หลังพูดคุยร่วมสิบนาทีวิชัยก็ขอตัวพาอี๊ดไปธุระข้างนอกต่อเพราะว่าจะต้องไปกันหลายที่ ทั้งไปเบิกเงินมาเตรียมจ่ายเงินเดือนลูกน้องที่ร้าน ทั้งไปดูเหล็กที่โรงกลึงเฮียทศพลและยังต้องไปซื้อของใช้กลับบ้านอีก
“ผมว่าจะไปไทยไดมารูตรงพระโขนงด้วย อ๊อดอยากได้อะไรมั้ย เดี๋ยวพรุ่งนี้พี่ฝากอี๊ดเอามาให้” อ๊อดหันมองพี่เขยตาวาวแต่เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าของที่ตน้าไม่สามารถฝากคนอื่นเลือกให้ได้ เขาเลยจำต้องปฏิเสธ
“ที่จริงก็อยากได้ปากกาตัดเส้นนะครับ แต่ผมไปเลือกเองดีกว่าอยากลองยี่ห้อใหม่จากญี่ปุ่นด้วย แล้วพี่ชัยจะไปซื้ออะไรที่ห้างหรอ”
“นี่ไง” วิชัยถลกเสื้อขึ้นเผยพุงกลมน้อยๆสีขาวจั๊วะตามประสาลูกหลานคนจีน
ทั้งอ๊อดและแม่สุภาหลุดขำออกเสียงกับความซื่อของเขยคนเดียวในบ้าน มีแต่อี๊ดที่นั่งเอามือกุมขยับกับความน่าขันของสามี
“พี่จะให้ผมดูอะไร กุญแจรถ มือถือกระติกน้ำหรือเป้าเกงพี่” อ๊อดพูดหยอกพี่เขยพร้อมพยายามกลั้นขำ
วิชัยขมวดคิ้วแล้วรีบเฉลย “เข็มขัดดิเว๊ย พี่จะให้ดูเข็มขัดมันเก่าจนหนังเปื่อยแล้ว เลยอยากให้อี๊ดไปช่วยเลือกที่ห้าง ไปมองตรงไหนของแกวะเนี่ย”
มีเพียงเด็กน้อยบนเตียงคนไข้เท่านั้นที่งงว่าผู้ใหญ่เขาขำอะไรกัน แต่ตัวเขาเองก็ไม่ได้สนใจอยากหาคำตอบ เขาแค่รอไหว้ลาเมื่อลุงกับป้ากอดคุณย่าและฝากฝังให้พ่อของเขาฟังและจดจำข้อมูลจากคุณหมอที่จะเข้ามาตรวจ
“ถ้าคุณหมอตรวจแล้วไม่มีอะไรน่าห่วง เราก็จะได้กลับบ้านวันนี้กันนะคะคุณแม่” แม่สุภายิ้มรับ มองตามหลังลูกสาวและลูกเขยที่ค่อยๆเดินลับไปจากประตู
เสียงกระดาษเปิดพลิกไปมาดังฟึ่บฟั่บเพราะคุณหมอเ้าของไข้พยายามอ่านประวัติการลุกลามของโรคและประวัติการรักษาของแม่สุภาให้ถี่ถ้วนก่อนจะวิเคราะห์การรักษาต่อไป “ถ้าอยากกลับบ้านวันนี้ก็ได้นะครับ อาการปวดมากๆแบบเมื่อเช้าก็เป็ปกติของตัวโรค เดี๋ยวหมอจะสั่งยาแก้ปวดชนิดรุนแรงให้ แต่มันมีผลข้างเคียงเยอะห้ามใช้บ่อยนะครับ” หมอหนุ่มจดบางอย่างลงในแฟ้มประวัติก่อนยกข้อมือขึ้นดูเวลา “ตอนนี้สิบโมงเจ็ดนาที กว่าพยาบาลจะเดินเอกสารจำหน่ายคนไข้เสร็จก็น่าจะได้กลับประมาณบ่ายสองนะครับ” หมอยิ้มอ่อนโยนให้คนไข้ “แต่หมอขอนัดเจออีกหนึ่งอาทิตย์นะครับ อาการยังทรงๆต้องดูแลใกล้ชิดอยู่ ขอเป็วันอังคารหน้านะครับ”
