กาลเวลาสองร้อยปีเปลี่ยนผืนป่าผลัดใบให้กลายเป็ป่าทึบ เปลี่ยนเส้นทางที่เคยคุ้นตาให้กลายเป็ถิ่นธุรกันดาร แต่สำหรับ ฉางเสวี่ย ผู้บรรลุพลังขั้นสูงสุด การเดินทางหลายร้อยลี้ไม่ใช่เื่ยากเย็น นางเหินกายผ่านยอดไม้ด้วยท่วงท่าที่สงบนิ่งราวกับกลุ่มเมฆสีขาวที่ลอยล่องไปตามลม
ระหว่างการเดินทาง ฉางเสวี่ยสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงมากมายที่เกิดขึ้นกับภูมิประเทศ ป่าไผ่ที่เคยเรียงรายอย่างเป็ระเบียบบัดนี้งอกงามไปตามธรรมชาติ ลำธารเล็กๆ ที่เคยไหลเซาะผ่านหุบเขาได้เปลี่ยนเส้นทาง บางแห่งแห้งเหือด บางแห่งกลับกว้างขึ้นเป็สายน้ำใหญ่ แม้กระทั่งรูปร่างของยอดเขาก็ดูเปลี่ยนไป เหมือนกับว่าธรรมชาติได้ปรับปรุงตัวเองใหม่ใน่ที่นางไม่อยู่
นางหยุดพักที่โขดหินแห่งหนึ่งเพื่อปรับทิศทาง การรับรู้ที่เพิ่มขึ้นทำให้นางสามารถััได้ถึงการเปลี่ยนแปลงของกระแสพลังในอากาศ ที่ผ่านมาบริเวณนี้เต็มไปด้วยปราณหยินที่บริสุทธิ์และเย็นเยือก แต่ตอนนี้กลับมีการผสมผสานของพลังต่างๆ ที่ทำให้รู้สึกไม่สมดุล
'การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้... ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติ' นางคิดในใจ 'มีบางสิ่งที่เกิดขึ้นกับสำนัก'
ทว่า ยิ่งเข้าใกล้เขตแดนของ สำนักเหมันต์เร้นลับ มากเท่าไหร่ คิ้วเรียวงามก็ยิ่งขมวดมุ่น
ตามความทรงจำอันเลือนรางของนาง สำนักเหมันต์ฯ ตั้งอยู่บนยอดเขาที่หนาวเหน็บที่สุด มีหิมะปกคลุมตลอดปี และแผ่กลิ่นอายปราณหยินที่บริสุทธิ์จนสิ่งมีชีวิตแทบจะไม่กล้ากรายกล้ำ แต่ภาพที่ปรากฏแก่สายตาในยามนี้กลับขัดแย้งกับสิ่งที่นางเคยรู้จักอย่างสิ้นเชิง
เมื่อนางเข้าใกล้เชิงเขามากขึ้น กลิ่นอายที่แปลกประหลาดก็เข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ มันไม่ใช่กลิ่นของความเน่าเสียหรือความชั่วร้าย แต่เป็กลิ่นของพลังที่ผสมผสานกันอย่างไม่เป็ธรรมชาติ เหมือนกับการนำน้ำมันและน้ำมาผสมกัน ทำให้เกิดความไม่สมดุลที่รู้สึกได้ชัดเจน
หิมะบนยอดเขาเบาบางลงอย่างน่าประหลาด กลิ่นอายเย็นเยือกที่ควรจะสงบเงียบกลับถูกแทนที่ด้วยคลื่นความร้อนที่แฝงไปด้วยความรุ่มร้อนพุ่งพล่านออกมาจากใจกลางสำนัก
นางสังเกตเห็นว่าต้นไม้บางต้นที่เคยเติบโตได้ดีในสภาพอากาศหนาวเย็น บัดนี้กลับเหี่ยวเฉาและดูไม่สบาย ในขณะที่พืชพรรณบางชนิดที่ไม่ควรจะเติบโตได้ในที่สูงและหนาวเย็นเช่นนี้ กลับเจริญเติบโตอย่างผิดธรรมชาติ ใบไม้มีสีที่เข้มกว่าปกติ และแผ่พลังที่ดูแปลกตา
'เกิดอะไรขึ้น... ทำไมกลิ่นอายถึงได้สับสนปนเปเช่นนี้?'
