สองวันต่อมาฝนตกหนักทั้งคืน แต่พอถึงเช้าแสงแดดกลับโผล่ให้เห็นแต่เช้าอุ้มชวนอรัญขึ้นเขาไปหาขุดแย้กัน เขาเองก็ห่างหายจากการขึ้นเขามาหลายปีแล้ว อยากจะลองขึ้นไปเที่ยวสักครั้ง จำได้ก็ตั้งแต่ตอนเป็นเด็กที่เคยขึ้นไปเที่ยวกับพ่อ“รัน รันโว้ย อยู่หรือเปล่า?”เขาละมือจากการจัดสัมภาระที่จะขึ้นเขา โผล่หน้าต่างไปดูเจ้าของเสียงเรียก“อ้าว ไกร มีอะไรหรือ?”“ว่างหรือเปล่า?”ไกรแหงนหน้าขึ้นมาถาม ขณะที่นั่งคาบอยู่บนรถคู่กาย“ไม่ว่างหรอก จะขึ้นเขาไปหาขุดแย้กัน มีอะไรหรือ? เที่ยวอีกละสิ”“ใช่ กะว่าจะมาชวนไปเที่ยวน้ำตกกัน ไปกันหลายคน ไปมั๊ย?”“ไม่หรอกตามสบาย วันนี้จะขึ้นเขาเสียหน่อย ไม่ได้ขึ้นมาหลายปีแล้ว ว่าแต่นายเถอะ งดเที่ยวน้ำตก ขึ้นเขาด้วยกันไม่ดีกว่าหรือ เผื่อว่าน้ำตกบนเขาก็มีนะ น้ำตกนั่นน่ะเอาไว้วันอื่นดีกว่า เที่ยววันหลังก็ได้ ชวนคนอื่นไว้แล้วหรือยัง?”เขาพยายามชวน หาเพื่อนขึ้นเขาด้วย“เออว่ะ ดีเหมือนกัน ยังไม่ได้ชวนคนอื่นหรอก เที่ยวเขาก็สนุกดีเหมือนกัน หาของป่ากันสักวัน จะไปกันกี่คนล่ะ”ไกรพยักหน้าถาม“อุ้ม น้อย และก็กันนี่แหละ คนอื่นยังไม่รู้เหมือนเหมือนกัน เพราะไม่ได้ชวน”เขาทำมือชี้ที่อกตัวเอง“ชวนคนอื่นได้หรือเปล่า?”“ก็แล้วแต่ ใครจะไป ลองชวนดูสิ”“งั้นกันลองไปชวนดูนะ ไปละ”“เฮ้ย ๆ เดี๋ยว ๆ อย่าเพิ่งไป ชวนแล้วถ้าจะไปให้ไปรออยู่ที่บ้านนายเลยนะ”อรัญร้องบอกก่อนที่ไกรจะออกรถไป ไกรหันมาโบกมือรับเป็นเชิงเข้าใจเมื่ออรัญ อุ้ม และน้อย มาถึงบ้านของไกรก็พบว่ามีผู้สนใจจะขึ้นเขาด้วยคือ ไกร แก้วใจ แฟนสาวของไกร นิด กับเด็กอีกสองสามคนที่เชิงเขามีวัดป่าแห่งหนึ่งซุกซ่อนตัวอยู่ในป่าใหญ่ ซึ่งส่วนมากแล้วจะเป็นป่าไผ่ซาง และไม้ประเภทที่มีรากลึก และเป็นเถาวัลย์ ในวันมีอาคารศาลาสองแห่ง และมีกุฎีเรียงรายสองสามหลัง อรัญและเพื่อนๆ เดินแวะเข้าไปกรอกเอาน้ำจากแท้งค์น้ำใส่กระติกที่เตรียมมาน้ำที่ได้ ไม่ใช่น้ำประปาหรือน้ำฝน แต่เป็นน้ำซับที่ไหลริมออกมาจากแอ่งน้ำเล็ก ๆ ในภูเขา ซึ่งมันจะไหลตลอดทั้งปี ไม่เคยเหือดแห้ง ดังนั้น พระสงฆ์และชาวบ้านจึงร่วมใจกันสร้างแทงค์น้ำเพื่อรองรับน้ำไว้ใช้ในวัดนานมากที่อรัญไม่ได้มาปีนเขานี้เลย พอขึ้นได้ไม่ถึงครึ่งทางเขาก็เริ่มหอบเหนื่อย ต่างจากเด็ก ๆ ที่พากันรุดหน้าเรื่อยดูท่าเหมือนไม่เหน็ดเหนื่อยเอาเสียเลย ต่างพากันหัวเราะสนุกสนาน บางแห่งพอวิ่งได้ก็พากันวิ่งเป็นว่าเล่น ทางขึ้นเขาอุดมไปด้วยป่าไผ่ชนิดต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นไผ่ซาง ไผ่รวก และอื่น ๆ ต้นไม้ใหญ่ยืนต้นก็มีขึ้นแซมกันไป เสียงนกร้องจิกกินผลไทรกันกันเซ็งแซ่ สัตว์ที่พอจะมีก็คงจะแค่นกเท่านั้น เพราะถ้าเป็นอย่างอื่นเป็นถูกล่าหมด แม้แต่นกก็คงอีกไม่นานหรอก ที่จะไม่มีโอกาสได้เห็นอรัญขึ้นมาถึงยอดเขาเป็นคนสุดท้าย เด็กๆ พากันพยายามใช้ด้ามเสียม สอดงัดก้อนหินให้กลิ้งตกลงจากหน้าผา เสียงหินตกกระทบลงไปตามความลาดชัน ดังโครมครามไกลออกไปเป็นระยะ“เฮ้ย งัดหินลงไปน่ะ ระวังตัวลงไปด้วยนะ เดี๋ยวเรื่องใหญ่”ไกรร้องเตือน“-ไปๆ พอแล้ว ไปขุดแย้กันดีกว่า”ออกเดินจากหน้าผา เพื่อไปหาจุดหมายคือทุ่งหญ้าที่บัดนี้กลายสภาพจากทุ่งหญ้าที่เขียวขจีเป็นโล่งเตียนมีหญ้าขึ้นประปราย อันเป็นผลมาจากการเผาป่า แล้วการขุดหาแย้ สัตว์สายพันธุ์เดียวกันกับกิ้งก่าก็เริ่มขึ้น รูเล็ก ๆ เกลี้ยงเกลามีลักษณะกลมรีเป็นรูที่แย้อาศัยอยู่ การขุดต้องขุดลงไปประมาณฟุตกว่าก็จะเจอตัว มันเป็นสัตว์ที่ฉลาดพอสมควรเช่นกันที่รู้จักสร้างรูหนีภัยไว้เหมือนกับรูหนู ที่ได้ตัวคารูก็สบายแต่ที่วิ่งออกจากรูได้ต้องวิ่งไล่กันล่ะ เป็นเรื่องของความสามารถระหว่างคนผู้ล่ากับแย้ผู้ถูกล่าว่าใครจะเหนือว่าใครไกรกับแก้วใจ น้อยกับอุ้มเดินกันเป็นคู่ ๆ อยู่ลิบ ๆ อรัญกับสิน เด็กชายลูกใครหลานใครก็ไม่ทราบเหมือนกัน ไม่รู้จัก เห็นแกเดินตามต้อย ๆ เลยเรียกให้มาหาช่วยกันดีกว่า เด็กน้อยทำหน้าที่เป็นผู้ไล่ได้ดีทีเดียว ตาดีมองหารูแย้พบบ่อย“พี่ ๆ นี่อีกรูหนึ่ง รูใหญ่ด้วยสงสัยตัวใหญ่ แน่เลย”เด็กชายกวักมือเรียกเขา พร้อมกับชี้มือบอก อรัญเดินเข้าไปดูและลงมือขุดทันทีในใจอรัญนั้นก็สงสัยอยู่ว่ารูแย้อะไรทำไมมันรูใหญ่จริง ขุดลึกลงไปประมาณ สองฟุต ความสงสัยของเขาก็เป็นจริง เจ้าของรูพรวดพราดออกมาอย่างไม่ทันได้บอกกล่าวกัน“เฮ้ย.. งู!”อรัญตะโกนบอกได้แค่นั้นก็ทิ้งเสียม กระโดดข้ามไปยังทิศทางตรงข้ามกับที่เจ้าตัวไม่มีขาพุ่งออกมา“โว๊ว โว๊ว งู งู!”สินร้องโย๊ว ๆ กระโดดออกไปคนละทิศละทางเช่นกัน ดีที่มันเป็นลานกว้างจึงวิ่งได้สะดวก เขาหันกลับมามองก็เห็นเจ้างูตัวยาวเกล็ดสีดำมะเมื่อมตัวนั้นเลื้อยปราด ๆ ออกไปอีกทาง มันคงตกใจมากกว่าที่จะโจมตี ยืนเหนื่อยหอบบวกกับความตื่นเต้น สินเองยืนหัวเราะกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไกร และคนอื่น ๆ วิ่งมาสมทบ แล้วถามเรื่องที่เกิดขึ้น“ไอ้สินตัวดี เห็นรูงูเป็นรูแย้ได้ เกือบไปแล้วมั๊ยล่ะ”เขาว่าสินทั้งหัวเราะ“งูไปทางไหนแล้ว?” นิดถาม“เข้าป่าไปแล้ว”อรัญชี้มือบอก“-ไม่รู้งูอะไรเหมือนกัน ตัวดำมันแผล่บเลย ไอ้เห่ามั้ง”“งูสิงธรรมดา ไม่ใช่งูเห่าหรอก”สินบอก“เหรอ น่าเสียดาย ต้มยำเด็ดกว่าอะไรเสียอีกมึงเอ้ย” นิตย์จี๊จ๊ะปากเสียดาย“แต่ถ้าเกิดไม่ใช่งูสิงอย่างที่สินว่า นายยังจะเสียดายอีกหรือ? ถ้าเกิดเป็นไอ้ที่ขู่ฟ่อได้ เรามีหวังชักดิ้นชักงอกันอยู่ตรงนี้พอดี ไปไป๊อย่าเสียดายมันเลย”เขากล่าวแล้วชวนสินเดินหาขุดต่อไปอีก ในใจก็ยังนึกกลัวอยู่ว่าจะเจอแบบเดิมอีก แต่มันคงไม่เกิดขึ้นซ้ำสองหรอก“พี่ สนุกดีนะ”“สนุกอะไรหือ?”เขาสงสัยที่สินอยู่ก็บอกว่าสนุกมาได้“ก้อที่เราวิ่งหนีงูนะสิ”“เอ้ย สนุกที่ไหน ถ้ามันขบได้มีหวังไม่ได้กลับบ้านกัน ถึงตายเชียว คราวหลังดูดีๆ นา รูงูหรือรูแย้”“งูสิงไม่มีพิษหรอก”“ถ้าไม่ใช่ไอ้สิงอย่างที่สินว่าล่ะ”เดินจากทุ่งหญ้านั้นสู่ทุ่งหญ้านี้ อรัญกับสินได้แย้มาไม่น้อยทีเดียว เขาขอดูจากข้องที่สินคล้องเอวอยู่ก็พบว่าได้มาไม่น้อยกว่า 40 ตัว คนอี่น ๆ ก็คงจะได้ไม่น้อย เพราะเห็นตั้งหน้าตั้งตาขุดกันอย่างไม่เหน็ดเหนื่อยหมู่ไม้เริ่มผลิใบเขียว ที่ออกดอกก็ชูช่ออวดสีสัน กล้วยไม้บนกิ่งจิกออกดอกเป็นรวงช่อสีเหลือง งามตระการตาเกือบเที่ยงแล้ว ชวนกันพักรับประทานอาหารที่ลานหินใต้ต้นกระบกหรือไม้มะรื่นในซอกเขา มีร่องน้ำตกเล็ก ๆ ตกสาดดูสวยงาม สินกับเพื่อนชวนกันเล่นน้ำสนุกสนาน“พี่รันมาอาบน้ำสิ เย้นเย็น”เด็กชายกวักมือชวน ขณะที่นั่งให้น้ำตกใส่อย่างสบายอารมณ์“เออ อาบก่อนเถอะ เดี๋ยวขอนอนพักก่อน แหมมันเย็นดีจริง ๆ เลยโว้ย”ประโยคหลังอรัญร้องออกมาดัง ๆไกร แก้วใจ น้อย กับอุ้มนั่งจับกลุ่มคุยกันอยู่อีกมุมหนึ่ง อรัญถือโอกาสงีบเสียเลยยังไม่ทันหลับเพียงแต่เอนกายลงเท่านั้นสายตาเขาก็พบกับสิ่งแปลกปลอมบนกิ่งไม้เหนือศรีษะ มันพาดลำตัวกับกิ่งไม้ เห็นแต่เพียงลายท้องสีขาวเท่านั้น“นิดโว้ย นิด มาดูอะไรนี่เร็ว”เขาเรียกนิดซึ่งกำลังเล่นน้ำตกกับเด็กๆ อยู่“อะไรหรือ?”นิดดูท่าไม่สนใจ กวักน้ำเล่นเฉย แต่ทุกคนหันมาถามอย่างสงสัย“อะไรหรือพี่รัน?”แก้วใจโผล่หน้าจากมุมหินมาถาม“งู!”อรัญตอบสั้น ๆ นิตย์รีบวิ่งพรวดมาทันที คนอื่นก็พลอยลุกมาดูด้วยความสนใจ“ไหน ๆ อยู่ไหน?”“โน่นไง เห็นแต่ท้องขาว ๆ น่ะ” อรัญลุกขึ้นยืนชี้ให้ดู“ไหน๊?”