บทที่ 7 โชคชะตากับโจวจวินฉิง
"แม่เบา ๆ หน่อย หนูได้ยินแล้ว"
"หว่านเยว่ แม่ได้ยินคนเขาพูดกันว่า แขนของไอ้หนุ่มตระกูลโจวโดนใครหักมาไม่รู้ แถมยัง... ยังกอดกับผู้ชายตอนกลางวันแสก ๆ ไม่สวมเสื้อผ้าด้วย!"
"อะไรนะ?"
เจียงหว่านเยว่ผุดลุกขึ้นนั่งทันทีโดยไม่ทันระวัง จนไปโดนแผลเข้า เล่นเอาเธอร้องออกมาด้วยความเจ็บ "แม่พูดว่าอะไรนะ หนิงเหยียนเป็อะไรไป?"
หลี่สุ่ยเถารู้เื่ของเจียงหว่านเยว่กับโจวหนิงเหยียนมานานแล้ว ไม่ใช่แค่เธอที่รู้ แต่คนในตระกูลเจียงรู้กันหมด
ที่จริงแล้วเป็เพราะพวกเขารู้ว่าเจียงหว่านเยว่อาจจะได้แต่งงานเข้าบ้านตระกูลโจว ฐานะของเจียงหว่านเยว่ในบ้านถึงไม่ธรรมดา ถึงแม้ว่าแม่เฒ่าจะรักหลานชายคนโตมากแค่ไหน แต่เธอรู้สึกได้ว่าเจียงเฟยหังเป็คนไม่เอาไหน และยังหวังว่าในอนาคตตระกูลโจวซึ่งเป็ครอบครัวของลูกเขย จะสามารถช่วยเหลือพวกเขาได้
ตอนนี้ว่าที่ลูกเขยในฝันกลับมีข่าวลือเสียหายขนาดนี้ หลี่สุ่ยเถาจึงร้อนใจเป็ธรรมดา
แบบนี้... แบบนี้ถ้าเขาไม่แต่งงานกับหว่านเยว่แล้วจะทำยังไง?
แต่เพราะเธอกลับมาบอกข่าวด้วยความรีบร้อน เธอจึงไม่รู้รายละเอียดมากนัก
เจียงหว่านเยว่จึงรีบร้อนดึงผ้ามาปิดแผลบนหน้าไว้ "ไม่ได้การ! ฉันต้องไปดูสักหน่อย"
เจียงหว่านเยว่ไม่อยากออกไปไหน เพราะใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยาแ ถ้าให้ใครเห็นคงอับอายขายหน้าแย่ อย่างน้อยต้องรักษาสักสิบวันหรือครึ่งเดือนถึงจะออกไปเจอผู้คนได้ ถ้าไม่ติดเื่นี้ เมื่อวานเธอคงไปถามโจวหนิงเหยียนแล้วว่าทำไมถึงไม่ทำลายเจียงอี้ซะ!
แต่เธอกังวลเื่ของโจวหนิงเหยียน และคิดว่าที่แม่พูดมันดูเกินจริงไป โจวหนิงเหยียนจะไปยุ่งเกี่ยวกับผู้ชายคนอื่นได้ยังไงกัน?
"แม่ หนูจะออกไปดูหน่อยนะ แม่กับพ่ออยู่บ้านอย่าพูดอะไรให้ข้างบ้านได้ยินเข้าเชียว!" หลังจากพูดจบเจียงหว่านเยว่ก็รีบร้อนออกไปทันที
เจียงอี้นั่งกินข้าวฟังบทสนทนาของทั้งสอง พอได้ยินข่าวลือเกี่ยวกับโจวหนิงเหยียนก็เลิกคิ้วขึ้นอย่างพอใจ ไม่เสียแรงที่เมื่อวานเธออุตส่าห์จัดท่าทางให้ดูสนิทสนมกันขนาดนั้น
เจียงอี้มองเจียงหว่านเยว่ที่เอาผ้าพันคอมาปิดบังใบหน้า ทั้ง ๆ ที่อากาศร้อน เธอวางช้อนลง แล้วรีบวิ่งตามออกไปคว้าแขนของอีกฝ่ายไว้ แล้วพูดเสียงดังว่า
"พี่หว่านเยว่ ไม่กินข้าวแล้วเหรอ?"
