สายตาทุกคู่จับจ้องไปที่หยางฉินเทียนผู้กำลังเดินเข้าไปทดสอบที่แท่นศิลาวิถีเต๋าใน่เวลานี้ไม่มีใครได้รับการพูดถึงมากกว่าเขาอีกแล้ว ผลของการจับแมลงแห่งเต๋าได้มากขนาดนั้นถือว่าเป็ประวัติศาสตร์ั้แ่ก่อตั้งหมู่บ้านมาไม่มีใครคนใดที่สามารถทำได้เยี่ยงนี้ จากเหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้สถานะของเขาในใจของผู้คนเหล่านี้เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง
ด้วยมูลค่าของแมลงแห่งเต๋าที่เขาและอนาคตที่สดใสจากการสนับสนุนของตระกูลโม่ เขาจึงเป็ผู้ที่ใคร ๆ ปรารถนาที่คบหาด้วยยกเว้นพวกอิจฉาตาร้อน หรืออยู่ภายใต้สังกัดาุโคนใดคนหนึ่งซึ่งไม่อาจจะแสดงออกถึงความรู้สึกตามความคิดเห็นส่วนตัวได้
“เ้าคิดว่าหยางฉินเทียนจะเป็วิถีพลังสายไหน”
“ไม่รู้สิ อาจจะได้สายควบคุมมั้ง”
“คงไม่ได้สายแผ่พุ่งหรอกนะดูแล้วไม่ค่อยเข้ากัน”
“เป็ไปไม่ได้หรอก สายแผ่พุ่งส่วนใหญ่จะเป็สายบู๊ล้างผลาญเพราะมีความครบเครื่องในการรุกทั้งระยะไกลระยะกลาง และระยะประชิด เท่าที่ดูแล้วเขาไม่น่าจะเป็สายนี้”
เสียงคุยกันดังขึ้นโดยรอบ ต่างคนก็อยากจะรู้ผล
หยางฉินเทียนเอามือแตะไปที่ผลึกใสแล้วเคลื่อนพลังแห่งเต๋าจากจุดตันเถียนไปสู่ภายนอกผลึกใสเรืองแสงสีเขียวระเรื่อ
“วิถีพลังของเ้าเป็สายเสริมพลัง!” เ้าหน้าที่ประกาศให้รับรู้โดยทั่วกันเสียงฮือฮาเกิดขึ้นอีกครั้งแล้วก็วิจารณ์ไปต่าง ๆ นานาเพราะสายเสริมพลังเหมาะที่จะเป็ช่างตีเหล็กมากกว่าเป็นักรบแต่ก็ใช่ว่าสายนี้จะอ่อนแอในการต่อสู้ เพราะมีวิถีพลังสายปะทะเป็วิถีรอง
ชายวัยกลางคนยืนรอให้พลังเต๋าของหยางฉินเทียนในผลึกส่งทอดลงไปที่แผ่นหยกแล้วจึงหยิบออกมามอบให้เ้าของหยกชิ้นนี้จะใช้ในการเก็บข้อมูลของคัมภีร์ได้ 10 เล่มมันจะจดจำพลังเต๋าของเขาไว้โดยไม่อนุญาติให้ผู้อื่นใช้งาน เพราะหากพลังเต๋าไม่ตรงกับที่บันทึกในครั้งแรกก็จะไม่สามารถเปิดอ่านได้หยางฉินเทียนรับแผ่นหยกแล้วเดินเข้าไปในประตูที่ชื่อว่า “เสริมพลัง”
“โห...ข้านึกว่าคัมภีร์จะเป็เล่มเสียอีก”เขาเอ่ยขึ้นเมื่อเป็แท่งศิลาเรียงกันเป็แถวสิ่งที่จารึกบนศิลามีเพียงชื่อเื่ของเนื้อหาที่บันทึกอยู่ภายใน
หอคัมภีร์มีทั้งหมดสี่ชั้นแต่ละชั้นจะบันทึกคัมภีร์ที่มีระดับแตกต่างกันชั้นแรกจะเป็ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับเื่ต่าง ๆ และวิชาระดับ 1ในความเป็จริงแล้วระดับของวิชามี 10 ระดับตามขั้นของพลังผู้ฝึกยุทธ์ในระดับปฐมธาตุสามารถใช้วิชาระดับ 2 ได้หากพลังเต๋าเพียงพอแต่ถึงกระนั้นประสิทธิภาพก็มิอาจเทียบเท่าจอมยุทธ์ระดับผลึกโลหิตผู้ใช้วิชาเดียวกัน
“หอคัมภีร์มีเพียงสี่ชั้นวิชาที่นี่คงสูงสุดแค่ระดับสี่”
หยางฉินเทียนมองไปรอบ ๆเขาเป็คนแรกที่วิถีพลังเป็สายเสริมพลังจึงไม่เห็นคนอื่นในห้องนี้ปลายสุดของห้องมีบันไดทางขึ้นสองข้างทางเป็ประตูที่เชื่อมต่อกับห้องเก็บคัมภีร์ของวิถีพลังอื่นซึ่งหน้าตาเหมือนประตูทางเข้าด้านหน้า
เขาเดินเข้าไปช้า ๆเพื่อหาดูข้อมูลพื้นฐานในโลกนี้ แม้เขาจะมีข้อมูลเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ทั้งหมดแต่นั่นมันก็เป็เื่ของเหตุการณ์สำคัญ ไม่ได้กล่าวถึงข้อมูลพื้นฐานที่เขาควรรู้ในเมื่อเ้าของร่างเดิมไม่ใช่คนจากตระกูลหลักเขาจึงไม่ได้เรียนรู้เื่พวกนี้มาก่อน
“ความรู้พื้นฐานสายเสริมพลัง?”
ศิลาก้อนหนึ่งสะดุดตาหยางฉินเทียนมันเป็ศิลาเก่า ๆที่ดูเหมือนจะไม่ค่อยมีใครอยากจะรู้เื่ราวพื้นฐานสักเท่าไหร่นักเพราะส่วนใหญ่มักจะไปเลือกคัมภีร์สายปะทะที่อยู่ห้องข้างเคียงมากกว่าเพราะสายเสริมพลังไม่ได้เด่นเื่ต่อสู้ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดในโลกนี้ก็คือพลังผู้ที่มีความแข็งแกร่งกว่าคือผู้ลิขิตทุกสิ่งชาวยุทธ์ทั้งหลายจึงไขว่คว้าหาพลังอันจะนำมาซึ่งอำนาจ เขาได้ััอำนาจอันสูงสุดครั้งหนึ่งและนั่นก็เป็บทเรียนที่เขาไม่เคยลืม หรือพูดให้ชัดเจนกว่านั้นก็คือ...ต้องไม่ลืม!
หยางฉินเทียนยื่นมือออกไปััที่แท่งศิลาส่งกระแสแห่งพลังเต๋าเข้าไปเพื่ออ่านข้อมูลที่บันทึกอยู่ภายในตัวหนังสือผุดขึ้นในห้วงแห่งจิตบรรทัดต่อบรรทัด
จักรวาลล้วนหมุนไปวิถีแห่งเต๋าเท่านั้นคงที่
ทุกวิถีมีทิศทาง แต่ทิศทางไม่มีวิถี
พลังอยู่ในวิถี แผ่ออกไปตามสภาพแห่งเต๋า
ผู้ดูเบาสายเสริมพลังย่อมไม่เห็นจักรวาล
ทุกสรรพสิ่งย่อมเป็ไปตามกฎเสริมพลังเพียงหนึ่ง
ซึ่งต้านทานกฎเ่าั้แม้์ก็มิอาจคาดคะเน
วันนี้ต่ำต้อย พรุ่งนี้เสมอภาค เสริมพลังค้ำฟ้าผ่าเวหา
จักรวาลน้อยใหญ่ โคจรไร้กาลเวลาแต่มิไร้พลัง
ดูดซับฟ้าดิน ดึงฟ้าเข้าสิ้นฮุ่ยดึงแผ่นดินเข้ากังหมิน
ถ่ายทอดสู่สีจุงขยายออกไปทั่วร่างแล้วรวบเข้าตันเถียน
เมื่อเ้าล่วงรู้ถึงเบื้องต้นััเบื้องกลางแห่งวิถี
จงแสวงหาคำแนะนำของข้า...หลี่จิ้ง
“หลี่จิ้ง?” หยางฉินเทียนนึกชื่อนี้ได้ตามประวัติศาสตร์ ท่านผู้นี้คือปรมาจารย์ผู้มีวิถีแห่งสายเสริมพลัง“ในเมื่อท่านตายไปเมื่อสองร้อยปีก่อนคำแนะนำที่ว่าท่านน่าจะหมายถึงเคล็ดวิชาขั้นสูงที่ท่านคิดค้นขึ้นแต่เสียดายที่ยังไม่เคยมีใครค้นพบสิ่งนั้นเลยแม้ต่อจากนี้ในอนาคตอีกห้าสิบปี”
“ครั้งแรกที่ข้าเห็นชื่อคัมภีร์นึกว่าเป็ข้อมูลพื้นฐานแบบสาราณุกรมออนไลน์ในโลกมนุษย์ความจริงกลับดูเหมือนจะเป็เคล็ดวิชาเบื้องต้นเสียมากกว่า แต่เมื่อคิดดูแล้วข้อมูลเหล่านี้ล้วนมีราคา การจะรวบรวมข้อมูลทั้งหมดแล้วสรุปออกมาเป็หลักสูตรตามสถานศึกษาสมัยใหม่ในโลกมนุษย์คงเป็ไปไม่ได้”
หยางฉินเทียนถอนหายใจเฮือกหนึ่งจากการอ่านศิลาแท่งแรกก็พอจะรู้ชะตากรรมแล้วว่าเขาจะต้องเหน็ดเหนื่อยกับการสั่งสมข้อมูลมากแค่ไหนเพราะข้อมูลที่สมบูรณ์นั้นไม่มีในโลกใบนี้! เื่ข้อมูลพื้นฐานเขาควรถามผู้รู้ซึ่งได้รวบรวมข้อมูลไว้ในสมองของตนทีเดียวเลยจะเร็วกว่า
เมื่อเขาคิดดังนี้จึงเดินหาวิชาที่น่าสนใจและสะดุดตาเข้ากับศิลาแท่งหนึ่งซึ่งจารึกว่า “ฝ่าเท้าวานร”