หงสาสีนิล (จบ)

    เล่มที่ 2 บทที่ 35 เข้าร่วมหน่วยลาดตระเวน

            อาลู่ไม่อยากแบกน้องสาวไปเจอนายท่านสาม  

            เมื่อเทียบกันแล้วเขายังเลือกที่จะเชื่อใจเจ้ามืด เจ้าก้างและเสี่ยวอวี้มากกว่า

            เจ้ามืดนั้นชื่นชอบน้องสาวเขามาโดยตลอด เจ้าก้างยามไปเตร็ดเตร่กับเจ้ามืดก็เชื่อฟังเจ้ามืดมาก ส่วนเสี่ยวอวี้ เจ้านกที่เพิ่งมาใหม่ แม้มันจะโดนน้องสาวรังแกอย่างไม่เป็นธรรมเสมอมา ทว่ายามมีสัตว์ตัวอื่นเข้ามาใกล้ มันก็ออกแรงคอยกางปีกไล่ตะเพิดพวกสัตว์เหล่านั้นให้ล่าถอยไปตลอด

            แท้จริงแล้วในความคิดของเจ้านกนั้นเห็นว่าเจ้าพวกสองขานี่คือเพื่อนเล่นของมัน มีเพียงมันเท่านั้นที่รังแกได้ ส่วนสัตว์ตัวอื่นอย่าได้คิดฝัน

            แม้ว่าเพียงผ่านไปแค่สองวันเจ้านกก็ถูกเจ้าทารกสองขาดึงขนเข้าอีกเส้นหนึ่งเสียแล้ว ทว่ามันก็ยังคงมีความคิดว่าเหล่าผู้อาวุโสในเผ่าก็ดูแลเจ้าพวกสองขาหัวล้านเช่นนี้ แต่ช่างน่าเสียดายที่เจ้าทารกสองขานี่ไม่ค่อยจะฟังคำสั่งมันนัก แต่ถึงกระนั้นชาวนกอินทรีอย่างพวกมันนั้นอายุยืนยาวนัก ฉะนั้นมันย่อมมีเวลามากพอจะอมรมเจ้าทารกสองขานี่หรอก

            ส่วนเจ้าเด็กหนุ่มสองขา มันกลับรู้สึกชอบพอนัก ซ้ำบนร่างกายเจ้าเด็กหนุ่มนี่ยังมีบางสิ่งที่ทำให้มันรู้สึกสนิทสนมเหลือเกิน

            เผ่าพันธุ์อินทรีนั้นแม้จะมีอายุยืนยาว แต่จำนวนในเผ่ากลับน้อยนัก ไม่ใช่เพียงว่าเจ้าลูกนกในเผ่ามันนั้นมาเกิดได้ยากยิ่ง ทว่าเป็นเพราะพวกมันมีจุดอ่อนที่ร้ายแรงจนถึงชีวิต นั่นคือเมื่อยามราตรีมาเยือน เหล่านกอินทรีอย่างพวกมันนั้นมักจะคลุ้มคลั่งได้ง่าย

            ราวกับมีเสียงหนึ่งที่ดังขึ้นมาจากฟ้าดินกำลังเรียกหาพวกมันจนทำให้ปวดหัวแทบจะระเบิด ซ้ำยังรู้สึกฉุนเฉียวเสียอยากจะเอาหัวโขกฟ้าโขกดินเสียให้ได้

            เหล่าอาวุโสในเผ่าส่วนใหญ่ก็จากโลกไปด้วยวิธีนี้ ‘โขกศีรษะตาย’ โดยพวกมันจะหาหน้าผาสักที่ จากนั้นจึงกระหน่ำพุ่งศีรษะเข้าชน

            ส่วนพวกอินทรีเด็กนั้นก็ไม่รู้ด้วยเหตุใด ราวกับยิ่งโตขึ้นอาการนี้ก็จะยิ่งหนักขึ้นเช่นกัน

            ดังนั้นพวกมันจึงชอบอาศัยอยู่กันบนภูเขาหิมะ ที่แห่งนั้นสงบกว่าที่อื่น นอกจากนั้นยังมีเจ้าพวกหัวล้านให้ไปเล่นสนุกด้วย ส่วนสาเหตุหลักที่ทำให้พวกมันมาอยู่บนภูเขาหิมะคือ เสียงสวดมนต์ของพวกหัวล้าน สำหรับพวกมันแล้วยามพวกมันได้ยินเสียงสวดมนต์นั้นราวกับพวกมันได้รับการปลอบประโลม แม้จะไม่อาจบรรเทาได้ทั้งหมด แต่ก็ยังดีเสียกว่าทนกับอาการปวดหัว

