เมื่อชาวแก๊งตกลงกันได้ พวกเขาก็เตรียมบุกพร้อมกัน มาวินเห็นดังนั้น จึงตั้งท่ารับแบบรัดกุม กรงเล็บทั้งสองข้างถูกกางออก คิ้วบางกระตุกเล็กน้อย เพราะนึกกังวลที่อีกฝ่ายร่วมแรงร่วมใจ อันทำให้ต่อสู้ได้ยากกว่าเดิม
ทั้งสองฝ่ายจ้องตากันแน่วนิ่ง รอบด้านปราศจากสำเนียงใดๆ ราวกับทั้งโลกจะไร้สรรพสิ่ง ทันใดนั้นเอง ศรีก็แผดเสียงแหลมเป็สัญญาณ
“ ลุยเลย พวกเรา ”
สิ้นเสียงร้อง เหล่าสมุนก็กรูกันเข้ามาโจมตีด้วยท่วงท่าที่หลากหลาย มาวินรอจังหวะให้อีกฝ่ายถึงระยะสามก้าว จากนั้นก็ใช้เท้าขวางัดหินก้อนเขื่องให้พุ่งใส่ศัตรูที่วิ่งล้ำหน้า
“ เปรี้ยง ”
“ โอ๊ย ”
สามก้าวนั้นเป็ระยะที่ใกล้เกินกว่าจะหลบหลีก ก้อนหินจึงพุ่งอัดเข้าไปเต็มหน้า ส่งผลให้ลิ่วล้อผู้นั้นถึงกับหงายหลัง
เมื่อเหตุการณ์พลิกผันเช่นนี้ สมุนที่เหลือก็ชะงักงัน วินาทีต่อมา เด็กหนุ่มหัวเขียวก็พุ่งเข้ามาถีบหนึ่งในกลุ่ม ทำให้ชายผู้นั้นกระเด็นไกล
“ เฮ้ย ไอ้เด็กบ้านี่ ” สมุนคนหนึ่งได้จังหวะ เขาหวดไม้พลองเข้าไปเต็มแรง โดยหมายศีรษะของเด็กหนุ่ม
มาวินหลบไม่ทัน เพราะดันทะยานเข้ามาถีบคู่ต่อสู้จนสุดตัว แต่ก็ยังแก้เกมด้วยการยกแขนซ้ายขึ้นป้องกัน
“ เปรี้ยง ”
เสียงฟาดดังสนั่น ไม้พลองหักสะบั้นเป็สองท่อน สมุนผู้นั้นถึงกับเหวอรับประทาน เพราะคิดว่าการโจมตีครั้งนี้น่าจะฟาดเด็กหนุ่มให้สลบในทีเดียว แต่ที่ไหนได้ กลับถูกอริร่างเล็กกระแทกกรงเล็บใส่แบบรัวๆ ทำให้ลำตัวแอ่นไปแอ่นมา
“ อุ้ก อั้ก โอ้ก ” เสียงร้องด้วยความเ็ปดังต่อเนื่อง
เด็กหนุ่มปล่อยกรงเล็บเกือบยี่สิบที ดอกสุดท้ายถูกซัดเข้าไปที่กลางหน้าผาก ส่งผลให้สมุนรายนั้นล้มลงไปนอนหงาย แต่มาวินไม่จบเพียงเท่านั้น เขายังะโเข้าใส่ลิ่วล้อที่ยกมือกุมหน้า พร้อมหวดเท้าอันหนักหน่วงปะทะซอกคอเต็มเหนี่ยว ทำให้ร่างกำยำร่วงลงไปนอนแน่นิ่งอีกราย
“ ฟู่..... ” เด็กหนุ่มเป่าปากระบายลมร้อน วินาทีต่อมา ความเ็ปก็แล่นผ่านมายังแขนซ้ายของตนเอง
“ โอ๊ย..... ” มาวินครวญเบาๆ เขาเหลือบมองท่อนแขนที่บัดนี้เริ่มแดงช้ำและปูดบวม
“ น่าจะกระดูกหักซะล่ะมั้ง ไม่น่าอวดเก่ง รับไม้พลองเลย แต่ก็ยังดีกว่าหัวแตกล่ะน่า ” เด็กหนุ่มคาดเดาอาการาเ็ ก่อนคิดแผนต่อไป ทันใดนั้นเอง…..