เจียงหว่านเยว่ใ มองซ้ายมองขวาอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ เกรงว่าจะมีคนเห็นเข้า เธอกดเสียงต่ำตอบกลับไปว่า "เสียงดังอะไร! เบา ๆ หน่อย ปล่อยมือฉันได้แล้ว"
จะให้ปล่อยมือได้ยังไง? ไม่มีทางซะหรอก! ไม่ใช่แค่ไม่ปล่อยมือ แต่เธอจะให้ทุกคนได้เห็นใบหน้าอันน่ารังเกียจของเจียงหว่านเยว่ด้วย
"พี่หว่านเยว่ อย่าเพิ่งไป ฉันเข้าใจพี่นะว่าอยู่ในชนบทมันลำบาก ฉันทำงานหนักมาสามปียังไม่เคยอิ่มท้องเลย แต่พี่อยู่บ้านกินอิ่มนอนหลับ ไม่เคยทำงานบ้าน แม้แต่ชุดชั้นในป้าสะใภ้ใหญ่ก็ยังซักให้ ฉันรู้ดีว่าพี่ไม่ได้ตั้งใจหลอกฉันหรอก แต่พี่แค่อยู่แบบนั้นไม่ได้"
“พูดจาเหลวไหลอะไร?” เจียงหว่านเยว่ได้ยินดังนั้นก็ปรี๊ดแตกขึ้นมาทันที
เธอไม่รู้มาก่อนเลยว่าเจียงอี้เพิ่งกลับมาถึงเมื่อวาน จะเอาเื่ของเธอไปป่าวประกาศให้คนรู้กันทั่วแล้ว ด้วยกลัวว่าคนอื่นจะเข้าใจผิดคิดว่าเธอเป็ผู้หญิงี้เี และไม่อยากให้ข่าวเสีย ๆ หาย ๆ ไปถึงหูตระกูลโจว เธอจึงรีบผลักเจียงอี้ออก
“โอ๊ย! เจ็บนะ”
เจียงอี้แกล้งทำเป็เซถอยหลังไป ทั้งสองคนผลักกันไปผลักกันมา จู่ ๆ เจียงอี้ก็รีบคว้าผ้าพันคอออกอย่างรวดเร็ว รอยเขียวช้ำบนใบหน้าของเจียงหว่านเยว่จึงเผยออกมา
“อย่ามองนะ!” เจียงหว่านเยว่ใ รีบยกมือขึ้นมาบังไว้
เธอถือว่าตัวเองหน้าตาดี จึงชอบดูถูกคนอื่น เธอจะยอมให้ใครมาเห็นสภาพน่าอับอายแบบนี้ได้อย่างไร?
แต่ทุกคนแค่ประหลาดใจกันครู่เดียว ความสนใจส่วนใหญ่ก็ถูกดึงไปอยู่ที่คำพูดของเจียงอี้
“หว่านเยว่ นี่แกทำไม่ถูกนะ เจียงอี้ก็หวังดี ทำไมแกถึงทำรุนแรงกับน้องได้ลงคอ?”
“ใช่แล้ว! เจียงอี้ชอบใจอ่อน เื่ใหญ่ขนาดแย่งงาน เจียงอี้ยังยอมยกโทษให้แก แกเป็พี่สาวแท้ ๆ ทำไมยังไม่ยอมเลิกรา ฉันไม่รู้จะพูดยังไงกับแกแล้วหว่านเยว่ แกมันเกินไปจริง ๆ!”
“มองไม่ออกเลยจริง ๆ ว่าเป็พี่น้องกัน ทำไมถึงใจร้ายกับน้องได้ขนาดนี้?”
เจียงอี้ก้มหน้าฟังด้วยความพอใจ เธอปล่อยให้คนอื่นรุมต่อว่าเจียงหว่านเยว่จนพอใจแล้ว ก่อนจะโยนะเิลูกใหญ่
"ทุกคนพอได้แล้วค่ะ ฉันไม่โทษพี่หว่านเยว่หรอก พี่หว่านเยว่เองก็คงลำบากใจเหมือนกัน"
เจียงอี้ทำท่าทีเห็นใจพลางเหลือบมองเจียงหว่านเยว่ "พี่หว่านเยว่ ฉันรู้ว่าทำไมพี่ถึงอยากแต่งงานออกไป พี่เองคงเสียดายที่ครอบครัวโจวฐานะดี แต่ถึงยังไงวันนี้ฉันก็ต้องพูด โจวหนิงเหยียนเขา… เขาชอบผู้ชายด้วยกัน ถ้าพี่แต่งงานกับเขาไปคงต้องเสียใจภายหลังแน่"
ประโยคหลัง ๆ เจียงอี้พูดเนิบช้า แต่ละคำพูดเ่าั้ราวกับเป็คำสาปแช่งวนเวียนอยู่ในหูของเจียงหว่านเยว่
"เจียงอี้ ถ้าเธอพูดจาเหลวไหล ฉันจะฉีกปากเธอซะ!" เจียงหว่านเยว่โกรธจนขาดสติ พุ่งเข้าไปจะตบเจียงอี้
"นี่! เจียงอี้เพิ่งพูดว่าอะไรนะ โจวหนิงเหยียนเป็อะไรไป?"
"นี่ยังไม่รู้เื่อีกเหรอ?" คนรู้ข่าวยื่นหน้าเข้ามา "แถวนี้เขารู้กันหมดแล้วว่าโจวหนิงเหยียนน่ะชอบไปจ้ำจี้กับผู้ชาย! โอ๊ย! ไม่น่าเชื่อเลยจริง ๆ!"
"อะไรนะ? แล้วอย่างนี้ยังจะคบกับหว่านเยว่อีก นี่มันจะไม่ทำร้ายกันเกินไปหน่อยเหรอ?"