            ทว่าเจ้าเด็กหนุ่มสองขาอาลู่นี้สามารถบรรเทาอาการทั้งหมดของมันได้ มันจึงตัดสินใจแล้วว่าจะอยู่กับเจ้าเด็กหนุ่มนี่ชั่วคราว

            ถึงอย่างไรเสียมันก็ยังอยู่ในช่วงออกบินหาประสบการณ์ เหล่าผู้อาวุโสก็ไม่ได้บอกว่ามันต้องกลับไปเมื่อใด

            ปกติแล้วเหล่าอินทรีที่ออกมาด้านนอกนานแล้ว ก็มักจะบินกลับไปยังภูเขาหิมะอยู่ดี เพราะด้านนอกนั้นอึกทึกเกินกว่าพวกมันจะรับไหว

            แต่ไหนแต่ไรมาสถานการณ์ของพวกมันก็มักจะเป็นเช่นนี้

            ในที่สุดก็เจอคนที่จะบรรเทาความเจ็บปวดของพวกมันได้ทั้งหมดเสียที ถึงขนาดที่มันได้ยินเสียงนั้นครั้งแรกก็พลันหลับไปทันที

            เจ้าเด็กหนุ่มสองขานี่ยังแอบตั้งชื่อให้มันอีก อยู่ดีๆ ก็เรียกมันว่าเสี่ยวอวี้ มันรู้สึกไม่ชอบชื่อนี้เอาเสียเลย ฟังแล้วไม่น่าเกรงขามเลยสักนิด เพียงแต่ยามเจ้าเด็กนี่เรียกชื่อมัน ท่าทีก็จะเปลี่ยนเป็นอ่อนโยนเป็นพิเศษ มันจึงตัดสินใจว่าจะไม่ถือสาเจ้าเด็กนี่ก็แล้วกัน

            เสี่ยวอวี้ตกลงกับตัวเองว่าระยะนี้จะตามติดเจ้าเด็กหนุ่ม แล้วคอยสั่งสอนเจ้าทารกไปด้วย

            ดังนั้นตอนที่อาลู่เอ่ยปากว่า “พวกเจ้าช่วยกันดูแลอาโย่วให้ดี ข้าออกไปข้างนอกเพียงครู่เดียว เดี๋ยวก็กลับมา”

            เสี่ยวอวี้ได้ยินดังนั้นก็ดีใจจนตัวลอย สยายปีกขึ้นตบอกตัวเองทันที

            ทางเจ้ามืดก็ร้องตอบขึ้นทีหนึ่ง

            ส่วนเจ้าก้างดูดีใจไม่เบาที่เด็กหนุ่มจะพามันไปด้วย

            เหล่าปานั้นตอบอย่างรำคาญ “รีบไปเสีย มีข้าอยู่ทั้งคน ไม่มีทางปล่อยให้เจ้าตัวเล็กเป็นอะไรหรอก”

            อาลู่จึงขึ้นหลังเจ้าก้างหายลับเข้าไปทางปากถ้ำ

            ทั้งคนและม้ายามนี้นับว่าได้ร่วมผ่านความเป็นความตายมาด้วยกัน ผนวกกับได้อยู่ร่วมกันมาหลายวันจึงเข้าใจกันยิ่งขึ้น จนรู้สัญญาณลับของกันและกัน

            อาลู่ยามออกจากถ้ำ ก็พบกับแม่นางหลัวพอดี

            เมื่ออาลู่แหงนหน้ามองก็เห็นนายท่านสาม แม้จะไม่สะดุดตานัก แต่อาลู่ก็ยังมองเห็นเพราะสายตาเขานั้นดีกว่าใคร

            นายท่านสามนั้นอยู่ในเรือนราวกับตั้งใจรออยู่

            เขามองเห็นสีหน้าของนายท่านสามได้ชัดเจน ช่างอ่อนโยนนัก

            หลัวอู๋เลี่ยงเห็นเด็กหนุ่มบนหลังม้า บัดนี้ท่วงท่าของเขาดูสง่างามไม่เบา 

            เจ้าเด็กหน้าซีดร่างผอมกะหร่อง รักษาตัวแค่ระยะเดียว ก็ดูคมสันขึ้นไม่เบา

            “มีชีวิตอยู่ย่อมดีกว่าจริงๆ”