เมื่อนางเดินทางต่อไปอีก ความแปลกประหลาดก็เพิ่มมากขึ้น นางเริ่มเห็นร่องรอยของการก่อสร้างใหม่ มีเส้นทางที่ถูกขุดขยายให้กว้างขึ้น และมีสิ่งปลูกสร้างใหม่ๆ ที่ดูไม่เข้ากับสถาปัตยกรรมดั้งเดิมของสำนัก สิ่งเหล่านี้ดูหรูหราและมีการตแต่งที่เย้ายวนใจ ซึ่งขัดแย้งกับความเรียบง่ายและความบริสุทธิ์ที่สำนักเคยยึดถือ
นางร่อนกายลงแตะพื้นหญ้าที่หน้าประตูสำนัก สิ่งแรกที่ทำให้ฉางเสวี่ยต้องชะงักฝีเท้าคือ ป้ายศิลาหน้าสำนัก ที่เคยสลักคำว่า 'เขตหวงห้ามสตรี... บุรุษห้ามเข้า' บัดนี้ป้ายนั้นแตกหักและถูกแทนที่ด้วยซุ้มประตูไม้แกะสลักลวดลายที่ดูเย้ายวนตา และที่น่าใยิ่งกว่าคือ... นางเห็น บุรุษ ในชุดสำนักสีเข้มเดินเข้าออกอย่างเปิดเผย
ซุ้มประตูใหม่นั้นทำจากไม้ชนิดพิเศษที่มีเนื้อสีแดงเข้ม แกะสลักด้วยลวดลายดอกไม้และนกที่ดูมีชีวิตชีวา แต่เมื่อมองใกล้ๆ ลวดลายเ่าั้กลับมีความหมายที่ลึกซึ้งและเย้ายวนใจ เป็สัญลักษณ์ที่เกี่ยวข้องกับการผสมผสานของพลังหยินและหยาง ซึ่งไม่เคยมีในสำนักแห่งนี้มาก่อน
บุรุษที่นางเห็นเดินเข้าออกนั้นแต่งกายด้วยเสื้อผ้าที่มีสีสันสดใส ไม่ใช่สีขาวบริสุทธิ์ที่สำนักเคยใช้ พวกเขาดูมั่นใจและสบายใจ เหมือนกับว่าการอยู่ที่นี่เป็เื่ธรรมดา ไม่มีความระแวงหรือความกลัวใดๆ ที่ควรจะมีเมื่อเข้ามาในเขตหวงห้ามของสำนักสตรี
นางเดินผ่านประตูเข้าไปด้วยจิตใจที่เต็มไปด้วยคำถาม ศิษย์หญิงที่นางเห็นระหว่างทางไม่ได้สวมชุดขาวปิดมิดชิดเหมือนแต่ก่อน แต่กลับสวมอาภรณ์ผ้าไหมบางเบาที่เน้นสัดส่วน ร่างกายของพวกนางแผ่ซ่านด้วยพลังที่แปลกประหลาด—เป็การผสมผสานระหว่างปราณหยินและหยางที่ดูแ่าและรุนแรงอย่างที่นางไม่เคยเห็นมาก่อน
ศิษย์หญิงเ่าั้เดินด้วยท่าทางที่มั่นใจและเย้ายวน ไม่ใช่ความสงบเสงี่ยมที่เคยเป็เอกลักษณ์ของสำนัก ผิวพรรณของพวกนางเปล่งปลั่งด้วยพลังที่ดูแข็งแกร่ง แต่ก็มีความเซ็กซี่ที่ไม่เคยมีมาก่อน ดวงตาของพวกนางมีประกายที่ลึกลับและดึงดูดใจ เหมือนกับว่าพวกนางได้เรียนรู้วิทยายุทธใหม่ที่เน้นการใช้เสน่ห์เป็อาวุธ
การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้ฉางเสวี่ยรู้สึกไม่สบายใจ นางจำได้ว่าสำนักเหมันต์เร้นลับเคยเป็สถานที่ที่เน้นความบริสุทธิ์และการฝึกฝนที่เข้มงวด ศิษย์หญิงทุกคนต้องรักษาความสงบเสงี่ยมและมุ่งมั่นในการฝึกฝน ไม่มีการปะปนกับบุรุษ และไม่มีการใช้เสน่ห์หรือความงามเป็เครื่องมือ
ทันใดนั้นเอง กระแสพลังสายหนึ่งที่แข็งแกร่งและคุ้นเคยอย่างประหลาดก็พุ่งตรงมาจากอารามหลักเบื้องหน้า มันเป็พลังระดับที่สามารถสั่นคลอนมวลอากาศรอบกายของฉางเสวี่ยได้
พลังนั้นไม่ใช่พลังที่บริสุทธิ์เหมือนที่นางคุ้นเคย แต่เป็พลังที่ผสมผสานและซับซ้อน มีทั้งความเย็นเยือกของธาตุน้ำแข็งและความร้อนแรงของธาตุไฟ การผสมผสานนี้ควรจะทำให้พลังะเิหรือไม่เสถียร แต่กลับถูกควบคุมได้อย่างสมบูรณ์แบบ แสดงให้เห็นถึงความสามารถที่สูงส่งของผู้ใช้
"ใครกัน... บังอาจบุกรุกเข้ามาด้วยพลังที่เข้มข้นถึงเพียงนี้!"
