มหาสงครามศิลากำเนิดจักรวาล (The Cosmic War of the Genesis Stone)

    ⚔️ บทที่ 18 : ความหิวและกองไฟที่ไม่อบอุ่น


    ⚔️ บทที่ 18 : ความหิวและกองไฟที่ไม่อบอุ่น

    ย่ำค่ำ ฟ้ากลืนเอาแสงสุดท้ายไปอย่างใจร้าย ป่ากรีนโกลว์กลายเป็๞เงาทึบที่คลอด้วยเสียงแมลงน้อย ๆ กองไฟเล็กเกิดยากกว่าทุกคืน ไม้ชื้นจนต้องเป่าลมหลายครั้ง เปลวเพลิงจึงค่อย ๆ ช้อนใบหน้าของทั้งคู่ขึ้นมาให้มองเห็นกันชัดขึ้น—และเห็นความล้าในกันและกันชัดขึ้นด้วย


    ท้องไครอสร้องดังจนเขาเผลอก้มหน้าซ่อน อัครอสทำเป็๞ไม่ได้ยิน หยิบถุงหนังออกจากย่าม ลูบคลำอยู่พักหนึ่งราวกับหวังว่าความพร่ำภาวนาจะทำให้มันพองขึ้น แต่สิ่งที่ได้คือผลไม้ป่าลูกเล็ก ๆ สองลูก—หนึ่งช้ำ อีกหนึ่งฝาด


    “แบ่งกัน” ผู้เฒ่าชูมันขึ้นช้า ๆ


    ไครอสส่ายหน้า “ท่านกินเถอะ ข้ายังพอทน—”


    “คำว่า ‘ทน’ ไม่ใช่ภาษาของเด็กเจ็ดขวบ” อัครอสตัดบท พร้อมยัดลูกที่ดีกว่าใส่มือเด็กชาย “กิน”


    ไครอสกัดคำแรก ฝาดจนคอหด เขาพยายามกลืนโดยไม่ทำหน้า แต่ดวงตากลับพร่าขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่ ไม่ใช่เพราะรสชาติ—แต่เพราะรู้ว่าอีกลูกที่เหลือเลวกว่า และผู้เฒ่าจะกินมันโดยทำเป็๞อร่อยอย่างไม่น่าเชื่อ โชคร้ายที่ไฟกองน้อยสะท้อนทุกท่าทาง—รวมถึงการที่อัครอสต้องกลืนน้ำลายก่อนกัดคำแรก


    “อร่อยดี” ผู้เฒ่าบอกพร้อมยิ้ม—ยิ้มที่สวยที่สุดเท่าที่คนอด ๆ อยาก ๆ จะยิ้มได้


    พอกินเสร็จ ความเงียบก็กลับมา ไครอสวางดาบไว้ข้างตัว เอามือกุมท้องไว้หลวม ๆ กลิ้งตัวนอนตะแคงมองกองไฟที่กะพริบ เขาได้กลิ่นควันจาง ๆ ติดเสื้อคลุม—กลิ่นซึ่งปกติคือความอบอุ่น แต่คืนนี้กลับแฝงความหนาว เพราะเขารู้ว่าความร้อนของไฟนี้มีจำกัด…เหมือนกำลังของคนสองคน


    “ท่านอัครอส” เขาเรียกเบา ๆ


    “หืม”


    “คืนที่ข้าฆ่าเงาตัวนั้น…ข้ากลัวจนคิดจะหนี” เขาพูดเร็วเหมือนกลัวเปลี่ยนใจ “แต่พอเ๯้าเต่าถูกกระแทก ข้ากลับโกรธจนลืมกลัว แล้วข้าก็ฆ่ามัน ข้า…กลายเป็๞คนเลวหรือเปล่า”


    ไฟแตก เปรี๊ยะ อัครอสทอดสายตาไปยังเปลวเพลิงนานกว่าจะตอบ “โกรธเพราะรัก ไม่ใช่ความเลว โกรธแล้วฆ่าโดยไม่จำ—นั่นอาจใช่ แต่เ๯้าจำได้” เขาหันมาสบตาเด็กชาย “เ๯้าจำเ๯้าเต่า จำว่าทำไมเ๯้าจึงยกดาบ นั่นคือสิ่งที่ทำให้เ๯้ายังเป็๞เ๯้า”


    ไครอสขยับเข้าใกล้กองไฟ ตาเขาเงยขึ้นมองควันที่ลอยสูงหายไปในมืด “ข้ากลัวว่าถ้าวันหนึ่งข้าเก่งมาก ๆ ข้าจะลืมว่าข้าถือดาบเพื่ออะไร”


    “ก็อย่าลืม” เสียงผู้เฒ่าตรงไปตรงมาเสียจนกลายเป็๞คำสอนที่หล่นลงกลางอก


    ลมกลางคืนเริ่มแรง เปลวไฟโงนเงน อัครอสค่อย ๆ ขยับเสื้อคลุมของตนเอง ไปคลุมตัวเด็กเพิ่มอีกชั้น ไครอสจะค้าน แต่ผู้เฒ่ามองด้วยแววตาที่ไม่ให้อภิปราย เขาจึงยอมเงียบ นอนนิ่ง ใบหน้าแนบสาบเสื้อที่ยังอุ่นกลิ่นควันและกลิ่นสมุนไพรที่ผู้เฒ่ามักพกเสมอ—กลิ่นที่สำหรับเขาแปลว่า “บ้าน”


    ก่อนหลับ ไครอสยกมือแตะเหรียญเงินที่อก “ถ้ามารดาได้กลิ่นนี้—กลิ่นควันและสมุนไพร—ท่านจะรู้ไหมว่าข้ายังปลอดภัย”


    “ถ้าเป็๞แม่…เขารู้เสมอ” ผู้เฒ่าตอบโดยไม่คิด “แม่รับรู้สิ่งที่โลกไม่ยอมบอกใคร”


    คำตอบนั้นทำให้ลมหายใจของเด็กชายยาวขึ้นทีละนิด ในที่สุดก็กลายเป็๞เสียงหายใจสม่ำเสมอ อัครอสจ้องไฟที่ค่อย ๆ มอดและพึมพำคาถาเล็ก ๆ ยืดยาว—ไม่ใช่เพื่อป้องกันภัย หากเพื่อขอให้รุ่งเช้ามาถึงช้าลงอีกนิด ให้เวลาสองชีวิตเล็ก ๆ ได้พักอีกสักครู่


    ไฟดับลงเหลือแต่เถ้า—กองไฟไม่ได้อบอุ่นนัก แต่คนสองคนที่หลับอยู่ข้างกันนั้น อบอุ่นพอให้ค่ำคืนผ่านไปโดยไม่แตกสลาย