“ โอ๊ย...... ” เด็กหนุ่มร้องครวญอีกครั้ง เหตุเพราะถูกมีดขนาดเล็กปักร่างกายถึงสามเล่มเป้าหมายของมันคือไหล่ขวา ต้นขาซ้ายและต้นขาขวา ทุกเล่มล้วนไม่พลาดเป้า บ่งบอกถึงฝีมือขว้างที่ยอดเยี่ยม
“ อุ้ก ” เด็กหนุ่มทรุดกายลงนั่งคุกเข่า เขาหันหน้าไปยังทิศทางที่มีดพุ่งเข้ามา ก็พบกับมือขว้าง ซึ่งจะเป็ใครไปไม่ได้ นอกเสียจาก “ศรี”
“ กิๆ ก็บอกแล้วเดี้ยนถนัดแต่ลอบกัด ” หนุ่มหน้าสวยหัวเราะร่วนจนชวนให้อารมณ์ขุ่นมัว แต่ถ้ามองให้ดี ก็น่าเอ็นดูไม่น้อย ถ้าเธอเป็ผู้หญิงจริงๆนะ
“ บ้าชะมัด ลืมไปว่ามันมีอีกคน งี่เง่าที่สุด ” เด็กหนุ่มตำหนิตัวเองที่เผอเรอ ก่อนพยายามลุกขึ้นยืน สายตายังคงแข็งกร้าวดุจเดิม
“ ฮิๆ นี่คิดว่าเดี้ยนจะเข้าไปสู้ตรงๆหรือยะ เพราะเท่าที่เห็น นายก็พอมีฝีมือ เดี้ยนไม่เสี่ยงเข้าไปฟาดฟัดด้วยหรอก กลัวหน้าสวยๆจะเสียโฉมจ้า..... ” ศรีลอยหน้าลอยตาพูด
“ เออ ถึงเธอไม่เข้ามา ชั้นก็จะบุกเข้าไปเอง รับมือ ” เด็กหนุ่มรวบรวมกำลังกายที่เหลืออยู่น้อยนิด เพื่อพุ่งเข้าไปต่อยด้วยหมัดขวา
“ ว้าย...... ” ศรีร้องเสียงหลง อย่างกับการโจมตีนั้นจะรุนแรงระดับนิวเคลียร์ ส่วนกายบางก็ะโหลบหมัดอย่างง่ายดาย
“ ฟู่...... เกือบไปแล้วนะยะ ถ้าหมัดของนายโดนหน้าเดี้ยน จะรับผิดชอบยังไง เ้าเด็กโสโครก ” ศรีตวาดแว๊ด ทำให้เด็กหนุ่มทำตาปริบๆ ก่อนจะโวยกลับ
“ นี่ ถ้าไม่ให้ชั้นต่อยเธอ แล้วเราจะสู้กันยังไง ”
“ ฮิๆ ก็ให้เดี้ยนใช้นี่ไง ” ศรีแอบหยิบบางสิ่งจากด้านหลัง มันมีลักษณะเป็เส้นสีเขียวเข้มที่ขดตัวเป็วงกลม
“ อะไรน่ะ ” เด็กหนุ่มนึกสงสัย พลางเพ่งมอง
“ ฮุๆ เขาเรียกสิ่งนี้ว่า.....แส้ ” ศรีพูดจบ ก็ตวัดมืออย่างรวดเร็ว ชนิดไม่ยอมให้เด็กหนุ่มได้ทันตั้งตัว
มาวินเห็นบางสิ่งวิ่งตรงเข้ามา วินาทีต่อมา ก็รู้สึกเจ็บแปลบที่ไหล่ซ้าย คล้ายถูกของมีคมคมกรีดใส่ ส่งผลให้เด็กหนุ่มเซถลาจนเกือบล้ม
“ ไง มองไม่ทันล่ะซิ.....” ศรีดูเบิกบาน นางขยับแส้ในมืออย่างคล่องแคล่ว มันถูกกวัดแกว่งไปรอบร่างบาง อันดูคล้ายอสรพิษสีเขียวขนาดเขื่อง
“ ฮะๆ ” เด็กหนุ่มหัวเราะแห้งๆ ในใจคิดว่าแค่สู้กันธรรมดา ก็แย่พออยู่แล้ว ยั งต้องมาเจออาวุธระยะกลางที่รวดเร็วอย่างแส้อีก
“ เอาล่ะนะ เรามาสนุกกันต่อเถอะ เบบี้ ” ศรีรู้สึกสะใจที่เป็ฝ่ายทำคนอื่นอยู่ข้างเดียว เธอตวัดแส้ท่อนเขื่องใส่อย่างรวดเร็ว อาวุธร้ายที่คล้ายอสรพิษหวดเข้าไปที่สรรพเรือนกายอันแกร่งเกร็ง ส่งผลให้เด็กหนุ่มเซไปเซมา
มาวินไม่สามารถหลบหลีกได้ เพราะาเ็ที่ต้นขา ทำให้ความเร็วตกลง ถึงกระนั้น แววตาแข็งกร้าวของเด็กหนุ่มก็ยังจับจ้องการตวัดไปมาของอสรพิษเขียวอยู่ตลอด เพื่อรอจังหวะ
“ ดีล่ะ ” ทันใดนั้นเอง เด็กหนุ่มก็ร้องออกมาดังๆ พร้อมยกมือขวาขึ้นจับปลายแส้ที่ตวัดใส่ จากนั้นก็กำแน่น ชนิดที่ถึงตาย ก็ไม่ยอมปล่อย
“ ว้าย..... ” ศรีอุทานดัง เพราะเห็นเด็กหนุ่มสกปรกตะปบปลายแส้ของเธอได้
“ หึๆ เป็ไงเล่า ชั้นจับแส้ของเธอได้แล้ว เพราะมันมักจะหวดเข้ามาที่หน้าผากในการฟาดครั้งที่สามเสมอ เธอนี่ชอบโจมตีตามตำราจริงๆ ” เด็กหนุ่มอธิบายอย่างใจเย็น ทั้งที่ทั่วกายปรากฏริ้วรอยแดง บางจุดก็เริ่มมีเืสดไหลซึมออกมา
“ ว้ายๆ อย่าๆ อย่านะ ” ศรีร้องเสียงหลง สีหน้าท่าทางดูหวาดวิตก ราวกับสาวเ้าที่กำลังเผชิญโจรบ้ากาม
“ เฮ้ย จะร้องแบบนั้นทำไม ชั้นไม่ได้ทำลามกใส่เธอซักหน่อย แค่ต้องอัดให้สลบเท่านั้นเอง ” เด็กหนุ่มหัวเขียวตวาดใส่
“ อย่าๆ ไม่นะ ” ศรียกสองมือขึ้นกุมศีรษะ ท่าทางหวาดกลัวเหลือประมาณ
“ โหสิเถอะนะ ” เด็กหนุ่มขอโทษเบาๆ ก่อนทะยานเข้าไป เพื่อหวังน็อคศรีในหมัดเดียว
ทันทีที่มาวินเข้าถึงตัว อาการหวาดกลัวของศรีก็หายไป รอยยิ้มชั่วร้ายปรากฏขึ้นมาแทนที่ พร้อมกับมีดคมที่พุ่งจากมือขวา
“ ฉึก ”
มีดคมทิ่มทะลุเนื้อ เืแดงฉานพุ่งทะลัก มันปักเข้าไปที่หน้าท้องของเด็กหนุ่มร่างเล็ก
“ ฮ่าๆ เป็ไง ไหนว่าจะเล่นงานชั้นไง พุ่งเข้ามาโง่ๆ ก็ต้องโดนแบบนี้แหละ สะใจมั้ยเล่า เ้าเด็กโสโครก ” ศรีร้องดังด้วยความลำพอง ในครั้งนี้ เ้าหล่อนลืมดัดเสียง พร้อมเปิดเผยธาตุแท้ที่แสนอำมหิตออกมา
“ อู้ย....... ” เด็กหนุ่มหัวเขียวเริ่มเซ
“ เหอๆ โดนกะซวกเข้าเต็มท้องแบบนี้ นายก็รีบล้มลงไปนอนตายได้แล้ว ” ศรีร้องบอกแบบเหยียดๆ
ทันใดนั้นเอง เด็กหนุ่มก็เงยหน้าขึ้นมา ดวงตายังเปล่งประกายเจิดจ้าดุจเดิม ซึ่งดูยังไง ก็ไม่เหมือนคนใกล้ตาย ยิ้มฝืนๆปรากฏขึ้นมา ซักพักก็เอ่ยวาจาด้วยเสียงที่สั่นเทา
“ ฮะๆ ก่อนจะพูดอะไร ช่วยดูด้วยว่ามีดของเธอโดนส่วนไหน แต่บอกตรงๆ ชั้นเจ็บจริงๆนะเนี่ย ”
“ อะ......หมายความว่าไง ” ศรีก้มลงไปมอง ทันใดนั้นเอง หัวใจก็แทบจะตกลงมากองที่ตาตุ่ม เมื่อประจักษ์ว่ามีดสั้นที่หมายมั่นปั้นมือจะฝากฝังไว้ที่ท้อง ดันไปเสียบตรงมือซ้าย
“ ชั้นเห็นแล้วว่าเธอซ่อนมีด เลยยกมือซ้ายขึ้นรับ เพื่อที่ว่า…….” เด็กหนุ่มพูดช้าๆ
“ ว่า….” ศรีถามต่อ
“ จะทำแบบนี้ ” เด็กหนุ่มพูดจบ ก็เอาศีรษะกระแทกใบหน้า ทำให้ศรีล้มลงไปนอนกองกับพื้น น้ำลายไหลยืดไปอีกคน
“ ฮะๆ จบแล้วมั้ง ” เด็กหนุ่มมองไปรอบๆ ซึ่งบัดนี้ มีเพียงเขายืนเด่นเป็สง่า ก่อนจะทิ้งกายลงนั่ง แล้วเอนตัวไปข้างหลัง มือขวาเท้าพื้น มือซ้ายห้อยแนบลำตัว เนื่องจากมันหักไปแล้ว สองขาเหยียดยาว ดวงตาปิดพริ้ม คล้ายจะพักฟื้น ครู่หนึ่งก็ลืมขึ้นมา พร้อมสำนึกถึงบางอย่าง
“ ยังไม่จบนี่ เราต้องไปช่วยยัยโย่ง ”
เมื่อเป็เช่นนี้ มาวินจึงจัดการดึงมีดที่ปักตามร่างกายออกมา ทำให้เืไหลทะลักจากปากแผล เขาเลยเอาเสื้อเชิ้ตของพวกลิ่วล้อที่นอนกองกับพื้น มาทำเป็ผ้าพันแผล (แต่ไม่กล้าถอดเสื้อของศรี เพราะกลัวเจอโนตมๆ)
หลังจากเด็กหนุ่มปฐมพยาบาลตัวเองเสร็จ เขาก็ลุกขึ้นยืนช้าๆ แล้วเดินเซไปยังทิศทางที่กาสเซ่สิงสถิต ดวงตาเรียวเล็กเปล่งประกายมุ่งมั่น แม้ใบหน้าจะซีดเผือดและอ่อนล้าจากการเสียเื
“ รอก่อนนะ ยัยโย่ง ”
…………………………
กาสเซ่ยืนกอดอกแบบเท่ๆ คล้ายพระเอกเกาหลี แผ่นหลังที่กว้างใหญ่พิงต้นไม้อยู่ ไม่นาน เขาก็ได้ยินเสียงห้าวๆของชายคนหนึ่ง มาเฟียร่างั์จำได้ในทันทีว่าเ้าของเสียงนั้นก็คือ "เปรุสซี่" สมุนเอกร่างอ้วน
“ ลูกพี่ แย่แล้ว ”
พอกาสเซ่ได้ยินเสียงร้อง เขาก็รีบตอบกลับมาโดยเร็ว น้ำเสียงร้อนรน
“ มีอะไรวะ เ้าอ้วน เกิดอะไรขึ้น ”
สมุนร่างอ้วนปรากฏกาย เขาวิ่งเข้ามาหากาสเซ่ด้วยอาการกระหืดกระหอบ โดยมีลิ่วล้อประมาณ 20 คนห้อตามมาติดๆ ทันทีที่ถึงตัว จอมเพี้ยนก็ทรุดลงไปกอดขาของลูกพี่ใหญ่ พลางร้องละล่ำละลัก ท่าทางเสียขวัญ คล้ายเด็กน้อยที่ตามหาแม่ไม่เจอ
“ ฮือ.....แย่แล้ว ลูกพี่ ” เ้าอ้วนร้องไห้ฟูมฟาย น้ำหูน้ำตาไหลทะลักออกมามากมายจนเปราะเปื้อนใบหน้าอันอวบอูม
“ เฮ้ย ใจเย็น มีอะไรค่อยๆพูด อย่าเพิ่งร้องไห้ ” เมื่อเห็นสภาพอันน่าอนาถของเ้าอ้วน กาสเซ่ก็นึกเวทนา
“ ซิกๆ ” เ้าอ้วนสะอื้นไห้
“ เอ้า ว่ามา มีอะไร อ้วน ” กาสเซ่เริ่มถามเสียงอ่อน ไม่รู้ว่าเป็เพราะเขานึกสงสารหรือเปล่า
เ้าอ้วนเหลือบมองลูกพี่หุ่นกอริลลาแวบหนึ่ง ดวงตาเล็กหยีหลุกหลิก คล้ายกำลังคิดคำนวณบางอย่าง ก่อนยืนตรงและเปลี่ยนสีหน้าเป็ร่าเริงอย่างฉับพลัน จากนั้นก็ร้องตอบช้าๆแบบเด็กหัดพูด
“ ลูกพี่คร้าบ....... ผม....หา....มัน....ไม่เจอ ”
กาสเซ่ทั้งมึน ทั้งงงอย่างรุนแรง เขาสตั้นกับสิ่งที่เกิดอยู่หลายอึดใจ ก่อนจะตั้งสติได้ และถามเ้าอ้วนเบาๆ
“ ว่าแต่เอ็ง ทำไมต้องร้องไห้ก่อนเล่าวะ ”
“ อ้าว.....ก็ถ้าทำเศร้าก่อนเล่า ลูกพี่จะได้ใจอ่อนและไม่เตะอ้วนต่อไง เก่งป่ะล่ะ นี่ คิดแผนนี้ขึ้นมาเองเลยนะเนี่ย ” เ้าอ้วนยืดอก พร้อมตอบอย่างภาคภูมิ
“ เฮ้อ.....โอเค กูเข้าใจมึงแล้ว ” กาสเซ่คอตกยิ่งกว่าเดิม ในใจนึกเวทนาตัวเองที่มีสมุนมือซ้ายติ๊งต๊องแบบนี้
กาสเซ่เลือกสอบถามชาวแก๊งที่ติดตามเ้าอ้วน เพราะคิดว่าถึงไล่เรียงกับสมุนมือซ้ายที่ไม่เต็มบาทต่อไป ก็คงฟังไม่รู้เื่อยู่ดี แต่คำตอบที่ได้รับ กลับไม่มีอะไรน่าสนใจ มาเฟียร่างั์จึงนึกสงสัยว่ากังฟูสาวหายไปไหน ทันใดนั้นเอง หางตาก็เหลือบไปเห็นถ้ำใหญ่ คิ้วเลยพลันกระตุกอย่างรุนแรง คล้ายนึกอะไรขึ้นมาได้ จึงหันไปสั่งพรรคพวก
“ เฮ้ย พวกเอ็งตามข้าเข้าไปสำรวจในถ้ำนั้น ”
“ อ้าว....จะเข้าไปดูอะไรเหรอ ลูกพี่ ” เ้าอ้วนถาม สีหน้าดูเอ๋อเหลอ
“ ข้าสงสัยว่านังหนูกังฟูเท้าไวน่าจะ…..” กาสเซ่พูดช้าๆ คล้ายกำลังใช้ความคิด ทว่าเ้าอ้วนกลับรีบแทรก
“ ซ่อนอยู่ในนั้น ”
กาสเซ่หันไปมองหน้าเ้าอ้วน เขาแปลกใจที่จู่ๆสมุนจอมเพี้ยนเกิดฉลาดขึ้นมาซะอย่างงั้น ตกลงมันแกล้งโง่หรือโง่จริงกันแน่ แต่กังขาได้แวบเดียว ก็ปรับสีหน้าเป็เรียบเฉยดุจเดิม และหันไปสั่งพรรคพวกอีกครั้ง
“ เออ ตามนั้น ไปลุยกันได้แล้วโว้ย ”
กาสเซ่กับพวกเดินตามกันมาติดๆ ท่วงท่าของมาเฟียร่างั์ดูองอาจ คล้ายไม่กลัวอันตรายใดๆ ส่วนเหล่าสมุนต่างพากันเดินย่อตัวและกระชับไม้พลองแน่น เพราะรู้ดีว่าศัตรูที่กำลังเผชิญ มีฝีมือร้ายกาจ แต่ก่อนจะก้าวเข้าเขตถ้ำ ทุกคนก็ได้ยินเสียงหนุ่มวัยรุ่นที่ดูกวนๆ
“ เฮ้ย จะไปไหนกัน ไปด้วยคนดิ ”
กาสเซ่และพรรคพวกรีบหันกลับมา สายตาทั้งยี่สิบสองคู่เห็นอย่างชัดเจนว่าเ้าของเสียงนั้นก็คือ.....มาวิน
“ เฮ้ย แกรอดมาได้…..” กาสเซ่ถึงกับตกตะลึงจนมองตาค้าง
“ ใช่ รอดมาครบ 32 ประการเลย ” เด็กหนุ่มยิ้มรับ
กาสเซ่แทบปรับอารมณ์ไม่ทัน เขาไม่คิดว่าเด็กหนุ่มร่างเล็กจะสามารถรอดจากสหบาทาของเหล่าลิ่วล้อกว่าครึ่งร้อยได้ แต่บัดนี้วายร้ายตัวน้อยกลับปรากฏตัวตรงหน้า งั้นแบบนี้ก็แปลว่า.......