            แม่นางหลัวกล่าวเบาๆ ใบหน้าไม่ปรากฏแม้แต่รอยยิ้ม

            ยามอยู่ด้านนอกนั้นนางแทบไม่เคยยิ้ม

            อาลู่พยักหน้าตอบเบาๆ ไม่ได้หันมองแม่นางหลัวแม้แต่น้อย เร่งออกเดินทางต่อ เพื่อไปหานายท่านสาม

            เพราะนายท่านสามนั้นคิ้วราวกับโดนคมมีดปาดหายไปกว่าครึ่ง จึงเป็นเหตุให้ทุกคนเรียกเขาว่า นายท่านสามคิ้วบาก บัดนี้ผมเผ้าที่เขามัดไว้หลวมๆ ได้คลายออกจนบางส่วนลงมาปรกหน้า โดยเฉพาะปอยหนึ่งที่ร่วงลงมาบดบังคิ้วที่บากหายไปของเขา ทำให้ดูแล้วมีกลิ่นอายบุรุษเจ้าสำราญไม่เบา

            “บาดแผลหายดีรึยัง”

            อาลู่พยักหน้าขืนๆ ตอบ แม้นายท่านสามนั้นจะมองดูแล้วอ่อนโยนเพียงใด ยามอยู่ต่อหน้าเขาก็ยังรู้สึกมวนท้องอยู่ดี

            “เจ้าอายุยังน้อย ร่างกายก็ไม่เลว” นายท่านสามพูดแล้วก็ตบไหล่เด็กหนุ่มสองสามที

            อาลู่รู้สึกว่ามือเขาช่างเย็นเยียบ

            ยามเขาเข้ามาในห้องนายท่านสาม เขาไม่ได้นั่งอยู่หน้าโต๊ะราวกับเขียนอะไรบางอย่างอยู่ ทว่าเขานั้นรู้ว่านายท่านสามก่อนหน้านี้จะต้องเขียนอักษรอยู่เป็นแน่ เพราะชายแขนเสื้อเขานั้นยังคงมีคราบหมึกปรากฏอยู่ ซ้ำยังเป็นรอยใหม่ที่เพิ่งเปื้อน

            ทว่าบัดนี้นายท่านสามกลับกำลังป้อนอาหารม้าอยู่

            ในเรือนแห่งนี้มีม้าอยู่หกตัว ล่ออีกสี่ตัว และอาวุธพวกดาบและมีดอีกกองใหญ่

            อาลู่รู้สึกตกใจเล็กน้อย แม้เหล่าปาจะเคยเล่าให้เขาฟังว่านายท่านสามในตอนแรกนั้นยังไม่ใช่นายท่านสาม เป็นเพียงบัณฑิตที่โดนเหล่าโจรจับมาบนภูเขาแห่งนี้เท่านั้นเพียงแต่บัณฑิตคนอื่นนั้นกลับตกใจกลัวจนตายกันหมด เหลือเพียงเขาที่นับว่าผิดแผกจากคนอื่น เขาไม่เพียงมีชีวิตรอด ทั้งยังใช้ชีวิตอย่างออกรสออกชาติ เหล่าโจรในค่ายนั้นถนัดแต่เรื่องการจี้ปล้น ไม่มีผู้ใดจะถนัดเรื่องการเงินจนถึงขั้นเรียกได้ว่าย่ำแย่ ด้วยเหตุนี้นายท่านสามจึงได้ค่อยๆ ไต่เต้าขึ้นมาได้

            อาลู่นั้นไม่อาจมองชายคนที่กำลังป้อนไชเท้าให้เจ้าม้า กับชายคนที่โยนคนลงสระกระดูกเมื่อคืนก่อนเป็นคนเดียวกันได้จริงๆ

            “นายท่านสาม ข้าอยากเข้าร่วมกับหน่วยลาดตระเวน”

            อาลู่จับทางชายตรงหน้าไม่ถูก จึงเลือกจะกล่าววัตถุประสงค์ของเขาตรงๆ

            “เข้าหน่วยลาดตระเวน” นายท่านสามทำท่าไตร่ตรองครู่หนึ่ง มือก็ยังคงป้อนอาหารม้าต่อ

            อาลู่ไม่กล้ามองหน้านายท่านสาม ได้แต่มองท่าทางเขายามให้อาหารม้า มองเจ้าม้าอ้าปากกัดหัวไชเท้าในมือนายท่านสามจนแทบถึงโคน หากมันยังกัดต่อ คงได้กัดเข้ากับมือนายท่านสาม เห็นเช่นนั้นเหงื่อเย็นก็ค่อยๆ ไหล

            “หน่วยลาดตระเวนก็ไม่เลว ระยะนี้นับวันก็ยิ่งปล้นชิงยากขึ้น อากาศวิปริตแปรปรวน คาราวานที่ผ่านมาก็น้อยลง ยากนักที่จะผ่านมาสักขบวน พวกค่ายพยัคฆ์ขาวข้างๆ ก็ยังมาแย่งอาหาร หากว่าเจ้านั้นสืบข่าวสำคัญมาได้จริงๆ ก็นับว่าสร้างคุณงามความดีไม่น้อย”

            จวบจนเห็นเจ้าม้ากัดลงบนนิ้วนายท่านสามจริงๆ นายท่านสามก็เพียงดีดมันเบาๆ เจ้าม้าก็พลันหดคอกลับไป

            ส่วนอาลู่ก็ยังคงพยักหน้าตามเคย

            “เจ้ารู้หรือไม่ เหตุใดข้าจึงยอมให้เจ้ากับน้องสาวตามขึ้นเขามา ทั้งยังยอมให้เจ้ามาแทนตำแหน่งเจ้าก้างได้”

            เด็กหนุ่มส่ายหน้าไปมา อันที่จริงเขาเองก็อยากรู้เช่นกัน

            “ยามที่ข้าเจอเจ้าในเช้าวันนั้น ข้ากำลังพาหน่วยลาดตระเวนมาช่วยกันจัดการศพพี่น้องของเราที่มีทั้งโดนฟันจนเละ ทั้งโดนสัตว์ป่ากัดกินจนเหลือเพียงกระดูก ทว่าเจ้าเด็กที่ยังไม่ใช่แม้กระทั่งชายหนุ่ม ซ้ำยังมีทารกกลับยังสุขสบายดีอยู่ข้างแม่น้ำ”

            เมื่อพูดถึงตรงนี้ ชายหนุ่มก็ชะงักไปครู่หนึ่ง

            “จับเจ้าขึ้นมาบนเขาแล้ว เจ้าก็ไม่เพียงแค่ยังมีชีวิตรอด ตามที่ข้ารู้มา แม้กระทั่งเจ้าราชาม้าที่ป่วยหนักเมื่อได้อยู่กับเจ้าก็หายดีเสียแล้ว ออกปล้นครั้งนี้ เจ้าก็สร้างคุณประโยชน์ครั้งใหญ่ แม้จะได้รับบาดเจ็บสาหัสมา เจ้าก็ยังรอดมาได้... กระทั่งคนที่เย็นชาเช่นนางก็ยังชอบพวกเจ้าสองพี่น้อง.....” 

            ทว่าประโยคสุดท้ายนั้น อาลู่กลับฟังไม่ชัดนัก

            เพียงรู้สึกว่าบัดนี้ นายท่านสามนั้นดูมีแววระทมทุกข์

            เจ้าม้าที่ยืนอยู่ด้านข้างเมื่อได้กินไชเท้าก็ดีใจ ร้องเสียงแหลมขึ้นทีหนึ่ง

            นายท่านสามตบหลังอาลู่อีกครั้ง

            “เจ้าคือคนดวงดี ข้านั้นดวงไม่ดีนัก จึงได้ชอบคนดวงดี”

            อาลู่เมื่อได้ยินนายท่านสามพูดเช่นนั้นก็ทำอะไรไม่ถูก ปกติเขาก็ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะเป็นคนดวงดี และไม่เคยถูกใครชมเช่นนี้มาก่อน แม้เขาจะมีความคิดเป็นผู้ใหญ่กว่าวัย แต่ถึงอย่างไรเขาก็ยังเป็นแค่เด็กคนหนึ่ง อยู่ดีๆ ก็โดนชมเช่นนี้ จึงรู้สึกเขินจนไม่เป็นตัวเองอยู่สักหน่อย

            เขายังได้ยินนายท่านสามกล่าวต่อว่า “ม้านั้นข้าแค่ให้เจ้าก้างปลาเช่าไป เจ้าก้างปลาทุกครั้งที่กลับมาก็จะแบ่งส่วนจากการปล้นให้ข้าครึ่งหนึ่งเสมอ ตอนนี้เจ้าม้านั่นก็ยกให้เจ้าก็แล้วกัน แต่ข้าเห็นแก่เจ้าที่ยังต้องเลี้ยงน้องสาว เจ้าแบ่งให้ข้าหนึ่งในสามส่วนก็พอ”

            อาลู่ “......”

    คล้ายกับเรื่องหงสาสีนิล (จบ) ที่คุณอ่าน