ครอบครัวของโจวหนิงเหยียนนับว่ามีชื่อเสียงในละแวกบ้านพักแถวนี้
อย่างที่หลี่สุ่ยเถาเคยพูดเอาไว้ ครอบครัวของโจวหนิงเหยียนนั้นแตกต่างจากครอบครัวคนงานธรรมดาแบบพวกเธอ เพราะพวกเขาคือครอบครัวเ้าหน้าที่ราชการ ไม่รู้ว่ามีคนอิจฉาตาร้อนแค่ไหนที่ครอบครัวธรรมดา ๆ ของเจียงหว่านเยว่สามารถสานสัมพันธ์กับครอบครัวตระกูลโจวได้
ผู้คนต่างรุมล้อมเจียงหว่านเยว่เพื่อถามไถ่ข่าวสาร เจียงอี้จึงถือโอกาสนี้ปลีกตัวออกมา
เจียงหว่านเยว่มักจะโอ้อวดเสมอว่าความรักระหว่างเธอกับโจวหนิงเหยียนนั้นเป็ความรักที่แท้จริง บอกว่าเธอชอบที่ตัวตนของโจวหนิงเหยียน ไม่ใช่ฐานะของตระกูลโจว แต่ในเมื่อตอนนี้ทุกคนได้เห็นแล้วว่า โจวหนิงเหยียนชอบผู้ชาย แล้วเจียงหว่านเยว่ยังจะดึงดันคบกับเขาอีก ถ้าไม่ใช่เพราะความทะเยอทะยานแล้วจะเป็อะไรไปได้?
หลังจากบอกพ่อกับแม่แล้ว เธอก็ออกจากบ้าน เจียงอี้ใช้เงินหนึ่งเหมานั่งรถตรงไปทางใต้ของเมือง
ไม่ใช่ว่าเธอไม่มีเงินติดตัวตอนที่อยู่ชนบท แม้ว่าตอนแรกเจียงอี้จะยังเด็กและกินข้าวไม่อิ่มท้อง แต่ต่อมาเธอยังสามารถหาเลี้ยงตัวเองได้ด้วยความมุ่งมั่น ดังนั้นเงินที่แม่ของเธออดออมส่งมาให้ เธอจึงเก็บสะสมไว้เกือบทั้งหมด จนตอนนี้เธอมีเงินติดตัวเกือบหกสิบหยวนแล้ว
เจียงอี้จำได้ราง ๆ ว่าชาติที่แล้วเคยได้ยินคนพูดกันว่า ใน่เวลานี้ของเมืองหลวงมีตลาดมืดอยู่หลายแห่ง แต่ที่ใหญ่ที่สุดอยู่ทางใต้ของเมือง
หลังจากลงจากรถ เจียงอี้ไม่ได้รีบร้อน เธอเฝ้าสังเกตอยู่ที่ปากซอยอยู่นาน เห็นคนหลายคนเดินวนไปวนมาอยู่แถวนั้นด้วยท่าทางระแวดระวัง สุดท้ายก็เดินเข้าไปในซอยเดียวกัน จึงรู้ว่าเธอมาถูกที่แล้ว
เมื่อเธอกำลังจะเดินตามเข้าไป ก็เห็น ‘โจวจวินฉิง’ ยืนอยู่ไม่ไกลนัก
เจียงอี้ "..."
นี่มันชะตากรรมอาภัพอะไรกัน?
เมื่อวานเื่ของโจวหนิงเหยียนถูกเห็นก็แย่พอแล้ว วันนี้แค่มาตลาดมืดยังมาเจอกับ โจวจวินฉิงอีก?
ยิ่งไปกว่านั้น แววตาของโจวจวินฉิงก็เห็นได้ชัดว่าจำเธอได้
หรือว่าการปลอมตัวของเธอมันไม่เนียนพอ ไม่สิ! ต้องเป็เพราะโจวจวินฉิงตาดีเกินไปต่างหาก!
เจียงอี้ถอนหายใจ เมื่อวานแค่ประมือกันครั้งเดียว เธอก็รู้แล้วว่าตัวเองยังไม่ใช่คู่ต่อสู้ของโจวจวินฉิง ในเมื่อเป็แบบนี้ต้องไม่เผชิญหน้ากันตรง ๆ จะดีกว่า
นอกจากนี้ เจียงอี้ยังเหลือบไปเห็นว่าอีกไม่กี่ก้าวจะถึงตลาดมืดแล้ว แต่ตอนนี้กลับทำได้แค่รอคอย เธอจึงหันหลังกลับ แสร้งทำเป็ว่าแค่ผ่านมา แล้วค่อย ๆ เดินไปหาโจวจวินฉิง พร้อมกับเอ่ยขึ้นอย่างดีใจว่า “บังเอิญจัง เจอคุณอีกแล้ว!”
“บังเอิญจริง ๆ ด้วย”
โจวจวินฉิงจ้องมองการปลอมตัวของหญิงสาว ความยินดีแวบผ่านเข้ามาในดวงตาอย่างรวดเร็ว ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย