยวนิเย่ครุ่นคิด ก่อนที่จะลอบวางแผนการณ์ทันที
“ ดูเหมือนว่าข้าจะต้องลงมือด้วยตัวเองแล้วสิ ” หยวนิเย่กล่าวออกมาก่อนที่จะเรียกเหม่ยเจียงมาหาทันที
“ ข้าจะไปข้างนอกหลายวัน ถ้าหากมีอะไรเกิดขึ้นก็จัดการได้ตามความเหมาะสม ” หยวนิเย่กล่าว
“ นายน้อยจะให้บ่าวไปด้วยหรือไม่เ้าคะ? ” เหม่ยเจียงถามขึ้น
“ ไม่จำเป็ เ้าบอกฟ่างรุ่ยและเหมินจ้าวว่าดูแลที่นี้ให้ดีแล้ว ” หยวนิเย่กล่าว
“ รับคำสั่งนายน้อย ” เหม่ยเจียงกล่าว
หยวนิเย่กล่าวจบเขาก็หายตัวไปทันที
ไม่นานหยวนิเย่ก็มาอยู่ที่หมู่บ้านผิงอัน
หลังจากที่เขาเดินเข้ามาภายในจวนแล้ว เขาก็ตรงขึ้นไปหาปู่ทันที
“ เย่เอ๋อร์หลานรัก ” หยวนเฉิงที่กำลังนั่งอ่านตำรายาอยู่ เขาก็ยิ้มขึ้นและเดินมาสวมกอดหยวนิเย่
“ วันนี้เ้ามาหาข้าแสดงว่าต้องมีเื่สำคัญสินะ ” หยวนเฉิงถามขึ้นด้วยรอยยิ้ม
“ ทำไมท่านปู่ถึงคิดแบบนั้นล่ะ ” หยวนิเย่ส่ายหน้า
“ ก็ดูเ้าสิถ้าหากไม่มีเื่สำคัญก็คงไม่มาหาปู่หรอก ” หยวนเฉิงกล่าวพร้อมกับแสร้งทำหน้าเศร้า
หยวนิเย่ได้แต่หัวเราะแห้งๆพร้อมกับกล่าวขึ้นว่า “ ที่ข้ามาหาปู่ก็เพราะมีธุระจริงๆ แถมยังเป็ธุระสำคัญด้วย ”
สีหน้าของหยวนเฉิงกลายเป็จริงจังก่อนที่จะนั่งหลังตรงขึ้นมา
“ ท่านปู่เวลานี้ท่านสามารถต่อกรกับอาณาจักร์ขั้นปลายหรือขั้นสูงได้อย่างไม่มีปัญหาหรือยัง? ” หยวนิเย่ถามขึ้น
เสียงหัวเราะของหยวนเฉิงดังขึ้น ซึ่งมันเต็มไปด้วยอำนาจและบารมี
“ แน่นอนว่าปู่สามารถสังหารพวกนั้นโดยการกระดิกนิ้วเพียงครั้งเดียวเลย ” หยวนเฉิงหัวเราะเบาๆ
“ เช่นนั้นข้าก็หมดห่วงแล้ว พอดีข้าวางแผนที่จะไปเมืองหลวงแสงจันทร์พร้อมกับท่านปู่และลุงจวินหยาง ” หยวนิเย่กล่าว
“ เ้าจะไปที่นั้นทำอะไรหรือ? ” หยวนเฉิงสงสัย
“ พอดีข้า้าสมบัติชิ้นหนึ่งที่เก็บอยู่ในพระราชวังของราชวงศ์เยว่ ” หยวนิเย่กล่าวพร้อมกับเล่าถึงความสำคัญของต้นกระจ่างฟ้าให้กับหยวนเฉิงฟัง
เมื่อหยวนเฉิงได้ยินเขาก็ยอมรับเลยว่า ด้วยการที่มีต้นกระจ่างฟ้าจะทำให้พวกเขาสามารถพัฒนาความแข็งแกร่งของหอเฟิงเซียงได้อย่างมาก
“ แล้วเ้าวางแผนที่จะใช้สิ่งใดแลกเปลื่ยนกับราชวงศ์เยว่? ” หยวนเฉิงถามขึ้น
“ เท่าที่ข้ารู้มาราชวงศ์เยว่เป็ราชวงศ์ที่อ่อนแอที่สุดในเจ็ดราชวงศ์ เราจะใช้โอกาสนี้ในการทำให้พวกเขารู้ว่าพวกเราแข็งแกร่งแค่ไหนและพวกเราก็สามารถช่วยเหลือพวกเขาในการเพิ่มความแข็งแกร่งได้ ” หยวนิเย่กล่าว
“ เป็เช่นนั้นจริงๆ แม้ว่าพวกเขาจะแข็งแกร่งและทรงพลังที่สุดในอาณาจักรแสงจันทร์ แต่เมื่อเทียบกับคนอาณาจักรอื่นๆแล้วพวกเขายังอ่อนแอกว่า ” หยวนเฉิงเห็นด้วย
“ งั้นพวกเราไปหาจวินหยางกันเถอะ ” หยวนเฉิงกล่าว
หลังจากที่อู่จวินหยางได้ยินเื่นี้เขาก็ตอบรับทันที เพราะถ้าหากมีต้นกระจ่างฟ้า พวกเขาก็จะยิ่งทรงพลังมากขึ้น
