เกิดใหม่กับระบบ คนขับราคะ

    ตอนที่ 35

    ก่อนหน้านี้ผมเปิดกระจกข้างทิ้งไว้พอให้อากาศเข้า ลมเย็นจากช่องอากาศในลานจอด พัดแผ่วเข้ามาแตะผิวคู่กับเสียงก้องเบา ๆ ของเครื่องยนต์รถคันอื่นดังสะท้อนอยู่ไม่ขาด ขณะที่ผมผล็อยหลับไป


    สักพัก เงาของหญิงสาวร่างเล็กสะท้อนบนผิวเงาวับของรถคันสีดำที่ผมนั่งหลับอยู่ ร่างนั้นค่อย ๆ เดินเข้ามาใกล้ทีละก้าว ก้มหน้าก้มตามองโทรศัพท์บ้างก็เงยหน้าขึ้นมองทาง


    จังหวะที่เธอเดินใกล้เข้ามา สายตาก็สะดุดเข้ากับกระจกประตูรถที่ถูกเปิดแง้มทิ้งไว้ ความสงสัยแล่นเข้ามาทันที แต่จากมุมที่เธอยืนอยู่ เธอกลับมองไม่เห็นภายในรถชัดนัก


    เธอหยุดยืนลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่สุดท้ายก็ขยับเข้ามาใกล้อีกนิด ก่อนจะโน้มตัวลงเล็กน้อย ส่งสายตามองลอดกระจกเข้าไปด้านใน


    ทว่าก็เป็นอย่างที่เธอคาดไว้ พี่วายุ คนขับรถ กลับมาถึงก่อนเธอแล้ว และตอนนี้กำลังนั่งหลับสนิทอยู่บนเบาะหลัง สีหน้าดูสงบ


    สายตาของมะขิงเลื่อนลงไปยังโทรศัพท์ในมือตัวเอง หน้าจอยังคงค้างอยู่ที่กล่องข้อความของพี่วายุที่เธอตั้งใจจะโทรหาเมื่อครู่ แต่เมื่อเห็นเขาหลับอยู่ตรงหน้า ความตั้งใจนั้นก็หยุดลงกลางทาง


    เธอเม้มปากเบา ๆ คล้ายทั้งเอ็นดูและลังเล ไม่รู้ว่าควรจะปลุกดีหรือปล่อยให้เขาได้พักต่อไป


    ขณะนั้นเอง ความทรงจำก่อนหน้านี้ก็ผุดขึ้นมาในหัว มะขิงยืนนิ่งพลางปล่อยใจให้หวนคิดย้อนไป ตอนที่เธอเคยขอให้พี่วายุช่วยขยับตู้ในห้องให้ แต่พี่เขากลับไปขยับตู้ที่เธอซ่อนบางสิ่งเอาไว้


    หัวใจเธอเต้นแรงขึ้นทันที เธอสูดหายใจลึกแล้วส่ายศีรษะไปมาราวกับจะสลัดความคิดทิ้งไป แต่ความกังวลตีตื้นขึ้นมาโดยไม่อาจห้ามได้ และเธอก็คิดถึงมันอยู่ตลอดเวลา 


    เธอไม่รู้เลยว่าพี่วายุได้เห็นสิ่งนั้นหรือยัง และถ้าเห็น…เขาจะมองตัวเธอเป็นคนแบบไหนกัน


    สายตาของเธอเผลอมองเข้าไปในรถอีกครั้ง ราวกับพยายามอ่านคำตอบจากใบหน้าที่กำลังหลับสนิทนั้น


    เธอยืนนิ่งอยู่นาน ความคิดวกวนไม่หยุด จู่ ๆ โทรศัพท์ในมือก็สั่นขึ้นมา 


    ตื้ด...! 


    เสียงสั่นดังแทรกความเงียบ ทำเอาเธอแทบสะดุ้งเฮือก สายตารีบก้มมองหน้าจอ และเห็นชื่อที่ปรากฏขึ้น “แม่”


    มะขิงรีบถอยห่างจากรถไปสองสามก้าว ก่อนจะกดรับสายด้วยมือที่ยังไม่ทันนิ่งสนิท


    “ค่ะแม่” มะขิงเอ่ยทักเสียงเบา


    “เป็นไงบ้างลูก” เสียงแม่ดังลอดมาตามสาย อ่อนโยนแต่ก็แฝงความห่วงใย


    “เรื่องอะไรเหรอคะ” มะขิงถามกลับ สายตายังเหลือบมองไปทางรถ พลางลุ้นว่าพี่วายุจะตื่นขึ้นมาหรือยัง


    “ก็โทรศัพท์ใหม่ไง…ซื้อแล้วหรือยัง” น้ำเสียงแม่ฟังดูสบาย ๆ แถมยังหัวเราะเบา ๆ ตามมา


    “อ้อ…ซื้อแล้วค่ะแม่ ของแม่ก็ซื้อแล้วนะคะ น่าใช้มากเลย เดี๋ยวกลับไปจะเอาไปให้ค่ะ” มะขิงตอบพลางยิ้มจาง ๆ


    “จ้ะ…ลูก แล้ว…พี่เขาอยู่ด้วยหรือเปล่า” แม่ถามเสียงอ้อม ๆ ราวกับต้องการเช็กบางอย่าง


    มะขิงชะงักไปเล็กน้อย สายตาเลื่อนกลับไปยังรถคันสีดำที่จอดอยู่อย่างเงียบงัน ในนั้นยังมีร่างของพี่วายุที่หลับอยู่ เธอเม้มปาก ไม่แน่ใจว่าจะตอบตรง ๆ หรือเลี่ยงไปดี


    “พี่เขา…คงเดินเล่นอยู่ค่ะ ตอนนี้หนูอยู่…ร้านหนังสือ” มะขิงตอบพลางเม้มปากเล็กน้อย


    “จ้ะลูก ตอนนี้แม่ยังไม่เสร็จงานเลย เดี๋ยวใกล้เสร็จแล้วแม่จะโทรบอกอีกทีนะ” เสียงแม่ดังกลับมาอย่างอบอุ่น


    “ค่ะ” มะขิงกดวางสาย ก่อนจะถอนหายใจแผ่ว ๆ แล้วเผลอพึมพำออกมาเบา ๆ


    “ขอโทษนะคะแม่…ที่หนูโกหก”


    เธอยกมือกอดโทรศัพท์แนบอกอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเหลือบตามองไปยังรถคันเดิมที่พี่วายุนั่งหลับอยู่ ความรู้สึกสับสนยังคงตีกันอยู่ในใจ

    มะขิงก้าวเท้าเข้าไปใกล้รถช้า ๆ มือเอื้อมไปแตะที่เปิดประตูรถอย่างแผ่วเบา สายตาจับจ้องไปยังร่างของวายุที่ยังคงเอนหลับอยู่ ที่เบาะฝั่งขวาตรงข้ามกับเธอ


    เธอกระซิบกับตัวเองแทบไม่ได้ยิน


    “พี่เขาต้องเห็นแน่ ๆ …ขนาดเราลองทำตามพี่เขาดูก็ยังเห็นเลย”


    ขาของเธอที่ยืนชิดกันแน่น บิดเร่าไปมาอย่างไม่ตั้งใจ พยายามเก็บความรู้สึกที่ตื่นเต้น มืออีกข้างบีบลงบนต้นขาอย่างแรง ราวกับเป็นทางออกเดียวให้ความตึงเครียดภายใน


    หัวใจของเธอเต้นแรงราวกับกำลังจะถูกจับได้ในความลับที่ไม่อยากให้ใครรู้


    เธอถอนหายใจเฮือกยาว ก่อนจะค่อย ๆ เลื่อนเปิดประตูรถ พบว่าประตูไม่ได้ล็อกไว้


    เธอดึงประตูให้เปิดออกมากขึ้น แต่พี่วายุยังคงหลับสนิทอยู่บนเบาะ ในใจอยากให้พี่เขาตื่นขึ้นมาแต่อีกใจหนึ่งก็ไม่แน่ใจกับตัวเอง


    แต่ว่าพี่เขาไม่ได้ตื่นขึ้นมา มะขิงจึงยกตัวขึ้นนั่งบนเบาะ เอาข้าวของไปไว้เบาะหลัง มือข้างหนึ่งเกาะขอบเบาะเพื่อทรงตัว ก่อนจะปิดประตู เบาๆ แต่ทว่ามันก็


    ตึ้ง…!


