ก่อนหน้านี้ผมเปิดกระจกข้างทิ้งไว้พอให้อากาศเข้า ลมเย็นจากช่องอากาศในลานจอด พัดแผ่วเข้ามาแตะผิวคู่กับเสียงก้องเบา ๆ ของเครื่องยนต์รถคันอื่นดังสะท้อนอยู่ไม่ขาด ขณะที่ผมผล็อยหลับไป
สักพัก เงาของหญิงสาวร่างเล็กสะท้อนบนผิวเงาวับของรถคันสีดำที่ผมนั่งหลับอยู่ ร่างนั้นค่อย ๆ เดินเข้ามาใกล้ทีละก้าว ก้มหน้าก้มตามองโทรศัพท์บ้างก็เงยหน้าขึ้นมองทาง
จังหวะที่เธอเดินใกล้เข้ามา สายตาก็สะดุดเข้ากับกระจกประตูรถที่ถูกเปิดแง้มทิ้งไว้ ความสงสัยแล่นเข้ามาทันที แต่จากมุมที่เธอยืนอยู่ เธอกลับมองไม่เห็นภายในรถชัดนัก
เธอหยุดยืนลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่สุดท้ายก็ขยับเข้ามาใกล้อีกนิด ก่อนจะโน้มตัวลงเล็กน้อย ส่งสายตามองลอดกระจกเข้าไปด้านใน
ทว่าก็เป็นอย่างที่เธอคาดไว้ พี่วายุ คนขับรถ กลับมาถึงก่อนเธอแล้ว และตอนนี้กำลังนั่งหลับสนิทอยู่บนเบาะหลัง สีหน้าดูสงบ
สายตาของมะขิงเลื่อนลงไปยังโทรศัพท์ในมือตัวเอง หน้าจอยังคงค้างอยู่ที่กล่องข้อความของพี่วายุที่เธอตั้งใจจะโทรหาเมื่อครู่ แต่เมื่อเห็นเขาหลับอยู่ตรงหน้า ความตั้งใจนั้นก็หยุดลงกลางทาง
เธอเม้มปากเบา ๆ คล้ายทั้งเอ็นดูและลังเล ไม่รู้ว่าควรจะปลุกดีหรือปล่อยให้เขาได้พักต่อไป
ขณะนั้นเอง ความทรงจำก่อนหน้านี้ก็ผุดขึ้นมาในหัว มะขิงยืนนิ่งพลางปล่อยใจให้หวนคิดย้อนไป ตอนที่เธอเคยขอให้พี่วายุช่วยขยับตู้ในห้องให้ แต่พี่เขากลับไปขยับตู้ที่เธอซ่อนบางสิ่งเอาไว้
หัวใจเธอเต้นแรงขึ้นทันที เธอสูดหายใจลึกแล้วส่ายศีรษะไปมาราวกับจะสลัดความคิดทิ้งไป แต่ความกังวลตีตื้นขึ้นมาโดยไม่อาจห้ามได้ และเธอก็คิดถึงมันอยู่ตลอดเวลา
เธอไม่รู้เลยว่าพี่วายุได้เห็นสิ่งนั้นหรือยัง และถ้าเห็น…เขาจะมองตัวเธอเป็นคนแบบไหนกัน
สายตาของเธอเผลอมองเข้าไปในรถอีกครั้ง ราวกับพยายามอ่านคำตอบจากใบหน้าที่กำลังหลับสนิทนั้น
เธอยืนนิ่งอยู่นาน ความคิดวกวนไม่หยุด จู่ ๆ โทรศัพท์ในมือก็สั่นขึ้นมา
ตื้ด...!