เสียงสตรีที่เปี่ยมไปด้วยอำนาจดังกึกก้อง พร้อมกับการปรากฏกายของร่างสายหนึ่งที่เหินลงมาจากหลังคาตำหนัก ร่างนั้นมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าฉางเสวี่ยในระยะไม่กี่ก้าว
การเคลื่อนไหวของผู้มาใหม่นั้นเบาโหวงและสง่างาม แต่ก็เต็มไปด้วยพลังที่น่าเกรงขาม ทุกก้าวที่เธอเดินทำให้อากาศรอบกายสั่นไหวเล็กน้อย เหมือนกับว่าธรรมชาติเองก็ต้องยอมจำนนต่อการปรากฏตัวของเธอ ฝุ่นผงและใบไม้ที่ร่วงหล่นถูกพัดปลิวไปด้วยกระแสลมที่เกิดจากพลังของเธอ
นางเป็สตรีที่งดงามสะพรั่งในชุดสีม่วงอ่อน ผ้าไหมที่ทำจากเส้นใยพิเศษเปล่งประกายระยิบระยับภายใต้แสงแดด ชุดนั้นตัดเย็บอย่างประณีตเพื่อเน้นสัดส่วนที่สมบูรณ์แบบ ไม่เปิดเผยมากเกินไป แต่ก็ไม่ปิดบังความงามที่เป็ธรรมชาติ ผ้าพันรอบเอวทำจากผ้าไหมสีทองอ่อนที่ปักลายดอกบัวอย่างวิจิตร
ผิวพรรณเปล่งปลั่งและดวงตามีประกายประหลาดที่ชวนให้ลุ่มหลง ดวงตาสีน้ำตาลเข้มนั้นลึกลับและเต็มไปด้วยความรู้ ราวกับว่าเธอได้เห็นและประสบการณ์มากมายใน่เวลาที่ผ่านมา ขนตายาวและหนาทำให้ดวงตาดูโดดเด่นยิ่งขึ้น ใบหน้ารูปไข่ที่สมส่วนสมบูรณ์แบบ จมูกโด่งเล็กน้อย และริมฝีปากที่อิ่มเต็มเป็ธรรมชาติ
ผมยาวสีดำเข้มถูกเกล้าไว้อย่างประณีต ประดับด้วยกิ่งไผ่ทองคำที่แกะสลักลวดลายละเอียดอ่อน และมีพลอยสีม่วงเล็กๆ ประดับอยู่ตรงกลาง ทำให้ดูสง่างามและมีเอกลักษณ์ ต่างหูที่ห้อยลงมาทำจากหยกขาวบริสุทธิ์ที่เปล่งแสงเรืองรองเบาๆ
ฉางเสวี่ยจ้องมองใบหน้านั้นด้วยความสับสน ในตอนแรกนางไม่สามารถจำได้ว่าสตรีผู้นี้คือใคร ใบหน้าที่เคยคุ้นตาได้เปลี่ยนแปลงไปมาก จากเด็กสาวที่เคยเรียบง่ายและขี้อาย กลายเป็สตรีที่มั่นใจและมีเสน่ห์ที่ดึงดูดใจ แต่ทว่า "ปานแดง" รูปหยดน้ำที่หางตาซ้ายและกลิ่นอายปราณพื้นฐานที่ซ่อนอยู่ภายใต้พลังอันมหาศาลนั้น กลับไปกระตุ้นเศษเสี้ยวความทรงจำที่ลึกที่สุด
ปานแดงนั้นเป็ลักษณะเฉพาะที่ไม่มีใครเหมือน มันเป็เครื่องหมายกำเนิดที่เกิดมาพร้อมตัว ไม่สามารถปลอมแปลงหรือเปลี่ยนแปลงได้ และกลิ่นอายปราณพื้นฐานนั้นเป็เหมือนลายนิ้วมือของนักฝึกฝน แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาไปมากแค่ไหน แต่รากฐานเดิมยังคงอยู่
'เด็กหญิงตัวน้อยที่เคยถือกระบี่ไม้ตามหลังข้า... มู่ชิง?'