นิดยังคงไม่เห็นอยู่ดี อรัญจึงดึงให้มายืนแทนที่แล้วชี้ให้ดู“เห็นยัง?”“เออ ๆ เห็นแล้ว โห ไอ้สิงนี่หว่า ตัวใหญ่ด้วย หวานกูล่ะคราวนี้ แหมนายนี่ดูท่าดวงจะสมพงษ์กับงูนะ เจอบ่อยเลย เอ้าทุกคนล้อมให้ดีนะ เดี๋ยวได้ต้มยำงูสิงแน่เย็นนี้ อุ้มส่งปืนมาเร็ว”นิดหันไปสั่งให้อุ้มส่งปืนแก๊ปที่เอามาด้วย“ปัง!”“โฮ้ว ยิงไม่ถูก”ไกรร้อง พร้อมทั้งหัวเราะเมื่อเห็นงูตัวนั้นไม่ไหวติง เห็นแต่กิ่งกระบกที่ขาวเว่อเพราะรอยลูกตะกั่ว“-เฮ้ย ๆ มันจะหนีแล้ว สกัดไว้เร็ว”เจ้าตัวยาวไร้ขาสำนึกถึงภัยที่กำลังจะมาถึงตัว เลื้อยปราดจากกิ่งไม้นั้น และร่วงตุบลงมาที่ลานหินตรงหน้าแก้วใจหญิงสาวร้องลั่นรีบกระโดดหนีด้วยความตกใจ เจ้างูเองก็รีบเลื้อยปราดไปยังทิศทางที่ไกรยืนอยู่ ไกรไม่ได้กลัวมันเลยสักนิด ย่ำรองเท้าผ้าใบโครมลงกลางลำตัวของมันอย่างแรง มันแว้งตัวกลับมาอย่างทันควัน ฉกคืนขวับ แต่ไกรระวังตัวอยู่แล้ว เตะเข้ากลางลำตัวจนมันกระเด็นหวือไปที่กลุ่มเด็ก ที่ถือไม้ล้อมอยู่แล้วคนละตุบสองตุบ เจ้าตัวยาวไร้ตีนก็สงบแน่นิ่ง มีเพียงปลายหางเท่านั้นที่วาดไปมา“เฮ้ย พอ ๆ เลิกตี เดี๋ยวเละ”นิดรีบห้าม จากนั้นเดินไปหยิบ มาพันเป็นวงกลมยัดใส่ข้องแย้ ของตน“เฮ้ย เย็นนี้ไปบ้านกันนะ ฉลองกันหน่อย นาน ๆ ได้เจอกันที”นิดพยักหน้ากับอรัญและไกร“ไม่ต้องห่วงกันไปแน่” ไกรรับคำเกือบบ่ายสามโมง จึงออกจากใต้ต้นกระบก เพื่อหาขุดแย้ต่อ โดยบ่ายหน้ากลับ เพื่อลงจากเขาอุ้มกับน้อยได้แย้เยอะกว่าคนคน ที่ได้น้อยเห็นจะเป็นไกรกับแก้วใจ เพราะมัวแต่คุยกัน ก็เป็นเรื่องธรรมดาของหนุ่มสาวคนรักกันลงจากเขาและมาถึงหมู่บ้านก็เป็นเวลาที่มืดค่ำแล้ว อรัญแวะไปที่บ้านของสิน ซึ่งตั้งอยู่ที่คุ้มท้ายวัดตามคำชวน“พี่สร้อย พี่สร้อย”เด็กชายเรียกคนในบ้านดังลั่น ขณะที่เปิดประตูรั้วไม้ไผ่เดินเข้าไป โดยมีชายหนุ่มเดินตามไปติด ๆ“เอ้อ สินหรือ?”มีเสียงขานออกมาจากในบ้าน ที่มีแสงไฟตะเกียงวับแวมลอดมาตามช่องฝาสานกระแตะไม้ไผ่ ที่ใช้เป็นฝาเรือน เมื่อสินและเขาก้าวขึ้นบันไดไป หญิงสาวนางหนึ่งก็ถือตะเกียงน้ำมันเดินออกมาจากประตู พร้อมกับถามแบบต่อว่า“ไปไหนมา พี่ไปตามหาก็ไม่เจอ ถามใครก็ไม่รู้จัก”เธอเดินมานั่งลงที่เรือนชานพร้อมกับวางตะเกียงลง ป้องหน้าส่อง“มากับใครล่ะนั่น?”“สินไปหาขุดแย้ที่ภูโน่น ไปกับพี่รันและคนอื่นอีกหลายคน”“ใคร พี่รันน่ะ?”“ก็นี่ไง คนนี้แหละ”สินว่าพลางชี้มือมาที่เขาซึ่งนั่งตรงหน้าหญิงสาวโดยมีตะเกียงคั่นกลาง สินเองเดินเข้าครัวไป และกลับมาพร้อมกับถาดที่สานด้วยไม้ไผ่ใบใหญ่แสงไฟจากตะเกียงที่ต้องใบหน้าหญิงสาวที่สินเรียกว่าสร้อย ทำให้เขาดูออกว่าเธอเป็นหญิงสาวที่สวยคนหนึ่งที่เดียว ผมยาวเคลียไหล่ ร่างบอบบาง ดูอายุคงไม่เกิน 20 ปี“สุ่นล่ะ พี่สร้อย” สินถาม“นอนแล้ว”หญิงสาวตอบเบา ๆ แบบออมเสียง แล้วจับแย้ตัวหนึ่งที่สินเทใสถาดตัวหนึ่งมาดู“อะไร? นอนแต่หัววันเชียว เพิ่งจะมืดเอง นอนอะไรกันนักหนา”“น้องมันไม่สบาย เป็นไข้”“ทำไมถึงไข้ได้ล่ะ”“สงสัยไปเล่นน้ำตอนบ่ายกระมัง”“แล้วพ่อล่ะ?”สินถามอีกพร้อมกับเลื่อนถาดไปตรงหน้าหญิงสาวและบอกให้เธอช่วยแบ่งให้“พ่อไปซื้อยา เออ สินไปเอาน้ำมาให้พี่เขาหน่อยสิ เดินมาเหนื่อย ๆ”สร้อยสั่งน้องชายแล้วหันมายิ้มและสบตาอรัญเป็นครั้งแรก ถามเบาๆ เหมือนเกรงใจ ผสมอาย“พี่มาจากที่อื่นหรือ ไม่เคยเห็นหน้า”“ใช่…สร้อยคงมาอยู่ที่นี่นานแล้ว?”ชายหนุ่มรับขันน้ำจากสินที่ยื่นส่งให้แล้วให้คำตอบ“นานอะไรกันพี่รัน สินอยู่ที่นี่ตั้งห้าหกปีแล้ว”สินเป็นคนแซงตอบมาก่อน“พี่ย้ายมาจากไหน?” สร้อยถามต่อ“ย้ายเย้ยอะไรกัน พี่ไม่ได้ย้ายหรอก บ้านพี่อยู่ที่นี่แหละ เกิดที่นี่ พ่อแม่ก็อยู่นี่”เขาหัวเราะ“จริงหรือ? สร้อยไม่เคยเห็นเลย”“ก็พี่ไม่ได้อยู่บ้านนี่ ปีหนึ่งกลับบ้านครั้งเดียว สร้อยเลยไม่เคยเห็น พี่เองก็ยังไม่รู้เลยว่ามีบ้านสร้อยอยู่ตรงนี้”“บ้านพี่อยู่ตรงไหน สินไม่เห็นรู้จัก”สินถาม ขณะจับแย้ตัวหนึ่งขึ้นมาแล้วใช้มือลูบท้องมันเล่นขึ้นลง เพื่อให้มันโก่งตัว“บ้านพี่อุ้มไง ที่ไปหาแย้ด้วยกันนั่นและน้อยเป็นน้องสาวพี่”“พี่ไปอยู่ที่ไหน ถึงไม่อยู่บ้าน ทำงานกระมัง” สร้อยเงยหน้าขึ้นถาม“อยู่กรุงเทพฯ”“เป็นผู้ชายนี่ก็ดีนะ ได้เปรียบทุกอย่าง”“ทำไมสร้อยถึงว่าอย่างนั้นล่ะ?”เขาเลิกคิ้วถามสงสัย“-ผู้หญิงน่ารักดีออก”“ก็สะดวกสบาย อยู่ที่ไหนก็ได้ ทำอะไรก็สะดวกกว่าผู้หญิงเยอะ”จากคำสนทนาที่เป็นวิสาสะกันมากขึ้น อรัญจึงได้รู้จักครอบครัวของสินมากขึ้น พ่อแม่ของสินพาครอบครัวย้ายมากจากจังหวัดอื่น อยู่ได้สองปี แม่ก็ป่วยตาย สร้อยมีน้องสองคน คือสินกับสุ่น ซึ่งเป็นน้องสาวของสิน“บ้านนี้ไม่มีไฟฟ้าใช้หรือ?”“มีค่ะแต่วันนี้ฟิวส์มันขาด เลยต้องใช้ตะเกียงไปก่อน สร้อยซ่อมไม่เป็น พ่อไปซื้อยาเห็นว่าจะซื้อมาด้วย”“ดีเหมือนกัน ได้นอนดูดาว ดีออก”“พี่สร้อย ได้แย้กี่ตัวน่ะ”สินถามสอดขึ้นเพราะเงียบไปนาน“หกสิบกว่า ขุดกันยังไงถึงได้เยอะจัง”“ฝีมือพี่ ฝีมือ พี่รันขุด ผมไล่ สนุกดี ผมตาดีด้วยนะ หารูแย้เก่ง”ตอบแค่นั้น สินก็หัวเราะงอหาย ทำให้พี่สาวสงสัย“อะไรตาสิน แค่ฝีมือแค่นี้ก็หัวเราะ”“พี่สร้อย พี่สร้อยไม่รู้อะไร พี่รันขุดได้รูงูพอดี พรวดออกมาก็วิ่งกันหน้าตั้งเลย”สินตอบทั้งหัวเราะอยู่อึกๆ แถมทำท่าทางเหมือนวิ่งให้พี่สาวดูด้วย“จริงเหรอคะ?” หญิงสาวหันมาถามชายหนุ่ม“จริง ก็เพราะพ่อตาดีนี่แหละ เห็นรูใหญ่บอกว่าตัวมันคงใหญ่ เลยใหญ่จริง ๆ”“จริงพี่สร้อย สินไม่โกหกหรอก ตัวโตขนาดนี้เลย” สินทำมือกำแขนเปรียบเทียบ อรัญหัวเราะที่เด็กชายเปรียบเทียบเกินความจริงนิดหน่อย ผลักไหล่จนสินโยกทั้งตัวนั่งคุยอยู่กับสองพี่น้อง ใช้เวลาเกือบสองทุ่ม เขาจึงลาลงจากเรือนไม้ไผ่หลังนั้น พร้อมกับส่วนแบ่งที่บ้านของนิด หรือ นิตย์ ศรีสังวรบรรดาสิงห์คะนองเหล้าทั้งหลายพากันเมามายรออยู่แล้วบนแคร่ใหญ่ใต้ถุนบ้าน เมื่อเขามาถึง“โห ลูกเพ่ ทำไมมาช้าจัง? เขาซดกันหมดแล้ว นึกว่าไม่มาแล้วเสียอีก”นิดเจ้าของบ้านต่อว่าทั้งมึน ๆ“ช่างเถอะ เป็นไงเต็มคราบกันเลยสิ”“ช่าย เกลี้ยงเลย ได้ตัวยาวไม่เหลือไว้ให้เลย มีแต่แย้ทอดแกล้มเหล้าเท่านั้นเอง เอาหน่อยมั๊ย แล้วจะติดใจ”นิดตอบแล้วเลื่อนส่งจานกับแกล้มมาให้ หนึ่งจัดการรินน้ำตรารวงข้าวส่งมา เหมือนคนไม่รู้ใจกัน“ไอ้บ้า เอาแค่กับแกล้มพอแล้ว ไอ้นั่นไม่ต้องเอามา”อรัญผลักส่งคืน ทุกคนพยักหน้ามองตากันแล้วหัวเราะฮาใหญ่“หัวเราะอะไรวะ?”เขาสงสัยขณะจับแย้ทอดยัดใส่ปาก เคี้ยวกร้วม ๆ“กูว่าแล้ว ก็พวกเราพนันกันว่า ลูกเพ่จะยังเหมือนเดิมอยู่หรือเปล่า สรุปก็คือเหมือนเดิม ไม่กิน ไอ้หนึ่งต้องเป็นคนจ่าย”สันต์ตอบแล้วดึงแก้วเหล้าจากมือหนึ่งไปกรอกแทน“เอ้า จอกหนึ่งหูซันซ่องล่องจอกสองหูซันถี่ลี่.........”ไกรเป็นคนเริ่มเคาะขวดก่อน ทุกคนเลยพลอยตามกันไปด้วย มันเป็นเรื่องธรรมดาที่ไหนก็ที่ไหนต้องมีอย่างนี้กันทั้งนั้น“เฮ้ย ไฟดับ”ความอึกทึกจอแจของชุมชนหมู่บ้านเงียบวูบลงอย่างเห็นได้ชัด เสียงเพลงคนเมาก็พลอยหยุดเงียบไปด้วย“โหย อะไรมันจะดับตอนนี้วะ”เสียงบ่นในความมืด ได้ยินแต่เสียงขยับไปมาเท่านั้น“เดี๋ยวก็ติด หรอกน่า” อรัญบอก“ยาก บ้านเราถ้าได้ดับ เป็นชั่วโมงเลยแหละกว่าจะติดได้”“แม่ ๆ ขอเทียนหน่อย”เสียงนิดตะโกนขึ้นไปบนบ้าน ซึ่งเจ้าของบ้านก็คงชุลมุนเหมือนกัน เพราะกำลังดูโทรทัศน์กันเพลินๆ อยู่“เออ ๆ หาอยู่”มีเสียงตอบมาจากข้างบนและเหมือนจะมีการเดินชนอะไรสักอย่างบนเรือนล้ม บวกกับเสียงบ่นสายตาที่เริ่มชินกับความมืด ทำให้รู้ว่า วันนี้มีแสงจันทร์ มันสว่างพอสมควรที่เดียว อรัญเดินออกไปส่องดูท้องฟ้าก็พบว่า ดวงจันทร์กำลังจะลับเข้ากลีบเมฆทะมึน ฝนกำลังจะตกอีกแล้ว“สงสัยคืนนี้ฝนคงตกอีกแน่เลย”“ตกก็ดีสิ พรุ่งนี้ไปเที่ยวน้ำตกกัน” ไกรว่ามาในความมืด“แล้วไม่ทำการทำงานหรือไง?”“เอาไว้ก่อนสิลูกเพ่ หญ้ามันเจอยาคุมรับรองโตไม่ทันข้าวโพด ให้ต้องถอนต้องดายกันหรอก นาน ๆ เจอกันที เที่ยวก่อนสิ มาบ้านก็มาเที่ยวไม่ใช่หรือ?”“เออ พวกที่ไปเที่ยวน้ำตกกันมาวันนี้บอกว่าน้ำตกตอนนี้สวยมาก น้ำเยอะที่เดียว พรุ่งนี้น่าจะไปกันนะ” สันต์สนับสนุน“เอ้าไปก็ไป แต่คืนนี้ขอไปทำธุระก่อนนะ มีงานต้องทำ มีธุระต้องไป” อรัญขอตัว“อะไร๊ มาไม่ทันไรนั่งพื้นไม่ทันอุ่นก็จะไปทำงานแล้ว”“เฮ่ย คนเราก็ต้องมีอะไรทำบ้างสิ เอานะไปล่ะ”เขาตบแขนสันต์เบา ๆ ก่อนผละมาออกจากวงเหล้ามาอรัญแวะไปที่บ้านพ่อ เพราะไม่ได้เจอกันนานแล้ว แต่ก็ต้องผิดหวังพ่อไม่อยู่บ้านออกไปหากินเหล้าตามเคย คนในบ้านก็ดูหน้าไม่อยากต้อนรับเลยสักนิด เหมือนกลัวว่าอรัญจะมาแย่งอะไรจากพวกเขาไปสักอย่างเดินฝ่าความมืดสลัว ภายใต้แสงจันทร์ผ่านป่าสวนกล้วยทึบข้างทาง ซึ่งปกติต้องมีแสงสว่างจากไฟฟ้า แต่วันนี้มันมืดน่ากลัวไม่ใช่เล่นทันใดนั้น ภายใต้ความหวาดเสียวนิดๆ มีเสียงตุบตับ อึกอัก ดังมาจากกอกล้วย เหมือนคนหายใจแรงฟืดฟาด กล้วยทั้งกอไหวโยกไปมา ใจเขาหายวูบ เย็นวาบทั้งแผ่นหลัง เจอของดีเข้าให้แล้ว อรัญหยุดชะงักกึก ขนลุกเกรียว ผมบนศรีษะเหมือนจะฟูขึ้น หันกลับไปมองอย่างช้าๆ ทำใจให้เย็นเป็นปกติที่สุด พยามเพ่งสายตามองในความสลัวเสียงนั้นยังดังไม่หยุด แต่มันแรงกว่าเดิม มีเสียงดังอู้อี้เหมือนมีคน และเหมือนจะมีการต่อสู้กันภายในนั้นด้วย“ช่วยด้วย!”คราวนี้ชัดแล้ว เสียงกรีดร้องของผู้หญิงดังออกมาจากป่ากล้วยนั้น มันกรีดได้ครั้งเดียวเท่านั้นก็เงียบไป เหมือนมีการพยายามที่จะไม่ให้มีการกรีดร้องขึ้น“เฮ้ย ใครทำอะไรอยู่ในนั้นน่ะ?”เขาตะโกนสุดเสียง ความกลัวเรื่องผีสางที่คิดไปเองหายไปสิ้น“-ใคร อยู่ในนั้น เฮ้ย ใคร?”เงียบ มีแต่ความเงียบ ต้นกล้วยที่เคยไหวหยุดไปแล้ว เสียงการต่อสู้ก็เงียบหายไป เขาหันหาไม้ในความมืด ได้เพียงกิ่งไม้เล็ก ๆ ถือเดินตวาดก้องไล่ไปในตัว ใจก็กลัวเหมือนกันว่าจะเจอลูกหลง แต่เสียงร้องขอความช่วยเหลือของผู้หญิงเมื่อกี้มันชวนให้สงสัย ว่าจะเกิดเหตุร้ายขึ้นในป่ากล้วยนั้นพออรัญก้าวเข้าไปในดงกล้วยนั้น ก็มีเสียงคนวิ่งฝ่าความมืดไปอีกด้านหนึ่ง จากแสงเดือนพอราง ๆ พอให้เห็นเงาตะคุ่ม ๆ ที่วิ่งออกไปได้ เขาเดินเข้าไปสำรวจแบบกล้า ๆ กลัว ๆ แต่ก็ไม่เห็นจะมีอะไร เพราะมันเป็นป่ารกพอสมควร กะว่าจะเดินกลับ แต่ทันใดนั้น“ช่วยด้วย.....ช่วยด้วย....”มีเสียงเรียกแผ่วโหยดังมาจากกอกล้วยด้านขวามือ อรัญสะดุ้งหันขวับไปมอง ร้องถาม“ใคร! ใคร อยู่ตรงนั้นน่ะ?”“ช่วยด้วย....ช่วยด้วย...”ชายหนุ่มตัดสินใจเดินหน้าไปหาทันที ต้องมีคนแน่นอน ผีสางคงเรียกให้คนช่วยไม่ได้หรอก“ช่วยด้วย...ช่วยด้วย...”อา นั่น ร่างหนึ่งนอนขาวโพลนอยู่บนพื้นระหว่างกอกล้วย นอนร้องครางขอความช่วยเหลือแผ่วเบา เขาพรวดเข้าไปถึง ก็พบว่าผู้ที่นอนอยู่นั้นเป็นหญิง และกำลังเจ็บหนัก“คุณ! คุณเป็นอะไรหรือเปล่า?”