    เสียงประตูปิดทำให้วายุสะดุ้งเบา ๆ ก่อนจะค่อย ๆ ลืมตาขึ้น มองไปรอบ ๆ แล้วพบมะขิงนั่งอยู่เบาะข้าง ๆ 


    “น้องมาตอนไหนครับ…พี่ตกใจหมดเลย” เสียงเขาเฮือกออกมาพร้อมกับการหายใจติดขัด มือทั้งสองข้างกุมหน้าอก


    สายตาของผมจับจ้องมะขิงด้วยความไม่เข้าใจ ผสมกับความประหลาดใจ 


    ผมทำให้ตัวเองใจเย็นลงแล้วเอ่ย “ไปรับคุณเอมต่อเลยไหมครับ” ผมมองตาเธอผ่านเลนส์แว่นตา 


    “คุณแม่โทรมาบอกเมื่อกี้ ว่ายังไม่เสร็จงานค่ะ” มะขิงเอ่ย พลางก้มมองมือของตัวเองที่ประสานกันอยู่ และนวดเบา ๆ เพื่อคลายความตึงเครียด

    สายตาของผมเลื่อนลงไปตามมือและขาของเธอที่บิดเล็กน้อย เหมือนพยายามเก็บความรู้สึกบางอย่าง


    “อ๋อ…ครับ” ผมพยักหน้า มองเธออยู่สักพัก ก่อนจะเอื้อมมือไปเปิดประตูรถอย่างช้าๆ 


    ทันใดนั้น ผมก็สัมผัสได้ถึงมืออุ่น ๆ ที่ชุ่มไปด้วยเหงื่อ ดึงแขนผมไว้เบา ๆ


    ผมหันกลับไปมองหน้าเธอ แต่เธอยังคงก้มมองต่ำ ไม่เปลี่ยนท่าทางไปจากเดิม


    “พี่คะ…เดี๋ยวก่อน” เสียงของมะขิงเบาและสั่นเล็กน้อย แฝงความลังเลและขอร้อง “เอ่อ…คือว่า…” เธอเงียบไป ใบหน้าแดงระรื่อ นิ้วทั้งห้ากุมแขนผมแน่น ไม่แสดงท่าทีจะปล่อย


    ผมตอบกลับไปด้วยเสียงเรียบ แต่หัวใจเต้นแรงผิดปกติ ความคิดแล่นวูบไปทั่ว นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ “มีอะไรเหรอมะขิง?” ผมถามออกไปอย่างใจเย็น


    มือของเธอกุมแขนผมแน่นขึ้น ร้อนชื้นไปด้วยเหงื่อ “คือว่า…วันก่อน…ที่หนูให้พี่ช่วยย้ายตู้ในห้อง…” เธอหยุดไปอีกครั้ง


    ขาของเธอบิดไปมาอย่างประหม่า ราวกับลังเลไม่กล้าพูดต่อ “พี่…เห็นใช่ไหมคะ?” น้ำเสียงสั่นเล็กน้อย แฝงความกังวลและอาย


    ผมถอนหายใจออกเล็กน้อย “พี่นึกว่าเป็นเรื่องอะไร” ผมทำเสียงให้สบาย ๆ ก่อนจะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน


    “มะขิง…ปล่อยแขนพี่ก่อน”


    เมื่อเธอได้ยินเช่นนั้น มะขิงรีบชำเลืองมองมือของตัวเอง แล้วค่อย ๆ ปล่อยออกไป แต่รอยแดงจากแรงกุมแขนของเธอยังคงอยู่บนแขนผม

    “ขอโทษค่ะ…พี่เจ็บไหม” เธอถามพร้อมเงยหน้ามองด้วยสายตาเป็นห่วง


    ผมหัวเราะเบา ๆ คล้ายอยากให้เธอคลายกังวล “แค่นี้ไม่เจ็บหรอก สบายใจได้”


    คำพูดนั้นเหมือนเป็นสัญญาณให้มะขิงปล่อยลมหายใจยาวออกมา เหมือนคนที่เก็บความกังวลเอาไว้ในอกมานานแล้วเพิ่งได้ปลดปล่อยออกมาในวินาทีนั้น


    “ใช่จริง ๆ ด้วย… พี่ไม่ตอบแบบนี้” เธอพึมพำเสียงแผ่ว ดวงตาหลุบต่ำมองแขนผมอีกครั้ง แววตาที่เต็มไปด้วยทั้งความโล่งใจและเขินในที


    ผมสูดหายใจลึก ก่อนจะตัดสินใจบอกความจริงออกไป สีหน้าผมเคร่งขรึมขึ้นอย่างตั้งใจ “ใช่แล้วแหละ พี่เห็น… แต่จะคิดมากไปทำไมล่ะ มันไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรนี่”


    คำพูดนั้นเปล่งออกมาชัดถ้อยชัดคำ ราวกับอยากตัดความกังวลของเธอให้สิ้นไป 


    ผมมองไปด้านหน้า ใช้แขนค้ำกับพนักพิงแล้วทอดสายตามองรถที่แล่นผ่านไปมา 


     

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่กับระบบ คนขับราคะ ที่คุณอ่าน