ความทรงจำเริ่มหลั่งไหลกลับมา นางจำได้ว่ามู่ชิงเป็เด็กหญิงที่เงียบขรึม มักจะยืนอยู่ห่างๆ และสังเกตการณ์ นางมีความสามารถในการเรียนรู้ที่ดี แต่ก็ไม่โดดเด่นเท่าศิษย์คนอื่นๆ เป็เด็กที่ขยันและมุ่งมั่น แต่ก็ไม่ค่อยแสดงออก เป็คนที่ชอบอยู่เื้ัมากกว่าการเป็จุดสนใจ
แต่สิ่งที่ทำให้ฉางเสวี่ยต้องเบิกตากว้างและเย็นวาบไปทั้งหลัง ไม่ใช่การที่นางเริ่มจำศิษย์หลานได้ แต่เป็ ระดับพลัง ที่แผ่ออกมาจากร่างของมู่ชิง
ในอดีต มู่ชิงตามหลังนางอยู่ถึง 3 ขั้นใหญ่ เป็เพียงศิษย์ระดับล่างที่พลังวัตรยังไม่เป็รูปเป็ร่าง ต้องใช้เวลานานในการฝึกฝนท่าพื้นฐาน และมักจะล้มเหลวในการควบคุมพลังใน่แรกๆ แต่ในยามนี้ พลังที่กดดันกันอยู่นั้นกลับ "ทัดเทียม" กับนางอย่างสมบูรณ์!
การรับรู้นี้ทำให้ฉางเสวี่ยรู้สึกใและสับสน นางที่อุตส่าห์กักตนในถ้ำใต้พิภพหมื่นลี้ถึง 200 ปีเพื่อก้าวข้ามขีดจำกัด ทนทุกข์ทรมานจากความเหงาและความหนาวเหน็บ เสี่ยงชีวิตเพื่อบรรลุขั้นหยวนอิง กลับต้องมาพบว่าศิษย์หลานที่นางเคยทิ้งไว้เื้ั บัดนี้ยืนอยู่ในลำดับเดียวกับนางด้วยระยะเวลาที่เท่ากัน... หรืออาจจะน้อยกว่า
สิ่งนี้ไม่เป็ไปตามธรรมชาติของการฝึกฝน การบรรลุขั้นหยวนอิงต้องใช้เวลาหลายร้อยปีของการสะสมพลังและความเข้าใจ ไม่มีทางลัดหรือวิธีการเร่งรัดที่ปลอดภัย การที่มู่ชิงสามารถมีพลังในระดับนี้ได้ในเวลาเพียง 200 ปี แสดงว่าต้องมีบางสิ่งที่ไม่ธรรมดาเกิดขึ้น
"เ้า... เ้าคือมู่ชิงอย่างนั้นหรือ?" ฉางเสวี่ยเอ่ยถามด้วยเสียงที่สั่นพร่า ความไม่แน่ใจและความใปะปนกันในน้ำเสียง "และพลังนี่... มันเป็ไปได้อย่างไร?"
มู่ชิงนิ่งไปครู่หนึ่ง ดวงตาของนางเพ่งมองฉางเสวี่ยอย่างพิจารณา เหมือนกับกำลังประเมินและวิเคราะห์ ก่อนจะเบิกตาขึ้นเมื่อจำ "กลิ่นไอ" อันเป็เอกลักษณ์ได้ กลิ่นอายของธาตุน้ำแข็งที่บริสุทธิ์และเย็นเยือก ซึ่งเป็ลายเซ็นที่ไม่มีใครเหมือนของฉางเสวี่ย
นางยิ้มออกมา เป็รอยยิ้มที่ดูพึงพอใจและเย้ายวนใจในเวลาเดียวกัน รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความมั่นใจและความลึกลับ ไม่ใช่รอยยิ้มของเด็กสาวที่เคยเรียบง่ายและขี้อาย แต่เป็รอยยิ้มของสตรีที่รู้จักอำนาจของตนเองและไม่กลัวที่จะใช้มัน
"ท่านอาจารย์ย่า? ท่านกลับมาแล้วหรือคะ..." เสียงของมู่ชิงเปลี่ยนไปจากเดิม มีความเซ็กซี่และเย้ายวนใจที่ไม่เคยมีมาก่อน "กลับมาในวันที่สำนักของเรา 'รุ่งเรือง' ที่สุดพอดี"