“ช่วยด้วย โอย ใคร โอ๊ย เจ็บ พ่อจ๋าช่วยด้วย พ่อจ๋า”เธอผู้เคราะห์ร้ายร้องคราญคราง ทรุดตัวลงพิจารณา แต่ดูไม่ออกว่าใคร หยิบผ้าถุงที่กองอยู่ใกล้ๆ มาคลุมให้ ก่อนช้อนอุ้มร่างนั้นอย่างระมัดระวัง“คุณ ทำใจดี ๆ ไว้นะ ผมจะช่วย อย่าเพิ่งเป็นอะไรตอนนี้นะ”อรัญพูดปลอบแล้วพาร่างนั้นออกมาจากดงกล้วย พอทางสะดวกเขาวิ่งเท่าที่ความสามารถจะทำได้ โดยบ่ายหน้าไปยังบ้านของนิตย์ซึ่งอยู่ใกล้ที่สุด เสียงหมาเห่าเกรียวกราว หลายตัวก็วิ่งไล่ตามมาเป็นพรวน“เฮ้ย ไอ้นิด โว้ย ไอ้ไกร ช่วยด้วยโว้ย”อรัญตะโกนลั่น เพราะมันเกี่ยวกับความเป็นความตายของผู้ที่อยู่ในอ้อมแขน จากเสียงร้องก้องของเขาทำให้เกิดความตื่นโกลาหลของผู้ที่ได้ยิน ต่างวิ่งสวนออกมาดูเหตุการณ์“อะไร้ อะไร้ เกิดอะไรขึ้น หมาไล่กัดใคร หมาไล่กัดใคร”มีเสียงตะโกนสวนมา โดยคิดว่าเขาคงถูกหมาไล่กัด“ไม่ใช่หมากัด โว้ย มีคนกำลังจะตาย ช่วยหน่อย โว้ย”ชาวบ้านหลายคน รวมทั้งสิงห์คะนองสุราทั้งหลาย วิ่งสวนมาถึงตัว พร้อมกับแสงไฟฉายวูบวาบ พอเห็นอะไรเป็นอะไร ความจอแจตกใจก็หนักว่าเดิม“เฮ้ย นั่น มันอีสร้อยนี่ เฮ้ยอีสร้อยมันเป็นอะไร หือสร้อยเป็นอะไร?”อรัญใจหายวาบเมื่อรู้ว่าผู้ที่ตนอุ้มอยู่นี้คือสร้อย หญิงสาวที่ตนเพิ่งรู้จักเมื่อหัวค่ำนี้เอง“ก็กำลังจะตายสิโว้ย ไอ้หนึ่งเอ็งไปเอารถมาเร็ว พาคนเจ็บส่งหมอก่อน อย่างเพิ่งถาม” เขาร้องสั่งเพื่อน“ไอ้ไกรช่วยกูอุ้มที กูเหนื่อย”อรัญรีบยื่นส่งร่างในอ้อมแขนให้กับไกรผู้ยืนอยู่ใกล้ที่สุด“เฮ้ย…กันเมา อุ้มไม่ไหว เดี๋ยวตก”“ไอ้บ้าเอ้ย ไป ไป๊หลีก จะเอาคนไปขึ้นรถ เร็วหลีก”ยังตะโกนลั่นเสียงหลง ก่อนจะพาร่างนั้นมุ่งตรงไปยังรถที่กำลังสวนมา“เฮ้ยไอ้หนึ่ง เอ็งเมาหรือเปล่าวะ? ขับรถไหวเหรอ?”“ไม่เมา ขับได้ ขับได้”อรัญสัมผัสถึงน้ำเหนียว ๆ ที่ไหลออกมาจากร่างนั้น เลือดเธอออกมากเหลือเกิน เธอต้องการการห้ามเลือดก่อน แต่ดูจากแสงไฟแล้วแผลที่หน้าท้องนั้นเลือดสีแดงไหลทะลักออกมาเป็นลิ่มๆ น่ากลัวจริง ๆหมออาสาประจำหมู่บ้านถูกตามมาอย่างด่วนจี๋ และสร้อยผู้โชคร้ายก็ถูกส่งไปโรงพยาบาลในเวลาต่อมากลับจากโรงพยาบาล ก็เป็นเวลาเกือบ ตีสอง เมื่อส่งคนเจ็บถึงมือหมอและรู้ว่าปลอดภัยแล้ว เสื้อกางเกงเขาทั้งชุดเปื้อนไปด้วยเลือด จนคาวไปทั้งตัว มีเวลาเล่าเรื่องต่างๆ ให้คนอื่นฟังตอนขากลับนี่เองวันต่อมาข่าวที่สร้อยถูกทำร้าย หรืออีกก็ว่าถูกข่มขืนแพร่สะพัดไปทั่วทั้งหมู่บ้าน เขามาทราบข่าวที่หลังว่าที่เธอมาประสบเคราะห์กรรมเช่นนั้นก็เพราะออกมาตามพ่อ ที่มาซื้อยาให้สุ่นไม่กลับบ้าน มัวแต่นั่งกินเหล้าอยู่ ประจวบเหมาะกับไฟดับมืด เปิดโอกาสมนุษย์หื่นกามคนนั้นทุกคนที่ทราบเรื่องราว ต่างแสดงความเวทนาต่อหญิงสาวอย่างเห็นใจ ต่างก็บอกว่าเป็นเคราะห์หามยามร้ายบรรดาหนุ่ม ๆ ในหมู่บ้านถูกเกณฑ์มาเพื่อสอบสวน ปรากฎว่า ไอ้ปิ่น ลูกชายตาปั่นบ้านใกล้ๆ กับสร้อยนั่นเองที่หายไป เจ้าหน้าที่และชาวบ้านช่วยกันล้อมจับได้ที่ทุ่งนาตามตัวของปิ่นเต็มไปด้วยรอยขีดข่วน และที่สำคัญ แก้มมันเป็นแผลเหวอะด้วยรอยกัดมันเป็นคดีที่เกิดขึ้นและจับคนร้ายภายในวันเดียวสองวันต่อมาสร้อยกลับมารักษาตัวที่บ้านอรัญจึงได้โอกาสพาพวกไปเยี่ยม เมื่อไปถึงกระท่อมไม้ไผ่นั้นก็พบว่า มีชาวบ้านหลายคนมาเยี่ยมเธออยู่แล้ว หญิงสาวเคราะห์ร้ายนอนอยู่บนเรือนด้านนอก โดยมีพ่อและน้องนั่งรับแขกอยู่ชาวบ้านมองมาที่เขาเป็นจุดเดียว ทำเอาเขารู้สึกเขินไม่ใช่เล่นเหมือนกัน“แหมดังเลยเพื่อนเรา”ไกรกระแซะด้วยศอก ยักคิ้วให้“-เป็นพระเอกไปแล้ว”“เอกเอิกอะไรเล่าแก?”อรัญหัวเราะผลักไหล่เพื่อนเบา ๆ“มา มา พ่อขึ้นมาเรือนก่อน”นายสนบิดาของสร้อย กวักมือเรียก ยิ้มให้ กุลีกุจอลงมารับถึงบันได้“พ่อเอ้ย ว่าจะไปหาที่บ้านก็ยังไม่ได้ไป มัวแต่ดูแลสร้อยมันอยู่ เป็นบุญเหลือเกินที่ทิดไปช่วยสร้อยได้ทัน”“หมอว่าไงบ้าง น้าสน?”