“ แล้วพวกลูกน้องของข้าล่ะ ไอ้หนู ” กาสเซ่ถามรัวเร็ว
“ ฮะๆ ถ้าไม่นอนน้ำลายยืด ก็นั่งหมดแรงสิ้นสภาพกันหมดแล้วล่ะ ” เด็กหนุ่มตอบแบบกวนๆ ท่าทางสบายอกสบายใจยังไงชอบกล
“ เอาไงดี ลูกพี่ มันเล่นงานคนตั้งครึ่งร้อย แถมมายืนสบายใจต่อหน้าเรา ท่าทางมันจะเก่งเกินมนุษย์แล้วนะ ถอยก่อนดีกว่ามั้ง ” ไอ้อ้วนสะกิดกาสเซ่เบาๆ พลางยื่นข้อเสนอให้ลูกพี่
กาสเซ่นึกไม่ออกเลยว่าคนๆเดียวจะอัดชายกว่าครึ่งร้อยจนหมอบราบคาบได้ยังไง แต่เมื่อความใเบาบางลง เขาก็กลับมามีสติอีกครั้งจนสังเกตเห็นบางอย่างบนกายของเด็กหนุ่ม ไม่ว่าจะเป็แผลเล็กแผลน้อย ผ้าพันแผลที่หัวไหล่ขวา มือซ้าย ต้นขาทั้งสองข้าง ส่วนท่อนแขนซ้ายยังถูกดามกระดูกด้วยกิ่งไม้ใหญ่ สิ่งนี้ทำให้มาเฟียร่างั์ถึงกับอมยิ้ม
“ เอ๊ะ เ้านี่มันเจ็บหนักอยู่นี่หว่า ต่อให้มันเก่งยังไง แต่ถ้าฝืนสู้ต่อไป ร่างกายก็น่าจะพัง ดีล่ะ ” เมื่อกาสเซ่นึกแผนได้ เขาก็สั่งลูกน้องสามคนที่ยืนอยู่ข้างๆ
“ พวกเอ็งสามคนตั้งขบวนรับ แล้วล้อมกรอบตีมันอยู่ห่างๆ อย่าผลีผลามเข้าคลุกวงใน ”
“ เอ่อ…จะดีหรือครับ ไอ้เด็กนี่มัน…ปีศาจชัดๆ ” หนึ่งในสามลูกน้องโอดครวญ ส่วนอีกสองคนที่เหลือก็พยักหน้าหงึกๆ ท่าทางหวาดกลัวถึงขีดสุด
“ เอาน่า เอ็งไม่เห็นรึไงว่าสภาพของมันใกล้เน่าแค่ไหน ดูดีๆสิ ” กาสเซ่กอดคอสมุนที่อยู่ใกล้ พร้อมกระซิบเบาๆแค่พอให้ได้ยิน
“ เอ่อ......จะว่าไป ก็......ใช่ครับ ” ลูกน้องทั้งสามใจชื้นขึ้น เมื่อเห็นสภาพร่อแร่ของเด็กหนุ่ม
“ ดังนั้น พวกเอ็งไปลุยกับมันได้ แต่อย่าลืม.....ห้ามคลุกวงในเด็ดขาด ” พอขวัญและกำลังใจของลูกน้องดีขึ้น กาสเซ่ก็ผลักสมุนทั้งสามออกให้ไปเผชิญหน้ากับศัตรู แต่ก็ไม่วายร้องเตือน
สมุนทั้งสามกระชับไม้พลองในท่าตั้งรับ จากนั้นก็ค่อยๆก้าวเข้าไปหามาวินที่ยืนเท่รับศึกด้วยความสบายใจ สองมือล้วงเข้าไปในกระเป๋ากางเกง แถมยังผิวปากเสียงดังด้วยเพลงอะไรก็ไม่รู้
“ วิ้ด......วิ้ว......วู้ด......วู้ด.....”
สามารถติดตามงานเขียน ณ.ปัจจุบันและในอนาคตของผมได้ที่เพจ Jalando นักเขียนดาร์คไซด์ได้ที่ลิงค์ด้านล่างครับ
https://www.facebook.com/jalando.darksidewriter.version2
