ตอนที่ 22: เ้าไม่คู่ควร
“ซูหลี่เหริน เ้าต้องเรียนรู้ที่จะยอมรับความพ่ายแพ้และความเป็จริง ! ” เฉินจิ้นเป่ยปลอบใจซูหลี่เหริน ถึงจะบอกว่าเป็คำปลอบใจ แต่จริง ๆ แล้วมันคือการเย้ยหยัน
ตอนที่ซูหลี่เหรินไปยังสำนักศึกษาผิงโจว เขาใช้คำพูดเหล่านี้เพื่อเยาะเย้ยบัณฑิตของสำนักศึกษาผิงโจว
“ข้าไม่ยอมรับ ! ”ซูหลี่เหรินยังทำตัวหยิ่งทะนงเช่นเดิมมันเป็ไปไม่ได้เลยที่เขาจะยอมรับความพ่ายแพ้เยี่ยงนี้เขาได้พูดขึ้นมาด้วยตาที่แดงก่ำ “เขามีความชอบธรรมกับตัวก็จริง แต่เขาคงไม่อาจจะเอาชนะผู้รับชะตาระดับ8 ไปได้ นี่คือความเป็จริง ! ”
“ดังนั้น....ข้า ! ไม่ยอมรับความพ่ายแพ้! ”
ตามบันทึกโบราณ แทบจะไม่มีใครที่ได้รับพลังแห่งความชอบธรรมครั้งแรกและจะผ่านขีดจำกัดของชีวิตไปได้ เพราะหาก้าเชี่ยวชาญพลังแห่งความชอบธรรมแล้วงั้นก็ต้องเป็หนึ่งเดียวกับคุณธรรม เหตุผลว่าทำไมจักรพรรดิต้าเหยียนถึงได้ครอบครอบพลังแห่งความชอบธรรมก็เพราะเขาคือจักรพรรดิแห่งต้าเหยียนจักพรรดิคนที่ 9เขามีหน้าที่ต้องปกครองโลก
ในมุมมองของซูหลี่เหรินแล้ว หลินอี้นั้นเป็ลูกของปัญญาชนจน ๆ เขาไม่มีสิทธิ์ที่จะพลังความชอบธรรมห้าวหลาน
“ไม่ผ่านขีดจำกัดของชีวิตรึ ? ” หลินอี้ใจสั่นเขาตัดสินใจที่จะถามเื่นี้กับเฉินจิ้นเป่ยหลังจากนี้
หากเขาไม่อาจจะแกร่งขึ้นได้ งั้นเขาจะเอาตัวรอดในโลกนี้ได้ยังไง ?
เขาจะกลายเป็ผู้ปกครองของยุคนี้ได้ยังไง ?
“เ้าไม่ต้องกังวลเื่นี้ ! ” เฉินจิ้นเป่ยพูดขึ้นด้วยท่าทีเยือกเย็น“ข้าเห็นแก่ที่เ้าเป็ตัวแทนของสำนักศึกษาจวินจี๋ดังนั้นข้าจึงยอมพูดคุยกับเ้ายาวนานเช่นนี้ ไปได้แล้ว ! ”
เฉินจิ้นเป่ยสบายใจอย่างมาก ในที่สุดเขาก็ได้ปล่อยวางความแค้นเคืองตลอดหลายปีมานี้ไป
สบายใจจริง ๆ !
ตอนนั้นซูฉางหยู่ก็ได้คลานไปหาซูหลี่เหรินก่อนจะกล่าวว่า “ท่านพี่ ไปกันเถอะ ! ”
“เมตตารึ ? ” ซูหลี่เหรินคิ้วขมวดและพูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงทุ้ม “เ้าแข็งแกร่งขนาดนั้นเลยรึ? เ้ากลัวอาจารย์ของสำนักศึกษาข้ามิใช่รึ ? ในสำนักศึกษาจวินจี๋แม้แต่อาจารย์ก็ยังต้องไว้หน้าข้า สำนักศึกษาผิงโจวไม่มีแม้แต่บทกวีที่ได้รับการจารึกพวกเ้าไม่มีสิทธิ์.... ”
“ท่านพี่ ! ”ซูฉางหยู่รีบพูดขึ้นมา “ท่านจางตายไปแล้ว ! ”
ตาของซูหลี่เหรินกระตุก ความคิดมากมายโผล่มาในหัวของเขาเขามองไปที่หลินอี้และเฉินจิ้นเป่ย ก่อนจะพูดขึ้นมา “ได้ ครั้งนี้ข้าแพ้ครั้งหน้าข้าจะไปเยี่ยมเยียนสำนักศึกษาผิงโจวอีกครั้ง ! ”
พรึบ...ซูหลี่เหรินหันกลับและเดินออกไป
คนรับใช้ต่างพากันแบกซูฉางหยู่และรีบตามไปทันที
....