ไม่นานทั้งสามก็มุ่งหน้าไปยังเมืองหลวงแสงจันทร์โดยการบินไป เนื่องจากพวกเขา้าประหยัดเวลาให้ได้มากที่สุด เพราะฉะนั้นการเดินทางที่รวดเร็วที่สุดก็คือการบินนั่นเอง
การเดินทางจากเมืองหลวงกุ่นไปยังเมืองหลวงแสงจันทร์เดิมทีจะต้องใช้เวลาประมาณยี่สิบวัน แต่เมื่อพวกเขาเดินทางโดยการบินพวกเขาจะไปถึงเมืองหลวงแสงจันทร์ในเวลาไม่ถึงหนึ่งเค่อ
บนท้องฟ้า ทั้งสามคนมองเห็นเมืองหลวงแสงจันทร์ที่ยิ่งใหญ่อยู่ด้านล่างของพวกเขา
“ สมแล้วที่เป็เมืองหลวงแสงจันทร์ ยิ่งใหญ่สมคำล่ำลือจริงๆ ” หยวนเฉิงกล่าวพร้อมกับชื่นชม
เมืองหลวงแสงจันทร์มีขนาดใหญ่กว่าเมืองหลวงกุ่นถึงหนึ่งเท่า แต่พลังิญญาที่นี้หนาแน่นกว่าเมืองหลวงกุ่นอยู่ประมาณหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้แตกต่างกันมากนัก
ทั้งสามสวมชุดคลุมสีดำเดินตามท้องถนนก่อนที่จะไปยังพระราชวังอย่างรวดเร็ว
เนื่องจากพระราชวังของราชวงศ์เยว่มีขนาดใหญ่โตและถูกสร้างขึ้นมาอย่างหรูหราและสวยงาม
รอบๆพระราชวังมีทหารในชุดเกาะสีเงินเดินแถวอย่างเป็ระเบียบ
ทหารเ่าั้ต่างก็มีความแข็งแกร่งในระดับบรรพจารย์ยุทธ์
“ แล้วพวกเราจะเข้าไปด้านในได้อย่างไร? ” หยวนเฉิงถามขึ้นด้วยความสงสัย
หยวนิเย่หลับตาพร้อมกับนึกถึงเื่ราวในนิยายเพื่อที่จะหาทางเข้าด้านในอย่างสันติวิธี
ไม่นานหยวนิเย่ก็ลืมตาขึ้นก่อนที่จะครุ่นคิดบางอย่าง
“ ข้ารู้วิถีที่จะเข้าไปด้านในแล้วล่ะ ” หยวนิเย่กล่าวขึ้นด้วยความมั่นใจ
หยวนเฉิงและอู่จวินหยางมองดูหยวนิเย่ด้วยความสงสัย เพราะทั้งสองไม่รู้ว่าหยวนิเย่จะเข้าไปในพระราชวังอย่างไร
“ กลับกันก่อนเดี๋ยวอีกสักพักค่อยกลับมาใหม่ ” หยวนิเย่กล่าวขึ้น
ทั้งสองได้แต่มองหน้ากันก่อนที่จะเดินตามหยวนิเย่กลับไป
ไม่ถึงสองเค่อพวกหยวนิเย่ก็กลับมาที่ทางเข้าพระราชวัง
ทั้งสามมาหยุดอยู่ที่ทางเข้าพระราชวัง
ที่ทางเข้าพระราชวังมีทหารผู้คุ้มกันยืนอยู่กันสิบคน ซึ่งแต่ละคนต่างก็เป็ผู้ฝึกยุทธ์ระดับบรรพจารย์ยุทธ์ทั้งสิ้น
“ นี้คือพระราชวัง พวกเ้าไม่มีสิทธิ์ที่จะเข้าไปด้านใน ” ทหารผู้คุ้มกันทางเข้าพระราชวังผู้หนึ่งกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง ส่วนทหารผู้คุ้มกันคนอื่นๆก็พากันมองไปที่กลุ่มของหยวนิเย่ด้วยแววตาจริงจัง ซึ่งพวกเขาก็เตรียมพร้อมที่จะต่อสู้ได้ทุกเมื่อ
“ ทุกท่านไม่ต้องกังวล พวกข้ามาจากหอเฟิงเซียง พวกเรา้าที่จะเข้าพบจักรพรรดิเยว่เทียนซาน ” หยวนิเย่กล่าวด้วยรอยยิ้ม
“ หอเฟิงเซียง? หอเฟิงเซียงคือที่ใด ” ทหารผู้คุ้มกันพากันแสดงสีหน้าสงสัย
ทันใดนั้นพวกเขาก็ััได้ถึงออร่าระดับอาณาจักร์ขั้นต้นของชายวัยกลางคนที่อยู่ด้านหลังของหยวนิเย่