“วันอังคารหน้าก็ยังดีค่ะคุณหมอ อยู่ที่นี่นานๆคิดถึงบ้านจะแย่แล้วค่ะ” แม่สุภาอารมณ์ดีขึ้นมากเมื่อรู้ว่าจะได้กลับบ้านที่ห่างมาหลายอาทิตย์
ระหว่างรอพ่ออ๊อดเดินเื่เอกสารรับรองการออกจากโรงพยาบาล สองย่าหลานก็นั่งดูโทรทัศน์ไปพลางคุยเล่นไปพลาง และโฆษณาละครที่คุณย่ารอคอยก็มา
“นัสเอ๊ย คืนนี้นั่งดูมนต์รักลูกทุ่งกับย่านะลูก วสุก็จะมาด้วยเมื่อวานย่าชวนเค้าไว้”
“ละครอะไรอ่ะครับคุณย่า มีแต่ควายกับดินนัสชอบดูอุลตร้าแมนมากกว่า” แต่แล้วหลานตัวน้อยก็ต้องยอมรับปากว่าจะดูละครเป็เพื่อนคุณย่าเพราะเจอคำสอนไปบทใหญ่ ก่อนจะเงียบไปเพราะรายการโทรทัศน์ปกติถูกตัดเข้ารายการถ่ายทอดสดของทางสถานี
“สุ-ยุบ-ลา-คาคืออะไรหรอครับคุณย่า” ความสงสัยของเด็กน้อยที่เพิ่งเคยได้ยินคำนี้เป็ครั้งแรกถูกแก้ไขด้วยคุณครูภาษาไทยผู้มากประสบการณ์
“อ่านว่า สุ-ริ-ยุบ-ปะ-รา-คา นะลูก มาจากคำว่า สุริยะที่แปลว่าพระอาทิตย์รวมกับคำว่า อุปราคาที่แปลว่า บดบัง หรือเข้าไปใกล้ให้มีมลทิน นั่นก็คือ...” คุณครูสุภาอธิบายไหลลื่นตามความเคยชินแต่กลับต้องสะดุดกับสายตาอันเหม่อลอยของหลานชาย เธอลืมไปว่านัสไม่เหมือนกับวสุที่ชอบฟังคำตอบละเอียด ข้อมูลเยอะๆยากๆเช่นนี้
“พูดให้ง่ายก็คือ” ครูสุภาเน้นเสียงให้หลานชายดึงสติกลับมา “มันคือการที่พระอาทิตย์ พระจันทร์ และโลกหมุนมาอยู่เป็แถวตรงกัน เหมือนที่นัสกินลูกชิ้นเสียบไม้ไงลูก”
นัสนิ่งไปครู่หนึ่งก็เอ่ยขึ้น “พวกเขามาต่อแถวตรงกันแล้วดวงจันทร์ก็อยู่ตรงกลางใช่มั้ยครับ อย่างนี้เราก็โดนดวงจันทร์บังแสงอาทิตย์ไปหมดสิครับ” ถึงจะดูไม่ชอบเื่วิชาการสักเท่าไหร่แต่เ้านัสก็ถือว่าเป็เด็กหัวไวคนหนึ่ง
“ใช่ครับเพราะอย่างนี้คนโบราณถึงเชื่อกันว่าเมื่อเกิดสุริยุปราคาขึ้นมา พวกเขาจะเคาะหรือตีหม้อชามรามไหให้เกิดเสียงดังมากๆเพื่อขับไล่เงามืดให้ออกไปไงลูก” คุณย่าเสริมความรู้ที่มีมาแต่โบราณแบบเข้าใจง่ายให้หลานชาย
“ต้องทำเสียงดังหรอครับ” นัสใช้ความคิดไม่นานก็นึกแนวทางดีๆออก “งั้นนัสจะไปยืมไมโครโฟนที่โต๊ะน้าวรรณมาร้องเพลง” ว่าแล้วเ้าตัวก็เลื้อยไหลลงจากเตียงคนไข้ไปยืนเต้นยึกยือบนพื้น
“โอะ โอะ โอะ โอ๊ยน่ากลัวจังเลย ชั้นต้องกลัวชั้นต้องกลัวรึปล่าว...” แต่เพลงดังของสาวน้อยมหัศจรรย์ที่เพิ่งออกอัลบั้มแรกไปเมื่อต้นปีดันโดนขัดั้แ่ยังร้องท่อนแรกไม่ทันจบ