เขาหันมาถามนายสนเมื่อเห็นว่าสร้อยหลับอยู่“ก็ไม่เป็นไรมากหรอก เสียเลือดมากหน่อย เพราะแผลเปิดกว้าง แต่ยังดีที่ภายในไม่เป็นไร สร้อยมันโชคร้ายเพราะออกไปตามผม”ชายแก่ตอบ น้ำตาคลอ อรัญรู้ว่าเขาคงเจ็บปวดแทนลูกสาวไม่น้อย“-ไอ้ปิ่นมันไม่น่าทำกันได้ คนบ้านใกล้เรือนเคียงแท้ ๆ”“อย่าคิดมากเลยน้าสน คิดซะว่าเป็นคราวเคราะห์ของสร้อยมัน ดีแล้วที่มันไม่เป็นไรมาก”สันต์ปลอบใจ ทุกคนก็พลอยสนับสนุนอรัญไม่เคยรู้จักนายสนมาก่อนเลย แต่เมื่อสนทนากันแล้วทำให้ได้รู้จักชายผู้นี้และครอบครัวเขาดีขึ้น ทำงานขยันดี แต่เห็นเหล้าเป็นไม่ได้นายสนให้สัญญากับเขาว่าจะไม่ขอแตะต้องเหล้าอีก เมื่อรู้ว่าเขาเป็นผู้หนึ่งที่ไม่ดื่มเหล้า เขากลายเป็นผู้ที่สนิทสนมกับครอบครัวอรัญมากในเวลาหลังจากนั้นอรัญกลับกรุงเทพฯ ในตอนเย็นวันนั้นไม่มีโอกาสได้พูดคุยกับสร้อย หญิงสาวผู้โชคร้ายเลยไม่ใช่ยามเทศกาล รถไฟจึงไม่แน่นจนเกินไป อรัญมาใช้บริการจากมันอีกครั้งหนึ่ง มันเต็มไปด้วยผู้คนที่ต้องการอพยพเข้าเมืองเพื่อหางานทำ โดยเฉพาะชั้นสาม ผู้โดยสารต่างใช้ความสามารถในการเข้าแย่งเข้าจองที่นั่ง พวกเขาต้องการสงวนเงินเพื่อการอย่างอื่นมากกว่าที่จะจ่ายเป็นค่ารถชั้นดีกว่านั้น ซึ่งดูไปแล้วก็เป็นสภาพที่น่าเห็นใจเคยมีคนถามกันว่า รถไฟไทยกับหมูเหมือนกันอย่างไร ?คำตอบก็คือ รถไฟมีสามชั้นหมูก็มีสามชั้น ชั้นสามก็เปรียบกับชั้นไขมันนั่นแหละขณะที่เขายืนเลือกหนังสือตามแผงลอยหน้าสถานีอยู่นั้น มันเป็นความบังเอิญหรือจงใจก็ไม่อาจคาดเดา“พี่รัน!”เสียงเรียกเบาๆ พร้อมกับมีมือมาแตะที่ต้นแขนหันไปมองก็ต้องเบิกตากว้าง กรอกตาไปมา อย่างประหลาดใจ หญิงสาว ชุดยีนส์ฟอก ผมยาวสลวยถึงแผ่นหลังซึ่งมีกระเป๋าใบใหญ่สะพายอยู่ ตากลมโตแววระยิบระยับ ริมฝีปากยิ้มน้อย ๆ“นันท์.....” เขาเอ่ยอย่างแปลกใจ“พี่รันกลับกรุงเทพฯ ก็ไม่ชวนกันบ้าง”ริมฝีปากงามคู่นั้นเอื้อยเอ่ยแฝงไว้ซึ่งอาการงอนน้อย ๆ“ไม่รู้ว่านันท์จะกลับวันนี้”“ก็ทำไมไม่ถามล่ะ?”“นันท์กลับคนเดียวหรือ หรือว่ามีคนอื่นกลับด้วย?”อรัญไม่สนใจคำที่ดูออกว่างอนนั้นถามเป็นการเป็นงาน“แล้วจะให้กลับกับใครล่ะ?”“ก็อาจจะมีเพื่อน กระมัง? เที่ยวมานันท์ยังบอกว่ามากันสองคนเลย”“คนเดียว พี่ซื้อตั๋วหรือยัง?”“ซื้อแล้ว ชั้นสามน่ะ นันท์ยังหรือ?”“ยังขอดูตั๋วหน่อยสิ”หญิงสาวแบมือขอ อรัญเลิกคิ้วถามสงสัย“จะเอาไปทำอะไร?”“เถอะค่ะ เอามาเร็วสิ”หญิงสาวกล่าวย้ำ เขาจึงควักบัตรรถไฟจากกระเป๋าเสื้อเชิ๊ตให้ทั้งที่ยังงง ๆ ไม่เข้าใจว่าหล่อนจะเอาไปทำอะไร ปิยนันท์รับตั๋วจากมือเขาแล้ว หันหลังกลับเดินเข้าไปในสถานีโดยไม่บอกว่าจะทำอะไร“นันท์!”“เดี๋ยวมา”หันมาโบกมือให้ก่อนเดินลับเข้าประตูไป สิบกว่านาที่หญิงสาวก็เดินออกมาด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม เขาถามเหตุผลและทวงตั๋วคืน หล่อนบอกง่าย ๆ ว่า“เหอะน่า เดี่ยวนันท์คืนให้ พี่ทิดนี่ขี้ถามจัง ไม่ถามไม่ได้หรือไง”“เอ้า ไม่ก็ไม่”ว่าแล้วถือวิสาสะแตะแขนชวนหญิงสาวเดินไปนั่งรอที่ม้าหินริมรั้ว“เดี๋ยว ซื้อของกินเล่นก่อน”ปิยนันท์หันกลับ เดินตรงไปที่ร้านค้าของสถานี อรัญจึงต้องตามไปต้อย ๆ ผู้หญิงก็คือผู้หญิง หล่อนซื้อของกินจุกจิกแล้วยัดใส่มือเขาใช้ให้ถือหน้าตาเฉย“ช่วยถือหน่อย พี่รันจะเอาอะไร?”อรัญส่ายหน้า หญิงสาวยังไม่ทันจะพูดอะไรอีก เจ้าหน้าที่สถานีก็ประกาศให้เตรียมตัวเพราะรถไฟจะเทียบชานชาลาแล้วอรัญส่งของคืนให้ปิยนันท์พร้อมกับบอกว่า“ต้องไปแล้วล่ะ เพราะพี่ต้องนั่งตั๋วชั้นสาม แล้วนันท์ชั้นไหนหรือ? ขอตั๋วพี่คืนด้วย เดี๋ยวลืม” พูดทั้งแบมือขอหญิงสาวหัวเราะยังไม่ยอมคืนให้ แต่ดึงข้อมือเขาทั้งเดินนำหน้าไปยังโบกี้รถไฟที่จอดรออยู่“นันท์เลยชั้นสามแล้ว นันท์จะไปไหน”หล่อนไม่ได้หันมามองเพียงแต่ซ่อนยิ้มในใบหน้าและคงดึงแขนเขาตรงไปทางด้านโบกี้รถท้ายขบวน