เสียงสั่นดังแทรกความเงียบ ทำเอาเธอแทบสะดุ้งเฮือก สายตารีบก้มมองหน้าจอ และเห็นชื่อที่ปรากฏขึ้น “แม่”
มะขิงรีบถอยห่างจากรถไปสองสามก้าว ก่อนจะกดรับสายด้วยมือที่ยังไม่ทันนิ่งสนิท
“ค่ะแม่” มะขิงเอ่ยทักเสียงเบา
“เป็นไงบ้างลูก” เสียงแม่ดังลอดมาตามสาย อ่อนโยนแต่ก็แฝงความห่วงใย
“เรื่องอะไรเหรอคะ” มะขิงถามกลับ สายตายังเหลือบมองไปทางรถ พลางลุ้นว่าพี่วายุจะตื่นขึ้นมาหรือยัง
“ก็โทรศัพท์ใหม่ไง…ซื้อแล้วหรือยัง” น้ำเสียงแม่ฟังดูสบาย ๆ แถมยังหัวเราะเบา ๆ ตามมา
“อ้อ…ซื้อแล้วค่ะแม่ ของแม่ก็ซื้อแล้วนะคะ น่าใช้มากเลย เดี๋ยวกลับไปจะเอาไปให้ค่ะ” มะขิงตอบพลางยิ้มจาง ๆ
“จ้ะ…ลูก แล้ว…พี่เขาอยู่ด้วยหรือเปล่า” แม่ถามเสียงอ้อม ๆ ราวกับต้องการเช็กบางอย่าง
มะขิงชะงักไปเล็กน้อย สายตาเลื่อนกลับไปยังรถคันสีดำที่จอดอยู่อย่างเงียบงัน ในนั้นยังมีร่างของพี่วายุที่หลับอยู่ เธอเม้มปาก ไม่แน่ใจว่าจะตอบตรง ๆ หรือเลี่ยงไปดี
“พี่เขา…คงเดินเล่นอยู่ค่ะ ตอนนี้หนูอยู่…ร้านหนังสือ” มะขิงตอบพลางเม้มปากเล็กน้อย
“จ้ะลูก ตอนนี้แม่ยังไม่เสร็จงานเลย เดี๋ยวใกล้เสร็จแล้วแม่จะโทรบอกอีกทีนะ” เสียงแม่ดังกลับมาอย่างอบอุ่น
“ค่ะ” มะขิงกดวางสาย ก่อนจะถอนหายใจแผ่ว ๆ แล้วเผลอพึมพำออกมาเบา ๆ
“ขอโทษนะคะแม่…ที่หนูโกหก”
เธอยกมือกอดโทรศัพท์แนบอกอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเหลือบตามองไปยังรถคันเดิมที่พี่วายุนั่งหลับอยู่ ความรู้สึกสับสนยังคงตีกันอยู่ในใจ
มะขิงก้าวเท้าเข้าไปใกล้รถช้า ๆ มือเอื้อมไปแตะที่เปิดประตูรถอย่างแผ่วเบา สายตาจับจ้องไปยังร่างของวายุที่ยังคงเอนหลับอยู่ ที่เบาะฝั่งขวาตรงข้ามกับเธอ
เธอกระซิบกับตัวเองแทบไม่ได้ยิน
“พี่เขาต้องเห็นแน่ ๆ …ขนาดเราลองทำตามพี่เขาดูก็ยังเห็นเลย”
ขาของเธอที่ยืนชิดกันแน่น บิดเร่าไปมาอย่างไม่ตั้งใจ พยายามเก็บความรู้สึกที่ตื่นเต้น มืออีกข้างบีบลงบนต้นขาอย่างแรง ราวกับเป็นทางออกเดียวให้ความตึงเครียดภายใน
หัวใจของเธอเต้นแรงราวกับกำลังจะถูกจับได้ในความลับที่ไม่อยากให้ใครรู้
เธอถอนหายใจเฮือกยาว ก่อนจะค่อย ๆ เลื่อนเปิดประตูรถ พบว่าประตูไม่ได้ล็อกไว้
เธอดึงประตูให้เปิดออกมากขึ้น แต่พี่วายุยังคงหลับสนิทอยู่บนเบาะ ในใจอยากให้พี่เขาตื่นขึ้นมาแต่อีกใจหนึ่งก็ไม่แน่ใจกับตัวเอง
แต่ว่าพี่เขาไม่ได้ตื่นขึ้นมา มะขิงจึงยกตัวขึ้นนั่งบนเบาะ เอาข้าวของไปไว้เบาะหลัง มือข้างหนึ่งเกาะขอบเบาะเพื่อทรงตัว ก่อนจะปิดประตู เบาๆ แต่ทว่ามันก็
ตึ้ง…!