“อาจารย์เฉิน ท่านจะปล่อยพวกนั้นไปรึ ? ”หลินอี้ประคองซูหวายจื้อขึ้นมาและเดินไปหาเฉินจิ้นเป่ยเขามองไปที่อีกฝ่ายด้วยความสงสัย
เฉินจิ้นเป่ยพูดขึ้นมาด้วยท่าทีหมดหนทาง “ไม่มีทางเลือกเขาคือตัวแทนของสำนักศึกษาจวินจี๋ นอกจากนี้...เ้าก็ไม่ได้เสียหายอะไร ! ”
“น้องเขาแทบพิการก็เพราะเ้า เขากลับไปพร้อมความอับอาย อีกอย่างแล้ว...ข้าก็ยังทำให้เขาาเ็หนักความชอบธรรมของเ้าเพียงพอที่จะทำให้จิตใจใฝ่วรรณกรรมของเขาสั่นคลอนได้”
“เ้าควรพอใจได้แล้ว ! ”
เฉินจิ้นเป่ยอายเกินกว่าจะพูดกับหลินอี้ตรง ๆ เขาดูไม่เหมือนกับปัญญาชนแม้แต่น้อย
แต่ยิ่งหลินอี้เป็เช่นนี้ เขาก็ยิ่งรู้สึกว่าหลินอี้คือคนที่์ประทานมา
ปัญญาชนระดับนี้ไม่จำเป็ต้องประเมินอีกต่อไป
ไม่ใช่แค่แต่งบทกวีที่โดดเด่นออกมาได้ แต่ยังตอบคำถามของสถานศักดิ์สิทธิ์ได้อีก....
เขาอดไม่ได้ที่จะตื่นเต้น
“จะบอกว่าไม่ได้เสียหายอะไร.... ” หลินอี้คิดทบทวนดูสักพักมันเหมือนเป็เช่นนั้นจริง แต่หลังจากที่คิดดูอีกรอบ เขาก็ส่ายหน้าและพูดขึ้นมา“ข้าเสียหายไปมากมาย ! ”
“เสี่ยวอี้ เราไม่ได้เสียหายอะไร ไม่ใช่แค่ว่าโดนไล่ออกจากสถานศึกษารึ ?พ่อไม่สนใจสั่งสอนเด็กน้อยพวกนี้แล้ว ! ” ซูหวายจื้อใจแข็งขึ้นมา เขามองหลินอี้ด้วยสีหน้าโล่งอก
เฉินจิ้นเป่ยพูดขึ้นด้วยท่าทีโกรธ “เ้าเสียหายตรงไหนกัน ? ”
หลินอี้พูดขึ้นด้วยสีหน้าจริงจัง “ตระกูลซูน่ะเกี่ยวข้องกับโจรขโมยอาคมลัทธิเต๋าจากศาลาเจิ้นโมถางข้าถูกส่งไปทำงานที่นั่นและต้องรับผิดเื่นี้ทุกอย่างคือฝีมือของตระกูลซู พวกเขากับจางเชิงฉายน่ะเป็พวกเดียวกัน ! ”
ซูหวายจื้ออึ้งไปสักพัก หลังจากที่คิดถึงประเด็นสำคัญต่าง ๆ แล้ว เขาก็กระทืบพื้นแล้วพูดขึ้น
“ ใช่ ใช่ข้าว่าแล้วว่าทำไมซูฉางหยู่ถึงได้เสนอตัวเอาเงินมาให้เรายืมเพื่อให้หลินอี้ไปทำงานที่นั่นเพื่อเป็แพะรับบาป... ”
“ข้าคิดว่าพวกเขาจะเป็คนดี แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าพวกเขาคิดจะฆ่าเสี่ยวอี้ของข้า ! ”
ข่าก...ถุย ! ซูหวายจื้อถุยน้ำลายลงพื้น
“จริงรึ ? ” สายตาของเฉินจิ้นเป่ยสะท้อนแสงอันเ็าออกมาสายตาเขาดูเ็าและเคร่งเครียดอย่างมาก “หากมันเป็ความจริงเช่นนั้น....แม้ว่าเขาจะเป็คนของสำนักศึกษาจวินจี๋ แต่เขาก็ไม่อาจจะรอดไปได้ ! ”
แต่เฉินจิ้นเป่ยยังไม่คิดที่จะผลีผลามลงมือเขามองไปที่หลินอี้และซูหวายจื้อก่อนจะพูดขึ้น “มีหลักฐานรึไม่ ? ”
“ไม่มี ! ” หลินอี้ส่ายหน้าและพูดขึ้น “สิ่งที่ซูฉางหยู่พูดเมื่อสักครู่อาจารย์เฉิน ท่านบอกได้รึไม่ว่าเขาโกหกรึไม่ ? ”
เฉินจิ้นเป่ยหน้าแดงและพูดขึ้น “ข้าไม่อาจจะมองออก ! ”