ซึ่งเป็นชั้นสองและชั้นหนึ่งตามลำดับ“ก็ไปส่งนันท์ก่อนไม่ได้หรือไง แล้วค่อยเดินกลับมาชั้นสามก็ได้นี่”หญิงสาวเลือกขึ้นชั้นสอง ซึ่งชั้นนอนปรับอากาศ หากจะเปรียบกับชั้นสามแล้ว มันต่างกันลิบเลยทีเดียว เพราะมันเป็นโบกี้ที่มีความเป็นส่วนตัวและไม่วุ่นวาย มีหมายเลขของตั๋วที่แน่นอน ไม่หมือนชั้นสามที่ไม่มีหมายเลขที่นั่งให้ ปิยนันท์เดินดูหมายเลขที่นั่ง และเข้าไปนั่งพร้อมกับดึงแขนให้เขาเข้าไปนั่งในคู่ในด้านตรงข้างโดยหันหน้าเข้าหากันสาวเจ้ายังนั่งยิ้มหันหน้าออกหน้าต่าง ทำเป็นไม่สนใจ เมื่อเขามองและยื่นส่งของให้“นันท์ยิ้มเจ้าเล่ห์จัง มีอะไรหรือเปล่า พี่ต้องกลับโบกี้แล้วนะ เดี๋ยวเจ้าของที่เขาจะว่าเอา”“ใครจะว่า ก็ชั้นล่างตรงนี้มันเป็นที่ของนันท์ ไม่มีใครว่าหรอก”“ก็เจ้าของเตียงบนไง” เขาทำมือชี้ แต่หญิงสาวหัวเราะและตีมือเมื่อเขายื่นมือพร้อมกับขอตั๋ว“ตั๋ว…ตัว ตั่ว ตั้ว ตั๊ว ตั๋ว”“ก็ได้ …นี่เอาไปเลย อยากได้นัก” หญิงสาวพูดพร้อมกับหัวเราะยัดตั๋วกระดาษที่กำจนยับใส่มือให้ และหันหน้าไปเกยค้างเท้าแขนที่หน้าต่าง ซ่อนยิ้มอีกตามเคย“ฮ่วย..นี่มันตั๋วพี่ที่ไหนเล่า หรือนันท์จะไปชั้นสามหรือไง…” เขาพูดเมื่อเห็นตั๋วกระดาษสีขาว ซึ่งมันไม่ใช่ตั๋วชั้นสามที่เขาไปซื้อมาตั้งแต่แรก“นั่นแหละของพี่ล่ะ”“ใช่ที่ไหน ของพี่ชั้นสามนะ นี่มันตั๋วชั้นเศรษฐีผู้ดีมีกะตังค์”“น่า…นั่นและของพี่ล่ะ ของนันท์อยู่นี่” หยิงสาวดึงตั๋วกระดาษสีขาวอีกใบออกมาให้ดู เขารับไปพิจารณาดู มันเป็นตั๋วคนละใบ จึงทำให้เขาเป็นงงกว่าเดิม“นันท์เปลี่ยนตั๋วพี่หรือ?”“……………”“ยิ้มอยู่ได้ ฮ่วย..นันท์นี่ ...”“ฮ่วย..ฮ่วย..หลายคำแล้วนะ ไปอยู่กรุงเทพฯ ตั้งเป็นสิบปี ทิ้งบ้างไม่ได้หรือไง พูดจัง…”“อ้าว….” เขาส่ายหน้าเริ่มจะเข้าใจอะไรบ้างแล้ว พร้อมกับหัวเราะ“เฮ้อ คนเรานี่น๊า”เขาเอ่ยถอนใจยาว“ทำไม คนเราทำไมพี่เท้ด?”ปิยนันท์หันมามองทั้งรอยยิ้ม“เปล๊า ก็คนเรานี่แหละ”เขาขยับตัวพาดเท้ากับเบาะนั่งของหล่อน จากนั้นเอนหลังหลับตาเฉย“โกรธเหรอ?”“........”“คนอะไรใจน้อยจัง หัวก็ไม่ล้านซะหน่อย แต่เอ รู้สึกจะโล่ง ๆ ไปเหมือนกันนะ”“........”“ว่าแล้ว ใคร ๆ เขาก็ว่า คนบวชนานใจน้อย ตามผม เฮ้อ ผมน้อย ใจน้อย”เมื่อเห็นเขายังเฉย หญิงสาวก็ยิ่งพูด“พี่รัน พี่รันรู้มะ เมื่อวาน ชาวบ้านเขาว่าไงบ้าง ตอนที่ตำรวจเขามาน่ะ เขาว่าพี่ถูกจับ สาระพัดเลย นันน์นี้ใจหายแวบเลยตอนรู้ข่าว”“ยังไม่ได้ถูกจับแค่เขาสงสัย ให้ไปสอบปากคำเท่านั้นเอง”อรัญอดไม่ได้ที่จะพูดด้วย ปิยนันท์หัวเราะกิ๊ก เมื่อได้ยินเขาพูดและหันมาคุยเป็นการเป็นงานมากขึ้นหญิงสาวบอกว่าเป็นคนเปลี่ยนที่นั่งของเขา โดยบอกว่าไม่อยากให้ไปนั่งชั้นสาม เพราะมันไม่สะดวก อีกทั้งหล่อนต้องการที่จะนั่งคู่กับคนที่รู้จักมากกว่า จะได้มีเพื่อนคุย“แต่มันแพงนา…ชั้นสามก็คนไม่ค่อยแน่นหรอก ไม่ใช่ช่วงเทศกาล”“พี่ทิดนี่ขี้เหนียวชะมัด ซื้อความสบายให้ตัวเองสักหน่อยไม่ได้หรือไง จะไปทนนั่งหลังแข็งอยู่ชั้นนั้นทำไม พรุ่งนี้เช้าก็เพลียตาย ไม่มีแรงทำงาน”“ไม่ได้เหนียว แต่ไม่มีตังค์ เอาตังค์ให้แม่หมดแล้ว” เขาพูดแก้ตัว สีหน้าเก้อๆ ที่โดนหญิงสาวเหน็บว่าขี้เหนียว“ว่าแต่ค่าตั๋วเท่าไหร่หรือ…นันท์ออกให้อย่างนี้พี่อายนา”“ใครว่าจะออกให้ล่ะ …คืนตังค์มาเลย เท่าจำนวนนั้นนั่นแหละ” หญิงสาวแบมือมาบ้าง“ฮ่วย…นึกว่าดวงนารีอุปถัมภ์ หลงดีใจนึกว่ามีคนออกตังค์ซื้อตั๋วชั้นนอนให้ โดนบังคับนี่นา”หญิงสาวหัวเราะกิ๊ก เมื่อเขาพูดฮ่วยอีกครั้ง และไม่ได้สนใจรับเงินที่เขายื่นส่งคืนให้ถ้า ณ ตรงนี้ เป็นใครคนหนึ่งนั่งเคียงข้างเขาอยู่ เขาจะมีความสุขเพียงไรนะ
โปรดติดตามตอนต่อไป