เสียงประตูปิดทำให้วายุสะดุ้งเบา ๆ ก่อนจะค่อย ๆ ลืมตาขึ้น มองไปรอบ ๆ แล้วพบมะขิงนั่งอยู่เบาะข้าง ๆ
“น้องมาตอนไหนครับ…พี่ตกใจหมดเลย” เสียงเขาเฮือกออกมาพร้อมกับการหายใจติดขัด มือทั้งสองข้างกุมหน้าอก
สายตาของผมจับจ้องมะขิงด้วยความไม่เข้าใจ ผสมกับความประหลาดใจ
ผมทำให้ตัวเองใจเย็นลงแล้วเอ่ย “ไปรับคุณเอมต่อเลยไหมครับ” ผมมองตาเธอผ่านเลนส์แว่นตา
“คุณแม่โทรมาบอกเมื่อกี้ ว่ายังไม่เสร็จงานค่ะ” มะขิงเอ่ย พลางก้มมองมือของตัวเองที่ประสานกันอยู่ และนวดเบา ๆ เพื่อคลายความตึงเครียด
สายตาของผมเลื่อนลงไปตามมือและขาของเธอที่บิดเล็กน้อย เหมือนพยายามเก็บความรู้สึกบางอย่าง
“อ๋อ…ครับ” ผมพยักหน้า มองเธออยู่สักพัก ก่อนจะเอื้อมมือไปเปิดประตูรถอย่างช้าๆ
ทันใดนั้น ผมก็สัมผัสได้ถึงมืออุ่น ๆ ที่ชุ่มไปด้วยเหงื่อ ดึงแขนผมไว้เบา ๆ
ผมหันกลับไปมองหน้าเธอ แต่เธอยังคงก้มมองต่ำ ไม่เปลี่ยนท่าทางไปจากเดิม
“พี่คะ…เดี๋ยวก่อน” เสียงของมะขิงเบาและสั่นเล็กน้อย แฝงความลังเลและขอร้อง “เอ่อ…คือว่า…” เธอเงียบไป ใบหน้าแดงระรื่อ นิ้วทั้งห้ากุมแขนผมแน่น ไม่แสดงท่าทีจะปล่อย
ผมตอบกลับไปด้วยเสียงเรียบ แต่หัวใจเต้นแรงผิดปกติ ความคิดแล่นวูบไปทั่ว นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ “มีอะไรเหรอมะขิง?” ผมถามออกไปอย่างใจเย็น
มือของเธอกุมแขนผมแน่นขึ้น ร้อนชื้นไปด้วยเหงื่อ “คือว่า…วันก่อน…ที่หนูให้พี่ช่วยย้ายตู้ในห้อง…” เธอหยุดไปอีกครั้ง
ขาของเธอบิดไปมาอย่างประหม่า ราวกับลังเลไม่กล้าพูดต่อ “พี่…เห็นใช่ไหมคะ?” น้ำเสียงสั่นเล็กน้อย แฝงความกังวลและอาย
ผมถอนหายใจออกเล็กน้อย “พี่นึกว่าเป็นเรื่องอะไร” ผมทำเสียงให้สบาย ๆ ก่อนจะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“มะขิง…ปล่อยแขนพี่ก่อน”
เมื่อเธอได้ยินเช่นนั้น มะขิงรีบชำเลืองมองมือของตัวเอง แล้วค่อย ๆ ปล่อยออกไป แต่รอยแดงจากแรงกุมแขนของเธอยังคงอยู่บนแขนผม
“ขอโทษค่ะ…พี่เจ็บไหม” เธอถามพร้อมเงยหน้ามองด้วยสายตาเป็นห่วง
ผมหัวเราะเบา ๆ คล้ายอยากให้เธอคลายกังวล “แค่นี้ไม่เจ็บหรอก สบายใจได้”
คำพูดนั้นเหมือนเป็นสัญญาณให้มะขิงปล่อยลมหายใจยาวออกมา เหมือนคนที่เก็บความกังวลเอาไว้ในอกมานานแล้วเพิ่งได้ปลดปล่อยออกมาในวินาทีนั้น
“ใช่จริง ๆ ด้วย… พี่ไม่ตอบแบบนี้” เธอพึมพำเสียงแผ่ว ดวงตาหลุบต่ำมองแขนผมอีกครั้ง แววตาที่เต็มไปด้วยทั้งความโล่งใจและเขินในที
ผมสูดหายใจลึก ก่อนจะตัดสินใจบอกความจริงออกไป สีหน้าผมเคร่งขรึมขึ้นอย่างตั้งใจ “ใช่แล้วแหละ พี่เห็น… แต่จะคิดมากไปทำไมล่ะ มันไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรนี่”
คำพูดนั้นเปล่งออกมาชัดถ้อยชัดคำ ราวกับอยากตัดความกังวลของเธอให้สิ้นไป
ผมมองไปด้านหน้า ใช้แขนค้ำกับพนักพิงแล้วทอดสายตามองรถที่แล่นผ่านไปมา