“ ? ? ? ” หลินอี้อึ้งไปสักพักและพูดขึ้น “แล้วตอนอยู่ที่ศาลาว่าการ.... ”
“ข้าทำให้จางเชิงฉายกลัว ท่าทีของเขาทำให้ข้ารู้ว่าเขาโกหก ดังนั้นข้าจึงลงมือ”เฉินจิ้นเป่ยมองไปที่ทางซูหลี่เหรินและคนอื่น ๆ ที่จากไป และพูดขึ้น“แต่ซูหลี่เหรินนั้นต่างออกไป เขาคือคนของสำนักศึกษาจวินจี๋ หากไม่มีหลักฐานมัดตัวเช่นนั้นข้าก็ไม่อาจจะทำอะไรเขาได้ นอกซะจากว่า... ”
หลินอี้ใจสั่นด้วยความเครียด “นอกซะจากอะไร ? ”
เฉินจิ้นเป่ยเงยหน้าขึ้นพร้อมเอียงหัว“นอกซะจากว่าเขาจะโดนขับไล่ออกจากสำนักศึกษาจวินจี๋ แต่มันแทบเป็ไปไม่ได้เลยในเขตหนานซิงนั้น บัณฑิตที่มีจิตใจใฝ่วรรณกรรมนั้นมีน้อยนี่ไม่ต้องนับอัจฉริยะเช่นซูหลี่เหรินเลย... ”
เฉินจิ้นเป่ยถอนหายใจออกมาและพูดต่อ “ตอนนี้เราได้อาคมลัทธิเต๋ากลับมาแล้วสำนักศึกษาจวินจี๋ต้องปกป้องและช่วยเขาไม่ให้ตกเป็ผู้ต้องสงสัยแน่ ! ”
หลินอี้คิ้วขมวดและพูดขึ้น “นอกจากนี้ยังมีทางอื่นรึไม่ ? ”
“ไม่มี ! ” เฉินจิ้นเป่ยส่ายหน้า
หลินอี้ยอมปล่อยวางเื่นี้ แต่เขาไม่คิดที่จะมองข้ามเื่นี้ไปลูกผู้ชายแก้แค้นร้อยปีก็ยังไม่สาย
ลูกผู้ชายนั้น เมื่อเขาโดนอีกฝ่ายตบหน้า เขาก็ต้องตบหน้าอีกฝ่ายคืน...
หลินอี้คือคนเ้าคิดเ้าแค้น
อีกไม่นานซูหลี่เหรินจะต้องตกอยู่ในกำมือของเขา!
ตอนนั้นเหล่าพ่อค้าที่ส่งลูกมาเรียนที่สถานศึกษาพากันเดินเข้ามาหาซูหวายจื้อ,หลินอี้ และเฉินจิ้นเป่ย ด้วยท่าทีละอายใจ
พวกเขาพากันโค้งและทำความเคารพ
“ท่านซู เป็ข้าเองที่ไม่รู้เื่รู้ราวอะไร ข้าต้องขอโทษท่านจริง ๆ ... ”
“ท่านซู สิ่งที่เราทำลงไปนั้นผิด เราดูถูกท่าน เรา...เรา...”
“ท่านซู หากท่านสอนที่สถานศึกษานี้ต่อ เรายอมจ่ายให้ท่านมากกว่าเดิม 10 เท่า ! ”
“ท่านซู ข้าจะตบปากตัวเอง ! ”
เหล่าพ่อค้าพากันขอโทษออกมา บางคนถึงกับยอมตบหน้าตัวเองต่อหน้าซูหวายจื้อ
หลินอี้ไม่ได้พูดอะไรออกมา
ซูหวายจื้อมองดูพ่อค้าเ่าั้ด้วยความสงสาร ก่อนจะพูดขึ้น“พวกเ้า...ไปให้พ้นหน้าข้าเสีย ! ”
“ ... ”
“ท่านซู อย่าทำเช่นนี้ ไม่จำเป็ต้องใจร้ายกับเราก็ได้ ! ”
“เราขอโทษแล้ว ท่าน้าอะไรอีก ? ทำไมท่านถึงไม่ไว้หน้าเราบ้าง ? ”
“ยังไงซะเราก็เป็คนเมืองเดียวกัน หากท่านทำเช่นนี้เราคงอยู่ร่วมกันไม่ได้ในอนาคต... ”
เหล่าพ่อค้าที่ยอมลดตัวทำเช่นนี้ ต่างเริ่มไม่พอใจขึ้นมา
เฉินจิ้นเป่ยมองไปรอบ ๆ และฮึดฮัดออกมา “พวกเ้า้าคืนดีกับท่านซู แต่ท่านซูไม่คิดจะคืนดีกับพวกเ้า...ท่านซูจะเป็อาจารย์ของสำนักศึกษาผิงโจวพวกเ้าไม่คู่ควรให้เขาอยู่สั่งสอน ! ”
จากนั้นเฉินจิ้นเป่ยก็โค้งให้กับซูหวายจิ้อและพูดขึ้น “ท่านซู ท่านจะให้เกียรติไปสั่งสอนที่สำนักศึกษาผิงโจวได้รึไม่? ”